อัปเดตล่าสุด 2020-05-11 15:01:27

ตอนที่ 2 ฃวดคาวในคืนหนาว

ฃวดคาวในคืนหนาว

     ฉันเก็บอุปกรณ์ในห้องแล็บให้เข้าที่พลางปิดตู้ด้วยท่าทางสะลึมสะลือ อากาศในคืนนี้หนาวเย็นกว่าคืนไหนๆ ไม่สิ...มันชวนขนลุกและวังเวงอย่างบอกไม่ถูก

     หนึ่งทุ่มสิบนาที...นี่ฉันเตรียมอุปกรณ์นานขนาดนี้เลยหรือ? เด็กป.หกยิ่งอยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษ ต้องเตรียมทุกอย่างให้ครบถ้วนถึงจะยอมปฏิบัติแต่โดยดี เครื่องมือไหนไม่มีก็ต้องใช้เงินตัวเองซื้อ...นี่แหละภาระของครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนประถมแห่งนี้

     ภาระอย่างที่สองคือห้องทดลองซึ่งตั้งอยู่บนชั้นหก มุมห้องด้านหลังคือตู้เหล็กขนาดใหญ่สามตู้ ด้านบนคือขวดโหลใส่สัตว์ดองเรียงรายอยู่นับสิบ ส่วนด้านข้างคือหุ่นกายวิภาคเพศชายที่มีเพียงครึ่งตัว อวัยวะภายในปรากฏให้เห็นเด่นชัด ไม่แปลกที่ห้องนี้จะกลายเป็นห้องที่น่ากลัวที่สุดในอาคาร ยิ่งในยามโพล้เพล้...ทางเดินหน้าแล็บที่วังเวงและเปิดไฟสลัวยิ่งขับกล่อมให้บรรยากาศน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

     ยามสามคนน่าจะประจำอยู่ที่ป้อม ถึงกระนั้น การอยู่ในตึกเรียนเพียงลำพังจนดึกดื่นก็ไม่ใช่ความคิดที่ดี ฉันเก็บกระเป๋า ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้อง พลันจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์...มันคล้ายกับกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเหม็นเน่าบางอย่าง ครั้นเงยหน้าขึ้นมองโหลดองสัตว์บนตู้ ก็พบว่ามันยังคงปกติ ไม่ได้แตกหรือมีรอยร้าวแต่อย่างใด

     ...ถ้าอย่างนั้นกลิ่นที่ว่ามาจากไหน? ฉันวางกระเป๋า ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเอือมระอา รู้สึกเหนื่อยจนอยากเมินเฉย แต่ด้วยภาระหน้าที่จึงต้องตรวจค้น ฉันก้มลงสำรวจตามร่องตู้ รวมถึงซอกมุมต่างๆ ของผนัง แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นสิ่งที่น่าจะเป็นต้นตอของกลิ่น กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นขวดแก้วใบเล็กที่วางแน่นิ่งอยู่บนตู้ เคียงข้างขวดดองซากสัตว์นานาชนิด ฉันเอื้อมหยิบมันลงมาพร้อมอั้นจมูก...อะไรจะเหม็นขนาดนี้ มันเหม็นคล้ายกับถูกอาบชโลมด้วยเลือดสดๆ! ด้านในบรรจุของเหลวสีใส ฉลากปรากฏอยู่บนขวด ฉันพลิกมันมาอ่านพร้อมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

     น้ำตาของฝ้าย

     ฝ้ายเหรอ?...ชื่อของเด็กหญิงคนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับใบหน้าเย่อหยิ่งที่ทำให้ฉันนึกรังกียจทุกครั้งที่ได้เห็น หากชื่อบนขวดหมายถึงเด็กหญิงคนนั้นจริงๆ ...ฝ้ายคือเด็กป.ห้าที่ทั้งสวยทั้งเรียนเก่ง หากแต่นิสัยกลับต่ำทรามราวกับไม่เคยถูกสั่งสอน เธอหยิ่งยโสเพราะตัวเองเป็นลูกคนรวย เวลาเดินไปไหนก็จะเชิดหน้าพร้อมส่งสายตารังเกียจใส่เพื่อนที่มีฐานะด้อยกว่า อาหารกลางวันก็ไม่กินร่วมกับคนอื่น หากแต่จะมีคนขับบรถมาส่งข้าวกล่องร้อนๆ ให้ทุกวัน บางวันเปิดมาเป็นเสต็ก บางวันเป็นเนื้อสัตว์หายากที่แทบไม่มีคนรู้จัก

     ฉันสอนป.หก ย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องกับนังเด็กนั่น หากไม่เกิดเรื่องขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา ฝ้ายเดินชนฉันจนเอกสารที่ถือมาหล่นกระจัดกระจาย ทว่าอีกฝ่ายกลับเมินเฉยและเดินเชิดหน้าต่อไปทั้งอย่างนั้น ทำแบบนี้กับคนอื่นว่า ‘ทราม’ แล้ว นี่ดันมาทำกับฉันซึ่งเป็นครูในโรงเรียนแห่งนี้...คำว่า ‘ทราม’ ย่อมแปรเปลี่ยนเป็น ‘จัญไร’ ในเสี้ยววินาที!

     สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นคือฝ้ายถูกฉันลากตัวมาอบรมที่ห้อง พร้อมตีมือเธอไปห้าทีฐานไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ เด็กหญิงไม่ยอมขอโทษ ซ้ำร้ายยังด่าว่าฉันสถุล เธอบอกว่าคุณครูก็เปรียบเสมือนคนใช้ ไหนจะโรงเรียนแห่งนี้ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากพ่อแม่ของฝ้ายไม่รู้เท่าไหร่

     ...สารเลว! เนรคุณไม่พอ ยังทำหน้าทำตาเย้ยหยันไร้สำนึก ฉันเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า...ตวาดและตีเธอไปยกใหญ่จนเด็กหญิงจอมเย่อหยิ่งร้องไห้

     เรื่องควรจะจบไปตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้อำนวยการกลับเรียกฉันไปคุยในห้อง พร้อมยืนยันจะตัดเงินเดือนฉันฐานไปทำโทษลูกของผู้มีบุญคุณต่อโรงเรียน เมื่อเดินออกมาจากห้อง ก็พบว่าฝ้ายกำลังยืนกอดอกพร้อมแสยะยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาของมันเจ้าเล่ห์...เลวทรามทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ วันนั้นทั้งวัน ฉันต้องทนเดินผ่านฝ้ายโดยไม่สนใจแววตายิ้มเยาะของอีกฝ่าย พอตกเย็น ความอัดอั้นทั้งหมดจึงระเบิดออก ฉันตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าจะสั่งสองนังเด็กนรกนั่นให้หลาบจำจนวันตาย!

     กลิ่นคาวเน่าเหม็นทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ ขวดแก้วแบบเดียวกับ ‘ตอนนั้น’ ยังคงอยู่ในมือ...ของเหลวด้านในคือน้ำตาของฝ้ายงั้นหรือ? ใครกันที่เล่นพิเรนทร์แบบนี้?

     ยังไม่ทันได้ทำอะไรอื่น จู่จู่ ขวดใบใสก็ลื่นตกจากมือ ราวกับถูกปัดโดยมือที่มองไม่เห็น มันแตกกระจายบนพื้น พร้อมกับฉันที่สะดุ้งแล้วถอยกรูดไปชิดผนัง ครั้นเมื่อทุกอย่างเงียบสนิท จึงย่อตัวลงเพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น เศษแก้วกระเด็นไปทุกทิศทาง ของเหลวสีใสเอ่อนองอยู่แทบเท้า

     “ฮือ...ฮือ...ฮือ...”

     แว่วเสียงร้องไห้ของ ‘ใครบางคน’ มาจากที่ไหนสักแห่ง สัญชาตญาณบอกว่ามันดังมาจากนอกหน้าต่าง ทว่าพอหันกลับไปมอง กลับเห็นเพียงความมืด เสียงปริศนายังคงดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรง ขนทั่วร่างลุกชันด้วยความตื่นกลัว ฉันวิ่งตรงไปที่ประตูก่อนจะกระชากเปิด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้ฉันถึงกับนิ่งอึ้ง

     ...ประตูเปิดไม่ออก

     “เปิดสิ! เปิดสิ!!” ฉันสบถพร้อมกระแทกประตูอย่างแรง แต่จนแล้วจนรอด ปราการที่กั้นห้องแล็บกับทางเดินภายนอกก็ยังไม่ขยับเขยื้อน เป็นจังหวะเดียวกับที่แสงไฟหน้าทางเดินดับลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หากมองไม่ผิด ฉันคิดว่าในความมืดด้านนอกปรากฏร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาหา!

     ฉันหอบหายใจถี่รัว เสียงร้องไห้หายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่า ฉันก้มลงมองแทบเท้า ก่อนจะผงะก้าวถอยหลังเมื่อพบว่ามีขวดแก้วอีกใบตั้งอยู่ บนฉลากเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงเด่นชัด...ซากศพ

     ยังไม่ทันได้แตะต้อง ขวดเจ้ากรรมก็แตกออกโดยที่ไม่ทันตั้งตัว! ฉันหวีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามาครอบงำอีกครั้ง...เป็นความเงียบที่ชวนอึดอัดยิ่งกว่าความเงียบใดๆ ที่ฉันเคยพบ

     กึก...แว่วเสียงกระแทกจากตู้เหล็กซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งของห้อง ฉันหันซ้ายแลขวาก่อนจะคว้าเก้าอี้พลาสติกตัวหนึ่งขึ้นมาถือ เป็นอาวุธเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วในตอนนี้

     ตู้เหล็กสั่นอีกครั้ง ราวกับ ‘สิ่งที่อยู่ด้านใน’ ต้องการออกมาสู่โลกภายนอก ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ...เป็นไปไม่ได้ ด้านในตู้มีเพียงสารเคมีและหลอดแก้ว ไม่มีทางที่สิ่งมีชีวิตใดก็ตามจะเข้าไปอยู่

     ตู้เหล็กถูกกระแทกเป็นครั้งที่สาม ครั้งนี้ส่งผลให้ลิ้นชักด้านล่างเลื่อนออกมา ฉันกระชับเก้าอี้ในท่าเตรียมพร้อม เป็นจังหวะเดียวกับที่มือของ ‘ใครบางคน’ ค่อยๆ โผล่ออกมาจากลิ้นชัก! ตามด้วยศีรษะและร่างกาย มันคือร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยบาดแผลราวกับถูกสารเคมีกัดกร่อน! เนื้อแก้มข้างหนึ่งห้อยตกลงมาบนพื้น ดวงตาของมันโปนถลนและลึกโหลเหลือเพียงตาดำ!

     ร่างสยองคำรามลั่น ก่อนจะพุ่งตรงเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว! ฉันกรีดร้องก่อนจะฟาดอาวุธในมือเข้าใส่ มันกระแทกใบหน้าของผีร้ายจนลูกตาข้างหนึ่งหลุดกระเด็น! แว่วเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง คลอไปกับเสียงครางของซากศพ ฉันหวดเก้าอี้เข้าใส่ร่างบนพื้นซ้ำไปซ้ำมานับสิบครั้ง ไม่กี่อึดใจต่อมา บนพื้นแล็บก็เต็มไปด้วยเศษเนื้อ เลือดและอวัยวะภายในที่แตกกระจาย!

     “กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!!!!!!”

     ฉันหวีดร้องลั่นเพื่อเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ เป็นจังหวะเดียวกับที่ขวดแก้วขนาดเล็กปรากฏขึ้นจากธาตุอากาศ...ปรากฏขึ้นในมือของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ฉันเห็นดังนั้นจึงวางมันอย่างเบามือลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ที่สุด ทว่า ทันทีที่ก้นขวดสัมผัสโต๊ะ ฝาของมันก็เด้งหลุด ส่งผลให้ของเหลวสีคล้ำด้านในฟุ้งกระจายไปทั่ว! บังเกิดเสียงบางอย่างขยับ พร้อมกับหลอดไฟที่ดับลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย! ฉันมองเห็นฉลากบนขวดในวินาทีสุดท้ายก่อนที่แสงสว่างจะจางหาย...มันเขียนด้วยตัวอักษรสีดำสนิทว่า คืนชีพ

     แว่วเสียงขยับเคลื่อนไหวมาจากมุมห้อง ฉันเงื้อเก้าอี้ชุ่มเลือดขึ้น ก่อนจะหันไปมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง ความมืดที่โอบล้อมทำให้รู้สึกเหมือนเป็นคนตาบอด เสียงปริศนาเงียบไปแล้ว...คราวนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงหายใจฟืดฟาด อากาศลดต่ำลงทุกขณะ ในขณะที่กลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนยังคงคละคลุ้งอยู่โดยรอบ

     พรึ่บ หลอดไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง ฉันหันไปมองรอบตัวและพบกับความจริงอันน่าสะพรึง...หุ่นกายวิภาคที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องหายไป! ฉันสำรวจดูรอบๆ แต่ก็ไม่พบวี่แววของหุ่นจำลองพลาสติกตัวนั้น ในตู้ไม่มี หลังตู้ก็ไม่มี

     ฉับพลัน รอยยิ้มเพียงซีกเดียวของหุ่นจำลองก็ผุดขึ้นมาในโนภาพ ฉันส่ายหัว แต่ก็ไม่อาจขับไล่ความคิดนั้นออกไป หุ่นกายวิภาคคืนชีพและขยับเคลื่อนไหวได้เองงั้นหรือ? ...ทุกอย่างชักเลยเถิดและเป็นไปไม่ได้มากขึ้นทุกทีแล้ว!

     กลิ่นคาวของของเหลวในขวดที่ถูกระบุไว้ว่า ‘คืนชีพ’ ยังคงคละคลุ้งไปทั่วห้อง ครั้นหวนนึกถึงหุ่นที่หายไป ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว...หุ่นตัวนั้นไม่มีขา หากมัน ‘คืนชีพ’ ขึ้นมาจริงๆ คงต้องใช้แขนทั้งสองข้างในการเคลื่อนที่ สัญชาตญาณบังคับให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองด้านบน...

     ...ก่อนจะสบตาเข้ากับใบหน้าที่ถูกผ่าเปิดจนเห็นอวัยวะภายในอย่างจัง!!

     หุ่นกายวิภาคแสยะยิ้ม แขนของมันเกาะอยู่กับพัดลมเพดาน ดวงตาเย็นชาไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์! และแล้ว โดยไม่ทันตั้งตัว หุ่นผีก็ทิ้งตัวลงมาบนพื้น เฉียดร่างของฉันไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น มันใช้แขนทั้งสองข้างตะเกียกตะกายพาร่างครึ่งท่อนตรงเข้ามาหา ฉันเห็นดังนั้นจึงกรีดร้อง ก่อนจะหวดเก้าอี้ในมือเข้าใส่ส่วนหัวของมันนับสิบครั้ง!

     ไม่...หุ่นตัวนี้ไม่เหมือนผีดิบในภาพยนตร์ เพียงอึดใจเดียว มันก็ชันตัวลุกขึ้น! หุ่นผีกระโจนเข้าใส่ฉัน ฟันคมกริบกัดลงบนลำคอพร้อมสะบัดไปมา ฉันหวีดร้องโหยหวนขณะพยายามผลักมันออก ก่อนจะโซซัดโซเซไปปะทะชั้นวางของซึ่งขวดโหลดองสัตว์มากมายวางอยู่! มันตกลงมาแตกกระจาย ซากศพเกลื่อนพื้น พร้อมกับกลิ่นฟอร์มาลีนที่ฟุ้งตลบไปทั่ว เคราะห์ร้าย เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนของเหลวที่ไหลนอง ส่งร่างของฉันให้ล้มหัวกระแทก เศษแก้วจากขวดโหลบนพื้นเสียบเข้าที่ต้นแขนจนมิด!

     หุ่นกายวิภาคยังคงเกาะอยู่บนร่าง...กัดเข้าที่ลำคอซ้ำไปซ้ำมาราวกับต้องการฉีกกระชากเนื้อส่วนนั้นให้ขาด ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมด ถีบเข้าที่ท้องของผีร้ายจนมันกระเด็นไปกระแทกผนัง ฟันคมกริบกระชากผิวหนังที่ลำคอส่วนนั้นจนขาดสะบั้นตามไปด้วย!!

     ฉันชันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดไหลทะลักออกจากบาดแผล หุ่นกายวิภาคเองก็พยายามลุกขึ้นด้วยแขนทั้งสอง แต่ฉันไม่เปิดโอกาสให้มันทำเช่นนั้น โต๊ะตัวใหญ่ถูกยกขึ้นก่อนจะอัดกระแทกเข้าที่ศีรษะของมันจนแตกกระจาย! ฉันกรีดเสียงก้องพร้อมอัดร่างของตนเข้าใส่โต๊ะตัวนั้นอีกครั้ง ส่วนมุมของมันกดเข้าที่ลำคอของหุ่นผีจนขาดสะบั้น หัวแหลกเละกลิ้งตกลงมาแทบเท้า เศษพลาสติกแตกเสียหาย พร้อมกับร่างสยองที่สิ้นฤทธิ์อย่างสมบูรณ์

     ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ก่อนจะสบถพร้อมก้มมองต้นแขน...กระจกแหลมคมฝังอยู่ในเนื้อ ไม่รู้ว่าโดนเส้นเลือดหรือจุดสำคัญหรือเปล่า คงต้องปล่อยเอาไว้จนกว่าจะถึงมือหมอ

     “ฮิ...ฮิ...ฮิ...”

     เสียงหัวเราะของ ‘ใครบางคน’ ดังขึ้น ครั้นหันไปมอง ก็พบร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนชั้นวางของ ตรงจุดที่โหลดองสัตว์เคยตั้งอยู่ ดวงตาส่อแววเย้ยหยัน มันโปนถลน และห้อยต่องแต่งอยู่เหนือลำคอในสภาพน่าสยดสยอง...นั่นคือฝ้าย นังเด็กนั่นไม่ผิดแน่!

     ในมือของฝ้ายถือขวดแก้วขนาดเล็กใบหนึ่ง กลิ่นคาวของมันรุนแรงราวกับพื้นผิวถูกอาบชโลมด้วยโลหิต เธอโยนมันให้ตกพื้น ทว่าฉันกลับวิ่งไปคว้าได้ทัน ครั้นก้มลงดูที่ฉลากก็พบว่ามันเขียนเอาไว้ด้วยตัวอักษรสีส้ม

     ...กุ้ง

     ยังไม่ทันที่จะนึกสงสัย ขวดในมือก็แตกออก ครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อน ตรงที่เศษแก้วทิ่มทะลุเข้าสู่ผิวหนังของฉันจนพรุน! กลิ่นคาวของสัตว์ทะเลนับร้อยปรากฏขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง มันทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น...เหตุการณ์ตอนที่ฉันฆ่านังเด็กสถุลนั่นด้วยมือของตนเอง!!

     ฝ้ายแพ้กุ้ง...นี่คือสิ่งที่ฉันสืบรู้มาจากครูประจำชั้นของอีกฝ่าย แผนร้ายจึงเริ่มต้นในวันต่อมา ครูมด ครูวิทยาศาสตร์ชั้นป.5 มีนัดสอบนอกตารางเรื่องกรด-เบส สิ่งที่เด็กๆ ต้องทำคือชิมน้ำจากขวดแก้วขนาดเล็กสามใบ โดยไม่รู้มาก่อนว่าแต่ละขวดบรรจุน้ำอะไรไว้บ้าง อาศัยรสสัมผัสตามที่ร่ำเรียนมา ตอบครูให้ถูกว่าอย่างไหรคือกรด อย่างไหนคือเบส เเละอย่างไหนคือกลาง

     แผนของฉันไม่ซับซ้อน ฝ้ายขอลาไปธุระครึ่งวัน ครูมดต้องให้นังเด็กนั่นมาสอบย้อนหลังในช่วงพักเที่ยง แน่นอนขวดทั้งสามจะถูกวางไว้ในห้องวิทยาศาสตร์ ฉันใช้เศษกุ้งบดผสมลงในขวดน้ำมะนาว ก่อนจะรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้อง รอผลที่ตามมาหลังจากที่นังฝ้ายชิมมันเข้าไป! ไม่ได้อยากให้มันตายหรอก แค่อยากสั่งสอนให้หลาบจำก็เท่านั้น หารู้ไม่ว่าอาการแพ้กุ้งของอีกฝ่ายร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง!

     เที่ยงวันนั้น ฉันเดินเข้าไปในแล็บ เป็นจังหวะเดียวกับที่ครูมดใช้ช้อนคันเล็กตักน้ำมะนาวออกมาให้ฝ้ายชิม ใบหน้าของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นสีแดง เธอไอโขลกอย่างหนัก แล้วทรุดตัวลงกับพื้น...ไม่กี่อึดใจต่อมา นังเด็กนั่นก็สิ้นใจท่ามกลางกองอาเจียนและเสียงหวีดร้องของทุกคนในห้อง!

     เสียงหัวเราะของฝ้ายเรียกฉันให้ตื่นจากภวังค์ นังเด็กผีอ้าปาก ก่อนจะพ่นอาเจียนเหม็นเน่าใส่หน้าของฉัน! อาการเจ็บปวดในช่องท้องพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าทวี มันคล้ายกับมีเข็มนับร้อยพยายามทิ่มแทงให้ทะลุ

     ไม่...มันไม่ใช่เข็ม หากแต่เป็นกรีกุ้งขนาดมหึมา!!

     ฉันทรุดลงไปกองกับพื้น ความรู้สึกทั้งหมดดับวูบ เมื่อกุ้งขนาดยักษ์ค่อยๆ คลานออกมาจากปาก! ขานับสิบไต่ยั้วเยี้ยไปตามใบหน้า ก่อนจะใช้กรีของมันทิ่มลูกตาข้างหนึ่งของฉันจนทะลุไปถึงสมอง!! ปากของฉันฉีกออกด้วยเปลือกอันใหญ่โตของมัน ดวงตาสีดำสบกับดวงตาของฉัน มันไม่ใช่ดวงตาของใครอื่น หากแต่เป็นของนังเด็กนรกนั่น!

     ฝ้ายเดินตรงเข้ามาหาฉันที่กำลังนอนหอบหายใจรวยริน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันเช่นเดียวกับตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจ้องตอบด้วยดวงตาแข็งกร้าวไม่แพ้กัน ใจนึกข่มอารมณ์ พร้อมสั่งตนเองไม่ให้เอ่ยขอโทษนังเด็กสถุล

     ใช่...ฉันไม่มีวันร้องขอชีวิตนังเด็กนรก ผลที่ได้รับคือกรีกุ้งที่ตัดคอของฉันจนขาดกระเด็น!!

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

     ฝ้ายลุกขึ้นยืนช้าๆ มองห้องวิทยาศาสตร์ตรงหน้าพร้อมแสยะยิ้ม คืนนี้หนาวผิดปกติ แต่เธอก็ยอมฟันฝ่าความลำบากเพื่อที่จะมอบของขวัญสุดพิเศษให้ ครูบุ๋ม โดยเฉพาะ...ของขวัญแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่เสียชีวิตนั่นเอง!

     “ครูบุ๋ม อย่าเข้าใจผิดอีกเลยนะคะ วันนั้นหนูไม่ได้ตาย...แค่หมดสติไปเท่านั้น ครูต่างหากที่กลัวจนลุกลี้ลุกลนว่าคนอื่นจะจับได้ สุดท้ายก็สะดุดตกบันไดตายซะเอง กรรมติดจรวดอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ อ้อ...บอกตามตรงว่าครูสะเพร่ามากเลยค่ะ ไม่รู้เลยเหรอว่าตรงทางเดินมีกล้องวงจรปิด ภาพครูที่ถือกุ้งเข้าไปปลิวว่อนไปทั่วโซเชียลแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ครูจะได้เล่นสนุก กับเกมที่หนูเตรียมมาให้โดยเฉพาะ”

     เด็กหญิงพูดจบก็หันไปทางชายชราชุดขาว ที่บรรจงพันสายสิญจน์ลงบนหุ่นดินเหนียวรูปหญิงสาวคนหนึ่งและขวดแก้วสี่ใบที่เขียนฉลากไว้อย่างครบถ้วน ชายชราวางมันลงหน้าประตูห้องวิทย์ หันไปมองนอกหน้าต่างและพบว่าดวงจันทร์กำลังเต็มดวง นับเป็นเวลาเหมาะสมสำหรับพิธี ‘กลั่นแกล้งวิญญาณ’ ที่เด็กหญิงผู้ว่าจ้างของเขาต้องการ

     ขวดทั้งสี่ใบเขียนเป็นตัวอักษรเด่นชัด...น้ำตาของฝ้าย ซากศพ คืนชีพ และ...กุ้ง ฝ้ายมองผลงานของตนด้วยความภาคภูมิใจ การกักขังวิญญาณของครูบุ๋มเพื่อเล่นเกมแห่งความทรมาน ณ ห้องวิทยาศาสตร์แห่งนี้คือสิ่งที่เธอชอบที่สุด ทั้งสะใจ ทั้งสมเพซ ครูที่เคยคิดฆาตกรรมเธอ กลับตายเสียเองด้วยเหตุผลง่ายๆ คือการตกบันไดและถูกเธอนำวิญญาณมากักขังเพื่อเล่นเกมวิปริต กรรมตามสนอง...คราวหลังเธอจะเปลี่ยนฉลากบนขวด เอาเป็นสิ่งที่ร้ายแรงกว่านี้หลายเท่า เกมของเธอคงสนุกและระทึกใจมากขึ้นเป็นแน่!

     ใช่...เธอคิดออกแล้ว เด็กหญิงบรรจงหยิบขวดอีกหนึ่งใบที่ถูกลงคาถาไว้แล้วออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะหยิบปากกาแดงขึ้นแล้วเขียนลงบนฉลากอย่างวิจิตรบรรจง ฝ้ายเขียนว่าอะไรนั้น...ไม่มีใครรู้ เด็กหญิงไม่ให้หมอผีดู เพราะมันช่างรุนแรงและน่าขยะแขยงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะรับได้!

     คงมีแต่ครูบุ๋มที่จะได้รู้ในคืนถัดไป เสียงกรีดร้องของวิญญาณสาวคงดังก้องอยู่ในห้องแล็บจนถึงเช้าเป็นแน่!

-จบ-

Next : คืน-คลั่ง-คัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น