อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:24:32

ตอนที่ 31 บทที่ 10 : เสน่ห์ยาแฝด [10.3]

บทที่ 10 : เสน่ห์ยาแฝด [10.3]

 

               แรงรักแรงพิศวาสทำให้ภาณุเดชอาบย้อมจิตใจของตนเอง

               จากมนุษย์ ให้กลายเป็นปีศาจ!

               บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเล่าถึงงานชิ้นล่าสุดที่พิเชษฐ์ตั้งเป้าเอาไว้ คือการถ่ายภาพธรรมชาติอัศจรรย์ส่งประกวดเวที National Photographic Contest ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ช่างภาพจากทั่วทุกมุมโลก ชายหนุ่มคุยโวเอาไว้ว่าตนมีโอกาสได้รับรางวัลยิ่งใหญ่นี้เพราะมีดวงตาของพระเจ้า

               ภาณุเดชเออออห่อหมก

               “แหงอยู่แล้ว แต่ละรูปของมึงนี่ สวยกว่าช่างภาพของเมืองนอกที่กูเห็นมาซะอีก”

               พยักพเยิดอย่างคล้อยตาม เหลือบมองเห็นศศศรัญญ์มิได้เหลียวมองตนแม้แต่น้อย ด้วยเพราะไม่ต้องการสร้างพิรุธให้คนเป็นสามีผิดสังเกต

               ยิ่งเจ็บใจ!

               “เออ มึงจะไปวันไหน กูไปด้วยได้ไหม”

               พิเชษฐ์เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

               “ดีสิ กูจะได้มีเพื่อน แต่คนสำอางอย่างมึงเนี่ยนะ จะเดินป่ากับกู”

               “อย่าดูถูกกันสิ ตอนเรียนอยู่อเมริกา กูอยู่ชมรมปีนเขานะ”

               กระเซ้าเหย่าแหย่เพื่อนพอหอมปากหอมคอ ในใจเปี่ยมปีติด้วยมีคนสนิทขอติดสอยห้อยตามไปด้วย แม้แผนที่วางเอาไว้ พิเชษฐ์จะบุกป่าฝ่าดงไปหามุมสวย ๆ ของน้ำตกเหวนรกที่ยังไม่มีใครบันทึกภาพมาก่อน แต่เมื่อมีเพื่อนร่วมทาง อย่างน้อยเมื่อมีเหตุด่วนเหตุร้ายอะไร ยังมีคนคอยช่วยเหลือ

               โดยไม่รู้เลยว่า การพาภาณุเดชไปออกทริปถ่ายรูปครั้งนี้

               คือเหตุร้ายที่อันตรายเหนืออื่นใด!

 

 

               โดยไม่คาด ชรินทร์ทิพย์ไม่อาจอยู่รอผลของยาเสน่ห์ได้ เนื่องจากมารดาของเธอป่วยด้วยโรคร้ายที่ยากแก่การรักษา ภาณุเดชดีใจแต่ไม่อาจแสดงออกนอกหน้า จึงดูแลเธอด้วยการพาไปส่งยังจังหวัดบ้านเกิด และจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้เต็มจำนวน พลางบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องงานที่กรุงเทพฯ ถึงอย่างไรเธอก็ได้กลับไปทำงานกับเขาอยู่ดี

               แท้ที่จริง เพียงเพื่อกันแฟนสาวออกห่าง จากแผนการร้ายที่วางเอาไว้ต่างหาก!

               ภาณุเดชตระเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ ด้วยดวงตามืดบอดจากพิษรักที่กลุ้มรุมเร้าจิตใจ ชายหนุ่มจึงวางแผน ‘ฆ่า’ เพื่อนสนิทอย่างเหี้ยมโหด

               แต่ไม่อาจใช้อาวุธ ด้วยกลัวมีหลักฐานสาวมาถึงตัวได้โดยง่าย เทคโนโลยีการสืบสวนของตำรวจไทยสมัยนี้ใช้จะกระจอกเหมือนเมื่อก่อน อุบายที่เหมาะสมที่สุดจึงถูกวางเอาไว้เป็นฉากในหัว

               และทันทีที่มาถึงชั้นหนึ่งของน้ำตกเหวนรก หลังรออย่างใจเย็นให้พิเชษฐ์ถ่ายภาพสมใจอยาก หลังเพื่อนสนิทนำผลงานมาให้ดู ภาณุเดชที่ซุ่มซ้อมคำพูดมาเป็นอย่างดี ก็กล่าวประโยคเริ่มต้นของแผนการได้อย่างไม่ตะกุกตะกัก

               “รูปแบบนี้มีตั้งเยอะ ถ้ามึงอยากได้ภาพที่ยังไม่เคยมีใครถ่าย ทำไมไม่ลองขึ้นไปชั้นบนดูวะ”

               “ถ้าเขาเปิดให้ขึ้นไป กูก็ขึ้นไปแล้ว”

               “สมัยเรียน ประตูรั้วโรงเรียนก็ไม่ได้เปิดให้พวกเราออก แต่เราก็ปีนกำแพงหนีเรียนกันได้นี่หว่า”

               กล่าวยุด้วยคาดหวังในผลลัพธ์ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะเห็นคล้อยตามถ้อยคำที่ตนพูด

               รู้ดีแก่ใจ ว่าพิเชษฐ์คาดหวังในเงินรางวัลมหาศาลจากการประกวดภาพถ่ายรายการนี้ การทิ้งทวนอาชีพช่างภาพเพื่อผันตัวเองมาเป็นเชฟ คือความใฝ่ฝันที่เพื่อสนนิทของตนพูดทุกครั้งยามพบหน้า และเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทย่อมช่วยเร่งความฝันของเขาให้เป็นจริงเร็วยิ่งขึ้น

               และเป็นดังคาด เมื่อกิเลสยั่วเย้าให้ละเมิดต่อกฎเกณฑ์ทั้งที่ตลอดการทำงานช่างภาพ พิเชษฐ์ไม่เคยฝ่าฝืนกฎของสถานที่เลยแม้สักครั้งเดียว เขายอมเดินตามภาณุเดชที่อดทนรอให้เหยื่อติดตามมาด้วยใจระทึก แม้อยากทุบหัวมันให้ตายเสียตรงนี้ แต่ไม่อาจผลีผลาม เพื่อบาดแผลในร่างย่อมบ่งบอกถึงสภาพการเสียชีวิต

               นานนับชั่วโมง จึงมาถึงชั้นบนสุดของน้ำตกเหวนรก

               “สะ... สวย”

               “เห็นมะ กูบอกแล้ว”

               ภาณุเดชหันมายิ้มพลางกล่าวกับเพื่อนด้วยเสียงแช่มชื่น ทั้งที่ในใจ เปี่ยมไปด้วยริษยาและโทสะ

               และจังหวะที่พิเชษฐ์ชื่นชมกับธรรมชาติอยู่นั้น มารร้ายในจิตใจก็ปรากฏตัวขึ้น

               ฆ่ามัน... ฆ่ามัน... ฆ่ามัน!

               เท้าสืบไปด้านหน้า เข้าหาเพื่อนที่ยังคงมองผ่านเลนส์กล้องเพื่อเก็บบันทึกภาพวิจิตรของธรรมชาติอัศจรรย์โดยไม่รู้เลยว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้าหา

               หากผลักมันตกลงไปเสียตรงนี้ ก็จะอ้างได้ว่าถูกคะยั้นคะยอให้ติดตามขึ้นมาด้วยอีกฝ่ายปรารถนาถ่ายรูปน้ำตกจากมุมสูงจนฝ่าฝืนข้อห้ามของกรมอุทยาน และเป็นพิเชษฐ์ที่เสียหลักลื่นตกลงไปเอง โดยที่ตนไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้

               แผนการแยบคายเช่นนี้ ย่อมสังหารเพื่อนรักเพื่อนแค้นโดยไม่มีหลักฐานมัดตัวว่าตนเป็นผู้ลงมือ และเป็นการกำจัดเสี้ยนหนามให้พ้นทางรัก

               รัก...

               รักใคร? เขารักใครกัน?

               ประหนึ่งม่านหมอกก่อตัวขึ้นในห้วงคำนึง ภาพของศศศรัญญ์ที่ติดตรึงอยู่ในหัวใจ พลันถูกใครบางคนเคลื่อนคืบเข้าแทนที่

               รัก... ใช่ เขารักเธอ รักจนเกินจะหักห้ามใจ รักจนยอมทำทุกอย่างได้เพื่อให้ได้ครองคู่อยู่เรียงเคียงหมอนกับหญิงสาวที่ตนปรารถนา

               เขารักชรินทร์ทิพย์!

               ยาเสน่ห์ที่แทรกซึมเข้าทุกอณูของร่างกายในวันที่ 7 ออกฤทธิ์ควบคุมจิตใจให้ทุกคำนึงไม่มีเงาของหญิงอื่น เว้นเพียงชรินทร์ทิพย์ผู้ทำพิธีเพียงคนเดียว แม้ก่อนหน้านี้ภาณุเดชจะหลงใหลไคล้คลั่งศศศรัญญ์ดั่งถูกศรกามเทพปักคาหัวใจเอาไว้ แต่บัดนี้เขากลับจดจำไม่ได้แม้รายละเอียดเล็กน้อยของภรรยาสาวของเพื่อนสนิท

               เขาต้องกลับไปหาชรินทร์ทิพย์ คิดได้ดังนั้น มือที่ยื่นออกไปหมายผลักพิเชษฐ์ให้ร่วงหล่นลงผา พลันห้อยตกลงมาข้างกาย แต่เพราะเคลื่อนไปด้านหน้าด้วยเจตนาประสงค์ร้าย เมื่อชะงักกาย จึงเสียหลักส่งให้ร่างของภาณุเดชกระแทกกับพิเชษฐ์ที่หันมามองอย่างตกตะลึงโดยไม่อาจควบคุม

               ร่างซวนเซของภาณุเดช คล้ายคนเมาค้าง พุ่งมากระแทกจนพิเชษฐ์เสียหลัก พลัดตกลงจากผาสูงเช่นเดียวกับเขาที่ร่วงหล่นตามกันลงมา

               ประหนึ่งถูกฉุดกระชากจากมือที่มองไม่เห็น!

 

 

               ภาณุเดชไม่คาดคิด ว่าชีวิตของตนจะประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นนี้

               ด้วยอุบัติเหตุ ทำให้กระดูกทั่วร่างหักร้าว ไม่อาจขยับกายได้แม้เพียงกระดิกนิ้ว แต่กระนั้น สัมปชัญญะที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งมนตรา ทำให้เขาคำนึงถึงเพียงหญิงสาวอันเป็นที่รักที่จากเธอมา... โดยไม่มีวันได้หวนกลับไปหาอีก

               ด้วยหิวโหย พิเชษฐ์จึงกัดกินร่างกายของภาณุเดชเป็นอาหาร โดยไม่รู้เลยว่าทุกอณูของเนื้อหนังกระทั่งโลหิต ถูกอาบย้อมด้วยกระแสไสย

               ผู้กิน ย่อมต้องมนตร์เฉกเช่นเดียวกับผู้ถูกกิน!

               ไม่มีใครกระทั่งผู้ชำนาญไสยเวทย์ จะล่วงรู้ได้ว่าผลลัทธ์แห่งการกินเนื้อผู้ต้องมนตร์ดำเป็นเช่นไร เพราะในอดีตจนถึงกาลนี้ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนอุตริกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน

               ซึ่งผลลัพธ์ดังว่า กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ เปลี่ยนพิเชษฐ์ให้กลายเป็นอมนุษย์ทีละน้อย

               และแม้เขาจะมองไม่เห็น เพราะถูกควบคุมด้วยมนตร์ดำแห่งเสน่ห์ยาแฝด แต่ผู้คนรอบกาย ทั้งศศศรัญญ์ และชรินทร์ทิพย์ที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยง ย่อมเห็นดวงวิญญาณของภาณุเดช ที่ติดตามด้วยคั่งแค้น วิญญาณบาปที่ประพฤติผิดศีลธรรม ไม่มีอำนาจพอที่จะจองเวร คงทำเพียงปรากฏกายให้เห็นในบางครา แต่นั่น ก็มากพอให้ศศศรัญญ์แท้งลูกชาย ‘ของเขากับเธอ’

               “ลูกพ่อ... พ่อมารับแล้ว มาอยู่กับพ่อนะลูก”

               เมื่อดวงวิญญาณหลุดลอย ภาณุเดชจึงโอบอุ้มและกอดตระกองวิญญาณเด็กน้อยอย่างรักใคร่ และคับแค้นใจที่พิเชษฐ์นำร่างลูกชายของตนไปทำอาหารอย่างโหดเหี้ยม

               ภาณุเดชเฝ้ารอเวลา ที่พิเชษฐ์ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งมนตราคาถาอย่างสมบูรณ์

               เมื่อนั้น เขาจะหัวเราะเยาะอย่างสมน้ำหน้ามันให้สาแก่ใจ

 

 

               ทันทีที่เห็นดวงวิญญาณของภาณุเดช ชรินทร์ทิพย์ก็รู้ทันทีว่าชายคนรักไม่อาจกลับมาหาตนได้อีกแล้ว

               เจ็บแค้นใจเหลือเกิน...

               แต่ที่มากกว่านั้น คือความหวาดกลัวต่ออาฆาตแห่งวิญญาณ สายตาเขาเสมือนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน ภาณุเดชย่อมล่วงรู้แล้วว่าเธอเป็นคนทำเสน่ห์เพื่อดึงให้เขากลับมารักและดูแลเธอเหมือนเดิม

               พิธีที่ทำให้เขาต้องตายอย่างน่าอนาถ

               หวาดกลัวจับขั้วหัวใจ แต่ไม่อาจบอกให้ใครรู้ หญิงสาวรีบกลับไปที่วัดป่า เพื่อค้นหากระท่อมอาจารย์สุเทพ แต่ไม่ว่าจะเดินมาตามเส้นทางที่จดจำอย่างแม่นยำในสมอง กลับเห็นเพียงต้นไม้รายรอบ ไม่มีแม้เสาหรือหลังคาปรากฏออกมาให้เห็น ราวกับกระท่อมหลังน้อยไม่เคยมีอยู่แต่แรก

               ยินเพียงเสียงกระซิบ

               “กูช่วยมึงไม่ได้ อำนาจแห่งมนตร์ดำจะย้อนกลับมาทำร้ายมึงจนตาย!”

               หญิงสาวคร่ำครวญร้องร่ำอยู่กลางป่าอยู่นานเนิ่น เมื่อกลับกรุงเทพฯ ก็ซุ่มซ่อนตัวเองอยู่เพียงภายในห้องไม่กล้าออกไปไหน

               แต่ชะตากรรมไม่ปรานีปราศรัยแก่คนหาเช้ากินค่ำเช่นเธอ

               ไม่อาจหลบซ่อนได้ตลอดไป ด้วยจำต้องกินต้องใช้เฉกเช่นเดียวกับปุถุชนคนธรรมดา หญิงสาวจึงจำใจออกจากหอพักอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพื่อตระเวนสมัครงาน

               โล่งใจอยู่หลายส่วน ด้วยช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่พบเจออันตรายจากวิญญาณร้ายที่มุ่งหมายอาฆาต กระทั่งได้พบกับเอกพัชญ์และรับรู้ว่าเธอถูกปองร้าย จึงมั่นใจว่าผู้ที่ลอบติดตามคือพิเชษฐ์ที่ตกเป็นเหยื่อของมนตร์ดำ

               แต่ชรินทร์ทิพย์ไม่รู้ว่า มิใช่เพียงจิตใจที่ถวิลหาเพียงเธอ มนตราที่จารจารึกในเนื้อหนังของพิเชษฐ์ จะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นอสุรกายกระหายเลือด

               ดั่งปีศาจ ไม่หวั่นเกรงต่อคมศาสตรากระทั่งกระสุนปืนที่มีอานุภาพทำลายชีวิตได้เพียงนัดเดียว พิเชษฐ์แม้ถูกยิงใส่ในระยะเผาขน ก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือน ซ้ำยังมีเรี่ยวแรงกำลังเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดานับสิบนับร้อยเท่า เพราะร่างของเขาถูกควบคุมด้วยอำนาจชั่วช้าจนสมบูรณ์แล้ว

               และแม้ปีศาจร้ายจะยากแก่การถูกสังหาร แต่จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของมันคือเปลวไฟ

               ดั่งผีร้ายและอสุรกายทุกตน ที่หวั่นเกรงต่อแสงสว่างและความร้อนแรงของธาตุธรรมชาติอันพิสุทธิ์อย่างธาตุไฟ เมื่อร่างของมันถูกแผดเผาด้วยเพลิงผลาญรุนแรง ต่อให้แข็งแกร่งปานใด ก็ไม่อาจทานทนได้ ต้องตายตกในกองเพลิง สลายสิ้นซึ่งมนตร์คาถา

               ต้องชดใช้กรรมหนักหนาตามสังสารวัฏในห้วงอเวจีที่ลึกที่สุด...

 

................................................

 

#ตอนต่อไป : บทส่งท้ายที่จะสรุปชะตากรรมทุกอย่างของเรื่องราว ขอบคุณทุกคนที่ร่วม 'ชิม' นิยายเรื่องนี้มาจนครบทุกเมนู หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้คุณ 'อิ่ม'


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น