อัปเดตล่าสุด 2020-05-06 16:10:37

บทนำ กระดาษสาง

กระดาษสาง

[ห้องเก็บของ]

     “ไอ้นนท์ มึงแน่ใจนะว่าจะได้ผล ถ้าอีผีนั่นไม่ออกมา มึงโดนกูแน่!เบสท์ ตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยถ้อยคำที่ฟังแทบไม่เป็นภาษา อันเป็นปกติของคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปในปริมาณมาก เด็กหนุ่มสะอึกหนึ่งครั้ง หน้าตาสะลึมสะลือคล้ายคนใกล้จะหลับ แต่ก็ยังฝืนถ่างตาก่นด่าผู้เป็นเพื่อนด้วยความหงุดหงิด

     “คอยดูเถอะ! ขืนไม่เจออะไร กูตามไปเผาบ้านมึงแน่ กินเหล้าอยู่ดีๆ ลากมาซะงั้น ไอ้ฉิบหาย!!

     เบสท์พูดทิ้งท้ายก่อนจะวางหู พร้อมหันไปมองความมืดรอบตัว เขายืนอยู่ในห้องเก็บของ ภายในบ้านร้างหลังหมู่บ้าน เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ กองเป็นภูเขาอยู่ที่มุมหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ตรงจุดที่เบสท์ยืนอยู่ยังมีร่มกระดาษสาเก่าโทรมนับสิบวางเรียงรายอยู่อีกด้วย

     ทำไมร่มกระดาษถึงมาอยู่ที่นี่วะ? เด็กหนุ่มคิด ก่อนจะเตะร่มพวกนั้นแรงๆ มันทำมาจากกระดาษสีแดงสด ดูไปดูมาก็คล้ายสีเลือดอยู่ไม่น้อย

     เบสท์หันไปแหล่งตัวกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียว...เทียนสีขาวที่วางอยู่ในครอบแก้วสีหม่น เด็กหนุ่มอยากดับมัน แล้วหลับลงในความมืดของห้องเก็บของร้างนี่เสียให้รู้แล้รู้รอด

 

[ห้องครัว]

     นนท์สบถออกมาเบาๆ ทันทีที่อีกฝ่ายวางสาย...ปากบอกว่าอยากพิสูจน์ผีเองแท้ๆ แต่พอลากมาก็โมโห สัตว์!

     เด็กหนุ่มรู้สึกตาฝ้าฟาง โลกทั้งใบหมุนคว้างอันเกิดจากกฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แล่นพล่านอยู่ในกระเเสเลือด เขากดเบอร์ถูกๆ ผิดๆ หลายครั้ง จนกระทั่งเสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้น...เป็นเสียงหย่อนยานคล้ายคนเมาที่ใกล้จะหลับเต็มที

     “อาราย...?”

     “พร้อมรึยัง? กูจะทำพิธีแล้ว”

     “พร้อมก็บ้าแล้ว!นุ้ย ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มตอบ “กูเมาขณะนี้ ผีเผอที่ไหนจะมาหลอก ออกมาก็ดีสิ แม่จะอ้วกใส่หน้า!

     “เมาๆ นี่แหละ จะได้ไม่กลัว เดี๋ยวพี่แมนด์ ก็หาว่าขี้ขลาดหรอก” นนท์แกล้งพูดชื่อชายที่อีกฝ่ายแอบชอบ ฉับพลัน เด็กสาวก็ร้องกรี๊ด น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตัวทันที

     “งั้นรีบทำเลย! กูจะถ่ายคลิปไปให้พี่เขาดู”

     นนท์ยิ้มกริ่ม...ผู้หญิงนะผู้หญิง

 

[ห้องน้ำ]

     ห้องน้ำคือห้องที่นนท์บอกให้นุ้ยมาหลบซ่อน น่าแปลกที่แม้จะเป็นบ้านร้าง...พื้นกระเบื้องกลับยังเปียกแฉะ กลิ่นสบู่และแชมพูจางๆ ยังคละคลุ้งอยู่โดยรอบ

     เด็กสาวมองเปลวเทียนขนาดเล็กที่วูบไหวอยู่ในครอบแก้ว ครั้นหันไปมองรอบตัว ก็พบว่าบนพื้นและผนังประดับประดาด้วยร่มกระดาษสานับสิบ สีแดงของมันโดดเด่นสะดุดตา ดูแล้วน่ากลัวมากกว่าจะสวยงาม

     เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ครั้นก้มลงมองก็เห็นว่านนท์เริ่มการคอลแบบกลุ่ม อีกฝ่ายอยู่ในห้องครัว ในขณะที่เธอต้องมาอยู่ในห้องน้ำ

     ขี้โกงนี่หว่า! เล่นเอาห้องกว้างๆ ให้ตัวเอง ประสาท!!

 

[ห้องเก็บของ]

     เบสท์กดเข้าร่วมคอลกลุ่มพลางเอนหลังพิงผนัง ใบหน้าของนนท์ปรากฏขึ้น เคียงข้างใบหน้าของนุ้ย น่าแปลกที่เด็กหนุ่มซึ่งดื่มเหล้าไปหลายแก้วยังคงมีสติ แม้จะพูดตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่ก็สามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน

     “เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนที่พวกเราแดกเหล้ากันอยู่ กูได้ยินพวกผู้ใหญ่แถวนั้นเขาคุยกัน ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ธรรมดานะ แต่เป็นถึงพ่อหมอเลยล่ะ! พวกมึงก็น่าจะรู้จัก พ่อหมอที่อยู่ตรงซอยสามนั่นแหละ เขาบอกว่าบ้านที่กูพาพวกมึงมาคืนนี้คือบ้านของ นางวิธูพิไล เป็นหญิงหม้ายที่ถูกฆาตกรรมเมื่อปีก่อน...ก่อนที่พวกเราจะย้ายมาแค่แป๊ปเดียว”

     “มึงเลิกเล่นลิ้น รีบบอกมาว่าจะพิสูจน์ยังไง” เบสท์หาวหวอด พลางชูนิ้วกลางให้ผู้เป็นเพื่อ

     นท์ทำตอบ ในขณะที่นุ้ยพูดอย่างเหลืออด “พอเถอะ! กูอยากกลับบ้าน!

     “เออ กูก็กำลังจะเล่า...นางวิธูพิไลมีอาชีพทำร่มกระดาษขาย ก็เหมือนที่พวกมึงเห็นนี่แหละ ปัญหาก็คือ ความแค้นของแม่งทำให้เกิดอาถรรพ์ ถ้าใครเอาร่มกระดาษสามาทำพิธีในบ้านหลังนี้ วิญญาณของนางวิธูพิไลจะปรากฏขึ้นในห้องนั่งเล่น...จุดที่แม่งตาย ผู้ประกอบพิธีจะต้องหลบอยู่ในห้องต่างๆ ห้ามให้อีผีนั่นหาเจอ อ้อ...ลืมบอกไปอย่าง พิธีต้องทำในบ้านนี้เท่านั้น ถ้าทำที่อื่นเตรียมถูกอีผีนั่นมาหักคอได้เลย...ไอ้เบสท์ มึงเลิกทำหน้าเหม็นขี้ซะทีเถอะ วิธีซ่อนก็ง่ายๆ แค่ห้ามขานตอบถ้ามีคนเอ่ยเรียก อย่าหันไปมองกระจก อย่า...”

     “อ้าว! ก็ห้องที่ฉันอยู่มีกระจก!” นุ้ยพูดแทรกพลางชี้ไปยังกระจกเหนืออ่างล้างหน้า

     “เออ! กูรู้! ก็แค่อย่าหันไปมอง!! ถ้าพวกมึงทำสำเร็จ มึงก็จะได้พรคนละข้อ...พรจากนางวิธูพิไลเลยนะ แต่ถ้าพวกมึงคนใดคนหนึ่งทำพลาดก็จะฉิบหายกันหมด กูพูดเคลียร์นะ...จบ! ปิดคอล กูจะเรียกผีแล้ว”

     “แม่งเมาขนาดนี้จะเชื่อใจได้มั้ยวะ?” เบสท์พูดทิ้งท้ายอย่างไม่ดูตัวเอง

 

[ห้องครัว]

     นนท์จัดการกรีดเลือดของตนแล้วหยดลงบนร่มกระดาษสาที่วางอยู่ใกล้ที่สุด มันแตกต่างจากร่มคันอื่นๆ ตรงที่บนพื้นผิวสีแดงเขียนตัวอักษรหนึ่งเด่นชัด...วิธูพิไล

     คิดดูอีกทีก็น่าขำ...ทำไมต้องเป็นร่มกระดาษสา ตำนานดูไร้สาระแต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง เขาหยดเลือดของตนลงบนพื้นผิว เกลี่ยให้ทั่วจนของเหลวสีแดงกลืนเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ เสร็จแล้วจึงจุดไฟเผา ปล่อยให้ร่มคันนั้นมอดไหม้จนเกือบหมด นนท์หยดเลือดอีกหยดลงบนกองขี้เถ้า...นางวิธูพิไลจักตื่นขึ้น ณ บัดนี้!

 

[ห้องน้ำ]

     นุ้ยได้ยินเสียงบางอย่างขยับ...เหมือนจะเป็นร่มกระดาษสาที่กองอยู่ด้านหลัง ครั้นหันไปมองก็ไม่พบสิ่งใด

     เด็กสาวถอนหายใจ รู้สึกเอือมระอากับความงมงายของเพื่อน เวลานี้หากได้เบียร์สักกระป๋องมาจิบคงดีไม่น้อย คิดดังนั้น ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่แล่นพล่านจึงทำให้นุ้ยลุกขึ้นแล้วเปิดประตูออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขา เสียงฝีเท้าของ ใครบางคน ก็ดังขึ้นเสียก่อน

     ตึก...ตึก...ตึก...

     มันคือเสียงรองเท้าส้นสูง แต่จะเป็นของใคร? หรือว่านนท์กับเบสท์รวมหัวกันแกล้งเธอ? นุ้ยหันไปมองรอบตัว...ทางเดินว่างเปล่า ไม่มีสิ่งผิดปกติ เสียงปริศนาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันทำให้หัวใจของเด็กสาวระส่ำระสายอย่างไม่อาจควบคุม

     ในที่สุด นุ้ยจึงตัดสินใจกลับเข้ามาในห้องน้ำ เงี่ยหูฟังเสียงส้นสูงที่ดังขึ้นหน้าประตู เด็กสาวยกมือปิดปาก ไม่รู้เพราะอะไร เธอจึงรู้สึกเหมือนเจ้าของเสียงนั่นไม่ใช่ คนปกติ...ผีมีจริงงั้นหรือ? เธอไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้

     “มีใครอยู่ไหม?”

     ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกอันเยียบเย็นก็ดังขึ้นจากด้านนอก นุ้ยมั่นใจว่ามันไม่ใช่เสียงของคนที่เธอรู้จัก หูเว่วได้ยินเสียงเคาะประตูห้องน้ำ เธอยังคงยกมือปิดปาก ถอยกรูดชิดผนัง เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่เท้าของเด็กสาวเตะเข้ากับร่มกระดาษสาคันหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นจนเกิดเสียง!

     เสียงเคาะประตูพลันเงียบหาย ก่อนที่เสียงแหบแห้งจะดังขึ้น คราวนี้หนักแน่นและแหบพร่ากว่าเดิม

     “มีใครอยู่ไหม?”

     ก๊อกๆๆๆๆๆๆ!!!!! ประตูถูกเคาะอย่างแรงนับสิบครั้ง! นุ้ยหอบหายใจถี่รัว นึกถึงบทสวดมนต์ที่เคยได้ยินผ่านหู เธอกลัวแล้ว เธอจะไม่ลบหลู่อีกแล้ว!!

     ก๊อกๆๆๆๆๆๆ!!!!!

 

[ห้องเก็บของ]

     เบสท์เกือบจะหลับอยู่รอมร่อ หากเสียงรองเท้าส้นสูงไม่ดังขึ้นเสียก่อน มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ครั้นเงี่ยหูฟังเพื่อจับทิศ ก็พบว่าเจ้าของเสียงกำลังเดินมาจากด้านซ้าย...จุดที่ห้องรับแขกตั้งอยู่! เด็กหนุ่มขนลุกชันโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ไม่รู้สึกกลัว ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำราวกับจะทะลุออกมานอกอก

     กึก...เสียงคล้ายประตูห้องถูกผลักเบาๆ ดังขึ้น เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองมันเขม็ง...เงียบสนิท ประตูไม่ขยับอีกต่อไป มีเพียงเสียงรองเท้าส้นสูงที่ดังวนไปวนมาอยู่หน้าห้อง ตอนนั้นเอง เสียงแหบแห้งก็ดังขึ้น คลอไปกับเสียงหัวใจของผู้ตื่นกลัวที่เต้นระทึก

     “มีใครอยู่ไหม?”

     “ใครน่ะ?!” เบสท์โพล่งออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว กินเวลาชั่วอึดใจ กว่าเขาจะรู้ว่าเพิ่งทำผิดมหันต์ คำพูดของนนท์ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

     “อ้อ...ลืมบอกไปอย่าง พิธีต้องทำแค่ในบ้านนี้เท่านั้น ถ้าทำที่อื่นเตรียมถูกอีผีนั่นมาหักคอได้เลย...ไอ้เบสท์ มึงเลิกทำหน้าเหม็นขี้ซะทีเถอะ วิธีซ่อนก็ง่ายๆ แค่ห้ามขานตอบถ้ามีคนเอ่ยเรียก อย่าหันไปมองกระจก อย่า...”

     ...ถ้าขานตอบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? เด็กหนุ่มนึกสงสัย ความหวาดกลัวเริ่มเอ่อท้นจิตใจ เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อย ทันทีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ครั้งนี้ดังติดต่อกันหลายครั้งราวกับอีกฝ่ายต้องการจะพังเข้ามาให้จงได้!

     ก๊อกๆๆๆๆๆๆ!!!!!

     “ออกไป! อย่ามายุ่งกับกู! ออกไป!!

     ...ราวกับได้ยินคำขอ เสียงเคาะประตูหายไปอย่างฉับพลัน เบสท์เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจ พร้อมทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น ทว่าเด็กหนุ่มโล่งใจได้ไม่นาน เพราะจู่จู่ ร่มกระดาษสาที่วางกองอยู่บนพื้นก็เริ่มขยับ! ภาพของร่มมากมายที่แปรเปลี่ยนรูปร่างคือภาพสุดท้ายที่ผู้ตื่นกลัวเห็น...

     ก่อนที่เทียนจะดับลง แล้วเบสท์ก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย

 

[ห้องครัว]

     เสียงเคาะประตูดังมาจากนอกห้อง นนท์ยกมือปิดปาก แม้จะเมาจนสติร่อยหรอ ทว่าเรื่องเล่าที่ได้ยินจนขึ้นใจก็ตอกย้ำไม่ให้เขาขานรับ เสียงเอ่ยถามดังขึ้น...เป็นเสียงที่แหบแห้งชวนขนลุกยิ่ง เด็กหนุ่มหวาดกลัวจนแทบร้องไห้ แต่ก็ยังพยายามควบคุมสติ ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงปริศนาก็เงียบหาย แทนที่ด้วยเสียงเรียกที่คุ้นหู

     “ไอ้นนท์! มึงเป็นอะไรหรือเปล่า?!

     นนท์ไม่มีวันจำเสียงนั้นผิด...มันคือเสียงของเบสท์!

     “ไอ้เบสท์ มึงออกมาทำ...”

     คำพูดหยุดชะงักเพียงแค่นั้น เพราะทันทีที่เด็กหนุ่มผลักประตูเปิด ภาพที่เห็นคือทางเดินที่ว่างเปล่าและมืดสนิท ไม่ปรากฏวี่แววเจ้าของเสียง นนท์รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นระส่ำ เขารีบปิดประตูตามเดิม หอบหายใจพร้อมหันไปมองด้านหลัง ตอนนั้นเอง ที่ดวงตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาสีแดงก่ำ ร่มกระดาษสาด้านหลังแปรเปลี่ยนรูปร่าง...กลายเป็นภาพที่น่าสยดสยองที่สุดที่เด็กหนุ่มเคยเห็น!

 

[ห้องน้ำ]

     เสียงขยับของ บางสิ่ง ดังขึ้น นุ้ยเงยหน้าช้าๆ ก่อนจะพบว่ามันดังมาจากกระจกเหนืออ่างล้างหน้า คำพูดของนนท์ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัว บังคับให้เด็กสาวไม่หันกลับไปมอง เสียงเคาะประตูเงียบไปแล้ว เสียงเรียกปริศนาก็เช่นกัน และตอนนี้ เสียงจากกระจกก็ค่อยๆ จางหายไปอีกด้วย ห้องน้ำพลันเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจของเธอที่ดังก้องอยู่ในความมืด สัญชาตญาณสั่งให้เด็กสาวเหลือบมองกระจก...มันทำไปเองโดยอัตโนมัติ นุ้ยห้ามร่างของตนไม่ทันอีกต่อไป ภาพแรกที่เธอเห็นทำให้ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง มันคือ...

     ...ความว่างเปล่า

     ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นุ้ยคงร้องออกมาด้วยความดีใจแล้ว หากสายตาไม่เหลือบไปเห็น อะไรบางอย่าง เข้า...!

     ร่มกระดาษสาที่กองอยู่ด้านหลัง บัดนี้ค่อยๆ รวมตัวกลายเป็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ภายใต้แสงสลัวจากเปลวเทียน ทำให้เด็กสาวมองเห็นอีกฝ่ายไม่ชัด ร่มแต่ละคันกลายเป็นอวัยวะของมนุษย์ บางคันกางออกเป็นมือ บางคันยืดยาวกลายเป็นขาและลำตัว ในที่สุด บริเวณที่เคยมีร่มวางอยู่ก็ปรากฏเพียงร่างขาวซีดที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหลัง

     นุ้ยไม่แม้แต่จะถอนสายตาออกจากกระจก สติของเธอหลุดลอยออกไปตั้งแต่วินาทีที่ร่างนั้นก้าวเข้ามาหา พร้อมกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่ดังหน้าประตูเมื่อครู่

     “ทำไมไม่ขานตอบ?”

 

[ห้องรับแขก]

     หลอดไฟพลันสว่างจ้า พร้อมกับสติของเด็กวัยรุ่นทั้งสามที่กลับคืน เบสท์ นนท์และนุ้ยลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง รายล้อมด้วยกลุ่มคนนับสิบ นนท์สำเหนียกได้ในวินาทีนั้น...อีกฝ่ายคือพ่อของเขานั่นเอง

     “ไหนอธิบายมาหน่อยซิ เมื่อคืนพวกแกไม่ได้กลับบ้าน เราตามหากันให้ควั่ก จนมาเจออยู่ที่บ้านคุณสุภาภรณ์นี่แหละ?”

     “บ้าน...คุณสุภาภรณ์...?” นนท์กะพริบตาช้าๆ หันไปมองหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นพ่อ

     “ก็เออสิ! แกคิดว่าแกอยู่ที่ไหน ดีนะที่คุณสุภาภรณ์ไม่เอาความ? เล่นงัดบ้านเขาเข้ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ”

     “ไอ้นนท์ อย่าบอกนะว่า...” เบสท์หันมาหาเพื่อนอย่างรู้ทัน ก็ว่าอยู่...บ้านร้างที่ไหนจะมีเฟอร์นิเจอร์ครบครันขนาดนี้ คงเพราะความเมาบวกกับความง่วง ทำให้เขาไม่ทันคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ

     “กู...กูว่ากูพาพวกมึงเข้าบ้านผิดว่ะ ตอนแรกกูนึกว่าที่นี่คือบ้านเลขที่ 22/1” นนท์หันมาหาเพื่อนทั้งสอง

     “อ้าว! ทำไม...” นุ้ยเหมือนจะยังไม่เข้าใจ เธอหันไปองรอบๆ ในสภาพสับสนและงุนงงยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต

     “อย่าบอกนะว่าแกจะเรียกคุณวิธูพิไลอะไรนั่นออกมา ถุย! เขาอยู่บ้าน 19/1 โว้ย!” พ่อของนนท์เฉลย

     “แล้วร่มกระดาษ...”

     “คุณวิธูพิไลไม่ได้ขายร่มกระดาษสาคนเดียวสักหน่อย คุณสุภาภรณ์ก็ด้วย”

     “กูขอโทษ” เด็กหนุ่มสารภาพเสียงอ่อน “ตอนนั้นกูคงเมาเลยฟังผิด ไม่ได้ไปสำรวจก่อนด้วย กะจะมาก็มาเลย บ้านนี้ยิ่งเงียบๆ รกๆ เหมือนบ้านร้างอยู่ด้วย”

     “เเล้วผีเมื่อคืน...”

     “กูไม่รู้ เราอาจจะเห็นภาพหลอนกันไปเอง หรือว่า...”

     เบสท์เหมือนจะนึกบางอย่างออก เสียงของเด็กหนุ่มสั่นเครือขณะทบทวนคำพูดของนนท์เมื่อคืนให้ฟัง “ไม่ว่ะ...กูว่าพวกเราเจอผีกันจริงๆ มึงจำกฏของพิธีได้มั้ย ไอ้นนท์? กฏข้อท้ายๆ...”

     “พิธีนี่ต้องทำแค่ในบ้านนี้เท่านั้น ถ้าทำที่อื่นเตรียมถูกอีผีนั่นมาหักคอได้เลย” นุ้ยทวนคำพูดของอีกฝ่าย ทั้งสามสบตากัน ก่อนที่เสียงปริศนาจะดังขึ้นอีกครั้ง...!

     ตึก...ตึก...ตึก...

     นนท์ เบสท์และนุ้ยหันไปมองพร้อมกัน ภาพที่เห็นคือภาพพ่อของนนท์และคุณสุภาภรณ์ที่ยืนมองพวกเขาอย่างเลื่อนลอย ดวงตาไร้ความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว มือและแขนปรากฏรอยเส้นเลือดปูดโปน

     ...มือที่หยิบร่มกระดาษสาสีแดงสดขึ้นมาถือ ก่อนจะเอื้อมตรงมาที่คอของพวกเขาอย่างช้าๆ

-จบ-

Next : ข้างใคร?


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น