อัปเดตล่าสุด 2020-07-10 01:19:23

ตอนที่ 18 บทที่ 6 : ปรุงสดพร้อมเสิร์ฟ [6.2]

บทที่ 6 : ปรุงสดพร้อมเสิร์ฟ [6.2]

 

               ภาพถ่ายของพิเชษฐ์ได้รางวัลจากการประกวด อันมีมูลค่าสูงถึง 1,000,000 บาท

               เวทีประกวดภาพถ่ายนานาชาติของ National Photographic Contest ที่เปิดโอกาสให้ช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น ส่งภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเข้าร่วมประกวด เพื่อลงคอลัมน์ในนิตยสาร National Geographic โดยมีช่างภาพจากทั่วทุกมุมโลกส่งภาพถ่ายไปชิงรางวัลหลายพันคน

               แต่ภาพน้ำตกเหวนรกที่ถูกถ่ายจากชั้นที่สูงที่สุด ครึ่งบนเป็นผืนฟ้ากว้างกระจ่างตาด้วยสีฟ้าเหลือบขาวเป็นแนวริ้ว ราวกลุ่มเมฆเคลื่อนขยับสอดสลับมีมิติ ตัดกับสีเขียวขจีของแมกไม้เบื้องล่างที่แผ่ขยายอาณาผืนป่าไปทั่วทุกทิศ

               และจุดสำคัญของรูปคือภาพมวลน้ำมหาศาลที่ไหลหลากจากผาสูง พุ่งตกลงสู่ชั้นต่าง ๆ เป็นลำดับดุจงูยักษ์เลื้อยผ่าน ทั้งแสง สี มิติ และองค์ประกอบทั้งหมดล้วนส่งให้รูปนี้โดดเด่นจนคว้าชัยชนะในการประกวดครั้งนี้ได้

               เงินจำนวนนี้ รวมกับเงินออมที่พิเชษฐ์เก็บหอมรอมริบเอาไว้ มากพอให้ชายหนุ่มดัดแปลงบ้านที่ซื้อเอาไว้ให้กลายเป็นร้านอาหารสมใจอยาก ด้วยคาดหวังถึงอนาคตอันสุขสบาย ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงหรือออกเดินทางไปต่างจังหวัดไกล ๆ นานหลายวันให้ภรรยาต้องเป็นห่วง การเปลี่ยนอาชีพจากช่างภาพมาเป็นเชฟ และมีร้านอาหารของตนเอง จึงเป็นความปรารถนาสูงสุดที่เขาวางแผนชีวิตเอาไว้นเชฟ็น

               เคราะห์ดี ที่กล้องถ่ายรูปมิได้ถูกทำลายจากการตกจากเหว ทำให้ภาพวิจิตรที่ถูกถ่ายเอาไว้ได้ด้วยฝีมือของเขา ยังคงถูกบันทึกอยู่ในหน่วยความทรงจำ จึงนำมาซึ่งชัยชนะและเงินทองมหาศาลเช่นนี้

               พิเชษฐ์ตั้งใจฝังกลบเหตุการณ์ร้ายในอดีต และความชั่วช้าที่ตนทำให้มิดที่สุดในซอกหลืบแห่งห้วงทรงจำ

               ทว่ากลับไม่อาจทำเช่นนั้น เมื่อวันหนึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับแฟนสาวของเพื่อนสนิท

               ชรินทร์ทิพย์บุกมาหาถึงบ้านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แม้ตัดการติดต่อสื่อสารทุกช่องทาง ทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์กและหมายเลขโทรศัพท์ ก็ยังไม่อาจขวางกั้นความตั้งใจของเธอที่มุ่งหมายต่อการตามหาตัวชายคนรักที่สาบสูญ

               ไม่มีใคร เว้นเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่รู้ว่า บัดนี้ภาณุเดชเหลือเพียงโครงกระดูก ฝังกายลงในพื้นปฐพีแห่งผืนป่าใหญ่ ไม่อาจหวนคืนกลับสู่อ้อมกอดของชรินทร์ทิพย์ได้อีกแล้ว

               และทรงจำกลับยิ่งย้ำชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพิเชษฐ์ที่สูญเสียลูกและนำซากร่างมาทำเมนูซุปทารก

               ราวปีศาจคลั่งที่ฝังเมล็ดพันธุ์ในจิตใจ เติบขยายโตใหญ่ยึดครองสำนึกแห่งตนไปจนสิ้น

               พิเชษฐ์ไร้ซึ่งจิตสำนึกผิดชอบชั่วดี เมื่อไม่อาจได้มาซึ่งซากทารกเพราะสัปเหร่อเฒ่าที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ถูกจับได้ว่าทำเรื่องเลวร้ายด้วยการขโมยศพเด็ก ซ้ำยังขู่ว่าจะบอกตำรวจเรื่องที่เขาเป็นผู้ว่าจ้าง

               เชฟหนุ่มจึงจำต้องปิดปากมันให้สนิท!

               ชายชราไม่คิดว่าตนจะประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ และกว่าจะรู้ตัว หัวก็ถูกผ่าแยกเป็นสองส่วน ส่งสมอง เลือด และอวัยวะภายในให้ไหลออกจากซีกกะโหลกมากองเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

               ราวเติมเต็มจิตวิญญาณที่เหือดแห้ง หลังการฆ่า พิเชษฐ์อิ่มเอิบดุจได้น้ำชโลมรดหัวใจที่แห้งผาก ในแช่มชื่นและมีชีวิตชีวา ในสมองคิดสะระตะว่าจะนำร่างกายของชายตรงหน้าไปปรุงด้วยวิธีใดดี

               ศพแรกผ่านไป ศพสองศพสามกำลังจะตามมา!

               หลังชำแหละร่างสัปเหร่อเฒ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยทักษะการใช้มีดชั้นเซียนที่ชำนิชำนาญทั้งการตัด สับ ผ่า และเลาะกระดูก เนื้อของชายชราถูกแล่ออกมาเป็นส่วนอย่างไม่มีชิ้นใดหล่นทิ้งเป็นเศษซากให้เป็นหลักฐานถึงตำรวจ

               ส่วนเลือดก็ช่างหัวมัน เทน้ำล้างจนสะอาดเอี่ยมไม่เหลือแม้รอยคราบใดให้ล่วงรู้ว่าเคยมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นในสถานที่รกร้างแห่งนี้

               และไม่นาน ฝุ่นควันก็จะจับตัวหนาปกปิดกลบเกลื่อนร่องรอยอีกครั้ง

               พิเชษฐ์นำร่างใส่ในถังน้ำแข็งที่เตรียมมาในรถ ขับกลับบ้าน

               เตรียมตัวทำอาหารเมนูพิเศษ!

 

 

               จากสถิติมูลนิธิช่วยเหลือคนเร่ร่อน พบว่าในประชากร 1,421 คน จะมีคนเร่ร่อนจำนวน 1 คน รวมแล้วในประเทศไทยมีคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน เกินกว่า 4,000 คน

               พวกเขาเหล่านี้มีสาเหตุแห่งการไร้ที่พำนักพักพิงเป็นหลักแหล่งต่างกัน

               บ้างหนีออกจากบ้านด้วยไม่อาจทนอยู่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยปัญหา

               บ้างเกกมะเหรกเกเรทำเรื่องไม่ดีจนบุพการีทนไม่ไหว ไล่ตะเพิดออกไปให้พ้นหูพ้นตา

               บ้างกำพร้าพ่อแม่จนขาดไร้ผู้ดูแล

               ทุกคนที่ประสบเหตุร้ายในชีวิตจนไม่อาจอยู่หรือมี ‘บ้าน’ ให้อาศัย ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน นอนกลางดินกินทราย อาศัยชายคาจากทางด่วนบ้าง สะพานบ้าง เป็นที่บังแดดบังฝน

               อาหารการกินก็หาเอาจากข้างทาง ไม่จากถังขยะ ก็ที่มีคนกินเหลือเอาไว้และไม่ทิ้งให้เป็นที่ น้ำประปาฟรีก็มีอยู่ถมเถ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องผลัดเปลี่ยน เพราะมีค่าเพียงห่มคลุมผิวกายไม่ให้อุจาดจนถูกตำรวจจับ

               ตำรวจ... เปรียบเสมือนศัตรูคู่อาฆาตที่ฟ้าส่งมากลั่นแกล้ง สายตาเหยียดหยามจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในชุดกากียามจ้องมอง ราวกับจะกระทืบซ้ำต่อโชคชะตาของเหล่าคนไร้บ้านให้จมพื้นจนมิด

               พิทักษ์สันติราษฎร์... แล้วพวกเขาไม่ใช่ราษฎร์หรืออย่างไร!

               คนเร่ร่อนทั้งหลายจึงจำต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนเพื่อมิให้ถูกจับกุม

               ‘โด่ง’ เป็นเด็กเร่ร่อนที่หนีออกจากบ้านเพราะพ่อมีเมียน้อย

               เพราะต้องถูกก่นด่าสารพัด จากหญิงที่ถูกพ่อบังคับให้เรียกว่า ‘แม่’ ทั้งที่มิได้มีสายโลหิตเดียวกัน โด่งที่เป็นคนปากหนักจึงเก็บถ้อยคำเอาไว้ไม่เอื้อนเอ่ยกับหญิงแปลกหน้าที่พ่อพาเข้าบ้าน

               แต่นั่น กลับทำให้เขาโดนกล่าวหาว่ากระด้างกระเดื่องไม่ให้ความเคารพยำเกรง จนถูกตบตีจากหญิงจิตใจหยาบช้าอยู่เสมอ ฝ่ายพ่อก็หลงเมียใหม่ ผสมโรงทั้งด่าทอและตบซ้ำจนเด็กชายร่างแกร็นบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ

               ตัดสินใจหนีออกจากบ้านและบุพการี โดยไม่คิดหวนย้อนกลับไปอีก

               โด่งร่อนเร่พเนจร ทรัพย์สินมีเพียงเสื้อผ้าสามชุดในกระเป๋าเป้ กับหมวกแก๊ปและรองเท้าผ้าใบเท่านั้น ด้วยอายุไม่ถึงใช้คำนำหน้านามว่านาย ทำให้เด็กชายไม่อาจหางานอะไรทำ ต้องแบมือขอเงินคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างไม่อาย

               จึงโดนนักเลงเจ้าถิ่นกระทืบเข้าจนปางตาย

               โด่งเรียนรู้ที่จะอยู่ในวิถีแห่งคนจร แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เกรงกลัวนักเลงหน้าไหน ใช้ชีวิตผจญภัยอันตรายทั้งลักวิ่งชิงปล้น โดยพรางตนเป็นคนไร้บ้านนอนใต้สะพานพาดข้ามแม่น้ำใหญ่

               มีหมาจรจัดเป็นเพื่อน มีเดือนดาวเป็นหลอนนีออน มีที่นอนคือลังกระดาษแข็ง ชีวิตอิสระเสรีเช่นนี้เปี่ยมด้วยความสุขมากกว่าอยู่ในบ้านแต่ขาดไร้ซึ่งความอบอุ่นถมไป

               เด็กหนุ่มไม่เคยคิดว่าจุดจบของชีวิตจะมาถึงเร็วเช่นนี้

               และไม่เคยคิดว่าวาระสุดท้ายจะต้องกลายเป็นเหยื่อของฆาตกรใจโฉด

               ในราตรีไร้แสงดาว อากาศยามค่ำคืนเหน็บหนาวกว่าทุกวัน โชคดีที่มีผ้านวมผืนใหญ่ที่ฉวยจากราวหน้าบ้านของใครผู้ไม่รู้จักมักคุ้นมาเป็นของตนตามอำเภอใจ ผ้าผืนนี้นุ่มหนาและอบอุ่นกว่าผืนไหน ๆ

               จมลงสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย ด้วยตลอดทั้งวันโด่งเพียรไปตามร้านอาหารที่ทิ้งเศษของเหลือลงถัง เพื่อหวังพบเจอน่องไก่ที่เหลือเนื้อติดกระดูก ทอดมันสักชิ้นแม้ถูกแทะจนแหว่งวิ่นก็ไม่เป็นไร หรือสารพัดไข่ ไม่ว่าจะเจียวดาวต้ม เพื่อกินกับข้าวสวยที่ซื้อจากเงินทานที่ผู้มีจิตสงสารโยนเศษเหรียญให้

               นานครั้งจะได้กินข้าวหอมมะลิร้อน ๆ เสียที

               หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ลมเย็นพัดโชยยิ่งฉุดดึงให้คนจรนอนหลับสนิทไม่รู้ถึงความเคลื่อนไหวของสิ่งใด

               กระทั่งคนที่เคลื่อนกายเข้าใกล้อย่างไม่ประสงค์ดี!

               “นอนเสียหนาคนดี ฉันจะกล่อมให้เธอฝันดี ฝันที่ทำให้... ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย”

               พึมพำเป็นท่วงทำนอง ดั่งเสียงเพลงขับขานจากห้วงนรก มือล้วงวัตถุบางอย่างออกจากซองคาดเข็มขัด วัตถุนั้นมีด้ามจับเป็นไม้ ส่วนปลายเป็นเหล็กแหลมที่เล็กเรียวเทียบเท่าเส้นลวด

               ที่เจาะน้ำแข็งซึ่งถูกเจียรให้เล็กเป็นพิเศษ มิได้มีไว้เพื่อการเจาะน้ำแข็งดั่งวัตถุประสงค์การผลิต หากแต่มีไว้สำหรับปลิดชีพเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ชายโฉดชั่วอย่างพิเชษฐ์หมายตา

               เพียงเลิกผ้า ร่างแกร็นซึ่งนอนขดตัวอยู่ก็สะลึมสะลือลุกนั่งอย่างงัวเงียไม่ทันลืมตา โลหะแหลมก็ปักเข้าที่ขมับขวาทะลุออกขมับซ้ายทันที

               ราวโลกมืดดับ ภาพในตามีเพียงสีหน้าเหี้ยมโหดของชายที่โด่งไม่เคยพบพาน ครั้นจะเปิดปากถามว่าทำเช่นนี้กับตนทำไม ริมฝีปากก็ไม่อาจเผยออ้าได้อีกแล้ว

               เมื่อเส้นประสาทถูกตัดขาดในพริบตา

               แน่นิ่งไปอย่างสงบ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไม่ทันที่กรดแลคติกจะหลั่งเสียด้วยซ้ำ

               ความแม่นยำในการสังหารนี้ คือการทำชินเคจิเมะ (1) ที่ทำให้เหยื่อตายอย่างสงบ เพื่อคงคุณภาพของเนื้อเอาไว้จนได้มาซึ่งเนื้อที่มีรสชาติยอดเยี่ยมที่สุด

               ก่อนพิเชษฐ์จะห่อร่างของชายไร้บ้านด้วยผ้านวมผืนที่เขาใช้ห่มคลุมก่อนตาย แบกขึ้นรถเอสยูวีคู่ใจ

               เพื่อนำไปชำแหละและบ่มรวมกับเนื้อคนจรอีกมากมายในห้องเก็บวัตถุดิบ!

 

(1) ชินเคจิเมะ : เป็นอิเคจิเมะ (การทำปลา) แบบที่ซับซ้อนและใช้ความชำนาญสูงสุด ทำโดยการนำลวดปลายแหลมแทงเข้าไปตัดเส้นประสาทสำคัญเพื่อปลิดชีวิตของมันขณะที่ระบบต่าง ๆ ในตัวปลายังทำงานดั่งมีชีวิต ซึ่งการใช้เส้นลวดตัดเส้นประสาทนั้นเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนระดับจิตวิญญาณ ด้วยเหล่าชาวประมงมืออาชีพต่างต้องฝึกฝนเพื่อจับจังหวะการตายของปลาให้ทันท่วงที นอกจากจะทำให้ปลาตายอย่างสงบ ไม่หลั่งสารเครียดจนเนื้อปลาลดคุณภาพ ยังช่วยยืดระยะการเน่าเสียของปลา เนื่องจากการตัดเส้นประสาทของปลานั้น จะไปยับยั้งสมองส่วนสั่งแลคติกเอซิด ที่มีผลทำให้เนื้อปลาเน่าเสียอีกด้วย

 

...............................................

 

#ตอนต่อไป : ยิ่งฆ่า จิตใจของพิเชษฐ์ยิ่งถูกอาบย้อมด้วยความคลั่งจนเปลี่ยนให้เขากลายเป็นฆาตกรโหดโดยสมบูรณ์ แต่เหมือนทุกเป้าหมายจะไม่ใช่เหยื่อที่ปรารถนาที่สุด เชฟหนุ่มต้องการ 'ฆ่าปิดปาก' ทุกคนที่พยายามสืบค้นความลับของเขา ให้หายไปจากโลกให้หมดต่างหาก!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น