อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:23:29

ตอนที่ 30 บทที่ 10 : เสน่ห์ยาแฝด [10.2]

บทที่ 10 : เสน่ห์ยาแฝด [10.2]

 

               ไม่อาจผสมยาเสน่ห์ลงในข้าวสวย ด้วยสีของมันเข้มคล้ำจนทำให้สีข้าวหม่นลง อีกทั้งกลิ่นก็รุนแรงเสียจนเพียงแค่เปิดฝาก็แทบอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง

               เปิดดูสูตรอาหารทางอินเทอร์เน็ต พบว่ามีอาหารเมนูหนึ่งซึ่งทำจากข้าวและเลือดเป็นหลัก นั่นหมายถึง อาหารชนิดนี้ย่อมสามารถกลบได้ทั้งสีและกลิ่นของยาเสน่ห์

               ชรินทร์ทิพย์นำเลือดไก่มาคั้นตะไคร้ ก่อนเทยาเสน่ห์สีชวนอาเจียนลงไปผสมคลุกเคล้าจนเข้ากัน เธอยกหม้อข้าวที่ตั้งเอาไว้จนระอุมาวางกับพื้น

               เพียงเปิดฝา ไอร้อนก็พวยพุ่งออกมาดุจม่านหมอก หญิงสาวที่บัดนี้เรือนร่างมีเพียงผ้าถุงรัดพันก้าวมายืนคร่อม จนไอน้ำทั้งหมดลอยลอดเข้าไปในหว่างขา

               ร้อนเร่า ทรมาน...

               ในมือที่พนมมีแผ่นหนัง สลักเสลาเอาไว้ด้วยคาถาภาษาประหลาด ปากพ่นพร่ำงึมงำคาถานั้น ขณะที่เรือนกายก็ไม่อาจยืนมั่น ด้วยความร้อนแผ่ซ่านออกมาจนต้องบิดกายสะท้าน รูขุมขนขับเหงื่อให้ไหลหลั่งออกมาจากหว่างขาเพราะร้อนอ้าว

               ก่อนเม็ดเหงื่อนั้นจะหยดลงสู่หม้อข้าวเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

               รีบนำข้าวสวยที่หุงจนขึ้นหม้อ คลุกเคล้าเข้ากับหมูสับและเลือดผสมยาเสน่ห์ ปรุงรสและนำห่อด้วยใบตองเป็นทรงพีระมิด นำใส่หม้อนึ่งต่อจนสุก

               ตั้งสำรับรอภาณุเดชที่กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่น

               “อ้าว เป้ยังไม่นอนเหรอ”

               มีสีหน้าตระหนกตกใจ ก่อนเปลี่ยนไปเป็นง่วงงุนอย่างแนบเนียนดั่งกิ้งก่าเปลี่ยนสี

               “รอคุณอยู่น่ะค่ะ โทรไปไม่รับเลยเป็นห่วง ตอนแรกว่าจะโทรหาคุณตี้แต่หาเบอร์ไม่เจอ”

               ทำตาขวางใส่อย่างไม่อาจควบคุม ภาณุเดชฉุนเฉียวเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีทีท่าคล้ายจับผิด

               “จะโทรหามันทำไม มันก็คุยงานกับผมอยู่นั่นแหละ เราปิดเสียงโทรศัพท์เพราะไม่อยากถูกกวนสมาธิ ผมกลับมาเหนื่อย ๆ คุณอย่าเยอะกับผมเลย”

               ชรินทร์ทิพย์ยิ้ม... เป็นรอยยิ้มยะเยือกดั่งน้ำเย็นเฉียบที่แช่แข็งคำพูดที่ตั้งใจบ่นพร่ำของภาณุเดชให้หยุดลงตรงนั้น

               “กินข้าวก่อนเถอะค่ะ ฉันเพิ่งอุ่น ยังร้อน ๆ อยู่เลย”

               เพราะต้องการเก็บงำเรื่องของตนไว้เป็นความลับ จึงไม่อยากทำตัวมีปัญหาให้จับพิรุธได้ ชายหนุ่มพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นสองทบ ก่อนนั่งลงที่โต๊ะพลางพิจารณาอาหารหน้าตาแปลกที่แฟนสาวทำให้

               “ข้าวกั๊นจิ๊นน่ะค่ะ เป็นอาหารเหนือ พอดีเห็นคุณตี้ชอบทำอาหารเหนือเลี้ยงเวลาเราไปเยี่ยม เลยคิดว่าคุณน่าจะติดใจอาหารบ้านนั้น จึงลองทำเลียนแบบดูบ้าง”

               ดั่งถูกคมหอกทิ่มแทง คำพูดของชรินทร์ทิพย์แฝงความนัยบางอย่าง แต่ภาณุเดชไม่แสดงอาหารตื่นตกใจ คงหยิบอาหารรูปร่างคล้ายข้าวปั้นของญี่ปุ่นขึ้นกัด

               ตาเบิกเล็กน้อย ด้วยรสชาติที่แม้ไม่คุ้นชิน แต่กลับอร่อยอย่างน่าประหลาด ยิ่งกินแนมกับพริกทอด หอมแดงซอย และแตงกวา ยิ่งเสริมรสชาติให้มีมิติหลากหลาย

               ลืมความขุ่นมัวไปสิ้น ต้องหยิบกินอีกสามชิ้นจนพุงกาง

               หญิงสาวมองภาพนั้นด้วยปรีดิ์เปรม หัวใจเต้นเร่าอย่างคาดหวังถึงผลลัพธ์ของอาหารมื้อสำคัญนี้

 

 

               “เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ด้วยกันแบบเปิดเผยสักทีล่ะ”

               เสียงออดอ้อนของภาณุเดช กระซิบข้างหูหญิงสาวที่กอดก่ายร่างเขาอย่างรักใคร่ ร่างเปลือยเปล่ามีร่องรอยของการร่วมรักอย่างหนักหน่วง เช่นเดียวกับผ้าปูที่นอนยับย่นชวนให้จินตนาการถึงท่วงท่าลีลาที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครู่

               ศศศรัญญ์ใช้นิ้วเรียวลากไล้ไปตามเรือนร่างแข็งแกร่งของชายหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มประกบจูบภาณุเดชดูดดื่ม

               นานเนิ่นกว่าจะดึงถอน

               “โด้ก็รู้ ว่าเค้า...”

               ใช่ ภาณุเดชรู้อยู่เต็มอกว่าหญิงสาวที่ตนกำลังมีสัมพันธ์ด้วย คือคนรักของเพื่อนสนิท ซ้ำเธอยังถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยทะเบียนสมรสอีกต่างหาก

               “ใช่ เรารู้”

               นับตั้งแต่เห็นหน้าศศศรัญญ์ครั้งแรก ราวกับกามเทพยิงศรปักอก ให้ตกอยู่ในห้วงรักอย่างไม่อาจดึงถอน แม้พบพานผู้หญิงมากมายมาทั้งชีวิต กระทั่งชรินทร์ทิพย์ที่ตนรู้สึกรักใคร่แกมสงสาร ซ้ำยังปฏิญาณกับตนเองว่าจะคบหากับเธอไปจนถึงวันตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ แต่เมื่อได้รู้จักภรรยาของเพื่อน ก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นทุกวันจนไม่อาจอดรนทนได้

               จุดประสงค์ในการไปหาพิเชษฐ์บ่อยครั้งมิใช่เพื่อพูดคุยเรื่องธุรกิจ หากแต่เป็นเพื่อได้ใกล้ชิดกับหญิงที่ตนหลงรัก

               แต่แม้รักเท่าใด ก็กลายเป็นเรื่องต้องห้าม เมื่ออีกฝ่ายมีเจ้าของอยู่ทั้งคน เขาอิจฉาพิเชษฐ์ที่ได้อยู่เคียงข้าง ได้โอบกอด และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ดีแลเพียบพร้อมอย่างศศศรัญญ์

               และเพราะหลงใหลไคล้คลั่งเธอ จึงสังเกตทุกอาการอย่างละเอียดโดยไม่ตั้งใจ

               รับรู้ถึงนัยน์ตาโศกด้วยอารมณ์เปลี่ยวเหงา...

               ครั้งหนึ่งที่ไปถึงบ้านเพื่อนช่างภาพ ภาณุเดชพบศศศรัญญ์อยู่เพียงลำพัง

               “อ้าว ตี้ไม่อยู่เหรอจอยซ์”

               หญิงสาวที่ยืนอยู่หลังประตูรั้ว ยิ้มและส่ายหน้า   

               “ไปถ่ายรูปที่สุราษฎร์น่ะ น่าจะสักอาทิตย์นึง โด้ไม่ได้โทรบอกตี้ก่อนมาเหรอ”

               “เออ ลืมไปเลย แต่ไม่เป็นไร เราซื้อไวน์มาฝาก ว่าจะเปิดกินกับมัน งั้นเดี๋ยวอาทิตย์หน้าค่อยมาก็ได้”

               เงียบไปครู่หนึ่ง ในจังหวะที่ตั้งใจหันหลังกลับ เจ้าของบ้านกลับรั้งเอาไว้

               “เข้ามาก่อนไหม กินอะไรกันก่อนก็ได้ จะได้ไม่เสียเที่ยว เดี๋ยวเค้าทำให้เอง รับรองฝีมือไม่แพ้ตี้หรอก”

               แทบอยากกระโจนเข้าไปในบ้านเสียเดี๋ยวนี้ ติดเพียงแค่ยังไม่อยากเปิดเผยท่าทีให้อีกฝ่ายรับรู้

               และเมื่อได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เรื่องราวมากมายก็พรั่งพรูออกมาในบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร ศศศรัญญ์เล่าว่าพิเชษฐ์ที่ทำงานเป็นช่างภาพ ต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง ครั้งละหลายวัน จนบางเดือนได้อยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

               แม้รู้ดีว่าเป็นภาระหน้าที่ แต่ก็อด... เหงาไม่ได้

               ยิ่งได้ฟังยิ่งสงสารจับใจ ก่นด่าเพื่อนสนิทในใจว่าปล่อยให้ภรรยาที่ทั้งสาวและสวยอยู่เปลี่ยวเหงาเช่นนี้ได้อย่างไร

               และเพราะความเหงา ผนวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จากไวน์ชั้นดีที่หมักบ่มนานกว่า 10 ปี ก็ทำให้ชายหญิงที่มีจิตปฏิพัทธ์ ลอบมีสัมพันธ์ต้องห้ามเป็นครั้งแรก

               นับจากวันนั้น ภาณุเดชก็หาโอกาสมาหาศศศรัญญ์ในวันที่เพื่อนสนิทของตนไม่อยู่บ้าน เพื่อเติมเต็มความรักที่ขาดไปให้หญิงสาวคลายความเดียวดายด้วยไฟเสน่หา

               กว่าสามเดือนจนถึงวันนี้ ภาณุเดชลอบคบชู้และร่วมรักกับศศศรัญญ์เรื่อยมา จนความผูกพันเกินกว่าจะหักห้ามใจและยอมปล่อยให้หญิงสาวเป็นของชายอื่นอีก

               แผนชั่วผุดขึ้นในสมอง

               แม้เพิ่งผ่านพ้นเกมรักหนักหน่วง แต่ไฟราคะกลับลุกโชนขึ้นอีกครา จนชายหนุ่มพลิกกายทาบทับก่อนซอนแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปปรนเปรอศศศรัญญ์จนหญิงสาวดิ้นเร่าอย่างสุขสม

               วูบหนึ่ง เขาเห็นใบหน้าเธอเป็นชรินทร์ทิพย์!

               หยุดชะงักด้วยตระหนก จนคู่นอนร้องครางอย่างเร่งเร้าด้วยไม่เข้าใจว่าเขาหยุดขยับกายด้วยเหตุใด

               ภาณุเดชส่ายหน้าแรง ที่ผ่านมาขณะมีสัมพันธ์กับศศศรัญญ์ เขาคล้ายหลงลืมแฟนสาวของตนไปสิ้น แต่วันนี้กลับแปลกไป ด้วยส่วนลึกในจิตใจมีชรินทร์ทิพย์ซ่อนซุกอยู่ดั่งเงา

               เขาไม่รู้เลยว่า มีบางสิ่งกำลังก่อร่างสร้างตัวตนอยู่ภายใน

               และสิ่งนั้น กำลังยึดครองสัมปชัญญะทั้งมวลของภาณุเดช

               ในไม่ช้า!

 

 

               ชรินทร์ทิพย์เฝ้ารออย่างอดทน

               แม้ร้อนใจ แต่ด้วยเงื่อนไขของอาจารย์สุเทพไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เธอจึงทำได้เพียงรอคอยผลลัพธ์ของยาเสน่ห์

               7 วัน...

               หลังนำยาเสน่ห์ผสมในอาหารแล้ว ผู้กินจะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นในทันที หากแต่ต้องรอเวลาให้ยาแทรกซึมทุกผัสสะของร่าง กระทั่งความคิดจิตใจ เมื่อนั้น ผู้ตกอยู่ในมนตร์จะหลงรักปักใจและคลั่งไคล้เพียงผู้ทำพิธีเพียงผู้เดียวไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

               จนถึงวันตาย!

 

..............................................

 

#ตอนต่อไป : ความลับทั้งหมดของเรื่อง จะถูกเปิดเผยในตอนหน้า แล้วชะตากรรมของคนชั่วที่ยังลอยนวล จะเป็นเช่นไร... โปรดติดตาม


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น