อัปเดตล่าสุด 2020-06-04 09:01:11

ตอนที่ 6 บทคู่รัก (The Lovers) : บทบาทของฝ่ายหญิง

รักแท้จงเชื่อมั่น                           ภายใน

รักแท้ต้องเปิดใจ                         ให้กว้าง

รักแท้มุ่งมั่นใส่                             ใจเขา ใจเรา

รักแท้ยืนหยัดสร้าง                       ไม่หวั่นความลวง


 

บทคู่รัก (The Lovers) : บทบาทของฝ่ายหญิง

 

          กริ๊งงงงงงงงงง!

               กระดิ่งเลิกเรียนดังกังวานในยามตะวันบ่ายคล้อย นักเรียนมัธยมโรงเรียนสตรีชื่อดังย่านถนนราชดำเนินพากันเก็บข้าวของและออกจากห้องเรียน บางส่วนไปทำกิจกรรมชมรม ขณะที่บางคนออกกำลังกาย มีไม่น้อยที่เตรียมเก็บของกลับบ้าน

               ธเรษตรีก็เช่นกัน เด็กสาวรีบเก็บหนังสือเข้าใส่กระเป๋า เธอตั้งใจที่จะกลับบ้านตั้งแต่หัววัน เด็กสาวยังมีงานอื่นนอกจากการบ้านที่ต้องทำ...มันเป็นงานพิเศษที่อาจช่วยคืนความทรงจำที่ขาดหาย หรือแม้แต่ปริศนาในความฝันยามค่ำคืน...ความฝันที่เห็นซากเศษเมืองที่ลุกไหม้ ท้องฟ้าแปลกประหลาดที่มีพระอาทิตย์สองดวง!? รวมถึงปริศนาที่ต้องสูญเสียการควบคุมตัวเองให้แก่ ‘ตัวเธออีกคนหนึ่ง’ ในระหว่างที่พยากรณ์ไพ่

               ความลึกลับทั้งหมดราวกับเมฆหมอกสีนิล ทว่าธเรษตรียังเชื่อมั่นถึงหนทางที่จะรู้แจ้งในปริศนาเหล่านั้นด้วยการปฏิบัติงานที่นอกเหนือจากการเป็นนักเรียน

               งานพิเศษที่ว่าคือหมอดู...นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ !

 

               “ฝน...ฝนจ๊ะ” เสียงเรียกจากใครสักคน

               ธเรษตรีหันไปทางต้นเสียงจึงพบกับสาวสวยที่รวบผมยาวงามไว้ในลักษณะทรงหางม้า เด็กสาวจำได้ว่าเธอผู้นี้เป็นเพื่อนร่วมห้องที่มีชื่อเล่นว่า ‘กิ๊ฟ’

               “ฝนจะรีบกลับแล้วเหรอจ๊ะ” เพื่อนคนสวยถาม

               “กิ๊ฟมีอะไรให้ฝนช่วยหรือเปล่า?” นักพยากรณ์ตอบด้วยคำถาม

               คนผมยาวพยักหน้า แก้มแดงซ่านเป็นสีชมพูอ่อน ทว่าแววตากลับส่องประกายวิตกกังวล

               “คือ...คือกิ๊ฟเคยเห็นฝนไปนั่งเป็นหมอดูไพ่ยิปซีแถว ๆ ประตูน้ำ” เป็นประโยคที่เล่นเอาแม่หมอนักพยากรณ์สะดุ้งเฮือก

[ ตายละ! นี่คนอื่นรู้แล้วหรือนี่? ถ้าหากอาจารย์รู้เข้ามีหวังโดนดุและห้ามไม่ให้ทำอีกแน่ ] เด็กสาววิตกเพราะถ้าอาจารย์ทราบ เธอคงถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำงานเป็นหมอดู หรือหากโชคร้ายอาจถึงขั้นโดนทำทัณฑ์บน

“แต่ฝนไม่ต้องกังวลนะ กิ๊ฟไม่บอกใครหรอก” เพื่อนร่วมห้องรีบบอกเมื่อสังเกตเห็นสีหน้ายุ่งยากของคู่สนทนา

“จริง ๆ นะ? ขอบคุณมาก ๆ เลย ว่าแต่กิ๊ฟจะให้ฝนดูหมอให้เหรอ”  ธเรษตรีพูดอย่างโล่งใจก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องไปยังเหตุธุระของเพื่อนร่วมชั้นเรียน

“จ้ะ...คือกิ๊ฟมีเรื่องกังวลนิดหน่อย ไม่รู้จะไปพึ่งใคร” เสียงอ่อย ๆ จากสาวสวยประจำห้อง

“เรายินดีช่วยนะ แต่ว่าไพ่ยิปซี...” ใจของนักพยากรณ์ก็อยากช่วยเพื่อนอยู่เหมือนกัน ติดแต่ว่าไม่ได้นำสำรับไพ่ทาโรต์ติดมาด้วย ธเรษตรีจึงถ่วงเวลาด้วยการทำทีเป็นเก็บของลงกระเป๋าพร้อมพยายามนึกหาวิธีปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยไม่ให้เพื่อนต้องเสียใจ จนอาจเอาเรื่องที่เธอแอบทำงานเป็นหมอดูไปฟ้องอาจารย์

ทันใดนั้น อะไรบางอย่างกระทบกับมือเด็กสาวที่กำลังล้วงเข้าในกระเป๋าเพื่อจัดของ ธเรษตรีจึงก้มลงมองในช่องของกระเป๋า...มันเป็นวัตถุแข็ง ๆ

กล่องสี่เหลี่ยมที่ถูกห่อด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ!

ธเรษตรีขนลุกซู่ ไม่น่าเชื่อ! ก็เธอไม่เคยหยิบไพ่กล่องนี้มาที่โรงเรียนเลยสักครั้ง เช้านี้ก็น่าจะเป็นดังเช่นทุกวัน แล้ว...แล้วทำไมกล่องสำหรับใส่สำรับไพ่ยิปซี กล่องที่ห่อไว้ด้วยผ้าสีดำตามแบบฉบับธรรมเนียมโบราณ

เหตุใดจึงมาอยู่ในกระเป๋า?

เธอหยิบใส่กระเป๋าโดยที่ไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ? ธเรษตรีขนลุกวาบทั่วสรรพางค์กาย หรือจะเป็นตัวเธออีกคนหนึ่ง ฤๅนักพยากรณ์ชุดดำผู้นั้นจะควบคุมร่างกายเพื่อให้นำสำรับไพ่ติดมือมาด้วย หยิบมาโดยที่ตัวเธอ...ฝน - ธเรษตรีผู้เป็นเจ้าของร่างไม่ทันรู้ตัว

หากเป็นจริงตามสมมุติฐาน นั่นอาจหมายถึงสตรีลึกลับที่ควบคุมตัวเธอในยามที่เป็นนักพยากรณ์ เธอผู้นั้นสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีการทำนายไพ่เกิดขึ้นที่โรงเรียน?

ปริศนายิ่งพัวพันซับซ้อน!

 

“ฝน...ฝนจ๊ะ?” เด็กสาวผู้ไว้ผมทรงหางม้าเรียกคู่สนทนาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป

“อะ...อ๋อ เปล่าจ้ะ ฝนเจอไพ่แล้วล่ะ บังเอิญเอาติดกระเป๋ามาด้วย” นักพยากรณ์รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกไม่ให้เพื่อนรู้

“ดีจัง งั้นฝนช่วยทำนายให้กิ๊ฟหน่อยนะ” สาวสวยร่วมชั้นเรียนดีใจจนแทบตัวลอย

“ก็ได้จ้ะ แต่การทำนายของฝนน่ะ กิ๊ฟต้องเล่าเหตุของความกังวลให้ฟังด้วย ไม่อย่างนั้นดูไม่ได้นะจ๊ะ” ธเรษตรีอธิบายพร้อมเหลียวซ้ายแลขวา ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มีใครคนอื่นอยู่ในห้อง และนั่นเป็นโอกาสเหมาะที่จะทำนายไพ่ยิปซีอันเป็นสุดยอดแห่งศาสตร์พยากรณ์

“หา!? ต้องเล่าด้วยเหรอ?” กิ๊ฟตกใจเมื่อทราบเงื่อนไขที่ไม่เหมือนหมอดูคนใด

“จ้ะ มันเป็นวิธีการทำนายอย่างหนึ่ง รับรองฝนไม่ไปบอกใครแน่นอน” หมอดูชั้นมัธยมปลายให้คำมั่น

“กะ...ก็ได้จ้ะ”

“คือ...คือว่า” ใบหน้าแดงเรื่อมากขึ้นเมื่อเริ่มประโยคแรกของการเล่า สาวน้อยผู้ขวยอายเหลือบมองเพื่อนนักทำนาย ก็เห็นเพียงมือทั้งสองที่เริ่มสลับไพ่ช้า ๆ ส่วนใบหน้าปรากฏแววตาที่นิ่งสนิทราวสายน้ำที่หยุดรินไหล และเมื่อเห็นว่าหมอดูไม่ได้ขัดจังหวะอะไร สาวกิ๊ฟจึงเริ่มเล่าเรื่อง

               “คือว่ากิ๊ฟ...เอ่อ...กิ๊ฟมีแฟนแล้วน่ะ” คำพูดที่ยากลำบากหลุดจากปากจนได้ อันที่จริงการที่เด็กสาวจะมีแฟนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหนา แต่การที่เธออยู่โรงเรียนหญิงล้วนนี่น่ะสิ อาจทำให้ดูน่าแปลกอยู่บ้าง โดยเฉพาะเด็กที่เรียบร้อยอย่างเธอ

               ไม่มีคำพูดใดจากนักพยากรณ์ สาวสวยผู้อยู่ในห้วงอินเลิฟจึงเล่าต่อ

               “กิ๊ฟเจอ ‘อ๊าท’ ที่เรียนพิเศษ พอได้คุยกันก็รู้สึกสนุกดีเลยลองคบกันน่ะจ้ะ ได้สักเกือบครึ่งปีแล้วล่ะ”

               “แต่ที่กิ๊ฟกลุ้มใจก็คือเดี๋ยวนี้อ๊าทไม่รู้เป็นอะไร เหมือนไม่ค่อยมีเวลาให้เลย กิ๊ฟกลัวน่ะ...กลัวว่าเราอาจจะไปด้วยกันไม่ได้!?”

               ไพ่ทาโรต์ที่สลับอยู่ในมือของนักพยากรณ์ถูกคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ จากนั้นทั้งหมดจึงถูกคลี่เรียงกระจายเพื่อความสะดวกในการหยิบเลือกของผู้รับการทำนาย

               “เลือกใบหนึ่งด้วยมือซ้าย” เป็นคำบอกจากปากนักทำนาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมชั้นรู้สึกถึงความผิดปกติเล็กน้อย นั่นเพราะน้ำเสียงและวิธีการพูดราวกับไม่ใช่ ‘ฝน’ คนเดิม!?

               กระนั้นสาวสวยผมทรงหางม้าก็ยังเอื้อมมือซ้ายเพื่อหยิบไพ่ออกมาใบหนึ่งก่อนที่จะหงายด้านหน้าขึ้นดู

               The Lovers…ไพ่คู่รัก!

               ลักษณะหน้าไพ่ถูกวาดด้วยสีสันงดงาม ภาพจิตรกรรมถูกสรรสร้างเป็นรูปคู่ชายหญิงในร่างเปลือยเปล่า บุคคลทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ฝ่ายชายกำลังจ้องมองฝ่ายหญิง ทว่าฝ่ายหญิงกลับเงยหน้าขึ้นยังท้องฟ้าด้านบน

               “หมายความว่าอย่างไรจ๊ะ ไพ่ใบนี้ดีหรือเปล่า?” คำถามจากผู้รับการทำนาย

               “ดีแน่นอน ไพ่ใบนี้สื่อถึงความรักที่สมปรารถนา เพียงแต่ว่าบางครั้ง...” หมอดูเริ่มอธิบายความหมาย

               “บางครั้ง? บางครั้งทำไมหรือจ๊ะ?”

               “รูปที่แสดงบนไพ่...การที่ฝ่ายชายมองฝ่ายหญิง แต่ผู้หญิงกลับมองขึ้นไปบนฟ้านั้นมีความหมายโดยนัยซ่อนอยู่”

“นั่นคือผู้ชายไม่อาจหยั่งรู้จิตใจของฝ่ายหญิงได้เสียหมดทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของความรัก ดังนั้นฝ่ายหญิงอาจต้องรอด้วยความเข้าใจบ้าง” นั่นคือคำอธิบาย

               “จ้ะ...แล้วไงต่ออีก ” คราวนี้ผู้รับทำนายเงยหน้ามองนักพยากรณ์ ริ้วแห่งความกังวลลดลงไปบ้างด้วยเพราะอย่างน้อยไพ่ใบนี้ก็เป็นไพ่ที่ดีและสมหวัง

               “จบแล้วจ้ะ” ธเรษตรีบอกเพื่อน ผู้รับการทำนายไม่ทันเห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนร่วมห้องที่บัดนี้สีหน้าและนัยน์ตากลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว

               “ขอบคุณฝนมากเลย กิ๊ฟสบายใจขึ้นและจะทำตามที่ฝนทำนาย เจอกันพรุ่งนี้นะ” คนที่จับได้ไพ่คู่รักลุกขึ้นไปจับมือขอบคุณเพื่อนที่อุตส่าห์สละเวลาพยากรณ์โชคชะตา เธอกล่าวลาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

              

               …

               …

               ‘ชุลีพร’ หรือ ‘กิ๊ฟ’ หากจะเรียกชื่อเล่น ขณะนี้ในเวลาเย็นลังเลิกเรียน เด็กสาวกำลังยืนที่ประตูทางเข้าของสถาบันกวดวิชาย่านสยาม และเนื่องจากวันนี้จะมีอาจารย์ชื่อดังมาบรรยายจึงทำให้ทั่วบริเวณด้านหน้าคลาคล่ำไปด้วยนักเรียนเตรียมสอบจากโรงเรียนต่าง ๆ

               “เฮ้ย ๆ เด็กนั่น สวยชะมัด” เสียงหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมาใกล้พูดกับเพื่อน ทั้งหมดเป็นกลุ่มชายวัยรุ่นราวสี่ห้าคน สาวกิ๊ฟก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย

               “คนไหน ๆ” อีกคนถาม

               “ก็คนผมยาว ๆ เด็กสตรีศึกษานั่นไง ที่ยืนอยู่หน้าประตูน่ะ” คนเดิมตอบ

               “สนใจก็เข้าไปทักเลย” สิ้นประโยค มีหนุ่มคนหนึ่งถูกผลักออกมาประจันหน้ากับเด็กสาว

               “ง่า...สวัสดีครับ รอใครอยู่หรือเปล่า” คำทักทายจากคนแปลกหน้าทำเอาคนสวยรู้สึกประหม่าหนักขึ้นไปอีก

               “กิ๊ฟ...รอนานหรือยัง” เสียงทักทายดังมาแต่ไกลทำให้ชุลีพรใจชื้น ด้วยเพราะเป็นเสียงที่คุ้นเคยและรอคอย

               หนุ่มร่างโย่งผมเกรียนเนื่องเพราะต้องเรียน ร.ด. เดินหัวเขียวมาแต่ไกล

               “อ๊าท! มาแล้วเหรอ” กิ๊ฟ - ชุลีพรก้าวเท้าไปหาเพื่อนชายทันที เด็กสาวรู้สึกกลัวที่จู่ ๆ มีกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามาทัก นี่ถ้าหาก ‘อ๊าท’ ยังมาไม่ถึง เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

               “เอ้า! มีแฟนแล้วก็ไม่บอก” คำพูดเคือง ๆ จากคนที่เข้ามาทัก ก่อนที่กลุ่มเด็กหนุ่มจะผลักประตูเข้าไปด้านในของอาคารสถาบันกวดวิชา

               “ทำไมอ๊าทมาช้าจัง?” ชุลีพรตัดพ้อ

               “ขอโทษ ๆ พอดีติดซ้อมบาสฯอยู่น่ะ” ชายหนุ่มบอกเหตุผล ตัวเขาต้องอยู่ซ้อมบาสเกตบอลในช่วงเย็น นั่นก็เพราะเด็กหนุ่มเป็นนักกีฬาตัวแทนของโรงเรียนกุหลาบศึกษาฯ...และนี่ก็ใกล้ถึงทัวร์นาเมนต์เต็มที

“งั้นเหรอ” สาวสตรีศึกษาฝืนยิ้ม หลายต่อหลายครั้งที่แฟนของเธอมักจะมาสายหรือปฏิเสธนัดโดยอ้างว่าต้องซ้อมกีฬา

“งั้นพวกเราเข้าไปเรียนกันเถอะ” หนุ่มอ๊าทชวน...ดูสิ! ไม่มีแม้แต่คำว่าขอโทษ

              

               หลังเลิกเรียนพิเศษ ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพักใหญ่ แต่แม้ผืนนภาจะมืดมิด ทว่าชีวิตยามราตรีของบางกอกเมืองฟ้าอมรกำลังเพิ่งจะเริ่ม หญิงชายวัยเรียนจำนวนมากเดินออกจากสถาบันกวดวิชา บ้างก็ตรงกลับบ้านทันที ขณะที่บางส่วนพากันไปกินข้าวหรือเดินเที่ยวต่อตามประสาวัยรุ่น

               “อ๊าท เดี๋ยวเราไปกินข้าวที่สยามพารากอนด้วยกัน” กิ๊ฟชวน ในใจนึกถึงไพ่ ‘เดอะเลิฟเวอร์’ เด็กสาวภาวนาให้เพื่อนชายตอบตกลง

               อ๊าทยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา

               “อืม...ก็ได้” เป็นคำตอบที่ทำให้ชุลีพรดีใจ แต่กระนั้นก็ยังดีใจไม่ถึงที่สุดด้วยเพราะก่อนจะตอบยังมีการลังเลอยู่ชั่วอึดใจ

                

               ในห้างสรรพสินค้าอันแสนหรูหราด้วยแฟชั่นนำสมัย กิ๊ฟกับอ๊าทเดินออกมาจากฟู้ดเซ็นเตอร์ ทั้งคู่ใช้เส้นทางเดินทะลุห้างอันสามารถลัดเลาะไปสู่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หนุ่มสาวทั้งสองไม่ได้เดินสวีทจี๋จ๋าจูงมือเกาะแขน ด้วยรู้ว่าเป็นการไม่เหมาะสมสำหรับสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังใส่ชุดนักเรียนอยู่

               “เดี๋ยว ๆ อ๊าท ขอกิ๊ฟแวะตรงนี้นิดหนึ่ง” ชุลีพรร้องบอกเพื่อนชายก่อนจะตรงเข้าไปยังตู้โชว์สินค้าประเภทเครื่องประดับ

               “ว้าย! เจ้าหนูยังอยู่ด้วยล่ะ” สาวสวยร้องเบา ๆ ด้วยเสียงร่าเริง ในตู้โชว์ปรากฏสร้อยแสนสวยห้อยรอเวลาที่จะมีคนมาซื้อ มันถูกออกแบบอย่างงดงามร่วมสมัย อีกทั้งประดับโดยรอบด้วยพลอยสีชมพูเม็ดเล็ก ๆ ส่วนสายที่ใช้คล้องคอนั้นเป็นสีเงินสลับลายเลื่อมมุกส่องประกายงามเงา

               “ชอบมาดูสร้อยเส้นนี้จังนะ” หนุ่มนักบาสพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ หลายครั้งแล้วที่แฟนของเขาชอบแวะดูสร้อยเส้นนี้เวลาที่เดินผ่าน

               “แหม...ก็มันน่ารักนี่ แต่ทำไมไม่ยักมีใครซื้อไปนะ” เด็กสาวบอก สายตาเป็นประกายคงจับจ้องที่เครื่องประดับ

               หนุ่มอ๊าทเหลือบมองป้ายที่บอกราคา...สามพันกว่าบาท สำหรับลูกเศรษฐีบางคนอาจไม่แพงอะไรนัก แต่สำหรับเขาแล้ว เงินจำนวนนี้ถือว่ามากโขทีเดียว และถึงแม้กิ๊ฟจะอยากได้สร้อยเส้นนี้มาก แต่เธอก็ไม่ได้ร้องขอแต่อย่างใด

               ชุลีพรยืนดู ‘เจ้าหนู’ สร้อยแสนสวยอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตัดใจได้ จากนั้นทั้งคู่จึงชวนกันกลับบ้านเนื่องจากเป็นเวลาค่ำมากแล้ว

               ...

               ...

               “สวัสดีครับ วันนี้ก็มายืนรอแฟนเหรอครับ” เป็นเสียงทักของเด็กหนุ่ม ชุลีพรจำได้ว่าเป็นเด็กชายต่างโรงเรียนที่เคยเข้ามาทักเมื่อหลายวันก่อน เพียงแต่วันนี้ไม่มีพวกเพื่อนในกลุ่มมาคอยยืนลุ้น

               “ค่ะ” เด็กสาวสาวตอบสั้น ๆ เธอยืนรอแฟนหนุ่มมาเกือบชั่วโมงแต่ก็ยังไม่มีวี่แววที่พ่อคนชอบมาสายจะปรากฏตัว โทรไปก็ไม่เปิดเครื่อง ทั้งตอนนี้ก็ใกล้เวลาที่อาจารย์จะเริ่มบรรยายเต็มที

               บางทีอ๊าทอาจจะติดซ้อมบาสฯ...ก็ทัวร์นาเมนต์บาสเกตบอลนักเรียนเริ่มแข่งแล้วนี่

            “ถ้าไม่รีบเข้าห้องเดี๋ยวจะไม่ทันอาจารย์นะครับ” หนุ่มที่เข้ามาทักเตือนเธออีกครั้งพร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาประกอบท่าทาง

               “ค่ะ แล้วจะรีบเข้าไปค่ะ” ชุลีพรในผมทรงหางม้าตอบด้วยมารยาทขณะที่สายตาเฝ้าชะเง้อมองหาร่างของชายคนรัก

               “งั้นผมเข้าไปก่อนนะ” เด็กหนุ่มจึงปลีกตัวเข้าในห้องเรียน

 

               ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ปรากฏร่างของอ๊าท แม้จวนเจียนจะถึงเวลาเริ่มเรียนแล้วก็ตาม สุดท้ายเด็กสาวจึงจำต้องเดินหงอย ๆ เข้าห้องเรียนเพียงคนเดียว

               “ว้าย! คนเต็มเลย” เบื้องหน้าของชุลีพรเต็มไปด้วยนักเรียนมัธยมปลายในชุดเครื่องแบบที่แตกต่างกันตามสถาบัน ทั้งหมดนั่งเบียดเสียดอย่างแน่นขนัดราวกับมีมหกรรมอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การเรียนหนังสือ เด็กสาวผมหางม้าชะเง้อคอมองหาที่ว่าง ทว่าบัดนี้เก้าอี้ทุกตัวถูกแทนที่ด้วยก้นของเด็กนักเรียน

               “คุณครับ! ตรงนี้ว่างนะครับ” เสียงเรียกจากข้าง ๆ

               เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นหนุ่มคนที่ทักเธอเมื่อครู่ เก้าอี้ด้านข้างที่เขานั่ง ถูกวางไว้ด้วยกระเป๋าคล้าย ๆ กับประกาศให้คนอื่นรับรู้ว่าที่ตรงนี้มีคนนั่งหรือไม่ก็ถูกจองไว้แล้ว

               “ไม่เป็นไรค่ะ” กิ๊ฟกล่าวอย่างเกรงใจ ที่นั่งนั้น เขาคงเก็บไว้ให้เพื่อนมากกว่า

               “พอดีเมื่อครู่เพื่อนโทรมาบอกว่าติดธุระ มาเรียนไม่ได้ ถ้าไม่รังเกียจ รับรองว่าที่ตรงนี้ว่างร้อยเปอร์เซ็นต์ครับผม” คำเชิญชวนพร้อมกับยิ้มยิงฟันอย่างเป็นมิตร

               ท้ายที่สุดแล้วชุลีพรจึงจำต้องนั่งตรงที่ว่างนั้น ด้วยเพราะไม่มีเก้าอี้อื่นเหลืออีก ทั้งชายหนุ่มเพื่อนใหม่ก็ดูท่าทางไม่ใช่คนเลวร้ายที่ต้องระมัดระวังตัวแต่อย่างใด

               …

               …หลายวันผ่านไป

               “อ๊าทเหรอ นี่กิ๊ฟเองนะ” ชุลีพรกรอกเสียงลงยังโทรศัพท์ เด็กสาวโทรหาเพื่อนชายที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไร หลาย ๆ ครั้งที่โทรไปก็ปิดมือถือ

               “อ้าว...ว่าไงกิ๊ฟ มีอะไรหรือเปล่า” เสียงตอบจากฝั่งตรงข้าม ฟังแล้วสำหรับคนที่เป็นแฟนกันคงน่าน้อยใจพิลึก

               “ก็...ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่ทำไมช่วงนี้อ๊าทไม่ไปเรียนพิเศษ” หญิงสาวถามตรง ๆ ทั้งนี้เพราะแฟนหนุ่มของเธอไม่ได้ไปเรียนกวดวิชาหลายวันแล้ว ส่วนตัวเธอเองยังดีที่ได้เพื่อนใหม่คอยจองที่ไว้ให้ จึงมีที่นั่งอยู่เสมอ

               “เอ่อ...พอดีต้องซ้อมแข่งบาสฯนักเรียนน่ะ ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะ” น้ำเสียงอึกอัก ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน

               หญิงสาวลอบถอนหายใจ นี่แฟนเธอหรือนี่ จะไปไหนมาไหน จะขาดเรียนก็ไม่บอกกันสักนิด ต้องคอยโทรศัพท์ถามอยู่ตลอด

               “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ว่าแต่อ๊าทว่างไหมวันเสาร์นี้ เราไปดูหนังกันนะ ที่โรง...” ชุลีพรชวน อย่างน้อยคนเป็นแฟนกันก็น่าจะมีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันบ้าง ความสัมพันธ์จะได้ยืนยาวมั่นคง

               “ที่โรง...” เสียงจากปลายสายเอ่ยทวนชื่อโรงหนังที่ตั้งอยู่แถว ๆ สยาม โรงภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นโรงที่ไม่ได้อยู่ในห้างและไม่ได้อยู่ในเครือจักรภพของโรงหนังค่ายต่าง ๆ

               “ขอโทษทีนะกิ๊ฟ พอดีเสาร์นี้อ๊าทก็ติดซ้อมน่ะ แล้วจะหาเวลาใช้ให้นะ” เสียงอ่อย ๆ อีกครั้งของเด็กหนุ่ม

               “งั้น...ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าก็ได้ แค่นี้นะ” กิ๊ฟบอกกับแฟนก่อนที่จะกดปุ่มวางหูโทรศัพท์ เธอค่อนข้างผิดหวังมากทีเดียว

               “วันนี้แฟนก็ไม่มาเหรอครับ” เสียงจากที่นั่งข้าง ๆ เด็กสาวพยักหน้าแทนคำตอบก่อนที่จะเก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋า หางตาชำเลืองเห็นหนุ่มวัยรุ่นที่เป็นเพื่อนใหม่กำลังจ้องมองมาทางเธอ สายตาของเขาแสดงความรู้สึกห่วงใยที่มากกว่าความเป็นเพื่อน

               “ถ้าคุณกิ๊ฟอยากดูหนังจริง ๆ เอ่อ...ผมไปเป็นเพื่อนให้นะครับ” สำเนียงของหนุ่มวัยรุ่นแสดงถึงอาการประหม่าเคอะเขิน

ชุลีพรหันไปมองเพื่อนใหม่ นี่เขาจะจีบเธออย่างนั้นหรือ?...คงไม่ใช่หรอก เพราะเขาเองก็รู้ดีอยู่ว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว และที่สำคัญเธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขามากไปกว่าความเป็นเพื่อนอีกด้วย

               “อ๋อ...ไม่เป็นไรค่ะ กิ๊ฟนึกได้ว่ามีธุระเสียแล้ว” สาวน้อยปฏิเสธ เธอคิดว่าคงจะไม่เหมาะสมหากต้องไปดูหนังเพียงลำพังสองต่อสอง ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี้เพื่อนใหม่คอยเดินไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์เสมอ บางครั้งหลังเลิกเรียนก็ชวนไปรับประทานอาหารในห้าง...ทั้งสยามพารากอน และห้างร้านอื่น ๆ ในละแวกนั้น แม้ชุลีพรเองจะอยากปฎิเสธ แต่ก็ไม่กล้า ด้วยเพราะหากไม่ได้เพื่อนใหม่คนนี้คอยจองที่นั่งให้ เธอที่มักจะมาสายคงไม่ได้ที่นั่งดี ๆ

               …

               …

               วันเสาร์ แม้ชุลีพรจะไม่ได้ดูหนังกับแฟนหนุ่มแต่สุดท้ายเธอก็ต้องออกมาที่สยามจนได้ ทั้งนี้ก็เพราะมีธุระที่จะต้องออกมาซื้อของแถวนั้น

               “รีบไปรีบกลับดีกว่า” สาวน้อยผมทรงหางม้าอยู่ในชุดกระโปรงยีนส์สั้นสีขาว เสื้อแขนกุดสีชมพู ตอนนี้ไม่ว่าเด็กสาวจะเดินไปทางไหนล้วนแต่ตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่ม ๆ ที่เหลียวหลังกันจนคอเคล็ด ทว่าชุลีพรหาได้สนใจไม่ เธอเดินจ้ำบึ๊ด ๆ เพื่อประหยัดเวลาอันมีค่า หลังจากเสร็จธุระจะได้รีบกลับบ้าน

               และทางที่ชุลีพรเดินนั้น ก็ต้องผ่านโรงภาพยนตร์...โรงหนังที่หากอ๊าทว่างในวันนี้แล้วล่ะก็ ป่านนี้คงได้นั่งดูหนังกันอยู่ข้างในแล้ว

               “เอ๊ะ?” สายตาเหลือบไปเห็นร่างหนึ่ง ท่าทางคุ้นเคย

               “นั่นอ๊าทนี่?” ชุลีพรขยี้ตาอย่างงง ๆ ร่างที่ยืนอยู่ด้านในของพื้นที่หน้าโรงภาพยนตร์ เป็นแฟนหนุ่มของเธออย่างแน่นอน !?

               “อ้าว?…ไหนว่ามีซ้อมไง?” สาวกิ๊ฟครางด้วยความฉงนสงสัย

               “เอ๊ะนั่น! อ๊าทกำลังคุยอยู่กับใครน่ะ?” พลันสายตาเหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หนุ่มนักกีฬา

               ผู้หญิง?…สวยเสียด้วย!

            ทว่ายิ่งกว่าความสวยคมของสาวนิรนามคนนั้น…ก็คือสายตา

            สายตาที่เธอผู้นั้นมองอ๊าท ชุลีพรมั่นใจในทันทีว่าเป็นสายตาที่มี ‘ความใน’ ซ่อนอยู่

               ไม่ทันที่ชุลีพรคนสวยจะทำเช่นไร คนทั้งสองต่างพากันเดินเข้าไปในโรงหนังซะแล้ว ทิ้งความสงสัยและลมเพชรแรงหึงให้ฟุ้งกระจายในใจของเด็กสาว

               นี่มันอะไรกัน !?

               กิ๊ฟ - ชุลีพรที่ตอนนี้ไม่สนใจธุรงธุระอะไรแล้ว คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาแฟนหนุ่ม ก็ปรากฏว่าปลายทางดันปิดโทรศัพท์เสียอีก...นั่นก็เป็นธรรมดาสำหรับคนที่เข้าไปดูหนังนี่นะ

               เมื่อติดต่อไม่ได้ เธอจึงรีบตรงกลับบ้าน เด็กสาวหมดอารมณ์ที่จะซื้อของหรือทำอย่างอื่นต่อ และเมื่อถึงบ้านเธอรีบตรงไปยังคอมพิวเตอร์ทันที ชุลีพรเปิดเวบไซต์กูเกิลเพื่อเซิร์ชหาอะไรบางอย่าง

               และในที่สุดก็เจอสิ่งที่ต้องการ

               ‘กุหลาบศึกษาฯ พ่ายตกรอบรองชนะเลิศ บาสเกตบอลระดับชั้นมัธยมปลาย’

               วันที่เวลาของข่าวที่กำลังเปิดอยู่นั้นตรงกับเมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว!? นั่นแปลความหมายได้ง่าย ๆ และตรงตัว

               อ๊าทกำลังหลอกเธอ!?

            ที่แท้แล้วอ๊าทไม่ต้องไปซ้อมกีฬา...และวันนี้ที่นัดไปดูหนังก็ปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย

            จริง ๆ แล้วเพราะมีนัดดูหนังเรื่องเดียวกัน...ที่แห่งเดียวกันกับสาวอื่นไม่ใช่หรือ?

            น้ำตาของความเศร้าและผิดหวังจากความไว้เนื้อเชื่อใจไหลอาบแก้มของเด็กสาว เธอร้อง...ร้องและร้องจนไม่มีแม้น้ำตาที่จะหลั่งรินอีกต่อไป

               อ๊าท…อ๊าทจะรู้ไหม? วันจันทร์ที่จะถึงนี้คือวันเกิดของกิ๊ฟ…อ๊าทจะจำได้หรือ? ในเมื่อหัวใจของอ๊าทไม่มีเธออีกต่อไป

               …

               …

               เย็นวันจันทร์ อ๊าทยังคงไม่มาเรียนพิเศษเช่นเคย แม้แต่โทรศัพท์อวยพรวันเกิดก็ไม่มี ชุลีพรที่อายุครบสิบเจ็ดนั่งเรียนอย่างใจลอย แม้สายตาจะมองที่วิทยากรบรรยายแต่สมองไพล่ไปคิดเรื่องอื่น

               “คุณกิ๊ฟครับ หลังเลิกเรียนผมขอเวลาสักนิดนะครับ” เสียงกระซิบจากเพื่อนใหม่ เด็กสาวพยักหน้าทั้งที่ใจลอยอยู่ในอากาศ

               จบชั่วโมงเรียนแล้ว วันนี้ชุลีพรเรียนไม่รู้เรื่องเลยแม้สักนิด นี่หรือคือวันคล้ายวันเกิด? นี่หรือคือวันที่เธอควรจะมีความสุข?

...จริง ๆ แล้วเพียงแค่กลั้นน้ำตาก็ยากจนแทบเกินทน

 

            “คุณกิ๊ฟครับ” เสียงเรียกปลุกเธอให้ตื่นจากภวังค์ ตอนนี้ชุลีพรกำลังนั่งอยู่กับเพื่อนใหม่ตรงม้าหินที่บริเวณหน้าสถาบันกวดวิชา

               “คะ?” ชุลีพรสะดุ้ง เธอรู้ตัวว่าไม่ควรเสียมารยาทโดยการใจลอยเช่นเมื่อครู่อีก

               “คือว่า...” เด็กหนุ่มตรงหน้าเอ่ยด้วยเสียงสั่น ๆ ล้วงมือไปในกระเป๋าสะพาย

               “สุขสันต์วันเกิดครับ” เป็นคำอวยพรของเด็กหนุ่ม เขายื่นบางอย่างออกมาให้เธอ

               สร้อยเส้นนั้น?  สร้อยแสนสวยที่เธอเรียกมันว่า ‘เจ้าหนู’!?

               ตอนนี้มันอยู่ในมือของชายที่อยู่ตรงหน้า และเขากำลังยื่นให้เธอ

               “ขอบ...ขอบคุณค่ะ แต่กิ๊ฟคงรับมันไม่ได้หรอก” ชุลีพรรีบขอบคุณพร้อมปฏิเสธในคราวเดียว เด็กสาวไม่อยากรับไว้เนื่องจากจำราคาอันสุดแสนแพงได้

               “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมตั้งใจซื้อมาให้”

               “คุณรู้ได้ยังไงคะว่ากิ๊ฟเกิดวันนี้…และชอบสร้อยเส้นนี้?”

               “เรื่องวันเกิด ผมถามจากเพื่อนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับคุณกิ๊ฟ ส่วนเรื่องสร้อย เป็นใครก็รู้ครับ ก็เวลาที่เราเดินผ่านตู้แสดงสินค้า คุณกิ๊ฟแทบจะเอาหน้าไปชิดกระจกตู้โชว์อยู่แล้ว” นั่นเป็นคำอธิบายที่น่าอายสำหรับเด็กสาว

               “อย่างไรก็รับไว้เถอะครับ” เพื่อนใหม่ยื่นสร้อยส่งให้ ส่วนเด็กสาวมีสีหน้าลำบากใจ

               “กิ๊ฟ! กิ๊ฟ ผมมาแล้ว!” เสียงที่คุ้นเคยตะโกนดังตามด้วยร่างที่คุ้นตาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

               “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ” อ๊าทเอ่ยเป็นประโยคแรกทันทีที่มาถึงตรงหน้าหญิงคนรัก

               “มาทำไม!” น้ำเสียงชุลีพรแข็งกระด้างต่างกับใบหน้างามอ่อนหวาน

               “ขอโทษที พอดีมีปัญหานิดหน่อยน่ะ” นักบาสฯขยุกขยิกมือในกระเป๋ากางเกงคล้ายกำลังล้วงหาอะไรบางอย่าง

               “ทีหลังอ๊าทไม่ต้องมาแล้วนะ!” กิ๊ฟกระชากเสียงด้วยน้ำโห เธอหงุดหงิดสะสมมาตั้งแต่วันก่อนแล้ว ไหนจะเรื่องที่โกหกต่าง ๆ นานา ไหนจะเรื่องที่แอบไปเที่ยวกับแม่คนสวยนั่น

               แล้วยังเกือบจะลืมวันเกิดอีก

            ถ้าจะแตกหักกันก็เอามันวันนี้ล่ะ!?

               “ทำไมดุจังล่ะกิ๊ฟ” น้ำเสียงอ่อย ๆ ของชายผู้ยังไม่รู้ตัวว่าอาจจะต้องหลุดพ้นจากสภาพแฟนแล้วเปลี่ยนไปเป็นแค่ ‘คนรู้จัก’

               “อ้าว!” อ๊าทอุทานออกมาหนึ่งครั้งพร้อม ๆ กับมือที่ขยุกขยิกในกระเป๋าก็หยุดตามไปด้วย หนุ่มนักบาสฯหยุดการกระทำทุกอย่างเมื่อเห็นร่างของนักเรียนชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แฟนสาว

               สายตาของอ๊าทหยุดอยู่ที่สร้อยแสนสวยในมือนั้น

               “อ๋อ...ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง” นักกีฬาร้องออกมา แววตาส่องประกายน้อยใจ

               “ผมคงไม่มีโอกาสอีกแล้วสินะ”

               “สร้อยเส้นนี้กิ๊ฟคงไม่ต้องการ” พร้อมกับคำพูด มือที่ขยุกขยิกเมื่อครู่ก็หยิบสิ่งหนึ่งออกจากกระเป๋า เขาวางมันลงในมือของเด็กสาว

            สร้อยเส้นนั้น...เหมือนกับสร้อยที่เพื่อนใหม่กำลังยื่นให้เธอเพื่อเป็นของขวัญ

               เส้นที่เธอเรียกมันว่าเจ้าหนู?

               “สร้อยเส้นนี้แม้จะแทนความรักไม่ได้ แต่ผมก็ยืนยันว่าความรักที่มีให้กับกิ๊ฟนั้นเป็นของจริง” เป็นคำพูดของอ๊าทที่ตอนนี้หันหลังกลับเตรียมที่จะเดินออกไป

               ชุลีพรกำสร้อยเส้นที่อ๊าทให้ไว้แน่น ราวกับไม่อยากให้สร้อยอันเป็นของขวัญล้ำค่าหลุดหล่นหาย...หรืออาจเปรียบราวกับไม่อยากให้เจ้าของที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสร้อยเส้นใด ๆ ได้หลุดลอยไป

               สร้อแสนสวยเป็นเพียงของนอกกาย

            แต่ความรักที่ผ่านมานั่นต่างหากที่เป็นของจริง!

               ที่เธอนึกสงสัยอ๊าท...ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ ๆ!

 

               สาวน้อยคนสวยหันไปขอโทษเพื่อนใหม่ที่ยืนทำหน้างง ๆ

               “ขอโทษนะคะ กิ๊ฟคงรับสร้อยของคุณไว้ไม่ได้ ก็อย่างที่เห็นแหละค่ะ กิ๊ฟมีแฟนที่รักที่สุดอยู่แล้ว”

               เด็กสาวยิ้มกว้าง ความสดใสกลับคืนสู่ดวงหน้าอีกครั้ง เธอรีบวิ่งไปทางแฟนหนุ่มที่กำลังเดินห่างออกไปทุกขณะ

               “ตาบ้า! จะไปไหนน่ะ” ชุลีพรร้องตะโกน

               หนุ่มนักบาสฯชะงักฝีเท้าพร้อมหันกลับมาช้า ๆ น้ำตาลูกผู้ชายเจิ่งนองใบหน้า

               ชุลีพรวิ่งไปจนทันหนุ่มนักกีฬา เธอจับมืออ๊าทไว้...แม้จะเบาทว่ามั่นคง

               “อ๊าท…กิ๊ฟรักอ๊าทนะ” เด็กสาวพูดเบาจนเกือบกระซิบ ชุลีพรรับรู้ว่าตอนนี้ขอเพียงให้เราทั้งสองได้เข้าใจกัน

               ส่วนปัญหาที่คาใจเดี๋ยวเอาไว้ค่อยถามทีหลัง

               ชุลีพร สาวสวยผมทรงหางม้าบีบมือหยาบกร้านของเด็กหนุ่ม โสตสัมผัสแว่วเสียงของเพื่อนนักพยากรณ์ที่เคยทำนายและตักเตือน

               ‘ไพ่ใบนี้สื่อถึงความรักที่สมปรารถนา เพียงแต่ว่าบางครั้ง...’

‘ผู้ชายไม่อาจหยั่งรู้จิตใจของฝ่ายหญิงได้เสียหมดทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของความรัก ดังนั้นฝ่ายหญิงอาจต้องรอด้วยความเข้าใจบ้าง’

ใช่แล้วความรักนั้นไม่ใช่ต้องอยู่กันด้วยความระแวงสงสัย ความรักskใช่ต้องอยู่กันด้วยความอดทน

หากแต่ความรัก...ต้องอาศัยความเข้าใจ

เข้าใจทั้งความรู้สึกของตนเอง...และความรู้สึกของคนที่เรารัก

 

 

** ติดตาม ภาคเฉลยการกระทำของ ‘อ๊าท’ ได้ใน บทคู่รัก (The Lovers) : บทบาทของฝ่ายชาย **

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น