อัปเดตล่าสุด 2020-05-08 13:53:54

ตอนที่ 1 ใต้ดวงตะวันสุริยมาศ

บทที่ 1 ใต้ดวงตะวันสุริยมาศ

ณ เมืองพฤกษานคร ปี พฤกษาวรรษที่ ๑๐๑ เป็นปีที่ ๗ ในสมัยราชันปัญจาวุธ

“ดวงตะวันนั่น!” เสียงร้องแตกตื่นของชาวบ้าน ระคนประหลาดใจ เหตุใดพระอาทิตย์จึงทรงกลด ส่องประกายเป็นแสงสีทอง ท้องฟ้าในยามนี้ดุจทองคำล้ำค่าสว่างไปทุกทิศทุกทาง

“ตะวันสุริยมาศ!”

“เจ้าดูสิ พืชพรรณธัญญาหารเจริญงอกงามกว่าที่ข้าเคยเห็นมา”

“นี่มันเรื่องอันใดกัน”

 

ณ ท้องพระโรง ในภรณีรัตนปราสาทมหาราชวัง

            “ใช่ดวงตะวันสุริยมาศหรือไม่” ราชันองค์ปัจจุบันตรัสถามโหราจารย์ ที่ยืนยอบตัวอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ พร้อมด้วยเหล่าขุนนางหลายสิบคน ที่พร้อมใจมาเข้าเฝ้า เพราะสาเหตุเกิดจาก ปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า

            “ทูลฝ่าบาท ใช่ดวงตะวันสุริยมาศจริงพะย่ะค่ะ” โหราจารย์ในชุดขาวไว้เครายาว กราบทูลอย่างมั่นใจ หลังจากได้สืบค้นและหาข้อมูลพร้อมภาพวาดที่เชื่อถือได้ ในตำราโหราเวทย์ที่บันทึกถึงรูปลักษณะดวงอาทิตย์ทรงกลดเป็นแสงสีทองไว้อย่างชัดเจน

            “เป็นนิมิตหมายอันเป็นมงคลยิ่ง พืชพรรณธัญญาหารเจริญงอกงามอย่างไม่เคยมีมาก่อน” ขุนนางฝ่ายขวากราบทูลให้พระราชาคิดไปในทางที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจมากเกินไป

            “แต่หากเป็นเช่นนี้ คำทำนายของฤๅษีอาชวเนตร เห็นจะจริงเป็นแน่” เกิดเสียงพูดคุยกันอย่างตื่นตระหนกในท้องพระโรง ทันทีที่เสนาบดีฝ่ายซ้ายทักท้วงขึ้น

            “คำทำนายอันใดกันท่านโหราจารย์” พระพักตร์เปลี่ยนจากสีหน้ายินดีเป็นซีดเผือดทันที ความกังวลใจรุมเร้า หากแต่ยังทรงเก็บอาการไม่ให้ดูตื่นตระหนกจนเกินไป

            “สุริยงทรงกลดนภมาศ    กำเนิดชาติทารกทรงเดชศรี         

มหาเวทเรืองฤทธิอัคคี                 คืนชีวีพระโอรสบรรพกาล” โหรหลวงกราบทูลคำทำนายที่ถูกบันทึกไว้เมื่อร้อยปีก่อน

            “อย่าทรงวิตก คำทำนายนั้นอาจไม่ได้หมายถึงเจ้าชายอินทรทัศน์ก็ได้ อีกอย่างหนึ่งคือเผ่าอัคคี ถูกทหารเอกคู่บัลลังก์ราชันปัทมราช ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้วเมื่อร้อยปีก่อน ไม่หลงเหลือชาวเผ่าอัคคีคนใดในพฤกษานครแห่งนี้อีกแล้วพะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายพยายามพูดให้ราชันลดความวิตกกังวลลง

            “ถึงกระนั้นก็ประมาทไม่ได้ กระหม่อมให้เหล่าอัศวิน เกณฑ์สตรีมีครรภ์ที่ใกล้คลอดในวันนี้ มาอยู่ในเขตพระราชฐานด้านนอก เอ่อ...ให้ฝ่าบาททรงตัดสินลงโทษพะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายขวาพยายามหาทางออกไว้เรียบร้อยแล้ว

            “พระอาญามิพ้นเกล้า ทรงทำเช่นนั้นไม่ได้นะพะย่ะค่ะ ตามทำคำนายของฤๅษีอาชวเนตร หากผู้ใดสังหารทารกผู้นี้ แผ่นดินจะวอดวาย หายนะจะเกิดแก่ชาวเมืองดุจไฟบรรลัยกัลป์นานถึงเจ็ดทิวาราตรี”

            “อาจจะเป็นแค่คำบิดเบือนก็ได้” ราชบัณฑิตนายหนึ่งกล่าวโต้แย้งโหรหลวง

            “ฤๅษีอาชวเนตรเป็นผู้รักษาสัจจะวาจา ท่านไม่มีทางบิดเบือน”

            “ข้าหมายถึงท่านต่างหากเล่า ท่านโหราจารย์ ท่านอาจจะบิดเบือนเพราะคบคิดกับพวกกบฏ ขู่ฝ่าบาทให้ทรงกลัว” เกิดวิวาทะกันทางวาจาระหว่างสำนักราชบัณฑิตและสำนักโหรหลวง

            “นี่ท่าน คิดใส่ความข้า” โหรหลวงตะคอกใส่

            “พอที!” เสียงทรงอำนาจของผู้ครองนครทำให้ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ คู่วิวาทะทางวาจาก็เงียบตามไปด้วย

            “จะรู้ได้เช่นไร ว่าทารกคนใดคือทารกในคำทำนาย”

            “ต้องมีรุกขเวทธาตุไฟ หรือก็คือว่านหัตถาสุริยันออกมาจากครรภ์มารดา พร้อมทารกคนนั้นด้วยพะย่ะค่ะ”

            “ทูลฝ่าบาท หัวหน้าอัศวินฝ่ายซ้ายขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

           “ให้เข้ามา”

           “กระหม่อม ทศภัฏ หัวหน้าอัศวินฝ่ายซ้าย มีเรื่องกราบทูลพะย่ะค่ะ”

           “ก็เร่งพูดมาสิ ข้ารอฟังอยู่”

           “หญิงมีครรภ์จำนวนยี่สิบแปดคนที่ถูกเกณฑ์มาจากทั่วทุกสารทิศของเมืองพฤกษานคร คลอดบุตรแลบุตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ เป็นทารกเพศชายสิบคน และเพศหญิง ยี่สิบคนพะย่ะค่ะ”

           “ว่านหัตถาสุริยันเล่า มีออกมาพร้อมทารกในครรภ์หรือไม่”

            “ไม่มีสิ่งใดแปลกปลอมออกมาจากครรภ์ของสตรีนางใดเลยพะย่ะค่ะ”

           “ไม่จริง คำทำนายของท่านฤๅษีไม่เคยพลาด” โหราจารย์อุทานดังลั่นกลางที่ประชุม

            “เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้วพะย่ะค่ะฝ่าบาท เมื่อคำทำนายไม่จริง ก็อย่าทรงวิตกไปเลย”

            “พวกเจ้าทุกคนออกไปก่อน เหลือแต่เพียงท่านโหราจารย์ต้องอยู่กับข้า”

            “รับด้วยเกล้า”

             เหล่าเสนาบดี อัศวิน และขุนนางทั้งหลายออกจากท้องพระโรงตามรับสั่งของราชัน หากแต่โหรหลวงที่ยังอยู่เริ่มเนื้อตัวสั่นเทา เกรงถูกลงพระราชอาญา

            “ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ลงโทษเจ้าหรอก แค่อยากถามว่า เจ้าเชื่อมั่นในคำทำนายของฤๅษีเมื่อร้อยปีก่อนขนาดไหน”

            “ฤๅษีอาชวเนตรเป็นบูรพาจารย์ ที่เหล่าโหราจารย์ไม่ว่าจะภายในหรือนอกราชสำนัก ต่างเคารพบูชา และยกย่องในเรื่องวิชาพยากรณ์ ตามบันทึกไม่เคยทำนายผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียวพะยะค่ะ”

             “ถ้ามีทารกที่เกิดมาพร้อมรุกขเวทที่ชื่อว่าหัตถาสุริยัน จะมีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับพฤกษานครแห่งนี้

             “ตามคำทำนาย ทารกเรืองเวทคนนี้แค่ปลดพันธนาการให้แก่เจ้าชายอินทรทัศน์เท่านั้นพะย่ะค่ะ”

           “เจ้าชายอินทรทัศน์ จอมปีศาจกลืนวิญญาณน่ะหรือ เช่นนั้นก็ร้ายแรงพอดู ผู้คนล้มตายกันเป็นเบือ เหมือนดั่งสายฝนสีเลือดเมื่อร้อยปีก่อน”

            “อินทรทัศน์นั้นหวังในราชสมบัติที่ราชันปัทมราชได้ไปครอง อาจจักเกิดศึกสงครามแบบเมื่อร้อยปีก่อนก็ได้พะยะค่ะ”

            “เช่นนั้นใยท่านนิ่งนอนใจเช่นนี้เล่า”

            “เพราะพระโอรสของฝ่าบาทประสูติในคืนดารามาศพะย่ะค่ะ”

           “จริงอยู่ที่ท้องฟ้าในคืนนั้นเมื่อสองปีก่อน เต็มไปด้วยฝนดาวตกสีทอง แล้วมันหมายความเช่นใดเล่า”

            “ตรีรุกขเวท มีสามธาตุได้แก่ไฟ น้ำและหิมะ อินทรทัศน์เป็นจอมเวทผู้ใช้ธาตุน้ำซึ่งย่อมต้องพ่ายแพ้เผ่าเหมันต์ผู้ใช้เวทมนตร์หิมะเช่นพวกเรา และยิ่งองค์ชายเกิดในคืนดารามาศ ย่อมมีพลังเวทหิมะมหาศาลหาใครเปรียบได้ในนครแห่งนี้ เช่นนั้นแล้วอินทรทัศน์ถึงจะคืนชีพขึ้นมาก็ใช่ว่าจะสู้พระโอรสของฝ่าบาทได้พะยะค่ะ”

            “ดี ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็วางใจ แต่หากทารกในคำทำนายผู้ใช้เวทไฟ ร่วมมือกับอินทรทัศน์ สายน้ำแพ้หิมะฉันใด หิมะก็ย่อมต้องพ่ายแพ้ต่อไฟฉันนั้น ลูกของข้าไม่แย่หรอกหรือ”

            “เรื่องนั้น ถ้าเราขัดขวางไม่ให้ทั้งสองคนได้เจอกัน ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”

            “แต่ท่านเพิ่งบอกว่าห้ามฆ่า มิเช่นนั้นแผ่นดินพฤกษานครจะลุกเป็นไฟ เพิ่งพูดเมื่อครู่ ลืมแล้วหรือ”

            “หาได้ไม่พะย่ะค่ะ ไม่ใช่ให้ฆ่า แต่แค่ขัดขวางไม่ให้ได้เจอกัน เรื่องนั้นกระหม่อมคิดแผนการไว้แล้ว”

            “แผนการอะไร”

            “ให้ตรีรุกขเทพเป็นผู้จัดการเรื่องนี้จะเป็นการดีที่สุดพะย่ะค่ะ”

            “ตรีรุกเทพ เป็นเทพที่สร้างและรักษาตรีรุกขเวทขึ้นมา ในแผ่นดินนี้คือผู้ที่มีพลังเวทมากที่สุด เหนือกว่าผู้ใด” ราชันทวนข้อมูลที่ทรงรู้มา

            “ให้ท่านรุกขเทพทั้งสามคอยขัดขวาง ไม่ให้ผู้ใดก็ตามเข้าใกล้ผนึกจอมปีศาจ เช่นนั้นก็หมดปัญหา”

            “ดี เอาตามที่เจ้าว่าไปเตรียมแท่นบูชา ข้าจะขอพรจากตรีรุกขเทพ”

            “รับด้วยเกล้า”

..........................................

            อูแว้ อูแว้ อูแว้!

            เสียงร้องของทารกแรกเกิดดังกังวาลไปทั่วห้อง ทั้งฝ่ายพ่อและแม่เฝ้ามองใบหน้าอันไร้เดียงสาอย่างเอ็นดู

            “อรุณสินธุ์ ลูกพ่อ ชื่อเพราะเชียว”

            “ต้องเพราะอยู่แล้ว ก็แม่เป็นคนตั้งให้ไม่ใช่พ่อ”

            “โธ่ ชมจันทร์ ก็ข้าเคยมีลูกเสียที่ไหนกัน นี่ลูกคนแรกเชียวนะ”

            “นี่ก็ลูกคนแรกของข้า แต่ข้าจักไม่ตั้งชื่อว่า ทัยทิพ หรือ อโณธารา แน่นอน ลูกของเราเป็นบุรุษ ไม่ใช่สตรี”

            “โธ่ เย้าข้าเล่นอีกแล้วนะเจ้า”

            “ลูกของเรา เป็นชาย น่ารักน่าชังจริง เจ้าเห็นหรือไม่ ชมจันทร์” สามีอุ้มลูกน้อยที่ห่อผ้าฝ้ายสีน้ำตาล เขาพยายามยื่นบุตรที่ถูกอุ้มให้ผู้เป็นทั้งภรรยาและได้เป็นแม่ในวันแรก ได้เชยชมผลงานของเขาและเธอ

            “อโณทัย เจ้าพึงใจยิ่งกว่าข้าผู้เป็นแม่เสียอีก” ชมจันทร์ผู้เป็นภรรยาส่งรอยยิ้มภูมิใจไปถึงสามี

            “เจ้ารู้หรือไม่ ลูกของเราจักต้องเป็นจอมเวทแห่งไฟผู้ยิ่งใหญ่หาใครเทียบมิได้ เจ้าดูสิ่งนี้”

            “นี่มัน หัตถาสุริยัน หรือว่า...”

            “ใช่ ลูกของเขาคือทารกที่เกิดใต้ดวงตะวันสุริยมาศ ตามคำทำนายเชียวนะ”

            แทนที่ชมจันทร์จะพอใจ หากแต่สีหน้ากลับซีดเซียว เป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก

            เสียงฝีเท้าแตะพื้นอย่างกระชั้น เพียงไม่กี่อึดใจ สหายคนสนิทของอโณทัย เปิดประตูบ้านไม้คล้ายจะพังเข้ามา

            “ชลทิศ เกิดเหตุอันใดขึ้น”

            “พวกเจ้าสามคนอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว หมอที่ทำคลอดให้ชมจันทร์ ป่าวประกาศไปทั่ว ว่าทารกนั่นคือทารกในคำทำนาย ตอนนี้ทหารกำลังมาที่นี่เพื่อฆ่าบุตรของเจ้า”

            “อะไรกัน”

           “รีบไป ข้าเตรียมม้าให้พวกเจ้าแล้ว ขืนช้ากว่านี้จะตายกันหมด รีบไปเร็ว!”

           อโณทัยคว้าเพียงย่ามที่เก็บเหรียญทองคำ ขณะเดียวกันก็อุ้มลูกไว้แน่น ชลทิศช่วยอโณทัยประคองชมจันทร์ขึ้นมาจากแคร่ สี่ชีวิตมุ่งสู่ประตูทางออกให้เร็วที่สุด หากแต่ช้าไปเสียแล้ว

            “หยุด จักไม่มีผู้ใดหนีไปได้ทั้งนั้น ส่งทารกนั่นมาแล้วข้าจักไว้ชีวิต”

           “ไม่! บุตรของข้าใครก็ห้ามแตะต้อง” อโณทัยส่งเสียงคำราม กระชับห่อผ้าที่หุ้มร่างบุตรชายไว้แน่น

           “เช่นนั้นก็จงตายอยู่ที่นี่เสีย” สิ้นเสียงคำรามตอบโต้ ทหารก็ตรงปรี่เข้ามาหมายจะปลิดชีพทุกคน

            เกิดแสงสีแดงสว่างวาบจากคอเสื้อของอโณทัย ฉับพลันทหารที่เคยยืนอยู่เบื้องหน้า เกิดพุ่งกระเด็นไฟลุกท่วมทั้งตัว

            “เจ้าไม่เคยร่ายเวทมนตร์ไฟได้ เหตุใดวันนี้ถึงทำได้” ชลทิศไต่ถามด้วยความประหลาดใจยิ่ง

            “ข้ามิรู้ อาจเพราะข้าเป็นชาวอัคคี และมีรุกขเวทไฟอยู่ใกล้ข้า”

            “เช่นนั้นเจ้าจงใช้มันเถิด”

            “ไม่ได้ ข้าจักเก็บไว้ให้อรุณสินธุ์บุตรของข้า”

           “ก่อนจะเก็บไว้ หาทางรอดจากที่นี่ก่อนเถิด มานู่นแล้ว”

            ทหารนับสิบร่ายเวทหิมะปิดปากทางเข้ากระท่อม ความเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วตัวบ้าน จนคนที่อยู่ข้างในเริ่มหนาวสั่น

            “เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ บุตรของเจ้าอาจจะหนาวตายได้”

            ตู้ม!

ยังไม่ทันสิ้นคำที่ชลทิศอยากเอ่ย แสงสีแดงส่องประกายวูบวาบก็ปรากฏที่ปลายมืออโณทัย ระเบิดลูกไฟทำลายปราการน้ำแข็งที่ปิดปากประตู เป็นรูโหว่และเริ่มไหม้ตัวกระท่อม

อโณทัยหยิบว่านหัตถาสุริยันที่ซ่อนไว้ในเสื้อของตน ใส่ไว้ใต้ผ้าฝ้ายของเด็กน้อย เคราะห์ดีที่รุกขเวทรับรู้ถึงผู้เป็นเจ้าของ ไม่แสดงฤทธานุภาพเผาไหม้สิ่งใดที่ห่อหุ้มทารก

            “พ่อหวังเพียงรุกขเวทไฟนี้จักคุ้มครองเจ้า อรุณสินธุ์” อโณทัยและสหายรีบพาร่างภรรยาที่อ่อนแรงออกจากบ้าน มุ่งไปสู่ม้าสีขาวที่ถูกล่ามไว้ ห่างออกไปไม่ไกล

“เผ่าอัคคีสูญสิ้นไปแล้ว เหตุใดถึงยังหลงเหลือเจ้า หรือคือคนสุดท้าย” เสียงคำรามของผู้มาใหม่ในชุดอัศวินสีน้ำเงินเข้ม ปรากฏกายบนอาชาสีดำสนิท พร้อมทหารนับร้อยที่ตามติดอยู่เบื้องหลัง

อโณทัยหันหลังมาประจันหน้าต่อผู้รุกราน เขาขวางไว้ไม่ใครเข้าใกล้ภรรยาและบุตรที่เพิ่งคลอด ชลทิศส่งตัวสองแม่ลูกขึ้นนั่งบนหลังม้าสีขาวได้สำเร็จ

“ใช่ ข้าเคยเป็นชาวเผ่าอัคคีคนสุดท้าย แต่ตอนนี้มิใช่แล้ว” อโณทัยเหลือบไปมองลูกชายได้อยู่ในอ้อมอกแม่บนหลังม้าเป็นที่เรียบร้อย ก็ให้รู้สึกใจชื้นขึ้น

ชลทิศร่ายมนตร์ต้นหน ลูกแก้วสีฟ้าปรากฏเบื้องหน้าม้าสีขาว เมื่อใช้มือสะกิดที่ตะโพกม้าก็ออกวิ่งทันที

“อโณทัย!”

“ชมจันทร์ ข้าฝากลูกด้วย จงเลี้ยงเขาให้ดี เป็นจอมเวทที่ยิ่งใหญ่”

“ไม่นะ เราต้องอยู่ด้วยกัน”

“ลาก่อน จงอย่าลืมว่าข้ารักเจ้า”

“ไม่!” เสียงค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับร่างสตรีบนม้าขาวที่เร่งวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

“คิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือ พวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่” ศรผลึกดาราสามต้นถูกขย้ำเพื่อร่ายเวทหิมะ ทันใดนั้นปรากฏแสงสีฟ้าเปลี่ยนรูปเป็นธนูสามดอก หัวหน้าอัศวินในชุดสีน้ำเงินเข้มง้างคันศรเตรียมยิง

อโณทัยนึกภาพกำแพงเหมือนเมื่อครู่ที่พยายามร่ายเวทมนต์ธาตุไฟ แต่คราวนี้ไม่ปรากฏสิ่งใดดั่งใจต้องการ

            “อภัยให้ข้าด้วย อโณทัยที่ไม่ได้ตายพร้อมสหายเช่นเจ้า แต่ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน” ชลทิศกล่าวคำมีเลศนัย อโณทัยสังหรณ์ใจไม่ดี เกรงสหายรักจะวิ่งออกไปรับลูกศรแทน

            “เจ้าหมายความเช่นไร”

            “ข้าขอใช้ ดวงจิต ชีวิต และอายุขัย ปราการผลึกแก้วปรากฏ!”

            ธนูสามดอกถูกปล่อยจากคันศร หากแต่ทำได้เพียงกะเทาะปราการผลึกแก้วเป็นรอยข่วนเท่านั้น

            “ชลทิศ นี่เจ้าใช้มนตร์ต้องห้าม เจ้าจักตายรู้หรือไม่”

            “ข้ารู้ แต่ข้าไม่อาจทนอยู่ เห็นพวกเจ้าสามคนตายต่อหน้าได้ ลาก่อนสหายรักของข้า” สิ้นเสียงคำลา ผิวหนังชลทิศก็แห้งติดกระดูก หมดลมหายใจไปในที่สุด

“ไม่ ม่ายยยยยยย!” อโณทัยร้องโหยหวน เขาลืมตาขึ้นด้วยความโกรธแค้น ธนูสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายมากมายกำลังตั้งเล็งมาที่ชายหนุ่ม เพียงเสี้ยวลมหายใจ ลูกธนูนับร้อยกระแทกผ่านปราการเสียบทะลุทั่วร่างอโณทัย

            หากแต่เวทมนตร์อันเกิดจากธาตุหิมะทำได้เพียงเกิดแผลเล็กแก่ชายชาวอัคคีผู้นี้ ศรที่เคยเสียบผ่านร่างกาย ระเหยกลายเป็นไอสลายไปในอากาศ

“ข้าจัดการเอง”

            หัวหน้าทหารร่ายเวท ดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้ากลายเป็นสีเขียวดุจอัญมณีมรกต เขาร่ายเวทใส่ลูกศรโลหะ เกิดเป็นประกายสีเขียวสว่างวาบไปทั่ว

อโณทัยที่กำลังร่ำไห้กับการสูญเสียเพื่อนรัก พยายามยืนตะหง่านขึ้นอย่างกล้าหาญ แม้ไม่มีรุกขเวทที่ใช้ร่ายคาถา หากแต่เขายังมีคำอธิษฐาน ที่จะส่งไปถึงรุกเทพแห่งไฟอันเป็นที่เคารพยิ่งของชาวเผ่าอัคคี

“ข้าขอใช้ดวงจิต ชีวิต และอายุขัย เพื่อเซ่นสรวงแด่ท่านรุกขเทพเทวา มหาเวทเตโชฤทธิ์ ขออย่าให้ผู้คิดร้ายพบเจอลูกและเมียของข้าเลยด้วยเทอญ”

แสงสว่างประกายสีแดงแผ่เป็นรัศมีออกจากร่าง

ฉึก!

ศรสีเขียวมรกตปักเสียบตำแหน่งหัวใจ และนั่นทำให้ร่างที่เคยยืนหยัดต่อสู้ ทรุดฮวบลง พร้อมผิวหนังที่เริ่มเหี่ยวย่น

“ชิ มันร่ายมนตร์ต้องห้ามสำเร็จ จักทำเช่นไรต่อไปท่านหัวหน้า”

“ปล่อยสองแม่ลูกนั่นไป งานของเราเสร็จสิ้นแล้ว”

“แต่ตัวอันตรายหนีไปได้ ข้าจักไปตามพวกมันเอง”

            “ไม่ต้อง! นี่คือคำสั่ง”

            “ขอรับ”

 

ความรู้สึกคล้ายหัวใจถูกฉีกเป็นชิ้น ส่งผ่านมาดุจลางสังหรณ์แก่ผู้เป็นภรรยา

            “ไม่นะ ไม่จริง เจ้าต้องไม่ตาย อโณทัย!”

   ..........................................

โปรดติดตามตอนต่อไป


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น