อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:21:22

ตอนที่ 23 บทที่ 8 : ฆาตกร [8.1]

บทที่ 8 : ฆาตกร

 

               [ขันโตก]

                ขันโตก หรือ โตก ภาชนะสำหรับวางสำรับอาหารของชาวล้านนา บ้างเรียก สะโตก มีรูปทรงกลม ความกว้างมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไปมีเชิง สูงประมาณ 1 ฟุต มีทั้งขันโตกไม้ และขันโตกหวาย ขันโตกแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ดังนี้

               1. ขันโตกหลวง หรือ สะโตกหลวง ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่ ตัดท่อนมากลึงหรือเคี่ยนเป็นขันโตก มีความกว้างประมาณ 25 - 50 นิ้ว ตามขนาดของไม้ที่หามาได้ และนิยมใช้การในราชสำนักในคุ้มในวังของเจ้านายฝ่ายเหนือทั่วไป รวมทั้งใช้ในวัดวาอารามทั่วไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับยศศักดิ์ และความยิ่งใหญ่ของชนชั้นผู้ปกครองใช้ในการที่จะเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองด้วย ส่วนวัดนั้นพระสงฆ์เป็นผู้ควรแก่การเคารพนพนอบ มีประชาชนนำอาหารไปถวายมากดังนั้นประชาชนจึงนิยมทำขันโตกหลวงไปถวายวัด

               2. ขันโตกฮาม หรือ สะโตกทะราม เป็นขันโตกขนาดกลางประมาณ 17-24 นิ้ว (คำว่า ฮาม หรือ ทะรามนี้ หมายถึงขนาดกลาง) ใช้ไม้ขนาดกลางมาตัดและเคี่ยนหรือกลึงเหมือนขันโตกหลวง ลงรักทาหางอย่างเดียวกัน ผู้ที่ใช้ขันโตกขนาดนี้ มักได้แก่ครอบครัวขนาดใหญ่ เช่น คหบดี เศรษฐีผู้มีอันจะกิน หรือถ้าเป็นวัด ผู้ที่ใช้ขันโตกขนาดนี้คือ พระภิกษุ ในระดับรองสมภาร

               3. ขันโตกหน้อย เป็นขันโตกขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 10 - 15 นิ้ว วิธีทำมีลักษณะเช่นเดียวกับขันโตกหลวงและขันโตกฮาม ใช้ในครอบครัวเล็ก เช่น หญิงชายพึ่งแต่งงานใหม่ หรือ ผู้ที่รับประทานคนเดียว อาหารที่ใส่ก็มีจำนวนน้อย

 

 

               “ไม่เห็นมันสองสามวันแล้วนะ ปกติก็เดินมาขอของเหลือกินประจำ”

               ผัดกับข้าวไป ก็ส่งเสียงล้งเล้งไป ตาหันมองจ้องคู่สนทนาโดยไม่แยแสกระทะ ราวกับคุ้นชินต่อการนินทาขณะทำมาหาเลี้ยงชีพ

               ไม่มีแหล่งข่าวใดดีไปกว่าแหล่งย่านร้านค้าในชุมชน

               ทฤษฎีการสืบสวนบอกไว้ชัด ว่าหากตำรวจแต่งกายด้วยเครื่องแบบเต็มยศ เรียกพยานมาให้ปากคำแบบส่วนตัวหรือในห้องสอบสวน ยากที่จะได้ข้อเท็จจริง เหตุเพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณรักตัวกลัวตาย หากให้การในสิ่งที่อาจเป็นอันตรายกับตน เช่น เชื่อมโยงถึงคนร้ายที่มีอิทธิพลหรือมีแนวโน้มว่าจะทำร้ายตนเพื่อแก้แค้น ก็มักไม่กล้าพูดความจริงหรือให้ข้อมูลไม่หมด

               หากอยากได้ข้อมูล อย่าแสดงตนเป็นตำรวจจึงจะดีกว่า

               เอกพัชญ์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขนถึงข้อศอก ผูกเนคไทสีกรมท่าคลายปมให้หลวมพอปลดกระดุมคอได้ กางเกงสแลคสีเดียวกับเนคไท มองอย่างไรก็เหมือนพนักงานกินเงินเดือนที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านชานเมืองนี้

               “ว่าแต่ คุณรู้จักไอ้คงมันด้วยเหรอ”

               ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนยิ้มและกล่าวด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ “เคยให้เงินแกน่ะครับ แกบอกว่าไม่มีค่ารถกลับบ้านที่ขอนแก่น คงจำไม่ได้ว่าขอผมหลายครั้งแล้ว สงสัยป่านนี้เก็บเงินซื้อตั๋วรถได้แล้วมั้งครับ”

               จำคำคนอื่นมาพูดทั้งนั้น ก่อนจะมาถึงร้านอาหารตามสั่งนี้ เขาก็เลียบเคียงถามข้อมูลคนไร้บ้านที่หายตัวไปจากผู้คนมากมาย กระทั่งได้ความว่าชายกลางคนมักเวียนแวะมาขออาหารเหลือทิ้งจากร้านนี้อยู่เสมอ จึงผสมเรื่องราวของคนอื่นให้เป็นเรื่องของตัวเองเพื่อหาเรื่องคุย

               “โอ๊ย! อย่าไปเชื่อมันเลย เจ๊เปิดร้านมาเป็นสิบปี เห็นมันกับเมียมานานแล้ว ถ้าคิดจะกลับบ้านคงกลับไปตั้งนานแล้วล่ะ แล้วถ้าเจอมันครั้งหน้า ก็ไม่ต้องไปให้เงินหรอก โกหกเป็นนิสัย”

               พยักหน้าหงึกหงัก พลางตักผัดพริกแกงปลาหมึกเข้าปาก หากไม่ใช่เพราะรสมือเจ๊เจ้าของร้านดี ปริมาณผงชูรสในอาหารจานนี้ก็คงมากพอให้เขารู้สึกอร่อยตั้งแต่ปุ่มรับรสทำงาน

               “เออ จะว่าไป เพิ่งมีคนโดนหลอกเหมือนกันนะ เมื่ออาทิตย์ก่อนยังเห็นสงสารจนต้องซื้อข้าวให้มันกินอยู่เลย”

               เลิกคิ้วอย่างสนใจ แต่ไม่ปริปากเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเผยข้อเท็จจริงบางประการที่อาจยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้

               “มาสั่งข้าวผัดไปนี่แหละ แต่จู้จี้ชะมัด ใส่ผงชูรสก็ไม่ได้ ใส่น้ำตาลก็ไม่ได้ ติโน่นตินี่จนเจ๊บอกว่าถ้าเรื่องมากนักก็มาทำเอง ถึงได้เงียบ”

               จดบันทึกข้อมูลในสมอง เอกพัชญ์ไม่ผลีผลาม ทำเพียงฟังจนจบเสียก่อน

                “เห็นเดินคุยกันไปในซอยโน่นแหละ ไม่รู้จะใจดีอะไรนักหนา ซื้อข้าวให้ยังพูดจากันเหมือนสนิทสนม ประหลาดคนพิลึก”

               เรื่องที่ได้ยิน กับสิ่งที่ชรินทร์ทิพย์พูด เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

               เอกพัชญ์ตั้งเชฟหนุ่มแห่งร้านตี้ฮักที่ชื่อพิเชษฐ์ เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในคดีนี้!

 

 

               ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน

               ในร้านกาแฟขนาดสองคูหาที่เปิดให้บริการสำหรับแขกทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีป้าย ’24 Hrs’ แปะอยู่เด่นหรา

               หลังรู้ว่าชรินทร์ทิพย์มีเรื่องสำคัญ เขาก็ถูกเธอพามานั่งสั่งอเมริกาโนร้อนคนละแก้วที่ร้านนี้

               เมนูเดียวกันอย่างบังเอิญ...

               เอกพัชญ์ดื่มกาแฟร้อนไม่ใส่น้ำตาล ชรินทร์ทิพย์ก็เช่นกัน ทั้งคู่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อกล่าวชื่อเมนูเดียวกันพร้อมกันเมื่อพนักงานมารับออเดอร์

               ก่อนยิ้มพร้อมกันอย่างไม่นัดหมาย

               แต่เพียงครู่เดียว หญิงสาวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียด เธอจ้องนัยน์ตาเขาราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย

               “แฟนฉันหายตัวไปค่ะ”

               อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จู่ ๆ เธอก็โพล่งประโยคนี้ขึ้นมา ทำเอาคนที่เพิ่งจิบกาแฟแทบสำลัก

               มิใช่เพราะตกใจในท่าที แต่เพราะหนึบหน่วงในหัวใจกับคำว่า ‘แฟน’ ที่ได้ยินต่างหาก

               “แฟน... งั้นเหรอครับ หายตัวไปเมื่อไหร่ยังไงครับ”

               “ประมาณสามเดือนกว่า ครอบครัวของเขาแจ้งความเอาไว้แล้ว และทุกคนพยายามตามหาในทุกที่ที่เขาเคยไป ติดต่อทุกคนที่รู้จัก ก็ไม่มีใครเห็น”

               ไม่ใช่เรื่องเล่นเสียแล้ว ปกติคดีคนหาย เมื่อญาติพี่น้องหรือคนรักรู้ว่าคนสำคัญของตนหายไป ก็มักจะรีบไปแจ้งความภายในหนึ่งถึงสองวัน แต่รายนี้นานกว่าสามเดือน ซ้ำบัดนี้ยังไม่มีวี่แวว

               ลางสังหรณ์ประหลาดผุดขึ้นในจิตใจ

               “เขามีเหตุให้ต้องหนี... เอ่อ ผมหมายถึง ต้องหลบซ่อนตัว อย่างเช่น มีเจ้าหนี้ หรือทำผิดกฎหมายอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อคิดได้จึงตีสีหน้าสำนึกผิด “ขอโทษนะครับ ผมแค่ถามเป็นข้อมูล”

               เธอส่ายศีรษะ ก่อนกล่าวอย่างปลดปลง “ไม่ค่ะ ตลอดเวลาที่รู้จักกัน โด้เขาไม่เคยมีเรื่องอะไรแบบนั้นเลย ที่จริงชีวิตส่วนตัวของเขาดี ไม่มีปัญหา ฉันทำงานในบริษัทของเขา เลยรู้ว่าเขาไม่มีหนี้สินอะไร ไม่เล่นการพนัน ไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมาย ทุกคนที่รู้จักเป็นพยานได้”

               “คุณพบเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ที่ไหนครับ”

               ไม่ต้องนึกนาน เมื่อมีข้อมูลที่อยากบอกอยู่แล้ว

               “ฉันต้องกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยที่ต่างจังหวัด ระหว่างที่เขาอยู่กรุงเทพฯ ก็โทรมาบอกว่าจะไปเดินป่ากับเพื่อน และก็หายตัวไปตั้งแต่ตอนนั้น”

               “แล้วตอนนี้เพื่อนของเขา?”

               “พิเชษฐ์ค่ะ เขาชื่อพิเชษฐ์ คุณแป๊กน่าจะเคยได้ยินชื่อร้านตี้ฮัก พิเชษฐ์คนที่เป็นเชฟและเจ้าของร้านนั่นแหละค่ะ ตอนนี้เขายังเปิดร้านเป็นปกติ เหมือนไม่รู้ไม่เห็นกับการหายตัวไปของแฟนฉัน”

               เอกพัชญ์ใช้ปากกาสไตลัสเขียนข้อมูลเบื้องต้นลงบนหน้าจอ Galaxy Note 10 ก่อนเปลี่ยนสีเพื่อไฮไลท์ข้อมูลสำคัญ และบันทึกภาพนั้นเอาไว้

               “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะสืบเรื่องนี้ให้”

               ให้คำมั่น เช่นเดียวกับสายตาที่มั่นคงราวภูผา สร้างความเชื่อใจให้แก่ชรินทร์ทิพย์จนหญิงสาวพนมมือไหว้

               “ขอบคุณมากนะคะ ฉันไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไง ที่ผ่านมาฉันเหมือนตัวคนเดียว ขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ ที่แจ้งความเอาไว้ก็ไม่คืบหน้า ขอบคุณคุณแป๊กจริง ๆ”

               มือหนาเอื้อมมากุมมือของหญิงสาวเอาไว้ หาได้ฉวยโอกาสดังเช่นเพศบุรุษมากรัก เป็นเพียงเพื่อมิให้เธอไหว้เขานานกว่านี้

               “ไม่ต้องไหว้แล้วครับ ผมเป็นตำรวจ ถึงอย่างไรถ้ามีประชาชนเดือดร้อน ก็ต้องช่วยเหลือตามหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดเป็นบุญคงบุญคุณอะไรเลย”

               พลันหน้าแดงซ่าน แม้ฝ่ายชายไม่ได้คิดอะไร แต่คนถูกจับมือกลับคิดไปไกลอย่างไม่อาจควบคุม

               ชรินทร์ทิพย์โกรธตัวเอง

               ที่คิดอะไรเกินเลยทั้งที่ไม่ควร

 

.................................................

 

#ตอนต่อไป : เกิดความผิดปกติเกิดขึ้นกับอาหารของร้านตี้ฮัก พิเชษฐ์ที่พลั้งมือฆ่าภรรยา จำต้องบริหารกิจการเพียงลำพัง และเพราะความเครียด ทำให้มีข้อผิดพลาดในการปรุงอาหาร จนนำมาสู่วิกฤตการณ์ร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งโควิดระบาด!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น