อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:20:10

ตอนที่ 20 บทที่ 7 : วัตถุดิบชั้นเลิศ [7.1]

บทที่ 7 : วัตถุดิบชั้นเลิศ

 

               [ไส้อั่ว]

               ไส้อั่ว เป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย อั่ว หมายถึง ใส่ไส้, แทรก, ยัดไว้ตรงกลาง ปกติทำจากเนื้อหมูบด (สามารถผสมกับมันแข็งของหมู เพื่อไม่ให้เนื้อหมูด้านเวลาสุก) ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วกรอกลงไปในไส้อ่อนของหมูที่เกลาจนบางแล้ว บิดให้เป็นท่อนพอประมาณ จากนั้นนำไปย่างให้เกรียม จะทำให้มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน บางแห่งเปลี่ยนจากหมูเป็นหน่อไม้ซอยละเอียด สำหรับมุสลิมหรือไม่ประสงค์ที่จะรับประทานหมูอาจจะดัดแปลงใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่น แล้วก็กรอกเข้าไปในไส้สัตว์ชนิดอื่นหรือไส้เทียมแทน

 

 

               คลายความทุกข์โศกไปได้เปลาะหนึ่ง

               เพราะง่วนอยู่กับงาน ที่นับวันชื่อเสียงของร้านตี้ฮักยิ่งขจรขจายไปไกล จนศศศรัญญ์ที่รับหน้าที่ทั้งผู้จัดการร้าน ที่ต้องรับจองทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เน็ต จดรายละเอียดของลูกค้าว่ามากี่คน มีใครแพ้อาหารอะไร ไม่ทานอะไรบ้าง รวมถึงจัดการบัญชีรับจ่ายของร้านเพียงผู้เดียว

               ส่วนสามี เมื่อก่อนเขาเคยช่วยแบ่งเบาภาระส่วนนี้ เรียกได้ว่าช่วยกันคิดช่วยกันทำคนละไม้ละมือโดยไม่เกี่ยงไม่แบ่งแยกหน้าที่ แต่เมื่อตี้ฮักกลับมาเปิดอีกครั้งหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด 19 เขากลับทำเพียงอาหารโดยไม่สนใจทำงานอื่นใด ส่วนงานอื่นที่เหลือดังเช่นทำความสะอาดหรือเก็บล้างเครื่องครัว ก็จ้างลูกจ้างรายวันเพื่อทุนแรงเอา

               วันทั้งวันขลุกอยู่แต่ในห้องเก็บวัตถุดิบที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ราวกับย้ายชีวิตไปไว้ที่นั่น ลืมบ้านหลังใหญ่ที่เคยอาศัยหลับนอน หลายคืนที่ปล่อยเธอให้อ้างว้างนอนกอดหมอนข้างเพียงลำพัง

               แต่นับเป็นเรื่องดี

               หลังเห็นอาการแปลกประหลาดของสามี หญิงสาวก็หวาดผวา ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง

               เธอฝันร้าย...

               ในฝัน ศศศรัญญ์อยู่กลางป่าใหญ่ ที่รายล้อมด้วยต้นไม้และสิงสาราสัตว์ ทั้งเสือและหมาป่า พวกมันต่างแยกเขี้ยวและขู่คำราม พลางตีวงโอบล้อมเข้ามาใกล้ ตาแวววาวในความมืดทำให้อกสั่นขวัญแขนจนไม่อาจประคองกายให้ยืนอยู่ได้

               และพื้นดินข้างกับที่เธอนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ พลันสั่นสะเทือนคล้ายมีบางอย่างชอนไชขึ้นมาจากใต้พิภพ

               เมื่อหันมอง เห็นเป็นมือข้างหนึ่งซึ่งเนื้อแหว่งวิ่นจนแทบไม่เหลือ ชัดเจนเพียงกระดูกที่ประกอบรวมเป็นท่อนแขนและมือไล่ไปจนสุดปลายนิ้วทั้งห้า

               แต่แม้เหลือเพียงโครง ซากร่างนั้นพลันขยับคล้ายไกวกวักเรียกเธอให้เข้าหา ศศศรัญญ์ไม่รอช้า รีบผุดลุกก่อนวิ่งหนีสุดกำลัง แม้เบื้องหน้าจะมีสัตว์ป่าซุ่มซ่อนตัวอยู่ในอนธการ แต่ยอมตายใต้คมเขี้ยวสัตว์เหล่านั้น ดีกว่าต้องผจญกับวิญญาณร้าย

               แต่มันดักรออยู่ตรงหน้า!

               โครงกระดูกที่มีเนื้อหนังปะแปะอยู่เพียงน้อย ยืนจังก้ารอเธออยู่ด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวหมายเข่นฆ่าเอาชีวิต ศศศรัญญ์หยุดฝีเท้าไม่ทัน ร่างถลันสู่อ้อมกอดของปีศาจ

               ก่อนถูกเขี้ยวแหลมคมกัดกระชากลำคอขาวนวล ให้แหว่งวิ่นหลุดติดปากมันไปเป็นชิ้น

               ส่งน้ำพุเลือดทะลักพุ่งเป็นฝอยกระจาย พร่างพราวดั่งละอองดาวบนนภา

               ศศศรัญญ์สะดุ้งเฮือกหลุดจากฝันร้าย

               หอบตัวโยนคล้ายเจียนหมดสติ ต้องกอบกำผ้านวมผืนหนามาห่มคลุมกายด้วยหวาดกลัวต่อภาพฝันที่ยังคงติดค้างในห้วงทรงจำ

               สุดท้ายก่อนโจนสู่ห้วงความจริง คือเสี้ยวหน้าที่ยังหลงเหลือของปีศาจโครงกระดูก ดวงตาคู่นั้นช่างคล้ายกับดวงตาของคนที่เธอรู้จัก

               คล้ายกับดวงตาของ... ภาณุเดช!

               การหายตัวไปของเพื่อนสนิทสามี การเห็นภาพหลอนดั่งผีหลอกจนทำให้เสียลูก การเปลี่ยนแปลงของพิเชษฐ์ที่ราวกับถูกผีเข้าสิง ทั้งมวลล้วนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้เธอเผลอเชื่อมโยงทุกเรื่องราวจนกลายเป็นหนึ่ง

               อุ้งมือกดที่สองตาคู่งาม เพื่อห้ามมิให้หยาดน้ำไหลออกมา

               ศศศรัญญ์มิได้หลับอีกเลยจนถึงรุ่งเช้า

 

 

               หงุดหงิดจนใบหน้าบิดเบี้ยว

               เพราะบุผนังคอนเทนเนอร์ด้วยฟองน้ำรังไข่ เสียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใน จึงไม่ดังออกไปด้านนอก

               เสียงมีดกระทบเขียงดังต่อเนื่องยาวนานจนเนื้อที่ก่อนหน้ายังเป็นชิ้นใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็นบดละเอียดพร้อมผสมคลุกเคล้ากับเครื่องแกงที่เตรียมเอาไว้ อันได้มาจาก พริกสด พริกแห้ง กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ผิวมะกรูด ข่า ขมิ้น รากผักชี ลูกผักชี ยี่หร่า และกะปิ

              เมื่อคลุกเข้ากันก็หั่นซอยใบมะกรูด ต้นหอม ผักชี ละเอียดลงไปผสมเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนยัดลงในไส้เพื่อเตรียมแช่แข็งรอย่างเสิร์ฟลูกค้าในวันพรุ่งนี้

              เนื้อที่เหลือ พิเชษฐ์ใช้นิ้วปาดเข้าปาก รสชาติร้อนแรงของเครื่องเทศ ควรสร้างความเอร็ดอร่อยได้ดั่งทุกครั้งที่กินเนื้อมนุษย์

              กลับไม่อาจเติมเต็มปรารถนาในจิตใจ

              คล้ายมีบางอย่างขาดหาย เชฟร่างใหญ่ที่บัดนี้นอนแผ่หลากับพื้นห้อง จ้องมองดวงไฟสีส้มที่ห้อยแขวนเอาไว้สร้างความสว่างไสวแก่คอนเทนเนอร์

              คล้ายดวงตาของใครบางคน

              ภาพใบหน้าหญิงสาวผมหยักศก ที่แม้เคยพบพานเพียงไม่กี่ครั้ง กลับตรึงติดในห้วงคำนึง ราวรู้จักมาแสนนาน

              อยากพบ...

              หัวใจเต้นเร่าดั่งกระเดื่องกลอง จดจำใบหน้าและเรือนร่างของชรินทร์ทิพย์ได้แม่นยำ แม้อยู่ในร่มผ้า แต่ดวงตาที่จ้องมองหญิงสาวในคราวที่เธอบุกมาหา กลับซอนซอกดั่งทะลุผ่านผ้าบางเข้าไปสำรวจตรวจตรา จนบังเกิดจินตภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าสวยสะพรั่งในหัว

              ไร้ซึ่งตัณหาราคะ ร่างในมโนสำนึก มีค่าเทียมเทียบเนื้อชั้นดีที่ถูกเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารจานหรูเท่านั้น

              “อยากกิน... อยากกินฉิบหาย!”

              ระเบิดคำรามดั่งลั่น เสียงไม่อาจผ่านผนังพิเศษที่กางกั้นเก็บความดังเอาไว้ได้ คงจางหายไปในเงียบงันแห่งราตรี

 

 

               ชรินทร์ทิพย์ได้รับนามบัตรจากสารวัตรเอกพัชญ์อย่างไม่คาดคิด

               “เสื้อผ้าคุณสกปรกขนาดนี้ พอดีน้องสาวผมเปิดร้านเสื้อผ้าอยู่ที่ยูเนียนมอลล์ ชื่อร้านมิสลัคกี้ ถ้าคุณมีโอกาสแวะไปที่นั่น เอาบัตรนี้โชว์ให้พนักงานในร้านดู ผมจะบอกเอาไว้ว่าคุณเป็นแขกของผม ช็อปเสื้อผ้าในร้านฟรีได้เลยครับ”

               ทั้งที่ตั้งใจเลียบเคียงสอบถามช่องทางการติดต่อ เพื่อขอคำปรึกษาเรื่องแฟนหนุ่มของเธอ เขากลับหยิบยื่นช่องทางนั้นให้เสียเอง

               ก่อนร่ำลา เขาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ

               “ผมชื่อแป๊กนะครับ เมื่อครู่ต้องขอโทษจริง ๆ ผมต้องรีบไปทำคดีด่วน จึงขับรถไม่ระวัง แต่ได้รับวิทยุว่าจับคนร้ายได้แล้ว เลยเพิ่งสังเกตว่าทำให้คุณเดือดร้อน”

               “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

               “ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวนะครับ อย่าลืมไปไปร้านน้องสาวผมนะครับ”

               หญิงสาวมองส่งนายตำรวจที่ขับรถจากไปด้วยแววตาเป็นประกาย นามบัตรถูกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าอย่างดี เพื่อหวังว่า เธอคงมีโอกาสติดต่อกับเขา

               ในเร็ววันนี้

 

 

               เอกพัชญ์อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนขับรถเข้าสถานีตำรวจ

               เขายกมือรับไหว้ตลอดรายทางที่เดินผ่าน แม้ดำรงตำแหน่งสารวัตร แต่ประดักประเดิดทุกครั้งยามคนเฒ่าคนแก่ยกมือไหว้ตนเพราะหัวโขน หากเขาเป็นฝ่ายเห็นก่อน จะชิงไหว้ผู้อาวุโสทุกครั้งจนทั้งนักการ ทั้งแม่บ้าน และประชาชนที่อาศัยใกล้เคียงกับโรงพัก รักใคร่เอ็นดูสารวัตรหนุ่มผู้นี้

               เพียงก้าวเท้าขึ้นบันไดสถานี เสียงโหวกเหวกก็ดังลอดผ่านช่องประตูออกมา

               “ช่วยฉันด้วยเถอะค่ะคุณตำรวจ ฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว”

               หันมองต้นเสียง เห็นหญิงกลางคนรายหนึ่งนั่งยองกับพื้นยกมือไหว้ท่วมหัว จนตำรวจยศดาบที่นั่งประจำโต๊ะสิบเวร ต้องโบกมือไล่เป็นพัลวัน

               “อย่ามาโวยวายแถวนี้น่าป้า ผัวป้าอาจไปเมาแถวไหนก็ได้ ลองตามหาดูดี ๆ ก่อน เพิ่งหายไปแค่สองวันเองไม่ใช่เหรอ”

               สายตาหยามหมิ่นด้วยอีกฝ่ายแต่งกายมอซอ เสื้อผ้าสกปรกเปื้อนเปรอะไปด้วยฝุ่นดิน ผมเผ้าแห้งแข็งเป็นสังกะตังคล้ายไม่ได้สระมาแรมปี สีหน้าซูบโทรมจนแม้อายุน้อยกว่านายดาบตำรวจ ยังถูกอีกฝ่ายเรียกว่าป้า

               “ลุงแกไม่เคยไปไหน ออกไปเก็บขยะแล้วก็กลับบ้านตลอด ไม่กินเหล้าไม่ดูดบุหรี่ ไม่มีญาติพี่น้องเลย มีแค่ป้าคนเดียว แล้วจะให้แกไปไหนได้ คุณตำรวจช่วยป้าหาหน่อยได้ไหม ว่าแกถูกตำรวจจับไปที่ไหนรึเปล่า”

              สองมือที่ยกพนม เอกพัชญ์เห็นนิ้วก้อยข้างซ้ายของหญิงกลางคนด้วนกุด มือที่สั่นเทาบ่งบอกถึงความหวาดผวาต่อการเจรจากับเจ้าหน้าที่ แต่จำต้องบากหน้าพกความกล้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยไม่เหลือที่พึ่งใดให้ตามหาสามีเจอ

               สารวัตรหนุ่มเปิดประตูห้องคดีเข้าไป เมื่อเป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติหน้าที่สิบเวรก็ดีดตัวผึงยืนตรงทำความเคารพ

               “สวัสดีครับสารวัตร”

               เอกพัชญ์พยักหน้า ก่อนประคองหญิงคนนั้นให้ลุกขึ้น

               “นั่งเก้าอี้สิครับ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน ใจเย็น ๆ นะ”

               เมื่อเห็นว่ามีผู้ให้ความช่วยเหลือ ซ้ำยังเป็นคนที่ถูกเรียกว่าสารวัตร ก็ราวกับประตูแห่งความหวังที่ถูกปิดตาย แง้มเปิดขึ้นอีกครั้ง

               “ช่วยป้าด้วยค่ะคุณสารวัตร ผัวป้าไม่กลับบ้านมาสองวันแล้ว”

               แม้ที่ผ่านมามีผู้แจ้งความคนหายหลายต่อหลายรายจนกลายเป็นคดีปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไป แต่คนหายรายนี้ เพียงเห็นแววตาระริกเปี่ยมหวาดกลัว สีหน้าหวั่นผวาและอาการสั่นเทิ้มของร่างกายตลอดเวลานั้น

               เอกพัชญ์ก็บังเกิดลางสังหรณ์ในจิตใจบางประการ ว่าคดีนี้อาจร้ายแรงกว่าที่คิด

               โดยไม่รู้เลยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีนั้นร้ายแรงกว่าที่เขาคาดการณ์

               อีกหลายสิบเท่า

 

.......................................

 

#ตอนต่อไป : การพบพานระหว่างชรินทร์ทิพย์กับนายตำรวจหนุ่ม ทำให้เธอเหมือนเห็นแสงสว่าง ที่จะนำทางไปสู่การไขปริศนาการหายตัวไปของภาณุเดช
โดยไม่รู้เลยว่า ในม่านอนธการ มีมารร้ายซุ่มซ่อนตัว เพื่อรอเวลา 'ฆ่าปิดปาก' เธออยู่!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น