อัปเดตล่าสุด 2020-06-19 00:52:53

ตอนที่ 10 บทที่ 4 : ตี้ฮัก แปลว่า ที่รัก [4.1]

บทที่ 4 : ตี้ฮัก แปลว่า ที่รัก

 

            [ข้าวซอย]

            ข้าวซอย คืออาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย เดิมเรียกว่า "ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ" เป็นอาหารที่คล้ายเส้นบะหมี่ ในน้ำซุปที่ใส่เครื่องแกง รสจัดจ้าน มีเครื่องเคียงได้แก่ ผักกาดดอง หอมหัวแดง และมีเครื่องปรุงรส เช่น พริกผัดน้ำมัน น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ในตำรับดั้งเดิมเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อไก่หรือเนื้อวัว แต่ในปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งได้มีการใช้เนื้อหมูแทน บางแห่งอาจเพิ่มอาหารทะเลหรือเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ อาหารจานนี้มักไม่ค่อยมีจำหน่ายในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จะพบบ่อยก็แต่ทางภาคเหนือของไทย

 

 

               ชรินทร์ทิพย์มิได้รู้จักมักคุ้นกับพิเชษฐ์มาแต่แรก

               อันที่จริง พนักงานในบริษัทอะไหล่เครื่องทำความเย็นขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 12 คนอย่างเธอ มิได้รู้จักมักคุ้นกับกระทั่งเพื่อนร่วมงาน คงมีที่คุยสัพเพเหระได้แค่กับคนในแผนกเดียวกันเพียงสองสามคนเท่านั้น

               ชีวิตวัยเด็กวาดฝันถึงอาชีพที่มั่นคง ดังเช่นข้าราชการหรือพนักงานแบงค์ แต่ฐานะทางบ้านหาใช่ร่ำรวยหรือมีกำลังส่งเสียให้ร่ำเรียนระดับสูงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือมีชื่อเสียง หญิงสาวต้องทำงานส่งตัวเองเรียนตั้งแต่วัยมัธยมปลาย กระทั่งร่ำเรียนในระดับอุดมศึกษา ก็ยังต้องพึ่งพามหาวิทยาลัยเปิดเพื่อไม่ให้เบียดบังเวลางานที่ทำสารพัดตั้งแต่พนักงานร้านสะดวกซื้อจนถึงพนักงานขายเครื่องกรองน้ำตามบ้าน

               ชีวิตดีขึ้นตามลำดับ แต่เป็นเพียงดีขึ้นสำหรับชนชั้นรากหญ้า หาได้มีรถหรูขับมีโทรศัพท์เครื่องละสามสี่หมื่น

               เพียงมีเงินเช่าห้องพักเล็กเท่ารูหนู มีข้าวกินครบสามมื้อ และเหลือเงินเก็บส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้น

               ความลำบากมิได้เป็นภาระของชีวิต หากคุ้นชินเสมือนเพื่อนร่วมทุกข์ หญิงสาวได้หลังจบปริญญาตรีร่วมปี เงินเดือนหมื่นเศษนั้นมากมาย เมื่อเทียบกับเงินเดือนหลักพันตอนทำงานพาร์ทไทม์ ชรินทร์ทิพย์จับเมล์ไปทำงานเช้าเย็น แม้ต้องตื่นก่อนไก่ขัน กลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตก ก็มิได้ทำให้หวาดหวั่นกับวงจรชีวิตเช่นนี้

               เธอพบรักกับ ‘ภาณุเดช’ หลังเขาสำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากต่างแดน

               แม้มิได้ร่ำรวยเข้าขั้นมหาเศรษฐี แต่เสี่ยเจ้าของบริษัทหมายมั่นให้ลูกชายโทนร่ำเรียนให้สูงที่สุด ในประเทศที่ระบบการศึกษาดีกว่าประเทศอันเป็นแผ่นดินถิ่นเกิด เพื่อหวังให้เขานำวิชาความรู้มาพัฒนากิจการให้ก้าวหน้ารุ่งเรือง

               หญิงสาวไม่ใช่คนสวยสะดุดตา อีกทั้งการพูดจาก็ยังสงบคำราวกลัวพิกุลร่วงหล่นจากปาก

               แต่บุคลิกเช่นนี้ กลับถูกตาต้องใจภาณุเดช

               ชายร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักกีฬา โครงหน้ายาวประกอบรวมด้วยเครื่องหน้าอันขับอัตลักษณ์บุรุษเพศอันแข็งแกร่ง ได้แก่คิ้วยาวพาดเฉียง ดวงตาคมปลาบ จมูกโด่งได้รูป และริมฝีปากหนามีไรหนวดเขียวครึ้มที่ถูกตัดแต่งเป็นอย่างดี เดินไปทางไหนก็มีหญิงสาวมากมายมองเหลียว จนเขาอดภาคภูมิในเสน่ห์ของตนไม่ได้

               กลับไม่เคยถูกสาวร่างเล็กชายตา

               พนักงานสาวนั่งซุกกายอยู่มุมห้อง หลังงอยามนั่งหน้าจอ กับดวงหน้าเมื่อต้องแสงสีฟ้าของคอมพิวเตอร์ ชวนให้ดูลึกลับ และน่าขนลุกสำหรับผู้พบเห็น

               แต่ลูกชายเจ้าของบริษัทที่กำลังจะเข้ามาบริหารกิจการแทนบิดาผู้แก่ชราไปมาก กลับเทียวไล้เทียวขื่อแวะเวียนมาคุยกับเธออย่างเปิดเผย สร้างความริษยาจากเพื่อนร่วมงานทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ผู้คลั่งไคล้ในตัวชายหนุ่ม จนพากันตั้งกลุ่มแอนตี้ชรินทร์ทิพย์ในแอปไลน์

               แต่จำเป็นต้องสนใจด้วยหรือ เมื่อที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยอยู่ในสายตาใครอยู่แล้ว

               การที่ภาณุเดชก้าวเข้ามาในชีวิต ในฐานะ ‘คนรัก’ นั้นเป็นเรื่องดีเกินกว่าคนธรรมดาอย่างเธอจะคิดฝันแล้ว

 

 

               ศศศรัญญ์ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา

               ด้วยสงสัยว่าผู้ใดมาเยือนทั้งที่ร้านตี้ฮักปิดป้ายว่าปิดบริการเอาไว้อย่างเด่นชัด จึงเยี่ยมหน้าออกมามอง และเมื่อเห็นเป็นคนคุ้นตา ก็ยิ้มร่าพลางเอ่ยปากเชื้อเชิญ

               “อ้าวเป้! สวัสดีจ้ะ มากับโด้เหรอ”

               ชะโงกมองหน้าเพื่อนสนิทของสามี แต่ไร้ซึ่งเงาผู้ติดตาม คงเห็นเพียงหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับตนเพียงลำพังเท่านั้น

               สีหน้าแววตาเป็นกังวลของคนตรงหน้า ฉุดความคิดคำนึงบางประการจนศศศรัญญ์รีบดึงแขนชรินทร์ทิพย์เข้ามาในบ้าน

               “มีอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าเป้”

               “โด้หายไป เราติดต่อโด้ไม่ได้เลย”

               มือหญิงเจ้าของบ้านชื้นไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นแรงนั้นคล้ายจะดันทะลุทรวงอกออกมา

               “ใจเย็นนะ อาจจะแค่ไปธุระที่ไหนรึเปล่า โด้หายไปนานรึยัง”

               “ที่จริง... เราติดต่อโด้ไม่ได้หลายเดือนแล้ว แต่เพราะแม่เราป่วยหนัก เราต้องกลับอุทัยไปเฝ้าแม่ เลยเพิ่งได้มา”

               รู้เรื่องราวชีวิตของชรินทร์ทิพย์มาบ้าง ที่จริงศศศรัญญ์มิได้สนิทสนมกับหญิงสาวมากนัก รู้จักเพียงผิวเผินยามตามติดภาณุเดชผู้เป็นเพื่อนของสามีไปเที่ยวร่วมกันบ้างเพียงไม่กี่ครั้ง ชีวิตลำบากลำบนที่ต้องผจญกับเรื่องเลวร้ายมากมาย กระทั่งมารดาไม่สบาย ก็จำต้องลาออกจากงานไปดูแล

               หากไม่ได้ภาณุเดช ที่คอยส่งเสียเงินทองทั้งค่ารักษาและค่ากินอยู่ เพื่อชดเชยกับเงินรายได้ที่สูญไปของคนรัก ชรินทร์ทิพย์คงถึงคราวลำบากหนักอย่างแน่แท้

               “แล้วคนอื่นว่ายังไงบ้าง พ่อแม่ของโด้ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนอื่น”

               จะว่าไป เธอเองก็ไม่เห็นภาณุเดชมาหาสามีตั้งนานแล้วเหมือนกัน

               “ไปถามมาหมดแล้ว ไม่มีใครรู้เลย พ่อแม่โด้ไปแจ้งความเอาไว้แล้ว พวกท่านบอกว่าติดต่อโด้ไม่ได้เหมือนกัน ส่วนเพื่อนคนอื่น เราก็รู้จักแค่ไม่กี่คน ที่ถามมาไม่มีใครรู้ เหลือแค่ตี้คนสุดท้าย”

               สีหน้าอมทุกข์อย่างหนัก ใต้ตาดำคล้ำบ่งบอกถึงความทุกข์ทนแสนสาหัส ด้วยไม่รู้เป็นตายร้ายดีของชายคนรักที่หายตัวไปนานหลายเดือน

               ชรินทร์ทิพย์ถ่ายทอดเรื่องราวนับตั้งแต่จากกันครั้งสุดท้ายให้ศศศรัญญ์ฟังอย่างไม่ปิดบัง

 

 

               “โด้คะ เป้อาจต้องลาออก...”

               กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ ขอบตาร้อนผ่าวเอ่อน้ำรื้นขึ้นมาที่หางตา

               ชายหนุ่มที่จับจองเก้าอี้ต่อจากบิดา ผุดลุกขึ้นพลางเดินมาจับไหล่บอบบางที่สั่นระริกของแฟนสาว

               “เป็นอะไรเป้ เป้ไม่พอใจอะไรที่นี่เหรอ บอกผมมา เดี๋ยวผมจัดการให้”

               คนถูกคาดคั้นส่ายหน้า “เปล่าค่ะ พอดี... แม่เป้เข้าโรงพยาบาล ท่านป่วยหนักไม่มีใครดูแล เป้ต้องกลับบ้านไปดูแม่”

               ไม่เคยถามถึงประวัติส่วนตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวเหลือเพียงมารดาผู้เดียว ส่วนบิดาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยอุบัติเหตุแล้ว

               แม้รู้สึกผิดที่ต้องปล่อยบุพการีวัยชราให้อยู่เดียวดาย แต่ด้วยเงินรายได้จากตำแหน่งงานที่ต่างจังหวัด หาได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูสองปากท้องไม่ ค่าจ้างเย็บผ้าของแม่บวกกับเงินที่เธอส่งให้ ยังพอประทับชีวิตความเป็นอยู่ให้ไม่อดอยากหรือต้องหยิบยืมใครให้เป็นหนี้สิน

               “โธ่ ทำไมเป้ไม่บอกผม” ได้ยินเช่นนั้น ก็ดึงร่างเล็กของหญิงสาวมากอด มือลูบศีรษะอย่างปลอบโยน “ไม่ต้องลาออกหรอก ตำแหน่งนี้ยังเป็นของเป้อยู่ เดี๋ยวผมพาเป้กลับบ้าน เราจะได้ไปเยี่ยมคุณแม่ด้วยกัน แล้วถ้าเป้ต้องอยู่เฝ้าคุณแม่ ก็อยู่ไปเลย เรื่องเงินเดือนไม่ต้องเป็นห่วง บริษัทยังโอนเข้าบัญชีเหมือนเดิม”

               “แต่ว่า...” แม้ปีติ แต่ไม่อาจละวางต่อคำค่อนของคนจ้องจับผิด

               เพราะถูกตราหน้าว่ามักใหญ่ใฝ่ปองลูกชายเจ้าของบริษัท ยิ่งเมื่อภาณุเดชมีใจ ก็ยิ่งสร้างความหมั่นไส้ให้บรรดาปากหอยปากปูที่จ้องจะจับผิดนินทา แล้วไหนเลย เธอจะกล้างอมืองอเท้าไม่ทำงานทำการตามหน้าที่ แต่ยังได้เงินเดือนเท่าคนอื่นเช่นนี้

               มิถือเป็นการกินแรงหรอกหรือ

               “ถ้าเป้ลำบากใจ งั้นเอางี้ เดี๋ยวผมจะย้ายให้เป้มาเป็นเลขาส่วนตัว ที่ผมเคยบอกไง ว่าเดือนหน้าบริษัทเราจะขยายกิจการ เราจะรับคนเพิ่มและหาเช่าออฟฟิศใหม่ที่ใหญ่กว่านี้ เป้ก็รู้ว่าตั้งแต่ผมมาบริหาร กิจการของเราก้าวหน้าแค่ไหน”

               ใช่คำยกยอตน ภาณุเดชเป็นนักธุรกิจไฟแรงที่มาดูแลกิจการต่อจากบิดาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนนั้นตรงกับสายงานและสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน เขาที่มองเห็นลู่ทางจึงเปิดตลาดใหม่ จนมียอดจำหน่ายสูงกว่าเดิมถึงสามเท่า

               “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ดูแลคุณแม่ให้เต็มที่ แม่ของเป้ก็เหมือนแม่ของผม”

               ถึงตอนนี้ ชรินทร์ทิพย์รู้สึกว่าตนช่างโชคดี ที่ได้รับความรักจากชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาเหมือนความฝันที่เป็นความจริง เหมือนเจ้าชายในนิทานก่อนนอน

               ที่สวมรองเท้าแก้วให้คนธรรมดาอย่างเธอได้กลายเป็นเจ้าหญิง

              

 

               แต่หลังจากพาชรินทร์ทิพย์กลับไปเยี่ยมมารดาที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซ้ำยังจ่ายค่ารักษาค่ายาและจัดหาห้องพิเศษให้อย่างง่ายดาย ภาณุเดชจำต้องกลับไปทำงานที่บริษัท ด้วยรับปากบุพการีเป็นมั่นเหมาะว่าตนจะไม่ยอมเกเรเถลไถลให้เสียงาน หลังได้รับการถ่ายโอนอำนาจบริหารมาเต็มตัว

               ช่วงสัปดาห์แรกเขาและเธอติดต่อกันทางโทรศัพท์ ยามอยากเห็นหน้าก็สนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์แบบวีดิโอ หญิงสาวรู้สึกขอบคุณเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ช่วยให้แม้ตัวอยู่ห่างไกล แต่ความเข้าใจกลับรัดรึงทั้งคู่เอาไว้ใกล้ชิดกันเช่นนี้

               แต่หลังจากสุดสัปดาห์ ภาณุเดชก็ไม่ติดต่อมา...

               ชรินทร์ทิพย์เพียรโทรหานับสิบนับร้อยสาย แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ อาการป่วยของแม่หนักหนาเกินกว่าจะปล่อยทิ้งเอาไว้ให้อยู่ลำพัง หญิงสาวกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายผ่ายซูบ เบอร์ในเครื่องบันทึกไว้ไม่เกิน 10 รายชื่อ มีที่รู้จักและเกี่ยวข้องกับแฟนหนุ่มของตนเพียง 3 รายชื่อ

               เพียรติดต่อเท่าไหร่ ก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับ กระทั่งวันหนึ่งเถ้าแก่เจ้าของบริษัทพ่อของภาณุเดช โทรกลับมาหาเธอ พร้อมเสียงโวยวายลั่นหาว่าชรินทร์ทิพย์พรากลูกชายเขาไป ไม่ยอมปล่อยให้กลับมาทำงาน

               หญิงสาวงุนงงสับสนจนแทบเสียสติ ครั้นเมื่อมารดาไม่อาจยื้อชีวิตตนเองได้ ด้วยโรคร้ายลุกลามตะกรามกัดกินร่างกายจนพ่ายแพ้ ต้องลาลับโลกนี้ไปในเดือนที่ 5 หลังงานศพ ชรินทร์ทิพย์ที่ไม่เหลือใคร มีเพียงภาณุเดชเท่านั้นที่เป็นที่พักพิงหัวใจให้กับเธอได้

               และเธอก็ออกตามหา

               ทุกแห่งหนที่ค้นได้จากลิ้นชักทรงจำ ทุกสถานที่ที่ทั้งเคยไปและได้ยินได้ฟังจากปากชายหนุ่ม ทุกคนที่รู้จักมักคุ้นหรือถูกพูดถึง ชรินทร์ทิพย์ล้วนไปสืบเสาะเพื่อตามหาชายอันเป็นที่รัก

               แต่ไม่ว่าที่ใด ไม่ว่าใคร ล้วนปฏิเสธว่าไม่พบเจอภาณุเดชมานานหลายเดือน คดีความที่เถ้าแก่และคุณนายพ่อและแม่ของเขาไปแจ้งความคนหายเอาไว้ ก็ไม่คืบหน้า ด้วยตำรวจจนปัญญาสืบหาร่องรอย

               ราวกับว่า... ชายคนรักของเธอ ถูกกลืนหายลงไปในท้องของปีศาจ!

 

..........................................

 

#ตอนต่อไป : ศพแรกผ่านไป ศพสองศพสามจะหาจากที่ไหน พิเชษฐ์จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ศพทารกมาทำซุปรสเลิศ
โปรดติดตาม...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น