อัปเดตล่าสุด 2020-06-18 09:06:25

ตอนที่ 8 บทดวงตะวัน (The Sun)

สุริยาเจิดจ้า                                ทิศา บูรพา

ส่องแสงแด่โลกา                          เฉิดฉาย

เจิดจรัสดุจสัญญา                        หมายว่า มีชัย

ได้ไพ่นี้แปลความหมาย                 อย่าทิ้งความเพียร

 

อาทิตย์จิตมุ่งคว้า                         ธงชัย

ฟันฝ่าแม้ห่างไกล                         อย่าท้อ

‘เดอะซัน’ เปรียบจิตใจ                 สู้สุด ที่หวัง

มุ่งมั่นจึงจะก่อ                            ซึ่งผลพยายาม


 

บทดวงตะวัน  (The Sun)

 

 “เมื่อตะวันยังคงส่องแสง เราจะสิ้นเรี่ยวแรงสิ้นหวังจะได้ไฉน

เมื่อทะนงตนเองไม่ย้ำเกรงใครจะแค่ไหน ไม่สนใจสู้มัน…” *

 

แว่วเสียงจากโทรศัพท์มือถือที่กำลังเปิดเพลงจากยูทูป ท่วงทำนองและเนื้อร้องอันไพเราะเป็นเพลง ‘ใจจะทน’ ซึ่งเป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์เรื่อง ‘อวสานเซลส์แมน’ **  ที่โด่งดังในสมัยก่อน

‘เฉลิมพล’ ร้องตามเนื้อร้องอย่างเคยชิน ชายหนุ่มจำเนื้อร้องได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเพลงนี้เป็นเพลงที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ ด้วยจังหวะท่วงทำนองและเนื้อร้องสามารถกระตุ้นกำลังใจได้เป็นอย่างดี...โดยเฉพาะตัวเขาที่มีอาชีพเป็นเซลส์แมน

“พล ลงมากินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวไปทำงานสาย” ผู้เป็นแม่โผล่หน้ามาเรียกที่ประตูห้อง

“ชอบจริงนะเพลงนี้” มารดาทักลูกชายก่อนจะเดินลงบันไดล่วงหน้าไปยังโต๊ะอาหาร

“ไอ้เพราะก็เพราะอยู่หรอก แต่ชื่อไม่เป็นมงคลเอาซะเลย…อวสานเซลแมน” เสียงบ่นจากคนเป็นแม่

ชายหนุ่มรีบแต่งตัวจนเสร็จ ชุดปฏิบัติงานสำหรับเวลาออกฟิลด์ถูกใส่ไว้ด้านในทับด้วยเชิ้ตขาวแขนยาวและกางเกงสแล็คสีสุภาพ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกเวลาปฏิบัติงาน เพียงแค่ชายหนุ่มถอดเสื้อและกางเกงตัวนอกออกก็จะสามารถทำงานได้ทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลา

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะติดร่มไปที่ทำงานด้วย เนื่องเพราะอากาศในยามนี้มีเมฆครึ้มและฝนตกปรอย ๆ มาตั้งแต่เมื่อคืน

               …

               มันเป็นความฝันที่ซ้ำซาก บรรยากาศเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของเมืองที่ล่มสลาย เปลวไฟและควันที่ยังลุกไหม้ทำให้ธเรษตรีแสบตาและร้อนผ่าวที่ผิวหนัง เด็กสาวพยายามเดินหลบทั้งไอระอุ หลบทั้งแดดที่แผดแสงรุนแรงจากบนท้องฟ้า

               อาทิตย์ยังคงมีสองดวง?

               สุดยอดนักพยากรณ์เดินหลบตามร่มเงา เด็กสาวปวดเบ้าตาตุบ ๆ เนื่องจากเฉดสีที่แตกต่างกันระหว่างสีขาวสว่างจ้าจากดวงอาทิตย์กับสีดำในร่มเงาแห่งความมืด ธเรษตรีต้องใช้วิธีหลับตาเป็นช่วง ๆ เพื่อพักสายตา กระนั้นเพียงครู่เดียวเธอก็ออกเดินทางต่อ แม้ไม่รู้จุดหมาย ทว่าขาทั้งสองข้างก็ยังคงทำหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ และเพียงไม่กี่อึดใจ เด็กสาวจึงบรรลุถึงทุ่งหญ้าอันเป็นอีกสถานที่ซึ่งแตกต่างจากในฝันทุกครั้ง

สายลมพัดผ่านปะทะใบหน้าเป็นสายลมสีเขียวขจีอันแสนสดชื่นด้วยบรรยากาศตามแบบฉบับของชนบท ธเรษตรีออกวิ่งอย่างร่าเริงในทุ่งหญ้า เด็กสาวถอดรองเท้าออกอย่างมั่นใจว่าฝ่าเท้าเปลือยเปล่าจะสามารถเหยียบใบหญ้าอันอ่อนนุ่มได้อย่างไม่ต้องเกรงว่าจะมีเศษขยะ เศษแก้วหรือของอันตรายที่ตกหล่น บางคราวเธอถึงกับพุ่งตัวลงเกลือกกลิ้งกับพื้นราวกับเป็นเด็ก ๆ

               “ฝน!…อย่าวิ่งไปไกลนะ” เสียงแว่วมาแต่ไกล สาวน้อยนักทำนายหันไปขานรับชายหญิงคู่หนึ่งที่จอดรถอยู่บนเนินเขาใกล้ ๆ

               ฝนหรือธเรษตรี บัดนี้เด็กสาวนอนหงายสูดกลิ่นไอดินเข้าเต็มสองปอด เธอรู้สึกผ่อนคลายจากทุกขเวทนาในยามตื่นจากฝัน มันเป็นความสุขมากมายที่เอ่อล้นเต็มอก ทั้งสุข ทั้งสนุกสนาน...และเมื่อสมองปลอดโปร่ง ธเรษตรีจึงหวนคำนึง คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านพ้น

               ...ทั้งหมดเริ่มจากอุบัติเหตุในครานั้น คืนแห่งฝันร้ายที่ต้องสูญเสียบุพการี เด็กสาวมารู้ภายหลังว่าพวกเธอสามคนพ่อแม่ลูกกำลังเดินทางเพื่อไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดเชียงราย...ทว่ากลับไปไม่ถึง

               แม้ตัวเธอจะรอดชีวิตมาได้ แต่กลับต้องสูญเสียความทรงจำจนหมดสิ้น! กระทั่งความหลังในอดีตก็ลืมเลือนราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลก กระนั้นเด็กสาวกลับไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาลึกลับ ด้วยเพราะสิ่งของที่คงค้างอยู่ในมือ ในคืนแห่งฝันร้ายนั้น

               มันคือสำรับไพ่ทาโรต์!

               จะด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจทราบได้ ธเรษตรีเกิดความมั่นใจอย่างไม่มีเหตุผลรองรับว่า ไพ่ทาโรต์สำรับนี้...ไพ่ยิปซีที่มีเพียงไพ่หลักหรือที่เรียกว่าไพ่เมเจอร์ อาร์คานา (Major Arcana) จะสามารถคลี่คลายปริศนาแห่งความทรงจำที่สาบสูญได้

               ด้วยเหตุนี้ เด็กสาวจึงเริ่มการตั้งโต๊ะทำนายไพ่  

               ทว่ายิ่งทำนายผู้คน เหตุการณ์พิสดารพันลึกกลับปรากฏมากมายอย่างต่อเนื่อง ความฝันซ้ำซากอันมิอาจหาสาเหตุ ซากปรักหักพังที่เห็นในจินตภาพ...คือกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เมืองหลวงที่เธอเห็น กลายเป็นซากเศษที่ไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิต!

               สิ่งที่ประหลาดยิ่ง บนท้องฟ้าที่สว่างจ้าด้วยแสงสีขาว...มีอาทิตย์ถึงสองดวง!

               สภาวการณ์อันไม่อาจอธิบายได้ยังไม่หมดสิ้นเพียงเท่านี้ หลายครั้งที่เด็กสาวทำการพยากรณ์ไพ่ เธอจะสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดกับเหล่าผู้รับการทำนายได้จากทางมโนสำนึกหรือไม่ก็ความฝัน

               และอีกหนึ่งสิ่งประหลาด นั่นก็คือทุกคราวที่ทำนาย เด็กสาวจะรู้สึกว่ามี ‘ตัวเองอีกคน’ ที่ทำการทำนายและอธิบายหน้าไพ่ที่ลูกค้าเลือก...ทว่าไม่ใช่ตัวเธอ! ไม่ใช่ธเรษตรีผู้เป็นเด็กสาวชั้นมัธยมปลายโรงเรียนสตรีศึกษาอย่างแน่นอน!?

               หากแต่เป็นใครสักคนที่หน้าตาเหมือนตัวเธอ ใครสักคนที่ทรงอำนาจลึกลับ?

               กระนั้นแล้ว แม้ผู้ทำนายไพ่จะไม่ใช่ตัวเธอ แต่ธเรษตรีก็ยังสามารถรับรู้สถานการณ์ระหว่างเธอกับลูกค้าได้...รวมถึงสามารถล่วงรู้ไปถึงจิตใจของเหล่าผู้รับการทำนาย!

ธเรษตรีขนลุกวาบเมื่อคิดถึงตรงนี้ นั่นเพราะทั้งจิตใจ ทั้งอารมณ์และทุกความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น เด็กสาวสามารถรับรู้ได้อย่างแม่นยำ ความขลาดเขลาไม่กล้าแสดงความรู้สึกของ ‘ผดุง’ ผู้จัดการดาราที่แอบรักเพื่อนสมัยเยาว์วัย ความรู้สึกสับสน ไม่มั่นใจของ ‘เจ้าชายเฮนดรี้’ ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ความริษยาอาฆาตของพี่สาวนักกีฬาวอลเลย์บอล คุณพี่ร่างตุ้ยนุ้ยผู้ท้อแท้หมดอาลัยตายอยากต่อโชคชะตาที่ได้ประสบ รวมถึงความไม่เข้าใจและมองคนละมุมกันระหว่างกิ๊ฟ - ชุลีพรกับแฟนหนุ่มนักบาสเกตบอล

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นความมืดในจิตใจ!

หากแม้นใครคนไหนสามารถรับรู้และไหวตัวทัน เขาเหล่านั้นจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

แต่หากไม่!...ดังเช่นเรื่องราวของพี่สาวนักวอลเลย์ผู้เปี่ยมริษยา...จุดจบของเธอจึงไม่ดีนัก  

และอีกหนึ่งปริศนาที่ยากจะอธิบาย เด็กสาวรู้สำนึกได้ว่า ‘ตัวเธอ’ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลที่นักวอลเลย์บอลตกตึกเสียชีวิต ทว่ารายละเอียดของเหตุการณ์กลับไม่สามารถจดจำได้แม้แต่น้อย? รวมถึงเมื่อครั้งที่ทำนายไพ่ให้แก่ชุลีพร เพื่อนร่วมชั้นเรียน ไพ่ทาโรต์ที่ไม่ควรติดมือเอามาสถานศึกษากลับวางนิ่งอยู่ในกระเป๋าหนังสือ

ใครกันที่หยิบสำรับไพ่มา?

ใครกันที่พาตัวเธอไปยังโรงพยาบาลในช่วงเกิดเหตุนักกีฬาวอลเลย์บอลตกตึก?

หรือจะเป็นธเรษตรีอีกคน...ธเรษตรีที่อยู่ ‘ด้านหลัง’!?

            …          

               …

               …

               “เอ่อ...คุณครับ” เสียงทุ้มทว่านุ่มนวลปลุกเด็กสาวนักพยากรณ์ที่กำลังนอนหลับฟุบหน้ากับโต๊ะทำนายให้สะดุ้งตื่น อากาศยามย่ำค่ำประกอบกับฝนตกปรอย ๆ ทำให้ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน บรรยากาศง่วงเหงาและเย็นสบายจึงทำให้นักทำนายเผลอหลับฝัน

               “อุ๊ย! ขอโทษค่ะคุณลูกค้า พอดีเผลอหลับไปน่ะค่ะ” ธเรษตรีผู้เปลี่ยนคราบจากนักเรียนมัธยมมาอยู่ในชุดสีดำของนักพยากรณ์ละล่ำละลักบอก

               “ไม่เป็นไรครับ” ผู้มาเยือนพูด ธเรษตรีสังเกตว่าคนที่เข้ามาปลุกเป็นบุรุษหนุ่มอายุราวสามสิบต้น ๆ หน้าตาดูธรรมดา แต่งตัวก็ธรรมดา ดูแล้วไม่มีลักษณะตรงไหนที่เด่นเป็นพิเศษ

               “คุณลูกค้าเชิญนั่งเลยค่ะ”  นักทำนายเชื้อเชิญให้พ่อหนุ่มธรรมดานั่งเก้าอี้สำหรับลูกค้าที่อยู่ตรงกันข้ามของฟากโต๊ะ

               “ง่า...ผมไม่ได้มาดูดวงหรอกครับ” เสียงอ่อย ๆ อย่างเกรงใจหลังจากที่ก้นสัมผัสกับเก้าอี้แล้ว

               “อ้าว?” เด็กสาวอุทานด้วยความงง

               “ขอโทษจริง ๆ ครับ คือพอดีผมเห็นคุณนั่งหลับ แล้วช่วงที่คุณกำลังหลับอยู่ ผมเห็นคนที่ผ่านไปมาทำท่าเหมือนอยากจะดูดวงอยู่สองสามราย แต่ก็เปลี่ยนใจเดินออกไปน่ะครับ ผมเลยตัดสินใจขอเสียมารยาทปลุกคุณหมอดู”

               “งั้นเหรอคะ หนูนี่แย่จริง ๆ ยังไงก็ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะที่อุตส่าห์มีน้ำใจ” ธเรษตรีรู้สึกขอบคุณหนุ่มธรรมดาคนนี้อย่างจริงใจ เมืองหลวงแห่งนี้หาคนมีน้ำใจได้ยากยิ่ง

               “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองเป็นเซลส์แมน ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกเหมือนกัน” ชายเสียงทุ้มลุกขึ้นยืนเตรียมที่จะกล่าวคำร่ำลา

               “พี่จะดูดวงไหมล่ะคะ เดี๋ยวหนูดูให้แบบไม่คิดเงิน” เด็กสาวรู้สึกอยากตอบแทนชายผู้มีใจอารี

               “จะดีหรือครับ?”

               “ดีสิคะ ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว” ธเรษตรีรีบชวน คนดี ๆ อย่างนี้สมควรแล้วที่จะแสดงน้ำใจเพื่อตอบแทน

               ชายหนุ่มยิ้มอย่างดีใจ นักทำนายสาวรู้สึกว่ารอยยิ้มของชายตรงหน้าช่างเป็นยิ้มบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา

               “แล้วจะดูกันยังไงล่ะครับ คือ...คือผมไม่เคยดูหมอมาก่อน อย่างมากก็อ่านดวงรายวันตามหน้าหนังสือพิมพ์น่ะครับ” เซลแมนรีบออกตัว เพราะเขาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้เลยสักครั้งในชีวิต

               “ไม่ยากหรอกค่ะ การทำนายของหนูสามารถทำนายอนาคตในเรื่องที่พี่อยากรู้มากที่สุดได้ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือพี่ต้องเล่าปัญหาที่พี่อยากรู้ให้หนูฟังค่ะ” นักพยากรณ์สาวปูผ้าสีดำลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงถือสำรับไพ่เตรียมพร้อมไว้ในมือ

               “ต้องเล่าด้วยหรือครับ?”

               “ใช่ค่ะ...มีแค่วิธีนี้เท่านั้น” ฉับพลันนั้น เซลส์แมนหนุ่มรู้สึกหนาวยะเยือกในทันใด เพียงพริบตาที่นักพยากรณ์ถือไพ่ไว้มือ บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งนัยน์ตาสีดำที่มืดสนิทและลึกล้ำประดุจหุบเหวไร้ก้นคู่นั้น

               “ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเล่าให้ฟัง” เซลส์ขายของรู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ตอบรับคำเชิญชวนที่สุดแสนประหลาด

               “ผมเป็นเซลส์ขายของ...ก็จำพวกแผ่นซีดีกับหนังสือภาพประกอบการเรียนรู้ของเด็กน่ะครับ มีตั้งแต่ก่อนวัยเรียน วัยอนุบาล ประถมยันมัธยมนู่น” ทันทีที่เล่าเรื่อง ชายหนุ่มเห็นนักทำนายเริ่มสลับไพ่ที่ถือไว้ในมือ

               “บริษัทผมใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นฮีโร่แบบไทย ๆ…มนุษย์หนอนหนังสือ เคยได้ยินใช่ไหมครับ”

               จะเพราะความเคยชินหรือจะด้วยวิญญาณเซลส์แมนก็ไม่ทราบได้ ชายหนุ่มหยิบภาพประกอบให้คู่สนทนาดู มันเป็นรูปฮีโร่เห่ย ๆ ที่แต่งตัวด้วยชุดสีเขียวแปร๋นเกือบทั้งตัว เว้นไว้แต่เพียงสีแดงที่ถุงมือ ถุงเท้าและกางเกงชั้นในที่สลับเอามาใส่ข้างนอกคลับคล้ายจะเลียนแบบพ่อหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่สัญชาติอเมริกัน

               หนำซ้ำที่หน้าอกของพรีเซ็นเตอร์ยังมีอักษร น.หนู ขนาดใหญ่เบียดยัดอยู่ในกรอบช่องรูปร่างห้าเหลี่ยมอีกต่างหาก

               “แต่ก็อย่างว่าครับ สมัยนี้ข้าวของแพง คนที่มีกำลังทรัพย์พอจะซื้อสินค้าจำพวกนี้ก็มีน้อยลงทุกที แล้วตัวผมเองก็ขายของไม่เก่งเสียด้วยครับ แหะ ๆ” ชายหนุ่มหัวเราะแก้เขิน

               “แล้วยังไงต่ออีก?”  เสียงเย็นเยือกจากนักพยากรณ์ไพ่

               “ถึงตอนนี้ผมก็เลยโดนเพ่งเล็งจากหัวหน้าน่ะครับ ของก็ขายไม่ออก ผลงานก็ไม่มี ใครเขาจะเอาเก็บไว้ล่ะครับ”

               “ผู้จัดการเขายื่นคำขาด ถ้าภายในสิ้นเดือนนี้ ผมยังขายได้ไม่ถึงห้าชุดก็เป็นอันว่าเตะฝุ่นแหง ๆ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน ๆ สิ้นเดือนที่ว่า...ถ้าไม่นับวันนี้ก็เหลืออีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น!

               นักพยากรณ์ในชุดสีดำไม่พูดกระไร ทันทีที่ชายหนุ่มเล่าเรื่องความทุกข์จบ เด็กสาวก็หยุดการสลับไพ่ เธอคลี่กระจายมันลงบนโต๊ะในลักษณะหน้าคว่ำ

               “เลือกออกมาหนึ่งใบด้วยมือซ้าย”

               “เอาใบนี้ล่ะกันครับ” เซลส์หนุ่มเลือกออกมาหนึ่งใบอย่างไม่รีรอ เมื่อเลือกได้แล้วเขาจึงส่งให้นักพยากรณ์

               ไพ่ในมือของเด็กสาว...รูปด้านหน้าที่แสดงลักษณะไพ่นั้น

               ดวงตะวัน!

               พระอาทิตย์สว่างไสวด้วยสีเหลืองแกมส้มสาดแสงไปทั่วทั้งภาพ เบื้องล่างมีทุ่งดอกทานตะวันที่ขึ้นเรียงรายสีเหลืองสดใส

               จารึกที่อยู่ทางด้านล่างของไพ่ทาโรต์นั้นสลักแสดงถึงชื่อภาพ

               ไพ่ตะวัน (The Sun)

 

               รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏที่ริมฝีปากของนักทำนาย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มพนักงานขายสินค้าสำหรับเด็ก หนุ่มมาดธรรมดารู้สึกวาบที่สันหลังเมื่อสบสายตาอันยากหยั่งถึงความรู้สึก นัยน์ตาทั้งสองของนักพยากรณ์เหมือนกับกำลังสาดแสงแห่งความมืดเข้าสู่จิตใจของเขา

ราวกับจะสามารถอ่านความรู้สึก...อ่านหัวใจได้อย่างหมดเปลือก!?

               “คุณหมอดูครับ ไพ่ใบนั้นแปลว่าอะไรหรือครับ” เซลส์แมนถามเบา ๆ ชายหนุ่มรู้สึกถึงความขลังที่แฝงเร้นด้วยความน่าพรั่นพรึงของไพ่พยากรณ์

               รอยยิ้มฉาบที่มุมปากของหมอดูอีกครั้ง

               “ขอให้คุณตั้งใจทำในสิ่งที่คุณเชื่อมั่น ไพ่ทาโรต์แสดงสัญลักษณ์แห่งสุริยา หมายความถึงความสำเร็จในหน้าที่การงานที่กำลังจะมาเยือน...ขอเพียงให้คุณยังคงตั้งมั่นอยู่ในความดีเฉกเช่นตอนนี้” สิ้นสุดประโยคนักทำนายก็เงียบไปอีกครั้ง

               “แล้วยังไงต่ออีกครับ” ชายหนุ่มเร่งเร้าด้วยความตื่นเต้น

               นักพยากรณ์เงยหน้าขึ้น ทว่าคราวนี้ประกายตากลับเป็นปกติเหมือนในตอนแรก

               “จบแล้วค่ะ เชื่อมั่นในคำทำนายแล้วก็ตั้งใจทำงานนะคะ” เสียงใส ๆ ของเด็กสาวกลับกลายเป็นเสียงของสาววัยรุ่นทั่ว ๆ ไป แตกต่างจากเมื่อครู่ที่ฟังแล้วเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนบรรยากาศลึกลับจะพลันหายไปหมดสิ้น

               “งั้นก็ขอบคุณมาก ๆ ครับ ขอบคุณมากที่ดูให้ฟรี ๆ” ชายหนุ่มลุกขึ้นพร้อมกล่าวคำร่ำลา

               “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่อุตส่าห์ปลุกหนู หนูต่างหากค่ะที่ต้องขอบคุณพี่” ธเรษตรีกล่าวขอบคุณเซลส์หนุ่มก่อนกล่าวอำลา

               …

               …

              

               “พี่พล ผู้จัดการเรียกครับพี่” รุ่นน้องที่ทำงานตรงเข้ามากระซิบตั้งแต่ชายหนุ่มเดินเข้ามาในออฟฟิศ

               “อะ...ครับ ขอบคุณมากน้อง” ‘เฉลิมพล’ พนักงานฝ่ายขาย บริษัทสื่อการสอน กล่าวขอบใจรุ่นน้อง เขาวางกระเป๋าทำงานลงบนโต๊ะ ปัดเศษน้ำบนเส้นผมอันเกิดจากละอองฝนด้านนอก ขยับเนคไทที่คอเสื้อให้เข้าที่ก่อนตรงไปยังห้องของเจ้านาย

               “สวัสดีครับ ผู้จัดการ” เฉลิมพลโค้งคำนับหลังจากปิดประตูห้อง

               “สวัสดีเฉลิมพล นั่งสิ” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ถึงแม้เขาจะดูยิ้มแย้มอย่างมีไมตรี หากแต่สายตากลับไม่บ่งบอกความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย

               “คุณรู้ไหม...เฉลิมพล” ผู้จัดการเริ่มก่อนที่ก้นของเซลส์หนุ่มจะทันถึงเบาะเสียด้วยซ้ำ

               “ครับ?” จริง ๆ ชายหนุ่มเองก็พอเดาได้ว่าเจ้านายจะพูดเรื่องอะไร แต่เขาคิดได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้การตอบเพียงแค่คำว่า ‘ครับ’ น่าจะปลอดภัยที่สุด

               “คุณคงรู้นะ ว่าคุณเหลือเวลาในบริษัทนี้อีกเพียงแค่สิ้นเดือนเท่านั้น ผมไม่อยากจะรุนแรงอะไรมาก แต่หากในสองวัน...ซึ่งนั่นก็คือวันนี้กับวันพรุ่งนี้ที่เป็นศุกร์สิ้นเดือน...”

               “ถ้าคุณยังขายสินค้าได้ไม่ถึงห้าชิ้นล่ะก็ เช้าวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเริ่มเดือนใหม่เมื่อไร คุณต้องเก็บของออกจากบริษัท หวังว่าคงเข้าใจนะ!” เป็นน้ำเสียงที่เด็ดขาดและดุดัน

              

               เฉลิมพลเดินออกจากห้องผู้จัดการ ในสมองพยายามคิดคำนวณหาหนทางที่จะทำให้ยอดขายถึงเป้าได้ภายในเวลาสองวัน แม้จะยากเย็นแต่คงต้องลองพยายามดูสักตั้ง

               เซลส์แมนที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะถึงคราวอวสานหรือไม่ จัดอุปกรณ์สำหรับขายซึ่งส่วนมากก็เป็นสมุดภาพกับแผ่นซีดีลงในกระเป๋า เขากำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปหาลูกค้านอกสถานที่

               “พี่เฉลิมพลจะออกไปข้างนอกเหรอ” เสียงเพื่อนร่วมอาชีพทักจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบใบหน้าหล่อเหลาทว่ายียวนกวนอวัยวะเบื้องต่ำยืนเคี้ยวหมากฝรั่งหยับ ๆ อยู่

               “อ้าว...เลิศเอง ใช่ ๆ พี่กำลังจะออกไปหาลูกค้าน่ะ” ชายหนุ่มรีบตอบ เขาไม่อยากเสียเวลาแม้สักวินาที

               “โธ่...พี่ครับ ไม่ต้องออกไปหาหรอก แหม...ก็หามาตั้งสองสามเดือนยังไม่ได้สักราย แล้วมันจะไปหาเจอตั้งห้าภายในเวลาแค่สองวันได้ยังไงคร้าบพี่” คำพูดที่ทั้งยียวนทั้งแดกดัน

               “ไม่ลองไม่รู้” เฉลิมพลพยายามไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บของลงกระเป๋า

               “ทำใจเถอะพี่…ผมว่าวิธีพี่น่ะมันโบราณแล้ว ลงทุนใส่ชุดมนุษย์หนอนฯไว้ข้างในเสื้อ หวังจะเอาใจเด็ก อย่าเลยพี่ เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาเล่นแต่เกมโทรศัพท์ แล้วมนุษย์หนอนฯ การ์ตูนฮีโร่ประเทศไทยมันจะไปสู้ญี่ปุ่นได้ยังไงล่ะคร้าบ” ถึงคำพูดจาจะยียวน แต่ในใจลึก ๆ ของเฉลิมพลก็แอบเห็นด้วยอยู่เหมือนกัน

               “แล้วเลิศทำยังไงล่ะถึงมีลูกค้า” ชายหนุ่มถามกลับ

               คราวนี้คำตอบของรุ่นน้องหรี่เสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ

               “ง่าย ๆ พี่ ผมก็ซื้อสินค้าของเราเองก่อน…ไม่แพงใช่ไหมพี่ ซีดีของบริษัทเราน่ะ จากนั้นก็เอาไปก็อปปี้ ปลอมเป็นสินค้าของอีกบริษัทที่ผมร่วมหุ้นอยู่”

               “บริษัทอะไร?” ชายหนุ่มงง เขาเพิ่งจะรู้ว่ารุ่นน้องไปประกอบอาชีพส่วนตัวอื่น ๆ อีก

               “บริษัททำธุรกิจขายตรงไงครับ สนใจไหมพี่ มาเป็นเครือข่ายของผมดีกว่า รับรองผลกำไรดีนะครับ” เฉลิมพลไม่เสียเวลาฟัง ชายหนุ่มรีบเดินออกจากที่ตรงนั้นทันที หนทางที่รุ่นน้องเสนอมาเป็นวิธีการที่แย่และขี้โกงมากที่สุด อย่างไรเขาก็จะพยายามด้วยความเป็นเซลส์แมนของตัวเอง

              

               บ่ายคล้อยแล้ว ฝนที่ตกพรำ ๆ ตลอดทั้งวันยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้แก่เซลส์แมนตกอับ กระเป๋าสินค้าในมือช่างมีน้ำหนักมากเสียเหลือเกิน เหตุหนึ่งนั่นก็เพราะเขาต้องเดินทางไปมาทั่วกรุงเทพฯ ทว่าความหนักหนาที่ยิ่งเสียกว่าน้ำหนักบรรจุ ก็คือสินค้าทั้งห้าชุดที่อยู่ในกระเป๋ายังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง

               ไม่ว่าชายหนุ่มจะเตร่ไปตามบ้าน โรงเรียน กระทั่งร้านค้าต่าง ๆ ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีใครสนใจผลิตภัณฑ์สำหรับการเรียนรู้ แม้เฉลิมพลจะพยายามโปรโมทสุดฤทธิ์ แม้จะใช้การ ‘แปลงร่าง’ เป็นมนุษย์หนอนฯ เพื่อดึงความสนใจจากเด็ก ๆ แต่สุดท้ายก็ได้รับแค่เพียงคำขอบใจ หรือไม่ก็ ‘ขอคิดดูก่อน’ บางแห่งก็ตอบมาตรง ๆ ว่าไม่มีความสนใจสินค้า นั่นทำให้ชายหนุ่มทุ่นเวลาที่จะต้องบรรยายสรรพคุณเก้อลงไปได้บ้าง

               ช่วงเวลาทั้งบ่ายจรดสี่โมงเย็น เซลส์แมนผู้อุตสาหะเพื่อหาลูกค้าให้ได้อย่างน้อยสักคนหรือสองคนเพื่อจะได้ทุ่นแรงในวันพรุ่งนี้ที่เป็นทั้งวันสิ้นเดือน สิ้นใจและเส้นตาย ทว่าจะเป็นเพราะตัวเขาไม่มีพรสวรรค์ หรืออาจเป็นเพียงแค่โชคร้ายก็เป็นได้ ตลอดทั้งบ่ายก็ยังไม่มีใครสนใจซื้อสินค้าเลยสักชิ้น

 

               บัดนี้เฉลิมพลนั่งใจลอยอยู่บนเรือด่วนเจ้าพระยา สายลมท่ามกลางหยาดพิรุณทำให้รู้สึกเย็นสบาย กระนั้นในจิตใจยังไม่อาจเย็นชุ่มฉ่ำได้ นั่นเพราะชายหนุ่มผู้เป็นตัวแทนของฮีโร่พันธุ์ใหม่ ‘มนุษย์หนอนหนังสือ’ ได้พยายามเร่หาลูกค้ามาจนถึงท่าน้ำพรานนก กระนั้นก็ยังไม่มีใครสนใจสินค้าที่กองอยู่ในกระเป๋า

               เซลส์แมนที่ใกล้จะอวสานอยู่มะรอมมะร่อเปิดกระเป๋าที่วางบนหน้าตัก พยายามนับจำนวนสินค้าซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขายังไม่สามารถขายออกได้แม้สักชุด ที่ระบายออกไปบ้าง มีเพียงแค่นามบัตรในช่องตรงฝากระเป๋าเท่านั้น

               บรืนนนนนนน! ซ่า!

               เสียงเรือด่วนอีกลำแล่นด้วยความเร็วเฉียดผ่านไปในระยะไม่ห่าง คลื่นน้ำที่แผ่กระจายเล่นเอาเรือยนต์ลำเล็กที่เฉลิมพลนั่งโคลงเคลงขึ้นลงอย่างรุนแรง

                ตูม! ซ่า ๆๆๆ

               “ช่วยด้วย ๆๆๆ เด็กตกน้ำ!” เสียงขอความช่วยเหลือดังลั่นพร้อมเสียงวี้ดว้ายจากคนบนเรือ ชายหนุ่มใจหายวาบ เสียงร้องที่ได้ยินดังมาจากด้านหลังที่เขากำลังนั่งอยู่

               เด็กชายคนหนึ่งกำลังดิ้นโครมครามอยู่ในน้ำ!

               “ช่วยด้วย... ตูม ๆๆ!  ” เสียงร้องลั่นพร้อมกับเสียงดิ้นรนทำให้ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนดู

               “ช่วย...บุ๋ง ๆๆ” เป็นเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือสลับกับเสียงจมน้ำ ดูเหมือนไม่มีใครกล้าพอที่จะกระโจนลงไปในลำน้ำซึ่งเชี่ยวกรากจากพายุฝน

               “เอาห่วงชูชีพมา” ใครคนหนึ่งตะโกนบอกคนขับเรือที่ตอนนี้ดับสวิทช์เครื่องยนต์แล้ว

               “ไม่มีครับ ห่วงเอาไปปะอยู่” เสียงอ้อมแอ้มตอบกลับมา เฉลิมพลไม่แน่ใจว่าห่วงชูชีพนั้นเอาไปซ่อมแซมจริงหรือว่าไม่เคยมีมาก่อน

               เด็กน้อยเริ่มลอยห่างออกจากเรือมากขึ้น ทั้งจังหวะทะลึ่งพรวดพ้นน้ำก็เริ่มทิ้งช่วงห่าง!

               หนุ่มนักขายเหลือบดูคนอื่นในเรือ ไม่มีใครทำท่าจะลงไปช่วยเลยสักคน ถ้าเช่นนั้นแล้วคนที่พอจะว่ายน้ำในกระแสเชี่ยวกรากไหวก็คงไม่มีใคร...

               นอกจากเขาเท่านั้น!

               เซลส์หนุ่มไม่รอช้า กระชากเสื้อเชิ้ต ถอดกางเกงสแล็คกับรองเท้าออกอย่างรวดเร็ว ในใจนึกหวั่น ๆ เมื่อเห็นกระแสคลื่น เพราะแม้เฉลิมพลจะเป็นอดีตนักว่ายน้ำสมัยเรียนชั้นมัธยม แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถช่วยเด็กได้หรือไม่  

               เฉลิมพลในชุดมนุษย์หนอนฯ สีเขียวแปร๋นรัดรูป เป็นชุดที่มี ‘น.หนู’ อยู่กลางหน้าอก ส่วนถุงมือ ถุงเท้า กางเกงใน...ที่ใส่อยู่ด้านนอก ล้วนเป็นสีแดงสดตัดกับสีเขียว ทว่าในเวลานี้ชายหนุ่มไม่มีเวลาที่จะมาเขินอายอีกต่อไป เขารีบกระโดดจากเรือด่วนลงสู่ลำน้ำเชี่ยว เฉลิมพลวาดวงแขนสุดกำลังเพื่อตรงไปยังร่างน้อยที่พร้อมจะจมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ

               เพียงไม่ถึงสิบนาที เฉลิมพลพร้อมด้วยเด็กชายเคราะห์ร้ายก็ขึ้นมานั่งเปียกมะลอกมะแลกในเรือด่วนที่บัดนี้ขับตรงสู่ท่าน้ำที่ใกล้ที่สุด  

               ตอนนี้เองที่เฉลิมพลคนดีรู้สึกถึงสายตาที่ใคร ๆ ต่างพากันจับจ้อง

               ชายหนุ่มร้อนผ่าวที่ใบหน้า…ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์จะคิดอย่างไร ไอ้หนุ่มหน้าจืดแอบใส่ชุดฮีโร่พิลึก ๆ สีเขียวสีแดงไว้ด้านในชุดทำงาน

               คอสเพลย์? บ้าการ์ตูน? โรคจิต?

               วินาทีแรกที่เรือด่วนเทียบท่าเข้ากับโป๊ะ เซลส์แมนในคราบมนุษย์หนอนสีเขียวปี๋ รีบคว้าเสื้อผ้าเผ่นออกจากเรือทันที กระนั้นก็ยังรู้สึกถึงสายตาของคนในเรือที่จ้องตามหลัง ไม่ต่างไปจากสายตาของคนที่อยู่บนโป๊ะ

               และที่แย่ยิ่งกว่า นั่นก็คือหลังจากกลับถึงบ้านในสภาพเปียกปอน เฉลิมพลก็ถูกไข้หวัดใหญ่เล่นงานในทันที อาจเป็นเพราะการลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำ หรือจะเพราะเดินตากฝนเพื่อเร่ขายของก็ไม่ทราบได้

               ด้วยเหตุนี้วันศุกร์อันเป็นวันสิ้นสุดของเดือน…วันเส้นตายที่ตกลงกับผู้จัดการไว้ เฉลิมพลไม่อาจฝืนสังขารออกไปทำงานได้ เขาจำใจต้องนอนซมถึงสามวัน ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ อย่าว่าแต่ออกไปทำงานเลย แม้แต่จะลุกขึ้นมานั่งอ่านหนังสือ ดูทีวีก็ยังไม่ไหว

               ที่สำคัญที่สุด ถึงแม้จะสบายดี เฉลิมพลก็คงออกไปทำงานต่อไม่ได้

               นั่นเพราะกระเป๋าสินค้าคู่ชีพที่บรรจุผลิตภัณฑ์นั้น ชายหนุ่มเผลอลืมทิ้งไว้บนเรือด่วนด้วยความอับอายชุดฮีโร่พรีเซ็นเตอร์

               เช่นนั้นแล้วหนทางที่รออยู่เบื้องหน้า หนทางเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

               นั่นคือการหางานใหม่!?

              

               วันจันทร์แล้ว ร่างกายของเฉลิมพลฟื้นตัวพอที่จะไปทำงานไหว ชายหนุ่มรีบกินข้าวแล้วเดินทางไปออฟฟิศตั้งแต่เช้า เขาอยากที่จะรีบเก็บของในโต๊ะทำงานให้เสร็จเร็ว ๆ อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องตอบคำถามเพื่อนร่วมงาน ที่คงทั้งสงสาร ทั้งสมเพชในตัวเขา

               เซลส์แมนพับเก็บร่มไว้ตรงที่วาง เขามาถึงเป็นคนแรกของที่ทำงานจริงๆ แม้ฝนจะยังตกพรำ ๆ อยู่ตลอด แต่โชคดีมากที่รถไม่ติด

               กว่าเฉลิมพลจะเก็บของเสร็จก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่าแล้ว ถึงนาทีนี้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่ยังไม่มีใครโผล่หน้ามาที่ออฟฟิศเลยสักคน จะว่าไปเขาได้ยินเสียงเอะอะจากชั้นล่างอันเป็นลานกว้างด้านหน้าบริษัทตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว

               ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่าง

               คนที่ไหนไม่รู้มากันเต็มไปหมด ดูเหมือนจะมีนักข่าวด้วยแฮะ ?

               “เฉลิมพลอยู่ที่นี่เอง” เสียงคุ้น ๆ จากข้างหลัง

               “ครับ ผู้จัดการ...ผมเก็บของเสร็จแล้ว อีกประเดี๋ยวจะพิมพ์ใบลาออกให้นะครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อย ๆ นี่ผู้จัดการมารอไล่เขาเลยหรือนี่

               “ลาออก? คุณพูดอะไรน่ะ?” ผู้จัดการจอมเฮี้ยบถามเสียงสูง

               “ก็...ก็ผมทำยอดขายไม่ได้เลยนี่ครับ” เสียงเซลส์แมนเบาลงไปอีก

               “อ๋อ…ช่างมันเถอะ เรื่องแค่นั้น ว่าแต่นี่ยังไม่ได้ดูข่าวใช่ไหม?” ผู้จัดการถาม ชายหนุ่มส่ายหน้า ช่วงสองสามวันมานี้ เขาไม่มีปัญญาที่จะโงหัวลุกขึ้นมาดูทีวีหรืออ่านข่าวเลยแม้แต่น้อย

               “นี่ไงกำลังออกพอดี” ผู้จัดการกดรีโมทโทรทัศน์ที่แขวนตรงเพดาน พลางชี้มือให้เขาดูภาพข่าว

               มันเป็นคลิปวิดีโอ

               ภาพในคลิปที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เป็นภาพคนสวมใส่ชุดรัดรูปสีเขียวตัดกับสีแดงแจ๋ของถุงมือ ถุงเท้าและกางเกงในที่พิเรนไปใส่ไว้ด้านนอก

มนุษย์หนอนหนังสือ!

ภาพในคลิปนั้น มนุษย์ตัวเขียวกำลังกระโจนลงน้ำ ว่ายฝ่าเกลียวคลื่นที่เชี่ยวกรากเพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยที่กำลังจะจม

               เฉลิมพลรู้ทันทีว่ามนุษย์ตัวเขียวเหมือนพวกโรคจิตในคลิปนั้นเป็นใคร

               ภาพข่าวตัดไปที่พิธีกรรายการ

               “เมื่อครู่เป็นคลิปที่เราออกโทรทัศน์ไปเมื่อวันศุกร์ ขณะนี้เราทราบแล้วครับว่าฮีโร่ลึกลับที่เห็นนั้นเป็นใคร เขาคือมนุษย์หนอนหนังสือของบริษัท โฮม ทีชชิ่งแอนด์เอดดูเทนเมนต์ จำกัด”

               “และชายคนที่เราเห็นในคลิปเมื่อครู่ก็คือคุณเฉลิมพล พิบูลย์ผลพรรณ พนักงานขายของบริษัทดังกล่าว ที่เรารู้ชื่อก็เพราะกระเป๋าเอกสารที่คุณเฉลิมพลลืมไว้บนเรือมีทั้งสินค้าของบริษัทและนามบัตร”    

               ถึงตอนนี้เฉลิมพลรู้สึกถึงฝ่ามือของผู้จัดการที่ตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนที่จะพูดว่า

               “ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่ายอดการสั่งสินค้าของบริษัทเราก็น่าจะเพิ่มขึ้นมากพอควร ทำได้ดีมากนะเฉลิมพล”

               “งั้นผม…ผมก็ไม่ต้องออก?” ยอดเซลส์แมนละล่ำละลักถาม

               ผู้จัดการยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะตอบเฉลิมพล

               “พนักงานดี ๆ เก่ง ๆ อย่างนี้ ไม่มีบริษัทไหนเขาปล่อยให้ออกง่าย ๆ หรอก” นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มพองโต

               “อ้อ! เดี๋ยวเฉลิมพลลงไปข้างล่างหน่อยนะ พวกพนักงานในออฟฟิศถูกสัมภาษณ์กันใหญ่แล้ว พอดีไม่มีใครรู้ว่าคุณมาตั้งแต่เช้าน่ะ เอ้า! ลงไปสิ ไปโชว์ตัวหน่อย”

               เฉลิมพลคนกล้าเดินลงยังชั้นล่างของอาคาร เมื่อประตูหน้าเปิดออก ชายหนุ่มจึงรับรู้ได้ด้วยสายตาของตัวเอง

               ฝนพึ่งจะหยุดตก

               ท้องฟ้าที่ขมุกขมัวด้วยเมฆดำกำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของแสงตะวันสีทองที่สาดส่องไปทั่วผืนแผ่นฟ้า

               เฉลิมพลฮัมเพลง ‘อวสานเซลส์แมน’ ที่ชื่นชอบในลำคอก่อนที่จะก้าวตรงไปยังกลุ่มนักข่าวที่กำลังสัมภาษณ์เพื่อน ๆ ประจำออฟฟิศเดียวกับเขา

 

“เมื่อตะวันยังคงส่องแสง                  เราจะสิ้นเรี่ยวแรง สิ้นหวังจะได้ไฉน

เมื่อทะนงตนเอง                            ไม่ยำเกรงใคร จะแค่ไหน ไม่สนใจสู้มัน

ความหวังยังมี วันนี้ไม่มีใคร             ไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้เป็นของเรา

 

หากเมื่อวานขื่นขม                         วันนี้ก็ชื่นชมได้

หากเมื่อวานสุขสม                         วันนี้ยิ่งสุขสมใหญ่

 

สุขทุกข์หวั่นไหว                            ก็หวังที่ใจจะทน***  

 

 

               * เพลง ใจจะทน เพลงประกอบละครโทรทัศน์เรื่อง อวสานเซลส์แมน ซึ่งฉายทางช่อง 3  (พ.ศ. 2530) แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย คุณติ๊ก ชีโร่
 

**  อวสานเซลส์แมน (Death of a Salesman) เป็นบทละคร ผลงานประพันธ์ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2492 และได้รางวัลพูลิตเซอร์และรางวัลโทนีในปีนั้น บทละครกล่าวถึงชีวิตของวิลลี่ โลแมน เซลส์แมนที่ต้องวิ่งหาลูกค้า เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งการโกหกพกลม แต่แล้วในที่สุดก็ต้องยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาด้วยความขมขื่น โลแมนกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองโดยการฆ่าตัวตาย เพื่อการยอมรับจากลูกเมียของตัวเอง

อวสานเซลส์แมน ได้รับการยกย่องว่าเป็นละครแห่งยุค มิลเลอร์สามารถสะท้อนสภาพสังคม และความฝันของคนอเมริกันชนได้อย่างถึงแก่น และเป็นผลงานชิ้นเอกของมิลเลอร์ ถูกนำมาแสดงเป็นละครเวที และภาพยนตร์หลายครั้ง ในประเทศไทยเคยมีการนำบทละครเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ฉายทางช่อง 3 รับบทโดย พิศาล อัครเศรณี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ดนตรีประกอบโดย ศิริศักดิ์ นันทเสน (ติ๊ก ชิโร่)
 

*** เพลงใจจะทน https://www.youtube.com/watch?v=ABb2zL0V7fw


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น