อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:20:25

ตอนที่ 21 บทที่ 7 : วัตถุดิบชั้นเลิศ [7.2]

บทที่ 7 : วัตถุดิบชั้นเลิศ [7.2]

 

               “ป้าอยู่กับผัวสองคนที่เพิงใกล้กับที่ทิ้งขยะของเทศบาล”

               หญิงกลางคนเริ่มเปิดปากเล่า บัดนี้เธอถูกเชิญมานั่งในห้องทำงานของเอกพัชญ์                   ชายหนุ่มมีท่าทีให้ความช่วยเหลือแหละสนใจทุกข์ร้อนของเธออย่างไม่เสแสร้ง จึงสร้างความวางใจและยอมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างหมดเปลือก

               “เราสองคนไม่มีบ้านของตัวเองหรอก ก็อาศัยกินนอนอยู่ข้างถนนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งคู่ คงเพราะสงสารและเห็นใจในฐานะคนเร่ร่อนเหมือนกัน เลยมาอยู่ด้วยกันเพื่อดูแลกัน ตอนแรกก็ได้เงินจากการขอทาน แต่ยุคนี้คนไม่ค่อยออกนอกบ้าน ตลาดนัดก็ปิด ลุงกับป้าก็ไม่มีเงิน เลยหาเก็บขยะขาย จนมาเมื่อวาน ที่ลุงออกไปเก็บขยะตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ป้าไม่ค่อยสบายเลยไม่ได้ออกไปด้วย ก็รอจนค่ำแล้วลุงก็ยังไม่กลับมา เลยออกตามหาตามที่ทิ้งขยะที่ลุงเคยไป ก็ไม่เจอ”

               เล่าถึงตรงนี้ จึงเริ่มสะอื้นไห้ด้วยเป็นห่วงคู่ชีวิต

               “เราอยู่กันแค่สองคนมาตลอดเป็นสิบปี ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ลุงแกก็ไม่เคยไปไหนเลย อยู่กับป้าทุกวัน ป้าเลยเป็นห่วง กลัวว่าจะโดนตำรวจจับไป”

               “ลุงชื่ออะไรครับ มีเลขบัตรประชาชนไหม”

               คนถูกถามหยิบถุงผ้าที่เหน็บข้างเอวมาถือ ล้วงเข้าไปมีกระดาษยับย่นที่ถูกพับเป็นทบอยู่ในนั้น กางออกดูเห็นเป็นลายมือโย้เย้เขียนข้อมูลของสามีเอาไว้อยู่

               “เรามันคนจน ไม่มีที่อยู่ด้วยซ้ำ แต่ตอนเด็กลุงเคยทำบัตรประชาชน บอกให้ป้าจดเอาไว้เผื่อวันหนึ่งจำเป็นต้องใช้ นี่ก็เพิ่งเอาไปลงทะเบียนคนจนมา”

               หมายถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เยียวยาผู้มีรายได้น้อยอันจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชน เคราะห์ดีที่คนเร่ร่อนทั้งสองคนนี้ยังคงมีหลักฐานให้ติดตาม

               เอกพัชญ์สืบค้นข้อมูลจากระบบ ไม่พบว่ามีการจับกุมชายกลางคนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ระบุเอาไว้เลย

               “สามีคุณป้าไม่ได้ถูกตำรวจจับครับ”

               “โธ่ถัง แล้วนี่แกหายไปไหนล่ะ” ไม่พูดเปล่า คร่ำครวญปิ่มขาดใจ ด้วยไม่อาจรู้ชะตากรรมของคู่ชีวิตได้

               “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะตามหาสามีคุณป้าเอง”

               ให้สัญญาอย่างมุ่งมั่น ที่จริงแล้วคนไร้บ้านจัดเป็นชนชั้นที่ไม่มีสิทธิมีเสียงใดในสังคม ถูกลืมเลือนลบหายทั้งตัวตนและทรงจำของคนรอบข้าง ยิ่งหญิงกลางคนกับสามีที่อาศัยอยู่ใกล้กองขยะ

               ยิ่งถูกมองไม่ต่างจากขยะ

               แต่เอกพัชญ์กลับแตกต่าง นายตำรวจหนุ่มมองทุกคนเป็น ‘มนุษย์’ เฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน อยู่ในสถานะใดของสังคม ก็ล้วนควรได้รับการดูแลในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

               นายตำรวจออกจากสถานีไปพร้อมกับหญิงไร้บ้าน เพื่อเริ่มสืบคดีนี้

               ด้วยตัวเอง

 

 

               ในที่สุดชรินทร์ทิพย์ก็ได้งานใหม่

               ผู้ช่วยพนักงานขายในบริษัทผลิตและจำหน่ายรถที่ใช้ในอุตสาหกรรม แม้เป็นบริษัทขนาดเล็กและเพิ่งก่อตั้งได้เพียงไม่นาน ส่งผลให้เงินเดือนที่ได้รับน้อยกว่างานที่เคยทำกับบริษัทของภาณุเดชมาก แต่ยังดีกว่าต้องยืนทั้งวันในร้านสะดวกซื้อเหมือนที่เคยทำพาร์ทไทม์สมัยเรียน

               ตื่นก่อนไก่ เพื่อโดยสารรถประจำทางที่ติดขนัดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เบียดเสียดยัดเยียดไปกับเพื่อนร่วมทางที่ต่างใช้ชีวิตผจญความเหน็ดเหนื่อยของการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อแลกกับรายได้น้อยนิด ดังเช่นชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

               ที่นั่งน้อยนิด ยังถูกแปะป้ายกระดาษห้ามนั่งติด จนหลายชีวิตยืนเบียดแบบหายใจรดต้นคอ

               เสียงก่นด่านโยบายรักษาระยะห่าง ที่สร้างพื้นที่ว่างสำหรับคนนั่ง แต่ไม่แยแสคนยืนว่าต้องยืนชิดกันแค่ไหน เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายเพียงใด

               คิดไปก็ได้แค่ปลง...

               ยังนับว่ามีโชค สภาพแวดล้อมของบริษัทใหม่นั้นชวนให้สะดวกใจที่จะทำงาน ตั้งแต่เพื่อนร่วมงานที่เป็นมิตรและไม่วุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของกันและกันมากจนล้ำเส้นเหมือนที่เดิม เจ้านายหัวทันสมัยที่ไม่สร้างภาระกดดันในการทำงานให้ลูกน้อง ปล่อยให้เป็นอิสระ คำนึงถึงแต่ผลงานเท่านั้น

               รวมถึงสวัสดิการที่ดี มีอาหารกลางวันเลี้ยง และค่าตอบแทนหากทำงานล่วงเวลาอย่างเหมาะสม ทำให้หญิงสาววางใจว่าจะทำงานที่บริษัทนี้โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงไปไหน

               แม้ภาระงานหนักหนา จนทำให้เลิกงานมืดค่ำทุกวัน ชรินทร์ทิพย์ก็ไม่ปริปากบ่นแม้เพียงคำเดียว

               ฟ้ามืดแล้ว หญิงสาวยืนรอรถประจำทางเช่นเดิม กรุงเทพฯ ไม่เคยร้างลาผู้คน คงมีเพียงช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้เท่านั้น ที่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ไปราวกับมิใช่เมืองเดิม

               แต่บัดนี้ แม้เป็นเวลากว่าสองทุ่ม ป้ายรถประจำทางก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต้องการเดินทางสัญจร สีหน้าอิดโรยเหนื่อยล้าเพราะทำกิจกรรมชีวิตหนักหน่วงตลอดทั้งวัน ปรากฏให้พบเห็นจากใบหน้าของทุกคน ประหนึ่งเป็นผู้ประสบชะตาชีวิตแบบเดียวกัน

               ประหนี่งเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน

               ร่วมชั่วโมงกว่าจะถึงปากซอยเข้าหอพัก มืดค่ำเช่นนี้จักรยานยนต์รับจ้างที่หน้าปากซอยก็มีเพียงไม่กี่คันอยู่แล้ว จึงกลับบ้านช่องไปพักผ่อนกันหมด ไม่เหลือแม้แต่คันเดียว

               ชรินทร์ทิพย์ถือกระเป๋าแน่น ข่าวขโมยขโจรที่ออกปล้นออกจี้หลังสังคมผ่านยุคโรคติดต่อรุนแรง ทวีความน่ากลัวมากขึ้นทุกวัน อย่างข่าวโทรทัศน์ที่ดูเมื่อวาน ก็มีหญิงสาวถูกฉุดเข้าพงหญ้าข้างทางไปข่มขืนแล้วฆ่า ทำให้เธอเร่งฝีเท้าก้าวให้เร็วจนคล้ายจะวิ่ง

               สองข้างทางเป็นบ้านเรือนตั้งสลับกับที่ดินรกร้าง ย่านชานเมืองเช่นนี้มีโครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรอยู่มากมาย แต่ด้วยพิษภัยของโรคติดต่อ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหวทุกปี นายทุนหลายรายจึงคล้ายเอาเงินมาเททิ้ง สร้างอสังหาค้างเอาไว้ แต่ไม่มีปัญญาสานต่อให้เสร็จ

               กลายเป็นที่รกร้างหญ้าขึ้นครึ้ม เปลี่ยนซอยที่ควรเจริญและเต็มไปด้วยผู้อยู่อาศัยให้เปลี่ยวเหงา กระทั่งไฟทางยังติดบ้างดับบ้าง ขาดการดูแล

               ราวถูกจับจ้อง!

               ขนอ่อนกลางหลังลุกชัน ชรินทร์ทิพย์หยุดฝีเท้าด้วยหัวใจเต้นเร่าคล้ายมีลางบอกเหตุ หันขวับกลับไปมอง เห็นเพียงมืดมนของหนทาง ไร้เงาผู้ใด กระทั่งหมาจรจัดยังไม่เห็นสักตัว

               แต่ไม่ได้คิดไปเอง เธอมั่นใจว่าเมื่อครู่รู้สึกถึงสายตาของใครบางคน ที่ซุ่มซ่อนตัวเองในอนธการ พลางจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอยู่

               จึงกลั้นใจ เร่งฝีเท้าสุดกำลังเพื่อหวังไปให้ถึงหอพักที่ตั้งอยู่ท้ายซอย บ้านทุกหลังปิดประตูรั้วมิดชิด คงเปิดเพียงไฟในบ้านจนมีแสงสว่างเป็นระยะ แต่ทุกครอบครัวล้วนอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ไม่สนใจใคร่สร้างสัมพันธ์กระทั่งครัวเรือนที่รั้วอยู่ติดกัน

               ไหนเลยหากเกิดเหตุร้ายที่ไม่เกี่ยวอันใดกับตน จะเยี่ยมหน้าออกมามองและให้ความช่วยเหลือ

               ใช่เพียงสายตา บัดนี้โสตยินเสียงฝีเท้าดังก้องในเงียบงัน

               ไม่กล้าหันไปมอง รู้แน่ชัดว่ามีคนเดินตาม ชรินทร์ทิพย์นึกแค้นใจที่ใส่กระโปรงและรองเท้าส้นสูง หากเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ดังเช่นวันหยุด คงเดินหรือวิ่งได้คล่องตัวกว่านี้

               ลมพัดมาวูบหนึ่ง!

               โชยเอากลิ่นสาบสางคล้ายกลิ่นศพติดมาด้วย เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการออกแรงสุดกำลัง จึงเผลอพลั้งสูดเอากลิ่นนั้นเข้าเต็มปอด

               สะอิดสะเอียน ผะอืดผะอม จนแทบอยากก้มลงไปอาเจียน แต่ร่างที่ตามติดมานั้นยังคงรุกคืบไม่หยุด ชรินทร์ทิพย์ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ จึงฝืนวิ่งต่อไปโดยไม่รั้งฝีเท้า

               อีกนิดเดียว แสงไฟอาคารหอพักอยู่ตรงหน้า เพียงไม่กี่เมตรเธอก็จะปลอดภัย

               แขนถูกคว้าหมับจนร่างเล็กเสียหลัก ถูกกระชากไปด้านหลัง

               “กรี๊ด!”

               กรีดร้องสุดเสียง สีหน้าหวาดกลัวอาบย้อมด้วยคราบน้ำตา บ่งบอกถึงความตื่นตระหนกสุดชีวิต

               “คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ วิ่งหนีอะไรมา”

               ไม่ใช่คนร้าย กลับเป็นคนคุ้นหน้า

               “สา... รวัตร”

               เอกพัชญ์พยักหน้ารัว มือจับสองแขนหญิงสาวเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหนีด้วยตกใจ พร่ำพูดปลอบโยนเพื่อคลายตระหนกจนชรินทร์ทิพย์หายใจช้าลง ไม่กระชั้นถี่เช่นเมื่อครู่

               “ผมมารอคุณที่นี่นานแล้ว คนดูแลหอบอกว่าคุณกลับมืดเป็นประจำ จึงตั้งใจว่าจะรอเจอให้ได้ แต่พอออกมาโทรศัพท์ข้างนอกนี่ เห็นคุณวิ่งกระหืดกระหอบมา ตะโกนถามก็ไม่ตอบ เลยต้องดึงเอาไว้ ขอโทษด้วยนะครับ”

               พูดโดยที่มือยังไม่ปล่อยแขน กระทั่งหญิงสาวก้มมองและตีสีหน้าเขินอายจนหน้าแดงซ่าน เอกพัชญ์จึงรู้สึกตัว ต้องลนลานปล่อยแขนเรียวนั้น

               ทั้งที่ยังเสียดาย...

               “ขอโทษค่ะ ฉันไม่เห็นว่าเป็นคุณ”

               “ไม่ได้ยินผมเรียกด้วยเหรอครับ”

               เธอพยักหน้า จำได้แม่นยำว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนอย่างชัดเจน แต่ที่นายตำรวจบอกว่าตะโกนเรียกเธอแล้ว กลับไม่ดังเข้าโสต

               “คงตกใจอยู่มั้งคะ เมื่อกี้เหมือนมีใครวิ่งตามฉันมา”

               ได้ยินเช่นนั้น คิ้วพลันขมวดจนหัวคิ้วแทบชนกัน เอกพัชญ์หันมองถนนในซอยเล็กที่เห็นไปไม่ไกลนัก ด้วยหลอดไฟตรงกลางซอยนั้นมืดดับเพราะขาดการซ่อมบำรุง

               ไม่เห็นแม้เงาของใครสักคน

               “เอาเป็นว่า เข้าไปในตึกก่อนดีกว่าครับ แล้วเราค่อยคุยกัน”

               นายตำรวจพูดทั้งที่สายตายังคงจับจ้องไปในห้วงราตรีสีทะมึนนั้น มือแตะที่กระบอกปืนซึ่งเหน็บเอาไว้กับเข็มขัด แม้ถูกปกปิดด้วยเสื้อแจ็คเก็ต แต่ชายหนุ่มมั่นใจว่าหากพบเห็นสิ่งใดเป็นอันตราย ย่อมชักมันขึ้นมาใช้ได้ทันท่วงที

               กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีอะไร เอกพัชญ์จึงเดินตามชรินทร์ทิพย์เข้าไปในหอพัก

 

 

               “ไอ้สัตว์!”

               กรีดร้องในใจดังลั่น สีหน้าเดือดดาลของคนที่พรางตนด้วยชุดดำทั้งเสื้อและกางเกง ซ้ำยังคลุมศีรษะด้วยหมวกไหมพรม คล้ายปีศาจคลั่งที่โกรธเกรี้ยวเกินควบคุม

ทั้งที่ตั้งใจเอื้อมมือไปฉุดดึงร่างนั้นเอาไว้ ก่อนเจาะกะโหลกด้วยลิ่มแหลมของที่เจาะน้ำแข็งในมือ

               กลับเห็นชายแปลกหน้าวิ่งมาดึงคว้าเธอไป จนต้องล่าถอยมาซุกซ่อนในพงหญ้าสูงเทียมศีรษะ

               พิเชษฐ์กำหมัดกัดฟัน พลางจดจำใบหน้าชายคนนั้นเอาไว้ในใจ

               “ครั้งต่อไปถ้ามึงมาเสือกอีก กูจะสับเนื้อมึงเทให้ปลาแดก!”

               ขู่อาฆาตด้วยเสียงพึมพำ ก่อนเร้นกายหายไปในม่านราตรี...

 

.............................................

 

#ตอนต่อไป : เมื่อไม่อาจจัดการชรินทร์ทิพย์อันเป็นเป้าหมาย ความกระหายอยากลิ้มลองในรสชาติเนื้อของหญิงสาวจึงปะทุขึ้นในจิตใจอย่างไม่อาจควบคุม

และเหยื่อที่หาได้ง่ายที่สุด ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็น... คนใกล้ตัว!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น