อัปเดตล่าสุด 2020-06-17 06:27:40

ตอนที่ 8 บทที่ 3 : เมนูลับ [3.2]

บทที่ 3 : เมนูลับ [3.2]

 

               ศศศรัญญ์ต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านเพียงลำพัง

               ตลอดเวลา 3 วันที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล มีเพียงพยาบาลพิเศษที่สามีจ้างเอาไว้เพื่อดูแลเธอตลอด 24 ชั่วโมง แต่เขาไม่เคยมาเยี่ยม กระทั่งโทรศัพท์ติดต่อ ก็ยังไม่รับสาย

               ด้วยร้อนใจ หญิงสาวลนลานถามไถ่ถึงการหายไปของคนรัก กลับได้รับเพียงคำตอบว่าไม่ทราบ ได้รับเงินค่าจ้างเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

               และเพราะอาการของเธอยังไม่หายดี จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล หญิงสาวกระวนกระวายใจไม่อาจข่มตาหลับ ประกอบกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียแก้วตาดวงใจโดยไม่ทันได้เห็นหน้า ก็ทำให้ใบหน้าสวยหวานพลันแปรเปลี่ยนเป็นซูบเซียวคล้ายอายุมากขึ้นอีกนับสิบปีในช่วงเวลาไม่กี่วัน

               เวลาพ้นผ่านอย่างทรมานกายใจ แต่ด้วยใจใคร่รู้ถึงความผิดเพี้ยนของสิ่งที่เกิดขึ้น ศศศรัญญ์จึงกล้ำกลืนฝืนกินอาหารเพื่อเก็บออมเรี่ยวแรงกำลังเอาไว้ให้หายวันหายคืน

               กระทั่งพ้นผ่านคืนที่ 3 รุ่งเช้า แพทย์เจ้าของไข้จึงแจ้งข่าวดีว่าเธอสามารถกลับบ้านได้แล้ว ซ้ำยังบอกอีกว่า ได้ติดต่อสามีของเธอ และเขาชำระค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

               งุนงงสับสน พิเชษฐ์กลายเป็นพิเชษฐ์ที่เธอไม่เคยรู้จัก ศศศรัญญ์แบกร่างกายจิตใจบอบช้ำ นั่งรถแท็กซี่จากโรงพยาบาลด้วยความปริวิตก ห้วงคำนึงมีเพียงคำถามซ้ำไปซ้ำมา

               ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

               กระทั่งรถจอดที่หน้าประตูรั้ว ร่างบางที่ก้าวลงจากแท็กซี่ ไม่อาจเปิดประตูเข้าบ้านได้อย่างใจ เมื่อมีร่างชายหญิงกลางคนที่พิศจากเครื่องหน้าชวนให้สงสัยว่ามิใช่คนเชื้อชาติเดียวกับตน เดินออกจากประตูรั้วที่แง้มเปิดเอาไว้เพียงน้อย

               คนพวกนี้เป็นใคร!

               ร้านยังปิดป้าย Close ตัวเบ้อเริ่ม อีกทั้งประกาศของกรุงเทพมหานครก็ยังไม่อนุญาตให้มีการนั่งทานอาหารที่ร้าน แล้วคนกลุ่มนี้เข้ามาในบ้านของเธอได้อย่างไร

               ไม่อาจอดรนทนได้อีกต่อไป เจ้าของบ้านหญิงเดินผ่านคนกลุ่มนั้นโดยไม่สนใจ เป้าหมายของเธอมีเพียงชายที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเธอมานานหลายปี ศศศรัญญ์สาวเท้าเร่งรีบเดินผ่านช่องประตูโดยไม่คิดเลื่อนปิด ผ่านสวนและแปลงผักที่ปลูกเอาไว้ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกมันดังเช่นทุกครั้งที่เข้าบ้าน

               ประตูร้านเปิดอ้าเอาไว้ดั่งรอต้อนรับ ยินเสียงกระเบื้องกระทบกันเบา ๆ ผสานเสียงน้ำไหลจากก๊อก

               ร่างใหญ่ยืนหันหน้าเข้าหาซิงค์ล้างจาน มือจับฟองน้ำขัดถูถ้วยแก้วที่เพิ่งเก็บล้างหลังลูกค้าทานมื้อเช้าเรียบร้อย เสียงย่ำเท้าปึงปังกับเสียงแหวดังจากด้านหลัง ไม่ทำให้พิเชษฐ์ละความสนใจจากภารกิจตรงหน้า

               “ตี้! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมตี้ทำแบบนี้”

               ทั้งที่เตรียมคำพูดมากมายหลายร้อยคำ แต่ประโยคที่ดังจากปากมีเพียงคำตัดพ้อ หาได้มีคำด่าทอดังเช่นที่คิดเอาไว้ไม่

               แต่นิ่งเฉย ราวเสียงของภรรยาเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ดังเข้าหูขวาแล้วพาออกหูซ้ายในทันที

               “ตี้ หันมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ”

               เดินเข้าหาพลางเอื้อมมือจับไหล่และออกแรงกระชาก ร่างสูงนั้นหันมา ในจังหวะที่คนเป็นภรรยาเมื่อเห็นใบหน้านั้นก็พลันสะดุ้งสุดตัว

               “หะ!”     

               อุทานดังแค่นั้น แข้งขาดันอ่อนแรงเสียจนร่างล้มเปลี้ยลงกับพื้น สั่นงันงกดุจวิหคแรกเกิด

               หน้าที่เห็นเมื่อครู่มิใช่หน้าสามี หากเป็น ‘ผี’ หน้าเละเฟะเน่า สองเท้าถีบพื้นเพื่อยันร่างถอยหลังกรูด แต่ร่างชะลูดของชายตรงหน้าที่ย่างสามขุมเข้าหาอย่างปรารถนาร้าย

               อย่างมุ่งหมายทำลายชีวิต!

               “จ๊อยซ์ เป็นอะไรรึเปล่า”

               สองมือที่วางบนไหล่บีบเบา ๆ และเขย่าเพื่อให้มีสติ หญิงสาวสะบัดหน้าเร่าพลางเตะเท้าไม่หยุด จนฝ่าเท้านั้นทั้งถีบทั้งยันร่างยักษ์ที่นั่งนิ่งเป็นภูเขาไม่สะทกสะท้าน

               สองตารับภาพได้ชัดขึ้น เครื่องหน้าพลันแปรเปลี่ยน เป็นชายคนที่เธอรู้จักที่สุดในชีวิตดังเดิม

               “เมื่อกี้... อะไรกัน” มิใช่ครั้งแรก หากทว่าสาเหตุแห่งการเข้าโรงพยาบาลและต้องสูญเสียลูก ก็เพราะภาพประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวที่เห็น ศศศรัญญ์ร้องไห้โฮโผกอดพิเชษฐ์ โดยลืมไปเสียสิ้นว่าเธอยังคงโกรธกรุ่นกับการหายหน้าหายตัวไปไม่ยอมไปเฝ้าไข้เธอที่โรงพยาบาล

               แขนใหญ่โอบรัดร่าง พลางลูบหัวลูบไหล่เพื่อคลายความหวั่นกลัว พิเชษฐ์กระซิบข้างหู ขอเวลาสักครู่ จะอธิบายเรื่องทุกอย่างให้กระจ่างแก่ใจ

               ภรรยารับคำโดยง่าย นั่งรออยู่ที่โต๊ะโดยไม่พูดอะไร

               ไม่แม้เพียงมองสบร่างที่ยังหันหลังง่วนกับงาน ด้วยไม่อยากเห็นภาพคนที่เธอรัก กลายเป็น ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’

               ไปอีกครั้งหนึ่ง

 

 

                “ผมทำร้านเป็นกึ่งโรงแรม เปิดให้แขกเข้ามาพักและกินอาหาร”

               พิเชษฐ์เริ่มเล่า ชายร่างใหญ่นั่งไขว่ห้างท่าทางสบาย สีหน้ามิได้กังวลหรือมีร่องรอยแห่งความเสียใจที่สูญเสียลูกชายไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

               ศศศรัญญ์นั่งตัวเกร็ง ร่างแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ ไร้ซึ่งความวางใจและยอมรับในสิ่งที่สามีพูด

               แต่ทำได้เพียงรับฟังอย่างตั้งใจ

               “แต่จอยซ์ก็รู้ ว่าตอนนี้รัฐบาลห้ามร้านอาหารเปิดให้นั่งกินที่ร้าน ที่ผมทำมันเสี่ยงมาก ไม่อยากให้ใครรู้ จึงต้องระวังตัว ต้องเฝ้าร้านเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ขอโทษที่ไม่ได้ไปเฝ้าจอยซ์นะ”

               กล่าวเสียงอ่อน ทว่าคนเป็นภรรยากลับไม่รู้สึกถึงความห่วงใยที่แฝงมาในน้ำเสียง

               “ทำไมต้องทำเรื่องเสี่ยงแบบนี้ด้วย เงินทองเราก็ยังพอมีอยู่ ถ้าไม่พอ ก็หาทางทำมาหากินอย่างอื่นกันก็ได้ เงินที่ได้มันคุ้มกับที่ต้องเสี่ยงแบบนี้ด้วยเหรอ”

               สีหน้าเปลี่ยนไป หาได้ฉุนเฉียว กลับแย้มยิ้มยกใหญ่ส่งใบหน้าคล้ายคนวิกลจริต

               “ก็เยอะพอที่จะจ่ายค่าจ้างพยาบาลพิเศษ 24 ชั่วโมง กับอัพเกรดห้องผู้ป่วยเป็นวีไอพีให้จอยซ์ได้แล้วกัน”

               จริงดังว่า แม้แปลกใจที่ตื่นขึ้นมา พบว่าอยู่ในห้องผู้ป่วยขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยอุปกรณ์การแพทย์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบที่เธอไม่เคยเห็นและสัมผัสมาก่อนในชีวิต

               แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา

               ในนาทีที่ชีวิตพบวิกฤตใหญ่ ศศศรัญญ์ต้องการเพียงใครสักคนที่รักเธอและอยู่ข้างกายกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และเธอไม่ได้รับสิ่งนั้นจากพิเชษฐ์ทั้งที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี

               “เราเดือดร้อนขนาดนั้นเลยเหรอตี้ ถ้ามีปัญหาอะไรบอกจอยซ์ตรง ๆ ก็ได้ เราช่วยกันประหยัดช่วยกันหาใหม่ได้นะ ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย”

               “ก็เพราะจอยซ์ไม่มีปัญญาไง! ถ้าไม่ทำแบบนี้เราจะเอาอะไรแดกกัน ไอ้โควิดห่าเหวนั่นก็ไม่รู้แม่งจะหมดไปเมื่อไหร่ ร้านจะเปิดได้เมื่อไหร่ ขืนนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องอดตายกันพอดีเหรอวะ!”

               ตื่นตระหนกจนแทบหล่นร่วงจากเก้าอี้ หัวใจเต้นระรัวด้วยหวั่นเกรงในท่าทีที่ไม่เคยเห็นจากสามีทั้งที่อยู่ร่วมชายคากันมาตลอด

               “ตี้... ตี้เป็นอะไรไป”

               นิ่งลงเพียงครู่ แต่สีหน้ายังเดือดดาล

               “ขอโทษ ผมเหนื่อยไปหน่อย”

               ผุดลุกจากโซฟา ส่วนสูงรอมร่อสองเมตรยืนตระหง่านง้ำค้ำร่างศศรัญญ์ บดบังแสงนีออนไม่อาจสะท้อนส่องให้ใบหน้าต้องเศษแสงสว่างของแสงไฟ

               “นี่คือทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตของเราสุขสบายไปตลอด ถึงวันนี้เราจะเสียลูกไป แต่เรายังมีลูกกันใหม่ได้ จอยซ์ต้องเชื่อใจผมนะ ผมสัญญาว่าผมจะทำให้จอยซ์มีความสุขที่สุด”

               มือหนาบีบที่ไหล่เล็ก หญิงสาวสะท้านร่างด้วยแรงบีบนั้นมากจนกระดูกเสียดลั่น

               แต่ฝืนใจกลั้นไม่ส่งเสียงร้องออกมา ด้วยหวาดกลัวเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใด

               “ผมต้องการจอยซ์ เรามาช่วยกันสร้างตี้ฮักให้กลับมาเหมือนเดิมนะ ผมรักคุณนะที่รัก”

               อุ้มร่างเล็กจากเก้าอี้ ไม่รู้ถึงอาการสั่นงันงกด้วยตระหนกตกใจ เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของบ้าน และจัดการลอกคราบจนเธอเหลือเพียงเนื้อตัวเปล่าเปลือย

               ไม่เคยมีสักครั้ง ที่ศศศรัญญ์จะรู้สึกสะอิดสะเอียนราวเสพสมกับอาจมแลปฏิกูล

               เฉกเช่นครั้งนี้!

 

 

#ตอนต่อไป : บทหน้า เปิดตัวนางเอกที่แท้จริงของเรื่องแล้วนะครับ ถ้าใครคิดว่าศศศรัญญ์เป็นนางเอกและสงสารในชะตากรรมของเธอ ก็ติดตามเอาใจช่วยเธอด้วย เพราะสิ่งที่ศศศรัญญ์ต้องพบในอนาคตอันใกล้ รับรองว่า 'เลวร้าย' ถึงขีดสุดแน่นอน!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น