อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:22:33

ตอนที่ 27 บทที่ 9 : สังหาร [9.2]

บทที่ 9 : สังหาร [9.2]

 

               มีเพียงหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการตายของภาณุเดช แต่ยังหาหลักฐานเชื่อมโยงเรื่องการหายตัวไปของคนไร้บ้านไม่ได้ ตำรวจจึงไม่อาจใช้กำลังรุนแรง คงทำเพียงถือหมายจับมาเตรียมพร้อมต่อการจับกุมตัวพิเชษฐ์เท่านั้น

               ไม่จำเป็นต้องผลีผลามบุกเข้าไป สำรวจตรวจตราโดยรอบ ด้านหลังบ้านเดี่ยวหลังใหญ่อันเป็นที่ตั้งของร้านตี้ฮัก เป็นกำแพงสูงของคอนโดมิเนียม ซ้ายขวาติดกันเป็นบ้านคนที่ก่อรั้วประดับหนามแหลมสูงเทียมหลังคา หากไม่มีปีก เจ้าของบ้านย่อมไม่อาจบินหนีไปได้

               แต่กระนั้น ตำรวจชุดจับกุมสามนายก็ยังระวังป้องกันตนเองด้วยการพกพาอาวุธยุทโธปกรณ์มาพร้อมสรรพ แม้ไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าพิเชษฐ์ฆ่าภาณุเดชอย่างไร และไม่รู้ถึงนิสัยใจคอว่าเขาเหี้ยมโหดหรือมีอาวุธร้ายแรงอันใดบ้าง

               ประตูรั้วถูกเลื่อนเปิด พิเชษฐ์ในชุดเชฟยับยู่ยี่ยืนอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าอาบไล้ด้วยแสงนวลของดวงจันทร์ ผสานแสงสีส้มของโคมไฟประดับสวน ส่งให้ชายร่างใหญ่ดูลึกลับและน่ากลัวอยู่ในที

               ตำรวจหนุ่มทั้งสามนายกลืนน้ำลายเอื้อก

               “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมขอจับกุมคุณในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา คุณมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ แต่ถ้อยคำของคุณจะถูกนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี”

               ชูหมายจับให้เห็นชัดพร้อมร่ายสิทธิของผู้ต้องหาตามขั้นตอนครบถ้วน ราวกับจำลองสถานการณ์สมัยเรียนที่โรงเรียนตำรวจทุกขั้นตอน

               ไร้ซึ่งความกริ่งเกรง ทำเพียงยกริมฝีปากยิ้มเท่านั้น

               “หิวไหมครับคุณตำรวจ ทานอะไรกันมาหรือยัง เชิญเข้ามานั่งทานอาหารในร้านของผมก่อนไหมครับ”

               นอกจากไม่กลัว ยังทำราวกับไม่ได้ยินถ้อยคำของตำรวจยศร้อยเอกเสียอีก ทั้งสามหันมองหน้ากันอย่างลังเล เมื่อผู้ต้องหาตามหมายจับไม่มีทีท่าจะยอมให้จับกุมโดยง่าย พวกเขาจึงจำต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปภายในบ้านเพื่อทำตามหน้าที่

               หนึ่งในนั้นชักปืนเล็งไปที่พิเชษฐ์เพื่อป้องกันหากเขาตุกติก อีกหนึ่งถือกุญแจมือเดินผ่านบานประตูรั้วเข้าหา ขณะที่คนเป็นหัวหน้าซึ่งถือหมายจับอยู่นั้นยืนคุมเชิงอยู่

               เพียงพริบตา เกินกว่าสายตาจะมองทันว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างใหญ่ของพิเชษฐ์คล้ายหายไปดั่งเงา ก่อนปรากฏด้านตรงหน้าตำรวจคนที่อยู่ใกล้ที่สุด แขนใหญ่ดั่งท่อนซุงโอบรัดลำคอยกร่างในเครื่องแบบจนลอย

               ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยถูกรัดหลอดลม แม้พยายามดิ้นรนและใช้แรงมากเท่าไหร่ ก็ไม่อาจง้างแขนใหญ่ได้ผละจากคอของตนได้เลย

               คนที่ถือปืนเล็งซ้ายเล็งขวา แต่ไม่กล้าเหนี่ยวไก ด้วยมีร่างของเพื่อนร่วมอาชีพเป็นดั่งเกราะกำลังให้คนร้าย หากเผลอไผลส่งกระสุนออกไป ย่อมอาจถูกตำรวจนายนั้นได้

               หัวหน้าชุดจับกุมไม่สนเอกสาร ทิ้งหมายจับลงกับพื้นก่อนปรี่เข้าหาพิเชษฐ์หมายช่วยดึงร่างลูกน้อง ทว่าเพียงก้าว ขายาวก็ถูกอีโต้เล่มใหญ่ที่เหน็บไว้ด้านหลัง ฟาดเข้าใส่จนต้นขาปริแยก ส่งเลือดทะลักพุ่งออกมาดั่งน้ำพุ

               ร่างสูงของนายตำรวจล้มกลิ้งลงกับพื้น สองมือกุมขาร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด

               ด้วยลนลาน ผู้ถือปืนจึงเหนี่ยวไกลั่นกระสุนเข้าใส่ปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ แต่เร็วเท่าสมองสั่ง เชฟหนุ่มยกร่างหมดลมของตำรวจที่ถูกรัดคอจนเสียชีวิตขึ้นบัง จนกระสุนห้านัดเจาะเข้ากลางหลังร่างไร้วิญญาณในชุดกากี สำทับความตายอย่างแน่ชัด

               หวาดผวา ตื่นตระหนก กายสั่นเทาดั่งหนาวเหน็บ ความหวาดกลัวทั้งมวลที่เคยประสบมาทั้งชีวิต ไม่อาจเทียมเทียบหวาดกลัวต่อภาพเบื้องหน้า

               อสุรกายคลั่งพาร่างโจนพรวดเดียว มาคร่อมทับตำรวจทั้งสองนายที่นอนคว่ำหงายก่ายเกยกัน ก่อนก้มลงใช้ฟันแข็งแรง งับเข้าที่ลำคอตำรวจหนุ่มวัยยี่สิบต้นที่ปืนหลุดจากมือ

               กัดกร้วม ฉีกทึ้งดึงเนื้อต้นคอพร้อมหลอดลมหลุดมาเป็นก้อน

               ไม่อาจร้องโอยโอยด้วยเจ็บปวด ฝอยละอองเลือดถูกพ่นฟู่ กระเซ็นใส่ร่างเพื่อนร่วมงานที่นอนทับตน สายตาสบตาเบิกโพลงของเพื่อน ดั่งสัญญาณแห่งการจากลาในภพนี้

               เพื่อเจอกันอีกทีในสัมปรายภพ

               คนที่เหลือหน้าตาเหยเก ร่ำร้องขอความช่วยเหลือไม่เป็นภาษา ลืมกระทั่งว่าข้างเอวของตนมีปืนเหน็บอยู่

               พิเชษฐ์หันมายิ้มเหี้ยม คราบเลือดเต็มปากดั่งผีร้ายที่มุ่งหมายเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร มองสบเห็นนัยน์ตาปริ่มน้ำอย่างหวาดกลัว ก็ยิ่งอิ่มเอิบราวพึงใจที่ได้เห็นวาระสุดท้ายอันทุรนทุรายก่อนตายของเหยื่อ

               ถอยกรูดอย่างยากลำบาก เนื่องจากขาข้างหนี่งถูกฟันแหว่งวิ่นแทบขาดทั้งท่อน ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป คงเหลือไว้เพียงความหวาดกลัวราวหัวใจถูกบีบรัดเอาไว้ให้ไม่อาจเต้นเป็นจังหวะ

               มันย่างสามขุมเข้าหา มรณะในร่างมนุษย์เคลื่อนเข้าใกล้อย่างย่ามใจ ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายไร้ซึ่งทางหนี

               ‘ปัง ๆ ๆ’

               กระสุนที่ถูกยิงผ่านช่องว่างของประตูรั้วที่เปิดอ้าเพียงคนลอด พุ่งเข้าเจาะกลางหลังพิเชษฐ์อย่างแม่นยำ

               ร่างกระเด็นไปไกล ล้มคว่ำกองอยู่กับสนามหญ้าหน้าบ้านแน่นิ่งไปทั้งอย่างนั้น

               รองสารวัตรผู้ที่เท้าข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในยมโลกแล้ว มองออกไปด้านนอกเห็นผู้มาทันการณ์ ก็ต้องยิ้มออกมาทั้งที่น้ำตายังนองหน้า

               ผู้บังคับบัญชาของตนมาถึงพอดี

               เอกพัชญ์เก็บปืนเข้าซองก่อนวิ่งมาดูอาการลูกน้องด้วยความเป็นห่วง

 

 

               หลังจากส่งหลักฐานทุกอย่างและสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาขออนุมัติหมายจับพิเชษฐ์จากศาล เอกพัชญ์ก็โทรศัพท์แจ้งข่าวดีกับชรินทร์ทิพย์ทันที

               แต่ไม่รับสาย...

               กระวนกระวายใจจนต้องกดโทรซ้ำแล้วซ้ำอีก คราแรกยังมองในแง่ดี คิดว่าหญิงสาวอาจไม่สะดวกรับ เช่นอาจเข้าห้องน้ำหรือทำกิจกรรมใดอยู่ แต่กระทั่งผ่านไปนานกว่า 15 นาที ชรินทร์ทิพย์ก็ยังคงไม่กดรับ จนเอกพัชญ์ร้อนรนทนไม่ได้ ต้องรีบขับรถจากเขาใหญ่มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ทันที

               สารวัตรหนุ่มไม่รู้เลยว่า โทรศัพท์ของคนที่โทรหา ตกอยู่หน้าหอพักตั้งแต่หญิงสาวถูกทำร้ายโดยพิเชษฐ์ที่แฝงกายเป็นพนักงานส่งอาหาร จนอุปกรณ์สื่อสารที่ถืออยู่ในมือหล่นร่วงอยู่ตรงนั้น ต่อให้โทรเท่าไหร่ ก็ย่อมไม่มีผู้ใดรับ เว้นเสียแต่จะมีคนเก็บโทรศัพท์เครื่องนี้ได้

               ขณะรีบเร่ง จึงฉุกคิดขึ้นมาได้

               “พกโทรศัพท์เครื่องนี้อีกเครื่องหนึ่งนะครับ”

               เขาเคยมอบโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งในหญิงสาว จนเธอทำหน้าฉงนสนเท่ห์

               “ฉันมีโทรศัพท์แล้วค่ะ”

               “ป้องกันไว้น่ะครับ หากโทรศัพท์คุณแบตหมด ผมยังโทรหาที่เครื่องนี้ได้ พกติดตัวเอาไว้นะครับ”

               จุดประสงค์แท้จริงอีกอย่าง คือการใช้ระบบติดตามโทรศัพท์จากเครือข่ายดาวเทียม ซึ่งจะแสดงผลกับเครื่องที่เชื่อมต่อกัน

               ไม่ผลีผลามกดโทรหา เพราะคาดเดาว่าอาจเกิดเหตุร้ายบางประการ

               และเป็นจริงดังนั้น เมื่อเปิดแอปพลิเคชันดู ก็พบว่าสัญญาณโทรศัพท์มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ชรินทร์ทิพย์ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ปกติโดยสารรถประจำทางในการเดินทางไปไหนมาไหน ไม่น่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วเช่นนี้

               ย่อมต้องอยู่ในรถสักคันที่ขับเร็วประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

               คาดเดาถึงปลายทางได้แม้ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่เมื่อเฝ้าดูสัญญาณก็พบว่า จุดหมายของโทรศัพท์เครื่องนี้หยุดอยู่ที่พิกัดอันเป็นที่ตั้งของบ้านผู้ต้องหาที่เพิ่งถูกออกหมายจับ

               ครั้นกดโทรศัพท์ไปหาลูกน้องชุดจับกุม ก็ไม่มีผู้ใดรับสาย เนื่องจากเขาเองเป็นผู้กำชับว่าในการทำงานสืบสวนปราบปรามทุกครั้งห้ามใช้โทรศัพท์มือถือโดยเด็ดขาด เนื่องจากเคยมีกรณีตำรวจสืบสวนลืมปิดเสียงโทรศัพท์ขณะบุกเข้าจับแก๊งค้ายาเสพติด จนสัญญาณเรียกเข้าทำให้ผู้ร้ายรู้ตัว ต้องถูกยิงจนเสียชีวิตและทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นในหน่วย

               ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด จนเอกพัชญ์สำนึกผิดที่ตนเคยตั้งกฎเกณฑ์เช่นนี้เอาไว้

               ทำได้เพียงเหยียบคันเร่งจนมิด ขับรถปาดซ้ายขวาพาตนเองมุ่งหน้าสู่ร้านตี้ฮักให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

               ไม่ทันการณ์เสียแล้ว...

               เขามาช้าเกินไป ทั้งที่ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย แต่ลูกน้องทั้งสองคนกลับต้องตายตกอย่างอนาถ คิดแล้วก็ต้องเจ็บแค้นใจจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด

               ใครจะคาดคิด ว่าพ่อครัวธรรมดาจะมีจิตใจชั่วช้า ถึงขนาดฆ่าเพื่อนสนิทของตนและยังต่อสู้ขัดขืนการจับกุมจนฆ่าตำรวจตายถึงสองนาย ทั้งที่เขาควรเตือนให้ลูกน้องระวังตัวมากกว่านี้แท้ ๆ

               แต่เคราะห์ดี ยังเหลือผู้รอดชีวิต เอกพัชญ์ฉีกแขนเสื้อแจ็คเก็ตมารัดต้นขาเหนือบาดแผลฉกรรจ์ของรองสารวัตรหนุ่มที่บัดนี้หน้าซีดเผือดด้วยเสียเลือดมากเกินไป

               ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด!

               ตั้งใจหันหลังกลับไปเปิดประตูรั้ว เพื่อขับรถเข้ามาใกล้ผู้บาดเจ็บเพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือน

               แต่วินาทีที่หันกลับ แสงวาววับก็ลอยผ่านหน้าไป

               อีโต้เล่มใหญ่ หมุนคว้างดั่งจักร ปักเข้าที่ใบหน้ารองสารวัตร ฝังลึกเข้าไปถึงแกนกลางกะโหลก ส่งร่างนั้นให้หงายหลังล้มตึงขาดใจตายในทันที

               สองตาเบิกโพลง เอกพัชญ์หวั่นผวาราวพบเจอปีศาจจากขุมนรกมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า

               ร่างที่ควรขาดใจตายเพราะคมกระสุน กลับยักแย่ยักยันลุกขึ้นอย่างลำบาก สีหน้าเหี้ยมเกรียมเปี่ยมหฤหรรษ์ของพิเชษฐ์ ดั่งทูตแห่งความตายที่กระโจนจากอเวจีกลับขึ้นมาบนโลกมนุษย์ เพื่อเข่นฆ่าทุกคนที่ขัดขวางความสำราญของมัน

               “ไม่... จริง”

               คนเป็นสารวัตรที่พานพบโจรผู้ร้ายโฉดชั่วมามากมาย กลับไม่เคยพบเรื่องประหลาดอันน่าขนพองสยองเกล้าเช่นนี้มาก่อน

               พิเชษฐ์กระโจนเข้าใส่พลางอ้าปากเผยคมเขี้ยวดั่งอสุรกาย โดยมีเป้าหมายที่ลำคอของเอกพัชญ์!

 

........................................

 

#ตอนต่อไป : เอกพัชญ์VSพิเชษฐ์ : มนุษย์VSปีศาจ ใครจะอยู่ใครจะไป บทสรุปแห่งการจับกุมปีศาจร้ายจะเป็นเช่นไป รอติดตามได้ในบทหน้า!!!

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น