อัปเดตล่าสุด 2020-06-19 10:00:03

ตอนที่ 10 บทที่ 4 หวาดหวั่น (2)

บทที่ 4 :

หวาดหวั่น (2/3)

[สำหรับลงวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน]

 

            ซีวิคสีควอทซ์บราวน์คลานเข้าเทียบประตูทางเชื่อมระหว่างล็อบบี้กับลานจอดรถด้านหลัง ที่ตรงนั้นมีสามคนยืนรออยู่ในอารมณ์ที่แตกต่าง

            ชายหนุ่มก้าวลงมาจากรถ เผยหุ่นสูงในเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวสะอาดสะอ้าน กางเกงทรงเดฟเป็นสแล็คสีเทาเข้ม สมาร์ทและดูภูมิฐานผิดต่างไปจากผู้ร่วมเดินทางที่ยืนรอทั้งสามคน

              ฌาดาไม่ปฏิเสธเลยว่า...รวิชญ์อาจเป็นหนุ่มในฝันของผู้หญิงหลายคน เขาสามารถเรียกรอยยิ้มอย่างไร้เหตุผลได้ และตอนนี้เธอกำลังเป็นแบบนั้น

              “สวัสดีครับคุณเอิง คุณ...” เขาเลื่อนสายตาอย่างสุภาพ ตั้งใจจะทักทายกับคนที่กำลังฝืนยิ้มอย่างลำบาก และคนคนคนนั้นคือ นุดา นั่นเอง

              “เรียกพี่ดาก็ได้ค่ะ” นุดาแนะนำตัวสั้นๆ “เป็นผู้ช่วยยัยบล็อกเกอร์ปากร้ายคนนี้แหละค่ะ อ้อ...แล้วก็คนนี้คือพี่วุฒิ เป็นตากล้องของเราค่ะ”

              “แล้วก็เป็นแฟนของพี่ดาด้วยค่ะ” ฌาดาเสริม เย้าให้นุดาหงุดหงิดด้วยความอาย “ของมีไม่มากหรอกค่ะ มีกระเป๋าใบเดียวกันทั้งนั้น ยังไงเพจเล็กๆ ของฉันก็ต้องขอบคุณผู้ว่าจ้างมาที่นี้ด้วยนะคะ”

              รวิชญ์หัวเราะเบาๆ ด้วยความโล่งใจ เมื่อเห็นหญิงสาวอารมณ์ดี แล้วก็ดีขึ้นมากกว่าวันแรกที่พบกัน

              “ถ้างั้น เชิญเลยครับ”

              และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้น

              ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นหอมเย็นอยู่ในอณูอากาศ กล่อมบรรยากาศชวนหลับมากกว่าเรียกความคึกคัก และส่งผลให้ช่างภาพประจำทีมกรนเบาๆ ไปแล้ว ส่วนผู้ช่วยยังไม่อาจหลับลง เพราะความกังวลที่โรมรันมันไม่ชวนผ่อนคลายเอาเสียเลย หล่อนมองมาที่คนขับรูปหล่อเป็นระยะ มองด้วยแววตาส่อความสงสัย...และหวั่นหวาด

              ...คนนี้น่ะเหรอเจ้าของโครงการพวกนั้น ใช่จริงๆ น่ะเหรอ...

              คนเบาะหลังมัวแต่นั่งครุ่นคิด ส่วนอีกคนก็หลับผล็อยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ผิดกับอีกสองชีวิตที่นั่งอยู่เบาะหน้า...

              รวิชญ์ลอบมองหญิงสาวผู้นั่งบนเบาะด้านข้างเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร กระทั่งผู้ถูกมองวางเอกสารจากฝ่ามือลงบนกางเกงยีนส์ขาสั้นและหน้าตักขาวเนียน

              “คุณอยากจะพูดอะไรหรือเปล่าคะ?”

              “อ...อ๋อ...” รวิชญ์เขินเล็กน้อยที่ถูกจับได้ “ม...ไม่มีอะไรหรอกครับ”

              “ถ้าจะชมว่าฉันสวยก็ชมได้เลยนะคะ สัญญาว่าจะเขินให้ดู”

              “ครับ คุณสวย” รวิชญ์หันไปตอบยิ้มๆ

              “ขอบคุณนะคะที่ตบมุข” ฌาดาหัวเราะ พิมพ์รอยยิ้มที่ไร้กังวลบนใบหน้าคมสวย

              “อันที่จริงผมอยากจะถามคุณน่ะครับ ว่าบรีฟที่ผมส่งให้เป็นยังไงบ้าง ผังสถานที่พอดูได้มั้ยครับ บังเอิญผมไม่เคยคิดถึงแผนงานพวกนี้มาก่อน เลยไม่ได้ทำเตรียมไว้ล่วงหน้า นี่ผมให้ภูมิ...อ้อ เพื่อนสนิทผมน่ะครับ เขาทำให้”

              “สวยเลยนะคะ แต่จะว่าไปแล้วบูติคฯของคุณก็มีพื้นที่พอสมควรเลยนะ โดยเฉพาะที่ท่าจีน”

              “ท่าจีนเป็นที่สุดท้ายที่ผมได้มาครับ กว้างขวางมาก เมื่อก่อนเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของคนมีเงิน”

              “แปลกนะคะที่เขาขายคุณ”

              คำถามเรื่อยๆ ของฌาดา ตรึงความสนใจแก่สตรีที่นั่งอยู่เบาะหลัง มองรวิชญ์อย่างลุ้นรอคำตอบ

              “อันที่จริงผมก็ไม่ได้รู้ที่มามากนักหรอกครับ บ้านหลังนั้นติดธนาคาร ถ้าให้เดาแบบชุ่ยๆ เลยก็...เจ้าของบ้านน่าจะประสบปัญหาทางการเงินมั้งครับ”

              “ออ...ผู้ดีตกอับ” ฌาดาใช้คำพูดตรงไปตรงมาเสมอ “ตามลำดับงาน เราจะไปที่ศาลายาก่อนใช่มั้ยคะ”

              “ใช่ครับ ศาลายา...โคราช...ท่าจีน”

              นุดาซึ่งนั่งฟังอยู่นาน เริ่มเป็นฝ่ายถามบ้าง

              “ศาลายากับท่าจีนอยู่ไม่ไกลกัน ทำไมคุณถึงไม่ให้เราถ่ายที่ท่าจีนลำดับที่สองละคะ?”

              แต่ฌาดากลับเป็นฝ่ายตอบแทนชายหนุ่ม

              “พี่อ่านบรีฟหรือเปล่าเนี่ย คุณผู้ช่วย?”

              “ออ...โทษที สองวันมานี้ฉันยุ่งอยู่กับจ๊อบเสริมน่ะ”

              “ตามบรีฟก็คือ เราจะรีวิวตามลำดับไทม์ไลน์ของโครงการทั้งสามแห่ง เริ่มจากที่ศาลายา ซึ่งเป็นที่แรกที่คุณวิชญ์ทำ ที่ที่สองก็คือโคราช ส่วนที่ที่สามก็ท่าจีน ในบรีฟบอกไว้ว่าการได้มาของแต่ละที่ มันมีสตอรี่ต่อเนื่องกันในนั้น”

              “แหม ทำการบ้านมาดีจัง” นุดาชมแต่ก็อดประชดไม่ได้ “ไม่เห็นเหมือนงานอื่นที่ผ่านมาเลย”

              ขณะที่รวิชญ์ยิ้มจางๆ ฟังผู้หญิงสองคนตอบโต้กันนั้น ในความรู้สึกของฌาดาเอง เธอหมั่นไส้ท่าทีของนุดาเหลือเกิน แม้ว่าที่มาของท่าทีนั้นจะมีเหตุมีผลที่ทำให้หล่อนเป็นแบบนั้นก็เถอะ...

              ...ไปมาสารพัดที่ มากลัวผีเอาตอนนี้เนี่ยนะ จะทำฉันเสียงานมั้ยเนี่ยยัยพี่ดา!...

              แม้ว่านุดาจะเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฟังแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากเรื่องเล่ายังเอาชนะการได้ทำในสิ่งที่รักของฌาดาไม่ได้ และถึงแม้ว่า ‘อาการผิดปกติ’ บางอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอ เสียงปริศนาที่สั่งเธอให้ ‘ไปที่นั่นสิ’ จะยังไม่อาจสืบหาความจริงได้ว่านั่นคือเสียงของใคร แต่มันก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เธอยังพยายามรักษาตัวด้วยวิถีทางวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าสักวันเธอจะหลุดพ้นไปจากความลึกลับนั้น

              ...แค่ไม่กลัวมัน มันก็ทำอะไรเธอไม่ได้...

              นั่นคือสิ่งที่ฌาดาบอกตัวเอง คอยเตือนสติอยู่เสมอเมื่อเสียงนั้นเวียนวนกลับมารบกวนชีวิต

              ขณะที่เธอตั้งใจจะหยิบบรีฟงานขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง มือหนึ่งยื่นมาจากด้านหลัง แตะหัวไหล่และบีบลงเบาๆ พอให้เธอสนใจ ฌาดาเหลียวไปด้านหลังเล็กน้อย พยักหน้าเป็นเชิงปลอบให้คนที่ยังเป็นกังวล แทนคำพูดว่า ‘ไม่ต้องเป็นห่วง จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น’

              แม้จะพยายามประโลมใจอีกคนไปแบบนั้น แต่ฌาดาก็มั่นใจนักว่ามันจะ ‘ไม่มีอะไรเกิดขึ้น’ จริงๆ หรือไม่!?

              เธอจึงทบทวนเรื่องเล่าจากนุดาเมื่อคืนนี้อีกครั้ง...

 

 

 

Writer Talk :

การเดินทางเริ่มต้นแล้ว...ในที่สุดนุดาก็ไม่อาจห้ามความต้องการของฌาดาได้ แล้วคราวนี้มันจะยังไงต่อล่ะ? เรื่องเล่าของนุดาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? แล้วสิ่งที่รวิชญ์พูดถึงบูติคโฮเทลของเขา เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงแค่ไหน... ฌาดากำลังจะเดินไปเอาคำตอบที่นั่น ติดตามตอนต่อไปนะครับ! ^^


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น