อัปเดตล่าสุด 2020-06-11 09:21:39

ตอนที่ 7 บทคู่รัก (The Lovers) : บทบาทของฝ่ายชาย

ความรักจักต้องให้                       เวลา

เพราะรักนั้นต้องมา                      เกี่ยวข้อง

เพราะรักเปรียบสัญญา                 ระหว่าง สองคน

เพราะรักดุจโซ่คล้อง                     เกี่ยวก้อยร้อยใจ


 

บทคู่รัก (The Lovers) : บทบาทของฝ่ายชาย

 

          กึง! สวบ!

            เสียงลูกบาสเกตบอลกระทบแป้นก่อนจะตกลงในห่วงตาข่าย

               “แม่นนี่หว่า อ๊าท!” หัวหน้าทีมตะโกนชมเพื่อนร่วมทีม สิบนาทีหลังจากนั้นจึงปล่อยให้ทุกคนในชมรมบาสเกตบอลแยกย้ายกันกลับบ้าน ‘อ๊าท’ หนุ่มร่างโย่งแต่หัวเกรียนเนื่องจากเรียน ร.ด. จึงรีบเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับ

               “อ๊าทจะกลับเลยรึไง? หรือจะไปเรียนพิเศษต่อ?” หัวหน้าทีมที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทเตร่เข้ามาชวนคุย

               “เออ...วันนี้ไม่มีเรียนพิเศษ ก็ว่าจะกลับเลย” เด็กหนุ่มตอบ

               “งั้นวันนี้ก็ไม่ได้เจอหวานใจน่ะสิ” คำแซวมาพร้อมกับการยักคิ้วหลิ่วตา

               “เออ ๆ ไม่ต้องมาแซวเลย แล้วทำไมไม่หามั่งละวะ? แฟนน่ะ” อ๊าท หนุ่มร่างโย่งสวนกลับบ้าง

               หัวหน้าถอนใจก่อนที่จะบอกกับเพื่อนสนิท

               “เอ็งก็รู้นี่หว่า พวกเรามันเด็กโรงเรียนชายล้วน คุยกับผู้หญิงทีไรก็ได้แต่ตื่นเต้นจนตัวสั่น รึเอ็งไม่เป็นวะ มีแฟนแล้วนี่?”

               “เป็นอยู่ว่ะ...ขนาดกับแฟนบางทียังเป็นเลย” อ๊าทพูดจบจึงโบกมือลาหนุ่มโสดกัปตันทีม

               “ระวังนะเว้ย สวย ๆ อย่างนั้น เดี๋ยวก็มีหนุ่มมาจีบตรึมล่ะวะ” เสียงกระเซ้าไล่หลังที่ดูเหมือนจะพูดให้ตลก ทว่ามันกลับทำให้เด็กหนุ่มหวั่นไหวในใจยิ่ง

               “พรุ่งนี้เจอกัน! มาซ้อมแต่เช้าล่ะ ใกล้ถึงวันแข่งแล้ว!” หัวหน้าทีมกำชับเป็นการเป็นงาน อ๊าทไม่ได้ว่ากระไร ได้แต่เพียงโบกมือลาเท่านั้น

              

               …

               ‘นิรุทธ์’ หรือ ‘อ๊าท’ หากจะเรียกชื่อเล่น เขาเดินลงจากรถเมล์แถว ๆ แยกประตูน้ำเพื่อตรงกลับบ้านที่อยู่ถัดไปไม่กี่ช่วงตึก อันที่จริงหากจะนั่งรถเมล์ต่ออีกสักหน่อย เขาก็คงไม่ต้องเดินไกลนัก หากแต่การเดินน่าจะทำให้ถึงที่หมายเร็วกว่าการทนนั่งแกร่วอยู่บนรถเมล์

               ขณะที่เด็กหนุ่มนักบาสฯกำลังเดินบนทางเท้านั้น เขาไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องจับอย่างไม่วางตา...สายตาลึกลับมองมาจากคูหาเล็ก ๆ ตรงแยกประตูน้ำแห่งนี้ ในห้องคูหามีเพียงโต๊ะปูผ้าดำที่วางเป็นเฟอร์นิเจอร์

               เจ้าของสายตาที่เขม้นมองหนุ่มอ๊าทผู้หัวเกรียนจากการเรียน ร.ด. ก็คือ ธเรษตรีในชุดนักพยากรณ์ เด็กสาวผู้มีอายุอานามไล่เลี่ยกับตัวเขา

               นักพยากรณ์จ้องมองหนุ่มอย่างไม่วางตา สาวน้อยนักทำนายขนลุกไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย นั่นเพราะเพียงแค่วินาทีเดียวเท่านั้นที่เธอมองเห็นเด็กหนุ่ม...มันเหมือนกับเมื่อคราวที่ได้ทำนายหญิงสาวนักกีฬาวอลเลย์บอล...หรือเหมือนกับครั้งที่พบพี่สาวร่างท้วมผู้อยากฆ่าตัวตาย

นั่นคือธเรษตรีสามารถรับรู้ความรู้สึก รับรู้อารมณ์ของพวกเขา!?

และอารมณ์ในใจของเด็กหนุ่มผู้นั้น...คือความวิตกกังวล

แม้ธเรษตรีจะพรั่นพรึงในความผิดปกติของตัวเอง หากแต่ความใคร่รู้กลับมีมากเสียยิ่งกว่า นักทำนายสาวอยากรู้เหลือเกินว่าหนุ่มโย่งคนนี้มีปัญหาอะไร และเธอจะสามารถชี้แนะหนทางแก้ไขได้หรือไม่ ?

               “ดูหมอไหมคะ” เธอตัดสินใจร้องถามเมื่อเด็กหนุ่มเดินผ่านเข้าใกล้

               “ครับ?” เมื่อได้ยินเสียงเรียก จึงทำให้นิรุทธ์ต้องหันไปมอง

               “อยากทำนายโชคชะตาไหมคะ...ทำนายและแก้ไขปัญหาที่คุณอยากรู้ด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ”

               “ดูดวง?...แพงไหมล่ะครับ?” อ๊าทถามด้วยเกิดนึกสนใจ อีกทั้งการพยากรณ์ด้วยไพ่เพียงใบเดียวนั้น เป็นการทำนายที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่อย่างไรเขาก็ต้องถามเรื่องราคาไว้ก่อน ด้วยเพราะไม่อยากเสียเงินทองจากการดูหมอที่ไร้สาระ

               “เรื่องค่าดู...แล้วแต่จะให้น่ะค่ะ” เป็นคำตอบที่ทำให้นักบาสฯหูผึ่งด้วยความประหลาดใจ

               “งั้นดูเสียหน่อยก็คงดีเหมือนกัน” อ๊าทอ้อมแอ้มตอบด้วยอาการประหม่า นั่นเพราะเด็กหนุ่มสังเกตเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีนิลนั้น อายุอานามของแม่หมอไม่น่าจะต่างจากตัวเขาสักเท่าไร ที่สำคัญนักทำนายคนนี้จัดว่าเป็นเด็กสาวที่มีหน้าตาดีทีเดียว และนั่นเป็นอีกข้อหนึ่งที่ทำให้นิรุทธ์เกิดอาการประหม่ามากยิ่งขึ้น

               “แต่คุณต้องเล่าเรื่องที่อยากให้ทำนาย หรือก็คือเรื่องที่คุณกำลังกังวลด้วยค่ะ” เป็นคำอธิบายเรียบ ๆ เพื่อนำสู่วิธีการพยากรณ์

               “ตะ...ต้องเล่าด้วยเหรอครับ?”

               “ค่ะ” คำยืนยันเย็นเยือกจากปากหมอดูที่บัดนี้เริ่มสลับไพ่ทาโรต์ในมือช้า ๆ

               “ก็...ก็ได้ครับ” หนุ่มนักบาสฯตอบรับอย่างตื่นเต้น ในใจอดสงสัยตัวเองไม่ได้ที่หลงเชื่อวิธีทำนายอันแสนแปลกประหลาดหาที่จะมีใครเหมือน

               ราวกับตัวเขากำลังถูก ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ดึงดูดให้เข้ารับการพยากรณ์ยังไงยังงั้น?

               “คือว่า ผมมีแฟนน่ะครับ แฟนผมเป็นคนสวยมาก” นักบาสฯเริ่มเรื่อง

               “เอ่อ...คือผมอยู่โรงเรียนชายล้วนน่ะครับ” เล่าไปพลางพร้อมกับก้มลงมองอักษรที่อกเสื้ออันแสดงถึงตัวย่อของชื่อโรงเรียน

               “ผมเลยวางตัวกับผู้หญิงลำบาก...คือไม่ค่อยถนัดน่ะครับ”

               “ผมเลยกังวลและอยากรู้ว่าความรักของผมกับแฟนจะเป็นอย่างไรน่ะครับ” ถึงตรงนี้หนุ่มนักกีฬารู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า

               นักพยากรณ์หยุดสลับไพ่ก่อนจะวางทั้งสำรับคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงใช้ฝ่ามือบรรจงคลี่ไพ่ทั้งหมดให้กระจายแผ่กว้าง

               “เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” เป็นน้ำเสียงเยียบเย็นจากริมฝีปากบางสวย

               นิรุทธ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติไปจากทีแรก โดยเฉพาะท่าทางอันลึกลับของหมอดู ขนทั่วร่างกำลังลุกชันด้วยความรู้สึกประหลาดที่กำลังพวยพุ่ง ราวกับจิตที่สังหรณ์ว่าตนเองกำลังได้พบเจอเรื่องลี้ลับ

นักพยากรณ์ชุดดำชะโงกตัวมาข้างหน้าพร้อมยื่นศีรษะจนใบหน้าเกือบจะชิดกับเด็กหนุ่ม แววตาสีดำและแข็งกระด้างจ้องจับที่ใบหน้าคู่สนทนา

               “เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” เสียงเย็นเยือกจากปากอีกครั้ง หนุ่มนักบาสฯรู้สึกเหมือนเป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างมิอาจเลี่ยง

               ท่ามกลางความหวาดกลัวระคนตื่นเต้น นิรุทธ์ยื่นมือออกไปที่กองไพ่บนโต๊ะ เขาหลับหูหลับตาหยิบออกมาใบหนึ่ง และพลิกดูด้านหน้าของไพ่นั้นทันที

               The Lovers…ไพ่คู่รัก!

               “ความรักของคุณจะสมหวัง” เป็นเสียงของนักพยากรณ์ที่ตอนนี้ถอยกลับไปนั่งเก้าอี้ในท่าปกติ

               “จะ...จริงหรือครับ” อ๊าทถามย้ำ แม้จะตื่นกลัวกับกิริยาพิลึก ๆ ของหมอดู แต่ตอนนี้เขาเริ่มตื่นเต้นกับคำทำนายมากกว่า

               “ใช่” นั่นเป็นคำยืนยันที่ทำเอานักกีฬาหนุ่มแก้มแทบปริ เขาหันไปมองหน้าไพ่ที่มีรูปหญิงชายยืนเปลือยคู่กัน

               “แต่ว่า...” เมื่อมีคำว่า ‘แต่’ แก้มที่พองจนปริพลันหุบลงอย่างรวดเร็ว

               “แต่? แต่อะไรครับ?” หนุ่มหัวเกรียนเริ่มใจคอไม่ดี ความรักของเขาต้องมีอุปสรรคอย่างนั้นหรือ?

               “รูปที่แสดงบนไพ่...ฝ่ายชายกำลังมองฝ่ายหญิง ทว่าผู้หญิงกลับมองขึ้นไปบนฟ้า ไพ่ใบนี้มีความหมายซ่อนอยู่ นั่นคือเพศชายนั้นไม่อาจหยั่งรู้จิตใจของฝ่ายหญิงได้หมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความรัก ดังนั้นเพศชายจะต้องพยายามให้ความสนใจและดูแลฝ่ายตรงข้ามให้มากขึ้น” และนั่นคือคำอธิบาย

               “ถ้าอย่างนั้นผมควรทำเช่นไร?” อ๊าทถาม

               “ง่าย ๆ ค่ะ ก็พยายามนึกถึงจิตใจของคนที่เรารักไว้ จากนั้นก็ทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการน่ะสิคะ” เป็นคำอธิบายใส ๆ จากนักทำนายที่บัดนี้ใบหน้าและแววตาได้แปรกลับมาเป็นปกติเหมือนกับในทีแรก

               “งั้นหรือครับ” หนุ่มโย่งทำท่าครุ่นคิดก่อนจะจ่ายเงินค่าทำนายและกล่าวคำร่ำลา

               …

               …

               นิรุทธ์วิ่งเต็มที่เพื่อที่จะให้ไปถึงสถาบันกวดวิชาให้เร็วที่สุด หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เขาจำต้องปล่อยให้หญิงคนรักต้องรอ เหตุผลที่ชายหนุ่มต้องไปสายเป็นประจำนั้นหาใช่เพราะเกะกะเกเรไม่ หากแต่ด้วยภาระหน้าที่นักกีฬาประจำโรงเรียนที่ทำให้ต้องหมั่นซ้อมไม่ขาดช่วง โดยเฉพาะในฤดูกาลแข่งขันประจำปีเช่นตอนนี้

               เบื้องหน้าเด็กหนุ่ม บริเวณประตูทางเข้าสถาบันกวดวิชา ร่างงอนงามที่คุ้นเคยกำลังยืนรออยู่เหมือนเช่นทุกครั้ง

               ทว่าครานี้หญิงคนรักไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว หากแต่มีหนุ่มหล่อกำลังเข้ามาทักทาย!

               “กิ๊ฟ...รอนานหรือยัง” อ๊าทส่งเสียงทักออกไปดังพอควร ความหมายของประโยคนั้นสามารถแปลได้กลาย ๆ ได้ว่า ‘นี่แฟนตูเฟ้ย! อย่ามายุ่ง’

               “อ๊าท! มาแล้วเหรอ” สาวคนรักในทรงผมหางม้ารีบเดินมาทางเขา จริง ๆ แล้วอ๊าทเองก็เชื่อใจคนรักอยู่หรอก แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ชอบที่มีผู้ชายคนอื่นเข้ามาเกาะแกะแฟนสาว  

               “ทำไมอ๊าทมาช้าจัง?” ชุลีพรถาม ใบหน้ามีแววเง้างอ  

               “ขอโทษ ๆ พอดีติดซ้อมบาสฯอยู่น่ะ” หนุ่มโย่งนักกีฬาตอบตามจริง อย่างไรคนรักก็คงเข้าใจภาระหน้าที่ที่เขาต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน

“งั้นเหรอ” คำตอบมาพร้อมรอยยิ้ม อ๊าทรู้สึกโล่งและดีใจที่แฟนเข้าใจเขาโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก

“งั้นพวกเราเข้าไปเรียนกันเถอะ”ชายหนุ่มจึงรีบชวนคนรักเข้าไปข้างในเนื่องเพราะอาจารย์กำลังจะเริ่มการบรรยายในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

              

               หลังเลิกเรียนพิเศษ บรรยากาศภายนอกเต็มไปด้วยแสงสีแห่งเมืองกรุงที่พึ่งจะผ่านห้วงเวลาของสนธยามาเพียงไม่กี่อึดใจ

               “อ๊าท เดี๋ยวเราไปกินข้าวที่สยามพารากอนด้วยกัน” กิ๊ฟชวนแฟนหนุ่มนักกีฬาขณะกำลังเก็บสมุดหนังสือลงกระเป๋า

               นิรุทธ์ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาเพื่อประมาณเวลาว่าหากไปรับประทานอาหารเย็นกันต่อ ตัวเขาและชุลีพรจะสามารถกลับบ้านโดยไม่ดึกเกินไป

               “อืม...ก็ได้” เขาตอบหลังจากที่คิดคำนวณเวลาอย่างถ้วนถี่

              

               ในห้างสรรพสินค้าอันหรูหรา สองวัยรุ่นวุ่นรักเดินออกจากร้านอาหารที่เพิ่งจะรับประทานเสร็จไปเมื่อครู่  ขณะนี้ทั้งคู่กำลังเดินตัดผ่านตัวห้างฯเพื่อจะไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตัวอาคาร

               “เดี๋ยว ๆ อ๊าท ขอกิ๊ฟแวะตรงนี้นิดหนึ่ง” เด็กสาวผู้ไว้ผมทรงหางม้าร้องบอกแฟนหนุ่มก่อนจะสืบเท้าไปยังตู้โชว์สินค้าของแผนกเครื่องประดับ

               “ว้าย! เจ้าหนูยังอยู่ด้วยล่ะ” เป็นเสียงร่าเริงของเด็กสาว สร้อยเงินสลับลายมุกประดับประดาด้วยพลอยสีชมพูใสห้อยอยู่ในตู้โชว์รอเวลาที่จะถูกซื้อ มันเป็นสร้อยที่มีสไตล์ร่วมสมัยอีกทั้งงดงามและเก๋ไก๋ไม่เบา หากชุลีพรได้สวมใส่ เธอคงสวยโดดเด่นมากยิ่งกว่านี้

               “ชอบมาดูสร้อยเส้นนี้จังนะ” นิรุทธ์เอ่ย หลายต่อหลายครั้งที่แฟนสาวเดินผ่านห้างนี้ เมื่อไรก็เมื่อนั้น เธอจะต้องแวะมาดูเจ้าหนูเส้นนี้ทุกครั้งไป

               นี่ถ้าหากถูกใครซื้อไป เธอจะว่าอย่างไรกันนะ?

               “แหม...ก็มันน่ารักนี่ แต่ทำไมไม่ยักมีใครซื้อไปนะ”

               นักกีฬาสมัครเล่นเหลือบมองป้ายราคาแล้วลอบถอนใจ...สามพันกว่าบาท เขารู้ดีว่าหากจะซื้อสร้อยเส้นนี้ คงต้องเก็บเล็กผสมน้อยอีกนานทีเดียว ดีแต่ว่ากิ๊ฟเป็นคนน่ารัก เธอไม่เคยปริปากขอของขวัญแพง ๆ กับเขาแม้สักครั้ง…หากจะมีบ้างก็เพียงดอกไม้สักดอกในโอกาสพิเศษเท่านั้น

               …

              

               “ฮัลโหล...เอ๊ะเหรอ?” นิรุทธ์กรอกเสียงลงไปยังโทรศัพท์ ทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามผู้เป็นเพื่อนเก่ารับสาย

               “อ๊าท?” เสียงใสตอบกลับมา

               “คือ...อ๊าทอยากเจอเอ๊ะน่ะ” เป็นคำตอบของหนุ่มหัวเกรียนร่างโย่ง

               คราวนี้อีกฝ่ายเงียบไป

               “เอ๊ะยังฟังอยู่หรือเปล่า”

               “ฟังอยู่จ้ะ แล้วจะเจอกันเมื่อไรดีคะ?” น้ำเสียงของหญิงสาวซึ่งหากใครสามารถลิ้มรสแห่งสุ้มสำเนียงได้ล่ะก็คงหวานฉ่ำน่าดู

               “วันพรุ่งนี้เอ๊ะว่างไหม ที่…” จากนั้นอ๊าทจึงนัดเวลาและสถานที่

              

               …          

               ปรี๊ดดดดดด!

               เสียงนกหวีดดังยาวแสดงความหมายถึงเวลาการแข่งขันที่หมดลง นักกีฬาบาสเกตบอลทั้งสองโรงเรียนยืนเรียงแถวตรงกลางสนามเพื่อจับมือแสดงความมีน้ำใจหลังจากที่ได้แข่งขันอย่างเต็มที่  

               นิรุทธ์ร่วมประชุมทีมบาสเกตบอลก่อนแยกย้ายกันกลับ นี่คงเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายของปีนี้ เด็กหนุ่มเหลือบมองคะแนนบนสกอร์บอร์ดอีกครั้งก่อนจะถอนใจยาว ทีมโรงเรียนของเขาพ่ายไปด้วยคะแนนเพียงแค่สามแต้มเท่านั้น

               “อย่าเศร้าไปเลย กีฬาก็ต้องมีแพ้มีชนะ” เสียงใสจากข้างหลังทำให้หนุ่มอ๊าทต้องหันไปมอง เขาพบว่าบุคคลที่เข้ามาทักเป็นเด็กสาวหน้าคมในชุดนักเรียนกระโปรงยาว

               “อ้าว! เอ๊ะนี่เอง มารอนานหรือยัง?” อ๊าทร้องทัก สาวสวยคนนี้ก็คือคนเดียวกันกับที่เขาโทรศัพท์หาเมื่อวันก่อน

               “ก็ไม่นานหรอก งั้นเดี๋ยวเราไปกันเลยไหม” สาวหน้าคมชวน

               “ได้เลย รบกวนเอ๊ะหน่อยนะ”

               “ไม่มีปัญหาจ้ะ จากตรงนี้ก็ไม่ไกลเท่าไรด้วยแหละ ราว ๆ สี่ห้าป้ายรถเมล์เท่านั้นเอง” เอ๊ะตอบหนุ่มโย่ง

               ...

               ที่โรงหนังแห่งหนึ่งแถวสยาม ในห้องพักของผู้จัดการ เด็กนักเรียนสองคนที่มาด้วยกันกำลังพยายามขอร้องชายวัยกลางคนหนวดยาวที่นั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

               “หนูเอ๊ะไม่น่าพามาเลย แค่หนูคนเดียวลุงก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว” ชายไว้หนวดพึมพำทำนองบ่นให้เด็กสาวหน้าสวยได้ยิน

               “ขอโทษค่ะ คือเอ๊ะอยากช่วยเพื่อน…ขอร้องล่ะค่ะ ครั้งนี้แค่ครั้งเดียว” เด็กสาวพยายามอ้อนวอนสุดฤทธิ์

               “เฮ้อ...ไอ้จะทำน่ะมันก็ได้อยู่หรอก” ชายไว้หนวดพูดเสียงอ่อน ๆ ดูท่าเขาจะแพ้เสียงออดอ้อนของเอ๊ะ

               “จริง...จริงหรือครับ!” อ๊าทตาลุกวาว ดูเหมือนการเจรจาจะประสบความสำเร็จ

               “แต่จะทำได้เหรอ? ถึงจะไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนะ” ลุงหนวดกล่าวกับเด็กหนุ่มหัวเกรียน

               “ไม่เป็นไรค่ะ เอ๊ะจะสอนให้อ๊าทเอง” สาวเอ๊ะรีบบอก

               “เอางั้นก็ได้...เฉพาะหลังเลิกเรียนกับวันเสาร์อาทิตย์ล่ะกัน มาทำพร้อมกับหนูเอ๊ะนะ โรงหนังที่นี่น่ะ คนเข้าชมน้อย งบน้อย ได้พวกหนูมาช่วยดูแล ลุงก็เบาแรงขึ้น แต่อันที่จริง ลุงไม่อยากใช้แรงงานเด็กนักเรียนเลยสักนิด เฮ้อ...”

               “ผมจะพยายามครับ!” นักกีฬาหนุ่มยื่นคำมั่น

               “ไหวนะ ? มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก” คุณลุงผู้ไว้หนวดมองอย่างชั่งใจ

               “รับรองครับ…รับรองค่ะ” สองหนุ่มสาวตอบรับพร้อมกัน อ๊าทดีใจมากมายที่การเจรจาประสบผลสำเร็จ และนั่นจะทำให้เขามีรายได้พิเศษ และเมื่อผนวกกับเงินเก็บที่มีอยู่บ้างก็น่าจะพอซื้อ ‘เจ้าหนู’ สร้อยเส้นงามที่รออยู่ในห้างสรรพสินค้า

กระนั้นชายหนุ่มมัวแต่ดีใจจนลืมสังเกตสายตาของเอ๊ะที่ลอบมองเขา

               …

               …

               ตรู๊ดดดดดดด!

เสียงโทรศัพท์แบบพกติดตามตัวดังยาว นิรุทธ์รีบผละออกจากโรงหนังด้วยเพราะลืมปิดโทรศัพท์ โชคดีที่เป็นช่วงระหว่างรอรอบฉายภาพยนตร์ ไม่เช่นนั้นคงถูกผู้ชมร้องเรียนอย่างแน่นอน และด้วยเหตุที่ต้องมาดูแลโรงหนังในช่วงหลังเวลาเรียน จึงทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถไปสถาบันกวดวิชาได้ในช่วงหลาย ๆ วันที่ผ่านมา 

               เพื่อน ๆ ของอ๊าทที่รู้ข่าวการแอบรับจ๊อบพิเศษเคยถามเขา ถึงการที่ปล่อยให้แฟนสาวที่สวยมากไปเรียนพิเศษเพียงคนเดียวนั้น ไม่กลัวว่าจะมีหนุ่ม ๆ เข้ามาจีบหรืออย่างไร

               แม้จะหวั่นใจกับคำถามประเภทนี้...แต่สำหรับอ๊าทแล้วเขาเลือกที่จะเชื่อใจกิ๊ฟมากกว่า

              

“อ๊าทเหรอ นี่กิ๊ฟเองนะ” เสียงคุ้นเคยดังทันทีที่อ๊าทกดปุ่มรับสาย

               “อ้าว...ว่าไงกิ๊ฟ มีอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มทักทายกลับด้วยคำถาม สายตาเหลือบมองนาฬิกาที่ใกล้จะถึงเวลาที่ต้องเปิดประตูโรงภาพยนตร์ในรอบต่อไป

               “ก็...ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่ทำไมช่วงนี้อ๊าทไม่ไปเรียนพิเศษ” เป็นคำถามที่หนุ่มนักกีฬาคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะต้องได้ยิน  

               “เอ่อ...พอดีต้องซ้อมแข่งบาสฯน่ะ ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะ” นั่นคือคำตอบที่เตรียมไว้ กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกผิดที่ต้องโกหก สังเกตได้จากน้ำเสียงที่อึกอักมีพิรุธ

            แต่อย่างไรก็ต้องปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อน!

               “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ว่าแต่อ๊าทว่างไหมวันเสาร์นี้ เราไปดูหนังกันนะ ที่โรง...” สาวคนรักเปลี่ยนเรื่องเป็นชวนเขาออกไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทั้งคู่กระทำร่วมกันบ่อย ๆ

               “ที่โรง...” หนุ่มนักกีฬาสะดุ้งวาบที่สันหลัง โรงหนังที่แฟนสาวเสนอชื่อออกมา

               เป็นโรงภาพยนตร์เดียวกันกับที่เขากำลังยืนอยู่ในตอนนี้!?

               “ขอโทษทีนะกิ๊ฟ พอดีเสาร์นี้อ๊าทก็ติดซ้อมน่ะ แล้วจะหาเวลาใช้ให้นะ”หนุ่มหัวเกรียนพยายามเลี่ยงโดยใช้เหตุผลเดิมอีกครั้ง ที่ต้องโกหกก็เพราะวันเสาร์ที่จะถึง เขาก็จำเป็นต้องอยู่ทำงานที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้ นิรุทธ์หวังว่าอย่างไรเสียคนรักน่าจะเข้าใจ

               “งั้น...ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าก็ได้ แค่นี้นะ” นั่นประไร สมแล้วที่เป็นคนที่เขาเลือก กิ๊ฟสามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายจริง ๆ ด้วย

              

               …

               …

               ‘อ๊าท’ หนุ่มนักกีฬาบาสเกตบอลประจำโรงเรียน บัดนี้เขาวิ่งกระหืดกระหอบเต็มที่ เด็กหนุ่มรีบเร่งเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะตอนนี้เป็นเวลาเย็นของวันจันทร์...ใช่! วันจันทร์ที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของหญิงสาวที่เขารักมากที่สุด แต่ที่ตอนนี้ต้องรีบเร่งก็เพราะเขามัวเสียเวลาเดินหา ‘ของขวัญ’ อยู่นาน เหตุผลก็เพราะสร้อยสุดสวย ‘เจ้าหนู’ ที่เขาตั้งใจเก็บเงินซื้อได้ถูกขายออกไปก่อนแล้ว อ๊าทจึงต้องเดินหาสร้อยคออย่างเดียวกันในหลาย ๆ ห้างที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

               อย่างไรก็ตาม...กว่าจะหาพบก็เป็นเวลาที่สายเอามาก ๆ ทีเดียว กระนั้นหนุ่มนิรุทธ์ก็คิดว่าน่าจะยังทันเวลาเลิกเรียนพิเศษ หนุ่มโย่งวิ่งไปพลางตบกระเป๋ากางเกงที่บรรจุของล้ำค่าไปพลาง

              

               “กิ๊ฟ! กิ๊ฟ ผมมาแล้ว!” นิรุทธ์เรียกเมื่อเห็นแฟนสาวยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าสถาบันกวดวิชา

               “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ” เด็กหนุ่มรีบเอ่ยคำอวยพร ถึงแม้เขาจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ตอนนี้ความตื่นเต้นที่จะเซอร์ไพร์สด้วยของขวัญที่มาจากน้ำพักน้ำแรงนั้นมีมากกว่า

               “มาทำไม!” เสียงห้วนจากสาวคนรัก

               “ขอโทษที พอดีมีปัญหานิดหน่อยน่ะ” อ๊าทบอก เขาล้วงมือลงในกระเป๋าเพื่อเตรียมหยิบของขวัญ

               “ทีหลังอ๊าทไม่ต้องมาแล้วนะ!” คราวนี้เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ ทำเอาหัวใจของหนุ่มนักกีฬาหล่นไปกองกับพื้น ความตื่นเต้นระทึกเมื่อครู่หดหายไปเกือบหมด

               เขาทำอะไรผิด?…หรือเพียงเพราะไม่ได้มาเรียนพิเศษหลายวัน? 

               “ทำไมดุจังล่ะกิ๊ฟ” พ่อหนุ่มนักกีฬาถามด้วยอาการงุนงง เขาไม่แน่ใจถึงความผิดที่ตัวเองอาจก่อไว้โดยที่ไม่ทันรู้ตัว

               “อ้าว!” ทว่ายังไม่ทันฟังคำตอบ อ๊าทถึงกับร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง เมื่อสายตามองผ่านเลยร่างหญิงคนรักไปหยุดอยู่ที่มือของหนุ่มหล่ออีกคนที่ยืนอยู่ถัดไป

               สร้อยแสนสวย ‘เจ้าหนู’ ที่เหมือนกับอีกเส้นในกระเป๋าของเขา บัดนี้มันอยู่ในมือของชายแปลกหน้า

            ที่สำคัญหนุ่มคนนั้นกำลังยื่นมอบให้แก่กิ๊ฟ!?

               “อ๋อ...ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง” นิรุทธ์ปะติดปะต่อเรื่องราว

               “ผมคงไม่มีโอกาสอีกแล้วสินะ” ความตั้งใจที่จะนำของขวัญมาเซอร์ไพร์สมลายไปสิ้น เหลือแต่เพียงความน้อยใจเมื่อเห็นของขวัญในมือของชายแปลกหน้า

               “สร้อยเส้นนี้กิ๊ฟคงไม่ต้องการ” พร้อมคำพูด อ๊าทหยิบสร้อยที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงออกมา ก่อนที่จะวางลงในมือของสาวคนรัก

            นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน...หากหญิงที่รักได้เจอกับคนที่ดีกว่า อ๊าทก็คิดว่าควรจะถอยหลังเพื่อไม่ให้เธอต้องลำบากใจ

               “สร้อยเส้นนี้แม้จะแทนความรักไม่ได้ แต่ผมก็ยืนยันว่าความรักที่มีให้กับกิ๊ฟนั้นเป็นของจริง” เป็นประโยคสุดท้ายก่อนการลาจาก

 

‘รูปที่แสดงบนไพ่...ฝ่ายชายกำลังมองฝ่ายหญิง ทว่าผู้หญิงกลับมองขึ้นไปบนฟ้า ไพ่ใบนี้มีความหมายซ่อนอยู่ นั่นคือเพศชายนั้นไม่อาจหยั่งรู้จิตใจของฝ่ายหญิงได้หมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความรัก ดังนั้นเพศชายจะต้องพยายามให้ความสนใจและดูแลฝ่ายตรงข้ามให้มากขึ้น’

 

คำทำนายของนักพยากรณ์แว่วในสมอง ใช่แล้ว! ตัวเขาเองที่ผิด!...ผิดที่ไม่สนใจและปฏิบัติตามคำเตือน

ผิดที่ไม่ยอมนึกถึงหัวใจของคนที่ตนเองรัก

ผิดที่มัวแต่คำนึงถึงเรื่องวัตถุที่พยายามสรรหามาให้

บัดนี้นิรุทธ์ผู้บรรลุสัจธรรม ว่าแท้จริงแล้วของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด...ของขวัญที่ทุกคนล้วนต้องการจากคนรัก

นั่นคือเวลา

            หากย้อนเวลาให้กลับไปได้อีกครั้ง เขาคงไม่ปล่อยวันเวลาอันมีค่าให้ผ่านพ้น ทุกวินาทีจะเพียรพยายามทุ่มเทให้กับคนที่รักมากที่สุด...ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนฝูงหรือคนรัก

               แต่สำหรับกิ๊ฟ...เขาคงไม่มีทางที่จะย้อนคืน

                

               “ตาบ้า! จะไปไหนน่ะ” เสียงตะโกนจากด้านหลัง เป็นเสียงของเด็กสาวที่เขามอบหัวใจให้หมดดวง

               ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า แม้น้ำตาลูกผู้ชายจะน่าอาย แต่บัดนี้ก็จำเป็นให้ไหลด้วยมิอาจสะกดกลั้น

               “อ๊าท…กิ๊ฟรักอ๊าทนะ” เป็นประโยคแรกที่กิ๊ฟกระซิบทันทีที่วิ่งมาถึง

               หนุ่มนักกีฬาโรงเรียนชายล้วนไม่ทันที่จะตอบ มือของสาวน้อยแสนงอนก็กุมจับที่มือของเขาอย่างแผ่วเบา

               ...แผ่วเบา หากแต่หนักแน่นและมั่นคง

               อ๊าทกุมมือตอบ สายตาสบประสานกันนิ่ง

 

เด็กหนุ่มมั่นใจว่านี่คือคนที่เขารักมากที่สุด เป็นความรักที่แตกต่างไปจากความรักที่มีต่อพ่อและแม่

และตั้งแต่นี้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร บัดนี้เด็กหนุ่มรับรู้ในหัวใจแล้วว่า...ความรักนั้นเปราะบางและต้องการการดูแล

               ดังนั้นนับจากนี้ เขาจะพยายามดูแลต้นรักที่แสนเปราะบางทว่างดงามต้นนี้ ให้เติบโตและแข็งแกร่งเป็นไม้ใหญ่ที่ยากจะแตกร้าว

               และหากแม้นคู่รักไหนที่ทำได้ ก็คงจะเป็นคู่รัก (Lovers) ที่มีความสุขมากที่สุด เขาและกิ๊ฟจะพยายามให้เต็มที่

...พยายามเพื่อความรักของกันและกัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น