อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:22:15

ตอนที่ 26 บทที่ 9 : สังหาร [9.1]

บทที่ 9 : สังหาร [9.1]

 

               [จิ้นเกลือ]

               จิ้นเกลือ (หมูแดดเดียว) คือ วิธีการถนอมอาหารของคนทางภาคเหนือให้เนื้อหมูสามารถเก็บไว้ได้นาน ได้จากการนำเนื้อหมูมาตัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นเส้นหนา ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสเครื่องเทศหรือสมุนไพรเช่น น้ำตาล น้ำปลา เกลือ ซีอิ๊วขาว กระเทียม รากผักชี พริกไทย ผงพะโล้ หมักให้เข้ากัน นำไปทำให้แห้งพอหมาดโดยใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์หรือแหล่งพลังงานอื่นก่อนบริโภคต้องนำไปทำให้สุก

 

 

               ชรินทรทิพย์จำเหตุการณ์เมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้าได้เพียงรางเลือน

               แต่ที่จดจำได้แม่นยำที่สุด คือประโยคของเอกพัชญ์ที่ขอให้เธออยู่แต่ภายในห้อง เพราะรู้ชัดแล้วว่าพิเชษฐ์คือคนร้ายในคดีฆาตกรรมภาณุเดช และเป้าหมายต่อไปของมัน คือการฆ่าปิดปากเธอเสีย

               “ผมได้หมายจับนายพิเชษฐ์แล้ว คุณอย่าเพิ่งออกไปไหน อยู่แต่ในห้องนะ เดี๋ยวผมจะให้ลูกน้องไปคุ้มครอง เขายังไม่น่าจะไหวตัวทันตอนนี้ รับรองว่าต้องจับเขาได้แน่ ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

               “แล้วโด้...”

               “ครับ เขาเสียชีวิตแล้ว”

               แม้รู้อยู่ก่อนหน้า แต่ชรินทร์ทิพย์ยังอดเศร้าสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมาอย่าไม่อาจควบคุม

               “รอนะครับ ถ้าเสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบไปหา”

 

                เพราะประโยคนี้ ทำให้หญิงสาวอดทนเฝ้านับวินาทีรอ หวังเพียงอย่างยิ่งว่านายตำรวจหนุ่มจะปลอดภัย เพราะภาพพิเชษฐ์ที่เห็นครั้งสุดท้าย เขาดูน่ากลัวราวกับมิใช่มนุษย์

               กดโทรศัพท์โทรไปลางานกับหัวหน้าแผนก บอกว่าไข้ขึ้นสูงจนอาจต้องไปโรงพยาบาลและไปทำงานไม่ได้สักสองสามวัน ใจไพล่คิดไปถึงคนที่จากไปอย่างไม่หวนกลับ

               ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภาณุเดชทั้งรักและเอาใจใส่ ห่วงใยเธอมากเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมอบความรู้สึกเช่นนี้ให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้ ชรินทร์ทิพย์รักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และปรารถนาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไปในฐานะคู่ชีวิต

               แต่ราวกับฟ้ากลั่นแกล้ง ไม่ทันได้กล่าวคำร่ำลา เขากลับถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ชรินทร์ทิพย์คั่งแค้นจนภาวนาให้ตำรวจจับคนร้ายใจเหี้ยมให้ได้โดยเร็ว

               เสียงโทรศัพท์แผดดังในเงียบงัน ร่างเล็กสะดุ้งคราหนึ่ง ก่อนหยิบมาดูอย่างร้อนรน

               มิใช่เบอร์ของเอกพัชญ์ กลับเป็นหมายเลขไม่คุ้นตา แต่นึกขึ้นได้ว่าเธอสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว จึงกลั้นใจกดรับสาย

               “สวัสดีค่ะ”

               “มาส่งอาหารครับ ผมอยู่หน้าตึก”

               ใช่จริงด้วย เป็นพนักงานส่งอาหารแบบดิลิเวอรีที่ในยุคนี้อำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่วิกฤตการณ์โรคโควิดระบาด ผู้คนปรารถนาใช้ชีวิตอยู่บ้านมากกว่าการออกไปเผชิญความเสี่ยงต่อโรคร้ายภายนอก นักธุรกิจหัวใสจึงผุดธุรกิจการให้บริการส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันและโทรศัพท์กันมากมายหลายแบรนด์ ทำให้เงินที่หมุนเวียนในธุรกิจนี้ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา สูงแซงหน้าธุรกิจอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น

               เพราะต้องออกจากหอพักตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาถึงภายหลังพระอาทิตย์ตก มนุษย์เงินเดือนอย่างชรินทร์ทิพย์หากไม่ใช่วันหยุดย่อมไม่มีเวลาประกอบอาหารด้วยตนเอง และเมื่อวันนี้เป็นวันทำงาน เธอที่มิได้ตระเตรียมวัตถุดิบติดตู้เย็นเอาไว้ เมื่อหิวจึงไม่อาจทำอาหารได้ดั่งใจ

               ต้องพึ่งบริการสั่งอาหารผ่านสื่อออนไลน์ และยอมจ่ายเงินค่าส่งเพิ่มอีกเล็กน้อย แลกกับการเก็บตัวอยู่บ้านไม่ออกไปเผชิญอันตรายตามคำกำชับของเอกพัชญ์

               หยิบเสื้อคลุมมาสวมทับชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเพื่อป้องกันสายตา ก่อนมองลอดช่องตาแมวเพื่อสำรวจตรวจตราอย่างระแวดระวัง

               แม้เป็นเวลากลางวัน แต่หอพักในซอยเปลี่ยวเช่นนี้ กลับเงียบเหงาคล้ายทั้งอาคารมีเธออยู่เพียงลำพังผู้เดียว ไร้ซึ่งสรรพเสียง กระทั่งหรีดหริ่งเรไรหรือเสียงนกกาที่ควรมี ก็เงียบงันสิ้นดั่งตึกเก่าโทรมตั้งอยู่อย่างแปลกแยก ผิดที่ผิดทาง

               เดินลงบันไดไปสามชั้น กระทั้งถึงด้านล่าง คนดูแลหอที่ควรอยู่ประจำในห้องเล็กด้านหน้า ก็ไม่อยู่เสียแล้ว ยินเพียงเสียงโทรทัศน์แผ่วเบาที่เปิดค้างเอาไว้

               มองเห็นรถจักรยานยนต์จอดอยู่ สัญลักษณ์บริษัทส่งอาหารแปะหราเป็นหลักฐานอันเชื่อใจได้ว่าผู้โทรมาคือคนที่รอไม่ผิดตัว

               ชายในชุดเสื้อคลุมสีเขียว กางเกงขายาวสีดำกับหมวกแก๊ปก้มหน้ากดโทรศัพท์ ชรินทร์ทิพย์กดปุ่มเปิดประตูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยคีย์การ์ด พลางส่งเสียงเรียก

               “ส่งอาหารใช่ไหมคะ”

               อีกฝ่ายคล้ายไม่ได้ยิน หญิงสาวเพ่งตามองเห็นเขาเสียบหูฟังอยู่ จึงเข้าใจว่าหากไม่โทรศัพท์ก็กำลังฟังเพลง จึงตัดสินใจเดินลงบันไดสามขั้นไปรับอาหารใกล้ขึ้น

               “ขอโทษค่ะ มารับอาหารค่ะ”

               เพียงเงยหน้า ชรินทร์ทิพย์ก็รู้ว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดที่เดินพ้นชายคาหอพักเสียแล้ว

               ไม่ทันได้หันหลังกลับหรืออ้าปากพูด ร่างใหญ่ก็ยื่นมือคว้าคอเสื้อหญิงสาวกระชากเข้าหา ก่อนใช้นิ้วชี้ทิ่มใส่กลางอก ตรงตำแหน่งขั้วหัวใจบริเวณปลายกระดูกสันซี่โครงข้างซ้าย โลหิตดำถูกรบกวนการไหลเวียน หญิงร่างเล็กจุกแน่นคล้ายหายใจไม่ออก สติรางเลือนมองเห็นภาพไม่ชัดเจน

               ภาพสุดท้ายก่อนดวงตาปิดปลง คือสีหน้าหฤหรรษ์อันน่าหวาดกลัวของคนชั่วที่สังหารคนรักของเธออย่างเลือดเย็น

               พิเชษฐ์แบกร่างชรินทร์ทิพย์ไปวางที่เบาะหลังของรถตนซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล โดยไม่เหลือบสายตาแลร่างชายสองคนที่นอนเกยก่ายไร้ชีวิตในพงหญ้าข้างทาง

               ร่างของพนักงานส่งของที่ถูกฆ่าเพื่อชิงเสื้อผ้ามาสวม ก่อนใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกโทรศัพท์ใช้สวมรอยโทรหาหญิงสาว

               และร่างผู้ดูแลหอพักที่ตนทำทีเป็นผู้มาขอเช่า ลวงให้ชายร่างท้วมเดินออกมาก่อนบีบคอจนกระดูกหักขาดใจตาย

 

 

               ดิ้นรนทั้งที่ไร้หนทางรอด

               ชรินทร์ทิพย์จดจำทุกอย่างได้ในภาวะวิกฤต ร่างใหญ่โตของพิเชษฐ์โถมทับเข้าใส่ ก่อนฝังใบหน้าหื่นกระหายลงสูดดมกลิ่นกายบริสุทธิ์ผุดผาด ลิ้นแลบเลียไปทั่วร่างเพื่อชิมความหวานล้ำที่ปรารถนา

               “โด้! โด้อยู่ที่นี่ใช่ไหม ช่วยเป้ด้วย”

               ร่ำร้องปานจะขาดใจ ครวญครางถึงชายคนรักที่รู้ว่าไม่อาจหวนคืนชีวิตกลับมาช่วยเธอได้อีกแล้ว

               ตอกย้ำด้วยคำพูดแสนชั่วช้า

               “เรียกหามันทำไม กูฆ่ามันตายกับมือ”

               แม้รู้แก่ใจ แต่เมื่อได้ยินกับปากฆาตกรเช่นนี้ ชิงชังในหัวใจก็ครอบคลุมจนหญิงสาวตีสีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด อยากฉีกกระชากร่างคนตรงหน้าให้แหลกลาญ

               “มึงฆ่าโด้ทำไม!”

               หยุดกระทำระยำตำบอน ก่อนยันกายออกห่างทั้งที่ร่างยังทาบทับหญิงสาวเอาไว้

               “กูหิวไง ไอ้เหี้ยโด้แม่งเสือกยุให้กูขึ้นไปในเขตหวงห้ามดีนัก พอเกิดอุบัติเหตุกูก็บาดเจ็บ ไม่มีอะไรกิน สุดท้าย เนื้อของมันนี่แหละ ที่ต่อชีวิตกูเอาไว้ได้ ฮ่า ๆ ๆ”

               หัวเราะดั่งคนคลั่ง พิเชษฐ์สาแก่ใจเมื่อเห็นสีหน้าแววตารวดร้าวของหญิงสาว

               เจ็บปวดเข้าไป คั่งแค้นเข้าไป ยิ่งโกรธ อะดรีนาลีนจะยิ่งพลุ่งพล่าน เนื้อจะยิ่งหวานจนติดลิ้น!

               “ไอ้สัตว์! สารเลว!”

               ถ้อยคำก่นด่าสารพัดที่นึกได้ ถูกสาดซัดเข้าใส่ดั่งปืนกล ทว่าคนวิกลจริตหาได้เก็บมาเป็นสาระให้หงุดหงิดไม่ คงหัวเราะก้องห้องเก็บวัตถุดิบจนเสียงดังสะท้อนไปมาดั่งเสียงร้องของปีศาจ

               “ด่าให้พอใจ อีกเดี๋ยวปากมึงก็จะพูดอะไรไม่ได้อีกแล้ว”

               ชะงักคำพูด ด้วยฉุกคิดขึ้นได้ว่าใช่เพียงภาณุเดชคนเดียวที่โดนฆาตกรชั่วผู้นี้สังหาร

               รายล้อมรอบตัวถูกห้อยร้อยเอาไว้ด้วยเนื้อหนังและอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์นับรวมได้หลายสิบคน คดีคนหายที่เอกพัชญ์เคยเปรยให้ตนฟัง อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

               ตัวสั่นเป็นลูกนกแรกเกิด ความหวาดกลัวเอ่อล้นท้นท่วมหัวใจ ยิ่งพิเชษฐ์ที่บัดนี้ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะเส้นเลือดฝอยแตกซ่าน จนใบหน้าเปลี่ยนไปดั่งมารจากขุมนรก ชรินทร์ทิพย์ก็ยิ่งหวาดผวาจนหัวใจแทบหยุดเต้น

               มันกระชากกางเกงตัวจิ๋วจนขาด หยาดน้ำลายย้อยไหลจากลิ้นที่แลบออกมา หยดแหมะลงบนแก้มของเธอที่อ้าปากกรีดร้องสุดเสียง

               ‘กริ๊งงง!’

               เสียงออดดังหยุดซึ่งทุกการเคลื่อนไหว พิเชษฐ์คำรามคลั่งอย่างเคืองแค้นด้วยไม่รู้ผู้รบกวนฉากสุดท้ายแห่งปรารถนาในหัวใจคือใคร

               แต่ไม่ว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคือผู้ใด เมื่อขัดจังหวะความหฤหรรษ์ของเขาเช่นนี้

               มันย่อมสมควรตาย!

 

........................................

 

#ตอนต่อไป : ชรินทร์ทิพย์ตกอยู่ในห้วงวิกฤตที่สุดของชีวิต เธอกำลังตกเป็นเหยื่อของฆาตกรใจโหดที่มุ่งหมายทำร้ายทำลายเพื่อปิดปากและลิ้มรสชาติหอมหวานของเนื้อเธอ หญิงสาวจะรอดไปได้หรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น