อัปเดตล่าสุด 2020-06-30 10:09:39

ตอนที่ 21 บทที่ 8 รนหาที่ (1)

บทที่ 8 :

รนหาที่ (1/3)

 

 

            “รับอะไรดีจ๊ะพี่?”

            สาวสวยเดินออกมาจากเคาท์เตอร์ มือคล้องกันหลวมๆ ทิ้งไว้ยังหน้าตักขณะยืนต้อนรับอย่างสุภาพ ท่าทางประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของร้านขนมหวานแห่งนี้ เธอยืนวาดยิ้มค้าง เมื่อชายผู้ก้าวเข้ามาในร้านโต้ตอบกับเธอสีหน้าคับข้อง ราวมิใช่เจตนาของลูกค้าโดยปกติ

              สาวสวยเริ่มหวั่นใจ เมื่อชายวัยฉกรรจ์ผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหา แต่เธอไม่อาจขยับตัวเลี่ยงอย่างเสียมารยาทได้ ทำเพียงกลั้นหายใจเมื่อชายฉกรรจ์สืบเท้ามาหยุดยืน พร้อมแววตาเป็นประกายน่ากลัวลึกลับ

              “ต...ต้องการขนมอันไหน...ห...ให้ช่วยแนะนำ...ได้นะคะ”

              “รู้จักรีสอร์ทข้างๆ นี่มั้ย”

              “ค...คะ?”

              ชายฉกรรจ์ขยับปีกหมวกที่สวมอยู่ให้ลดลงอำพรางหน้าเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิดใบหน้าที่กำลังแสดงความหงุดหงิดสาวสวยคนนี้ไม่ได้

              “ฉันถามว่ารู้จักรีสอร์ทข้างๆ นี่หรือเปล่า”

              “รีสอร์ท...?” เจ้าของร้านสาวเบี่ยงหน้ามองไปตามทิศทางมือของชายฉกรรจ์ “อ...อ๋อ รวิชญ์ เดอ ศาลายา นี่น่ะเหรอคะ ทำไมเหรอคะ?”

              “มันมีมานานเท่าไหร่แล้ว?”

              “หมายถึงอายุกิจการเหรอคะ อืม...น่าจะสองสามปีแล้วนะคะ”

              “แล้วร้านนี้...” ชายฉกรรจ์มองไปรอบๆ ร้าน “อยู่มาก่อนหรือหลัง?”

              แม้จะไม่เข้าใจในเจตนาของคำถามเหล่านั้น แต่เจ้าของร้านสาวกลับไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธในการตอบ

              “ก่อนค่ะ เอ่อ...คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ?”

              “...” ชายฉกรรจ์นิ่งราวกับขบคิด ก่อนจะตัดสินใจถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วก่อนหน้าที่จะมีรีสอร์ท เธอรู้เรื่อง...อึ่ม...ผีที่นั่นมั้ย?”

              เหมือนถูกปลดล็อคความสงสัยทั้งปวง สาวสวยถึงกับหัวเราะพรืดทันทีเมื่อรู้เจตนาของชายผู้นี้

              “อย่าบอกนะคะว่าคุณจะมาพักที่นั่นเพราะข่าวลือเรื่องผี”

              “ข่าวลือเหรอ?”

              หลังจากสาวสวยหัวเราะจนพอใจ เธอเป็นฝ่ายสืบเท้าเข้าไปใกล้ชายฉกรรจ์อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

              “เอาจริงๆ นะคะ ตอนที่ฉันมาตั้งร้านที่นี่แรกๆ ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องผีเด็กนักเรียนอะไรนั่นเลย ถ้ามีอาถรรพ์แบบนั้นจริง คุณคิดว่าฉันจะตั้งร้านนี้ได้อย่างราบรื่นเหรอคะ?”

              “แปลว่า...มันไม่เคยมีใครมาตายที่นี่ ตามที่เพจนั่นเล่า?”

              สาวสวยถึงกับเบะปาก และพร้อมมากที่จะเล่าต่อ

              “ไม่มีหรอกค่ะ ถ้ามีจริง คนแถวนี้ที่อยู่มาก่อนฉัน เขาต้องพูดกันแซ่ดแล้ว ฉันเดานะคะ เพจฌาดาเดย์อะไรนั่น คงได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของที่พัก ให้แต่งเรื่องสร้างกระแสมากกว่า ที่พักนั่นแต่ก่อนก็เป็นแค่บ้านร้างหลังนึงเท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องน่ากลัวอะไรหรอกค่ะ ที่หนูพูดเนี่ย เพราะหนูไม่ชอบโกหกเพื่อสร้างแบรนด์น่ะค่ะ ก่อนหน้านี้ที่พักนั่นแทบจะไม่มีคนเข้าเลย เคยเข้าไปส่งขนมครั้งนึง...เห็นข้างในนั้นดูธรรมดาเกิ๊น อย่างกับบ้านคนธรรมดา ไม่มีเสน่ห์อะไรเลยค่ะ นี่ๆ หนูขอเม้าท์นะพี่ คนที่เข้ามาพักตามกระแสน่ะเยอะมาก แต่ก็ไม่มีใครเจอเหมือนกับที่ฌาดาเดย์เจอนะคะ ได้ยินเขาบ่นตอนเข้ามาซื้อขนมหลังเช็คเอาท์น่ะค่ะ”

              เหมือนจะพอใจกับข้อมูลที่ได้รับแล้ว ชายฉกรรจ์ทำเพียงพยักหน้าแล้วเดินออกไปจากร้าน ทิ้งไว้ก็แต่เจ้าของร้านสาวที่มองตามหลังอย่างหงุดหงิด

              “โธ่เอ๊ย จะช่วยซื้อหน่อยก็ไม่ได้!”

              ชายผู้นั้นเดินกลับเข้ามานั่งในรถ ขณะที่ผู้รออยู่สูบบุหรี่หมดมวนพอดี หมุนกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์

              “ได้ความว่าไง?” สหายร่างท้วม หนวดยาวเฟิ้ม ใจร้อนถาม “อีเด็กนั่นมันตายจริงๆ มั้ย?”

              ผู้ได้รับคำถามถอนใจไม่สบอารมณ์

              “เหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ”

              “หา?”

              “อีเพจนั่นน่ะ” ชายฉกรรจ์สบถต่ออีกสองสองคำ “อีเพจเวรนั่นคงแต่งเรื่องสร้างกระแสไปเรื่อย ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับอีเด็กนั่นหรอก”

              “แต่ทำไมมันถึงพูดถึงเรื่องนั้นได้เป็นตุเป็นตะ” ชายร่างท้วมยังข้องใจ ขณะปล่อยให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แทบไม่ได้เหยียบคันเร่ง “มันต้องมีมูลสิวะ ถึงได้พูดเรื่องนั้นขึ้นมาได้”

              ชายฉกรรจ์ขมวดคิ้วนิ่วหน้า มองปราดออกไปนอกรถขณะใช้ความคิด

              “ใช่... ถ้ามันไม่มีการตายเกิดขึ้นที่นั่นจริงๆ เรื่องที่อีเพจนั่นเล่า มันเอามาจากไหน?”

              “หรือว่าอีเด็กคนนั้นมันเอาเรื่องไปโพนทะนา ว่ามันถูกพวกเรา...”

              “มึงก็เพ้อเจ้ออีกคน!” ชายฉกรรจ์ระเบิดเสียงลั่นแทรก “ถ้าอีนั่นมันเอาเรื่องไปฟ้องใครจริงๆ ป่านนี้พวกเราไม่อยู่ดีแบบนี้หรอก ตำรวจคงตามกันให้ขวักแล้ว”

              “แล้วอีเพจนั่นมันเอาเรื่องพวกนั้นมาจากไหน จะบอกว่ามันแต่งเรื่องแล้วบังเอิญมาเหมือนกับ ‘เรื่องของเรา’ งั้นเหรอ!?”

              “กูไม่คิดแบบนั้น” ชายฉกรรจ์กระแทกหลังหัวกับพนักพิงอย่างร้อนใจ ใคร่พยายามคิด “ฉิบหาย! เรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว แม่งเสือกกลับมาป่วนชีวิตกูอีก”

              “หรือเราต้องหาอีเด็กนั่นให้เจอวะ?”

              คนได้รับข้อเสนอยิ่งปวดหัวไปใหญ่

              “มึงคิดว่ามันง่ายรึไง หน้าอีเด็กนั่นกูก็แทบจำไม่ได้แล้ว”

              “มันจะยากอะไรวะ มึงจำไม่ได้หรือไง ว่าพวกเราไม่ได้ฆ่าอีเด็กนั่น แต่เราส่งอีกเด็กนั่นต่อให้ใคร”

              ชายฉกรรจ์เหลียวหน้ากลับไปมองเพื่อนร่างท้วม

              “มึงพูดอะไรของมึง?”

              “อ้อ...มึงคงไม่รู้ ‘ทำเสร็จ’ ก็รีบหายหัวไปเลยสินะ”

              “ไอ้เหี้ย! มึงพูดมาเลย มึงส่งมันต่อให้ใคร?”

              ชายร่างท้วมหัวเราะร่วน “ใจเย็นดิพวก ก็แค่คนคนนึงที่เป็นเอเย่นต์น่ะ กูรู้จักเพราะเป็นญาติห่างๆ ตอนนั้นกูเห็นอีเด็กนั่นร่อแร่เต็มทน แถมกูก็ร้อนเงินด้วย เลยโทรไปบอกให้ญาติกูมารับอีเด็กนั่นไปทำงานต่อ”

              “ทำงานต่อ?”

              “ซ่องลับๆ ของมันนั่นแหละ”

              “สรุปว่าอีเด็กเวรนั่นก็ไม่ได้ตายจริง โธ่ไอ้เหี้ย! แล้วทำไมมึงไม่เล่าเรื่องนี้แต่แรก กูจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาที่นี่”

              “มึงมาถามแหละถูกแล้ว เพราะกูเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ตอนนั้นกูทิ้งอีเด็กนั่นไว้ มัดมือเท้าไว้ในบ้านร้าง ที่แม่งกลายเป็นรีสอร์ทนั่นแหละ กูก็ไม่รู้ว่าญาติกูมารับมันจริงๆ มั้ย หรือว่าปล่อยให้มันตายอยู่ในบ้านร้างนั่นตามลำพัง แถมเงินจากญาติกูก็ยังไม่ได้ แม่งเบี้ยวกู เปลี่ยนที่อยู่ที่ติดต่อจนหมด กะว่าจะไปทวงที่ซ่องมัน เสือกไม่ทัน ตำรวจแม่งไปทลายพอดี พูดแล้วหงุดหงิดฉิบหายเลย!”

              ชายผู้นั่งฟังนิ่งเริ่มคลายปมที่หัวคิ้ว ราวกับเห็นทางออกของปัญหาที่คั่งค้าง

              “ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องตามหาญาติมึงให้เจอ”

              “ถ้าเอาให้ง่ายกว่านั้น ทำไมมึงกับกูไม่ไปถามอีเจ้าของเพจนั่นให้รู้เรื่องไปเลยล่ะวะ ว่าเรื่องที่มันพูดจริงหรือเท็จ?”

              “แล้วมึงคิดว่าอีฌาดาเดย์กับไอ้เจ้าของที่พัก ถ้ามันแหกตาประชาชน มันจะบอกความจริงมั้ยเล่า ไอ้ควาย!”

              “แค่นี้ก็ต้องด่ากันด้วย...” ชายร่างท้วมแบะปาก “เออ จะตามหาญาติกูจริงๆ ก็คงไม่ง่ายหรอก ป่านนี้มันหนีตำรวจหายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ รู้สึกว่ามันไม่ได้ถูกจับด้วยมั้ง สาวไปไม่ถึง”

              “มันชื่ออะไร?”

              “ชื่อ ผิง” ชายร่างท้วมตอบ “ว่าแต่ตอนนี้ ไปหาเหล้าแดกกันก่อนดีกว่า เรื่องญาติกูไว้พรุ่งนี้ก็ได้”

              “แล้วมึงจะรอเหี้ยอะไรอีก รอให้เรื่องมันแดงแล้วมึงกับกูต้องเดือดร้อนหรือไง มึงรีบพากูไปเบาะแสญาติมึงเดี๋ยวนี้เลย!”

              การโต้ตอบหยุดลงชั่วขณะ ณ ตรงนั้น ชายร่างท้วมทำหน้าที่ขับรถและผิวปากไปตลอดทางอย่างสบายใจ ขณะที่อีกคนกลับยังทำใจให้สบายไม่ได้เลย ด้วยกลัวว่าเหตุการณ์ที่ตนเองเคยเป็นผู้ร่วมกระทำในวันนั้น จะย้อนคืนมาพร้อมกับความพรั่นพรึง...ตามเรื่องเล่าที่เพจนั่นนำมาเปิดเผย

              ...ขอให้มันไม่ใช่เรื่องจริงเถอะ...

              ความไม่สบายใจเคล้าอยู่ในความเงียบของห้องโดยสาร จู่ๆ เสียงผิวปากของเพื่อนก็เงียบไป ชายฉกรรจ์อยากขอบคุณสารถีที่คืนความสงบกลับมาให้

              ทว่า...กลับบังเกิดเสียงอื่นดังขึ้นหลังจากนั้น เสียงผิวปากของเพื่อน...ที่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงของ...ผู้หญิง

              ‘ดีใจนะ...ที่มาหา’

              ‘ดีใจมากๆ เลย!’

              ชายฉกรรจ์หันมองไปทางต้นเสียง ซึ่งตรงนั้นควรจะมีเพียงสหายที่กำลังขับรถอยู่ ทว่าสิ่งที่เขาเห็น คือสหายร่างท้วมที่กำลังนั่งตาเหลือกตาโพลง ถูกมือขาวซีดของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายเอื้อมมือมาปิดปากกับจมูกจากทางด้านหลัง!

              “เฮ้ย!! ไอ้เหี้ย!!!”

              เด็กสาวหันใบหน้าอาบเลือดและดวงตาขาวโพลน เหลียวมองมาทางชายฉกรรจ์ผู้กำลังขวัญแขวน!

              ‘ดีใจนะ...ที่มาหา’

              ‘ดีใจมากๆ เลย!’

 

Writer Talk :

และแล้วนางก็ปรากฏตัว ปริศนาที่ดูไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนไปมากกว่านี้? เรื่องราวมันใกล้จะจบแล้วจริงดิ? ตอบให้เลยก็ได้ว่า...ยัง! ยังมีอีกหลายคน...ที่กำลังรนหาที่!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น