อัปเดตล่าสุด 2020-05-28 09:08:50

ตอนที่ 5 บทสังฆราช (The Hierophant)

สังฆราชผู้เที่ยงแท้                        ความดี

เต็มเปี่ยมด้วยบารมี                     มากล้น

อีกทั้งโปรดทรงชี้                          ทางสว่าง

เสมือนดั่งผู้หลุดพ้น                      ปกป้องคุ้มครอง


 

บทสังฆราช  (The Hierophant)

 

            ปิ๊นนนนนน! เอี๊ยดดดด!

               เสียงแตรรถดังยาว ตามด้วยเสียงล้อบดกับพื้นถนน ผู้คนบนทางเท้าหันมาดูด้วยความสนใจ ทว่าเพียงแค่เสี้ยวนาทีที่เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ทั้งหมดจึงไม่สนใจและหันกลับไปทำธุระของตัวเองต่อ หลายรายถอนใจยาว ไม่รู้ว่าโล่งใจหรือเสียดายที่ไม่เกิดอุบัติเหตุกันแน่

               เด็กสาวในชุดผ้าคลุมสีดำก้มศีรษะขอโทษขอโพย ด้วยเพราะเธอเหม่อลอยขณะข้ามถนน อันที่จริงธเรษตรีก็ข้ามทางม้าลายขณะไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นแดงแล้ว ทว่าเก๋งสีดำคันดังกล่าวพยายามที่จะขับฝ่าไปให้ทัน ฉะนั้นเมื่อเด็กสาวเดินข้ามถนน คนขับจึงต้องเบรกจนตัวโก่ง

               “เฮ้ย! มึงไม่อยากตายดีหรือไง?” กระจกข้างเปิดลงมาพร้อมคำผรุสวาท ธเรษตรีเห็นผมสีทองจากการย้อม อีกทั้งแผลเป็นขนาดใหญ่ที่โหนกแก้มขวา ท่าทางจะร้ายใช่ย่อย เด็กสาวนักพยากรณ์จึงค้อมศีรษะเพื่อขอโทษอีกครั้งก่อนที่จะรีบเดินข้ามถนนต่อไป หูยังได้ยินเสียงก่นด่าไล่ตามหลัง

               ฝน...หรือชื่อจริงก็คือธเรษตรี เด็กสาวเหม่อลอยจากอาการคิดมาก หลายคืนที่ผ่านมาเธอไม่อาจข่มตาเพื่อหลับใหล ด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อนมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น นั่นก็คือ...มีพี่สาวนักกีฬาคนหนึ่งเข้ารับการทำนายจากตัวเธอ...ซึ่งเป็น ‘ตัวเธออีกคนหนึ่ง’...ตัวเธออีกคนผู้เป็นนักพยากรณ์ชุดดำ! หาใช่ฝน-ธเรษตรี นักเรียนมัธยมปลายผู้ไร้ความทรงจำไม่!?

               เด็กสาวสามารถรับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างในขณะที่พี่สาวนักกีฬาวอลเลย์บอลผู้นั้นกำลังเข้ารับทำนาย ทั้งบทสนทนาที่สามารถรับรู้อย่างเช่นทุกครั้ง หากแต่คราวนี้ เธอ ‘รับรู้’ มากยิ่งกว่าเดิม

               ธเรษตรีสามารถรับรู้ ‘จิตใจ’ ของนักกีฬาสาว มันเป็นจิตใจที่ดำมืด เปี่ยมด้วยความริษยาอาฆาต เฉกเช่นไพ่เดวิลที่เธอผู้นั้นได้เลือก!

               และสิ่งที่ธเรษตรีหวั่นไหวและประหลาดใจเป็นที่สุด นั่นคือวันที่พี่สาวนักกีฬาเกิดอุบัติเหตุตกตึกที่โรงพยาบาล เด็กสาวคลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลแห่งนั้น? หากแต่ไม่สามารถจำเหตุการณ์รายละเอียดที่แน่ชัดได้...หรือคนที่นำพาร่างของเธอไป...ก็คือธเรษตรีผู้อยู่ ‘เบื้องหลัง’?

               และนั่นคือเหตุที่ทำให้ต้องคิดมากจนนอนไม่หลับ

           

               “หาววววววว...” ธเรษตรีเหยียดแขนบิดขี้เกียจเพื่อไล่ความง่วงที่กำลังโจมตีอย่างหนัก วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อนคนอื่นที่โรงเรียนต่างพากันเที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่น แต่ตัวเธอมิอาจกระทำเช่นนั้นได้ บางอย่างที่ซุกซ่อนในมโนคติได้กระตุ้นเตือนให้เธอต้องมาที่ร้านทำนายทุกวัน

               ส่วนเรื่องความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา เด็กสาวได้พยายามถามคนอื่น ๆ หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคุณตาคุณยาย เพื่อนหรือแม้แต่ครูก็ตาม กระนั้นคำตอบที่ได้ก็คือ ตัวเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าเด็กมัธยมคนอื่น ๆ หรือหากจะมีอะไรพิเศษบ้าง ก็มีแค่เธอเป็นคนชอบการดูดวง...ชอบการทำนายทายทัก บางครั้งยังตั้งตนเป็นแม่หมอดูประจำห้องเรียนตามประสาเด็กผู้หญิง

               และจากคำบอกเล่าของเพื่อน ตัวเธอนั้นค่อนข้างที่จะดูแม่นอยู่เหมือนกัน ซ้ำยังทำนายได้หลายรูปแบบไม่ยึดติดเฉพาะกับไพ่ยิปซี ในส่วนสำรับไพ่ทาโรต์เก่าคร่ำคร่าที่ใช้ในปัจจุบัน ธเรษตรีเคยนำไปให้เพื่อนที่โรงเรียนดู ทว่าไม่ปรากฏว่ามีใครเคยเห็นไพ่สำรับนี้มาก่อน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แต่ก่อนเธอใช้เพียงไพ่ทาโรต์ธรรมดา ๆ ที่มีขายดาษดื่นตามร้านหนังสือ ตัวไพ่เองก็ไม่ได้เก่าแก่สวยงามขนาดนี้ ที่สำคัญที่สุด ไพ่ที่เธอเคยใช้ทำนายนั้นมีมากมายหลายใบถึงขนาดเป็นปึกใหญ่ หามิใช่ไพ่ทาโรต์ที่มีเพียงยี่สิบสองใบอันเป็นไพ่หลัก ‘เมเจอร์ อาร์คานา’ ดังเช่นในสำรับปัจจุบัน

               เช่นนั้นแล้ว เหตุใดไพ่ยิปซีเก่าแก่สำรับนี้จึงตกอยู่ในมือของเธอ...ในคืนอุบัติเหตุแห่งฝันร้ายนั่น?

               และสิ่งที่แตกต่างอีกเรื่องก็คือ ‘วิธีการทำนาย’ เพื่อนที่โรงเรียนบอกว่าเด็กสาวเคยใช้การทำนายด้วยไพ่ทาโรต์ตั้งแต่เจ็ดใบถึงสิบกว่าใบขึ้นไป ไม่เคยมีสักครั้งที่ใช้การทำนายเพียงแค่ใบเดียว!

               สาวน้อยชื่อฝนหนาวเยือกไปทั้งสรรพางค์กาย เด็กสาวรู้ว่าเหตุใดจึงมีความแตกต่างระหว่างการทำนายในอดีตกับปัจจุบัน ก็เด็กสาวชุดดำที่นั่งทำนายให้แก่ลูกค้า ณ สี่แยกแห่งนี้หาใช่ตัวเธอไม่ แม้ใบหน้ารูปร่างจะเหมือนกัน ทว่าทุกครั้งที่เริ่มการทำนาย จิตใจของเธอจะจมดิ่งสู่ห้วงแห่งจิตใต้สำนึกอันเป็น ‘ด้านหลัง’ เสมอ ขณะที่ส่วน ‘ด้านหน้า’ จะปรากฏ ‘ตัวเธออีกคน’ ที่คอยทำนายให้แก่ลูกค้า...ใครคนนั้นจะทำนายโดยใช้ไพ่ทาโรต์เพียงใบเดียว!?

               ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ สายตาของธเรษตรีเหลือบไปเห็นสุภาพสตรีนางหนึ่งกำลังเดินผ่านหน้าร้าน รูปร่างของเธอผู้นั้นท้วมสมบูรณ์มาก สมส่วนเสียจนเกินพิกัด แต่ที่กล่าวกันว่าคนอ้วนมักอารมณ์ดีนั้นไม่เห็นจะจริง อย่างน้อยก็ในตอนนี้ นั่นเพราะฝนมองเห็นใบหน้าของเธอผู้นั้นเซื่องซึม ไร้แววชีวิตชีวา           

            ยิ่งกว่านั้น สายตาของนักทำนายสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างแผ่จากร่างหญิงสาว...ไม่เชิงเห็น แต่เป็นสัมผัสได้เสียมากกว่า?

               มันคือความเศร้า ความสิ้นหวังที่กำลังทาทับร่างของสุภาพสตรีผู้นั้น

“พี่คะ มีเรื่องอะไรกลุ้มใจหรือเปล่า ให้หนูช่วยไหมคะ?” ธเรษตรีร้องถามออกไป หญิงร่างท้วมหันหน้ามามองที่ตัวเด็กสาวจากนั้นจึงมองไปที่ป้ายหน้าร้านพยากรณ์

‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

หญิงสาวลังเลนิดหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจนั่งลงที่เก้าอี้

               “พี่...พี่มีเรื่องจะปรึกษา” แขกคนแรกของวันเอ่ยแบบไม่ยอมสบสายตา

               ธเรษตรีลอบพิเคราะห์ผู้มาเยือนอีกครั้งอย่างไม่ให้เสียมารยาท พี่สาวเจ้าเนื้อผู้นี้น่าจะอยู่ในช่วงวัยทำงาน อายุอานามคงสักสามสิบปลาย ๆ หรือไม่ก็สี่สิบต้น ๆ ลักษณะรูปร่างจัดว่าท้วมทีเดียว ที่เด่นที่สุดก็คือท่าทางที่ดูเศร้าสร้อยและอมทุกข์ สังเกตได้จากการก้มหน้าแสดงอาการซึมเศร้า อีกทั้งขอบตายังบวมเป่งคล้ายผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

               “พี่มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ” นักพยากรณ์ถามด้วยท่าทีที่พยายามทำให้ดูภูมิฐานมากที่สุด เด็กสาวรินน้ำให้แขกและตัวเองก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างมีมาด

            “พี่อยากฆ่าตัวตาย”

               ปู้ดดดดดด!

ธเรษตรีพ่นน้ำออกจากปาก ตามด้วยอาการไอโขลก ๆ ด้วยสำลักเพราะความตกใจ ท่าเก๊กสวยคะแนนเต็มสิบเมื่อครู่เหลือศูนย์แต้มแทบจะในทันที

               “ขะ...ขะ...ขอโทษค่ะ พี่ว่าพี่อยากฆ่าตัวตายเหรอคะ” ฝนละล่ำละลักถาม หญิงผู้แสนเศร้าพยักหน้าแทนคำตอบ

               นักทำนายถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวกับคู่สนทนา

               “อย่าเลยค่ะ...พี่อย่าทำเลย มันไม่ดีหรอก เดี๋ยวหนูทำนายให้พี่ฟรี ๆ เลยก็แล้วกัน แต่พี่ต้องบอกปัญหาที่กลุ้มใจก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นหนูทำนายไม่ได้ ”

               “พี่ไม่มีทางไป!” ถ้อยคำแรกพรั่งพรูจากปากของผู้มาเยือน พริบตาเดียวกันนั้น ธเรษตรีรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ความรู้สึกกำลังเริ่มหลุดลอย เด็กสาวรู้ดีว่านี่เป็นอีกครั้งที่เธอจะต้องเป็นฝ่ายสังเกตการณ์อยู่ ‘เบื้องหลัง’ และต่อจากนี้ร่างเบื้องหน้าจะเคลื่อนไหวด้วยจิตวิญญาณของใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเธอ

               “เรามีกันแค่สามคน สองพี่น้องกับแม่”

               “แต่...แต่ไอ้น้องชายบ้ามันไปคบเพื่อนเลว! มันหนีออกจากบ้านไปไหนก็ไม่รู้”

               “พี่เลยต้องออกตามหามัน พี่ลางานบ่อยจนเจ้านายไล่พี่ออก” ถึงตอนนี้น้ำตาของหญิงสาวไหลพรากออกเป็นสาย นักทำนายผู้ใช้ไพ่ทาโรต์ได้แต่นิ่งฟัง

               “พี่ตามหามันเท่าไรก็ไม่เจอ...แม่ก็ตรอมใจ”

               “แม่ของพี่ป่วยเข้าโรงพยาบาล เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ตอนนี้แม่นอนโรงพยาบาลร่วมเดือนกว่าเข้าไปแล้ว” ตามด้วยเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนา

               ธเรษตรีผู้บัดนี้อยู่ ‘เบื้องหลัง’ ในจิตสำนึก แม้ไม่สามารถควบคุมบังคับกายเนื้อได้ ทว่าเด็กสาวยังสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกโศกเศร้าของบุคคลตรงหน้า โชคชะตาช่างไม่ยุติธรรมเสียเหลือเกิน หากแม้มีเวลาผ่อนปรนให้พบปัญหาเพียงแค่ทีละอย่างแล้วล่ะก็...อย่างน้อยพี่สาวคนนี้ก็คงไม่คิดสั้น

“เลือกไพ่หนึ่งใบด้วยมือซ้าย” ร่างในชุดดำพูดด้วยกระแสเสียงอันเย็นเยียบ ธเรษตรีรู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่อาจบังคับร่างกายและคำพูดของตนเองได้ นั่นเพราะหากสามารถปฏิบัติได้ดั่งใจ เธอคงพยายามพูดปลอบใจพี่สาวตรงหน้าอย่างสุดกำลัง

หลังจากสลับไพ่ด้วยมือทั้งสองเสร็จ ร่างในชุดดำคลี่ไพ่เมเจอร์อาร์คานาในลักษณะคว่ำหน้ากับพื้นโต๊ะ

“เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้ายค่ะ” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยือกราวกับมีอำนาจลึกลับ หญิงผู้อมทุกข์เอื้อมมือหยิบไพ่ออกไปใบหนึ่งหลังจากนั้นจึงพลิกดูแล้วทำสีหน้างง ๆ เนื่องเพราะแปลความหมายของไพ่ไม่ออก เธอยื่นไพ่ที่เลือกได้ให้กับนักทำนาย

ไพ่ใบนั้นปรากฏภาพนักบวชในศาสนาคริสต์กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ด้านบนของศีรษะสวมใส่มงกุฏที่ทำจากทองสีเหลืองอร่าม อักษรด้านล่างถูกจารึกไว้ว่า

The Hierophant…ไพ่สังฆราช

 

“ไพ่ใบนี้แสดงถึง…การปกป้องดวงชะตา” น้ำเสียงเย็นเยียบมาพร้อมกับแววตาที่มืดมิดประหนึ่งลูกแก้วใสที่จมอยู่ใต้สายน้ำทมิฬ

“การปกป้องดวงชะตา?” หญิงเจ้าเนื้อทวนคำ

“ไพ่สังฆราชแสดงถึงการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัย...หรืออาจหมายถึงการชี้หนทางสว่างให้แก่ผู้ที่หลงผิด”

“แล้ว...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ล่ะ?”

“คุณยังตายไม่ได้ นั่นเพราะคุณยังมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองใครสักคนอยู่” นักพยากรณ์ยื่นหน้าข้ามโต๊ะทำนายเข้ามาจนชิดกับใบหน้าของผู้มาเยือน นั่นทำให้หญิงสาวเขยิบตัวหนีด้วยความสยดสยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนัยน์ตาไร้แววคู่นั้น

“เสร็จแล้วค่ะพี่ หนูไม่คิดเงินนะคะ” เพียงพริบตาเท่านั้น น้ำเสียงของนักทำนายกลับมาร่าเริงเช่นเดิม ดวงตาของเธอส่องประกายสดใสตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ใช่แล้ว...ธเรษตรีกลับมาควบคุมกายเนื้อของตนได้อีกครั้ง

“เอ้อ...จะดีเหรอคะ” หญิงสาวผู้รับการทำนายกล่าวอย่างเกรงใจ

“ดีค่ะ...แต่พี่อย่าฆ่าตัวตายนะคะ” เป็นประโยคสุดท้ายจากปากของนักพยากรณ์ ก่อนที่หญิงสาวผู้ตกอยู่ในห้วงทุกข์จะกล่าวคำขอบคุณและขอตัวเดินออกมา

...

...

หญิงร่างท้วมเดินห่างจากโต๊ะทำนายมาไกลแล้ว แม้จะถูกเกลี้ยกล่อมไม่ให้คิดทำร้ายตัวเอง แต่อย่างไรเธอก็ยังไม่สามารถหาหนทางออกได้ ชะตากรรมของตัวเองยังเอาไม่รอด แล้วนับประสาอะไรที่จะไปปกป้องคุ้มครองคนอื่นได้

หมอดูลวงโลก!?

ความนึกคิดของหญิงสาวเวียนวนไปมาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แม้ในขณะที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์ประเภทเวสป้าออกสู่ถนนใหญ่แล้วก็เถอะ

[ หรือจะขี่ฝ่าไฟแดงให้รถชนตาย!? ]

[ ไม่เอาดีกว่า เกิดไม่ตายจะยิ่งเจ็บทรมานยิ่งกว่าเดิมอีก ]

สตรีผู้อยู่ในห้วงทุกข์คิดวกไปวนมา กระทั่งขับเวสป้ามาติดไฟแดงที่สี่แยก  

“ใกล้ถึงเป้าหมายแล้วครับพี่” แว่วเสียงใครสักคนกระทบโสตประสาท

สาวร่างท้วมหันไปมอง รถยนต์สีดำที่จอดติดไฟแดงอยู่ข้างเวสป้าคู่กาย ด้านในปรากฏชายหนุ่มคนขับสวมใส่แว่นกันแดดสีดำ ที่โหนกแก้มขวามีแผลเป็นขนาดใหญ่ เส้นผมบนศีรษะถูกย้อมเป็นสีทอง เขากำลังคุยโทรศัพท์มือถือ มืออีกข้างใช้นิ้วคีบบุหรี่พ่นควันโขมงอยู่ภายในรถ กระจกข้างคนขับถูกเปิดกว้างเพื่อระบายควันพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

ก่อนที่จะสนใจสิ่งใดต่อไป หูเจ้ากรรมก็พลันได้ยินประโยคถัดมา

“พี่เตรียมตัวโทรไปหาพ่อแม่มันได้เลย รวย ๆ อย่างนี้คงเรียกได้สักสิบล้าน!”

[ เฮ้ย ! เจ้านั่นมันพูดอะไรน่ะ ] หญิงสาวเบิกตาโพลงเมื่อได้ยิน

[ หรือ...หรือว่า ลัก...ลักพาตัว! ]

“ว่าแต่จะดีหรือครับ ให้คนใหม่อย่างผมทำหน้าที่สำคัญขนาดนี้” ชายผมทองยังคงคุยกับคู่สนทนาในสายโทรศัพท์ เขาไม่รู้ตัวว่าบัดนี้มีคนแอบฟังอยู่ไม่ห่าง

“ครับ ๆ รับรองเลยพี่” ดูท่าเจ้าโจรจะเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม มิน่าเล่า! จะพูดจะคุยปรึกษาแผนการก็ไม่ค่อยระแวดระวัง ต่างกับบรรดามืออาชีพที่เคยเห็นในภาพยนตร์

“เดี๋ยวผมก็ไปถึงแล้วพี่...หึ ๆ พ่อแม่อะไรวะ เด็กแม่งอยู่แค่อนุบาลเสือกส่งมาเรียนพิเศษเสียไกลบ้าน  แค่นี้นะพี่ ไฟเขียวแล้ว” พูดจบ ชายแว่นดำวางมือถือไว้กับเบาะ เหลียวซ้ายขวามองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง สาวร่างตุ้ยนุ้ยที่บังเอิญล่วงรู้แผนร้ายแสร้งหันไปทางอื่น

บรืนนนนนน! รถเก๋งสีดำไม่ติดป้ายทะเบียนออกตัวไปอย่างรวดเร็ว

[ เอาไงดี ๆ...แจ้งตำรวจดีไหม...แต่ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง ]

[ แล้วเราจะรอให้มันลักพาตัวเด็กก่อนเรอะ เอาไงดีล่ะ...มันไปนู่นแล้ว ]

อย่างไม่ทันตริตรองให้รอบคอบ หรืออาจเป็นเพราะสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ตรงหน้า หญิงสาวตัดสินใจเร่งเครื่องเต็มสูบ เวสป้าทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว

[ เป็นไงเป็นกัน! ยังไงก็จะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ขอทำดีก่อนตายหน่อยเถอะ! ] นั่นคือความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะทำประโยชน์ก่อนตายสักครั้ง

 

เก๋งสีดำเลี้ยวเข้าแยกตรงหน้าก่อนที่จะหักซ้ายเข้าซอยอีกที โจรผมทองขับเรื่อย ๆ สมาธิของมันไม่ได้อยู่ที่ถนนแม้แต่น้อย สมองพยายามนึกทบทวนแผนการเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มันไม่ได้สนใจกับถนนหนทางสักเท่าไร

ทั้งนี้หากมองกระจกหลังแม้เพียงสักครั้งก็จะเห็นมอเตอร์ไซค์เวสป้าบึ่งตามมาห่าง ๆ

รถดำไม่มีเลขทะเบียนจอดติดเครื่องชิดขอบทางใกล้กับโรงเรียนสอนพิเศษ ชายคนขับผมทองผู้มีแผลเป็นที่โหนกแก้มขวาทำทีลงมาอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านข้าง ๆ สายตาที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นกันแดดหลุกหลิกมองไปมาโดยรอบ

แต่โจรมือใหม่หาได้รู้ตัวสักนิดไม่...ที่ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงถัดไปอีกเพียงสองห้อง

หญิงร่างท้วมทำทีเป็นเลือกซื้ออาหารสุนัข สายตาของเธอจ้องจับอยู่ที่โจรร้ายอย่างไม่วางตา!

“ซื้อขนมค่ะ” เสียงใสจากเด็กน้อยผมเปียหน้าตาน่ารักที่กำลังวิ่งรี่มายังร้านของชำ ด้านหลังห่างออกไปราวสิบก้าว พี่เลี้ยงเด็กกำลังเดินตามมาห่าง ๆ

ทันใดนั้น! ชายแว่นดำเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ลงกับพื้น

ด้วยอารามตกใจแกมสะดุ้ง หญิงร่างท้วมเหวี่ยงถุงอาหารสุนัขในลักษณะเดียวกัน มันเป็นการเลียนแบบโดยไม่ตั้งใจ ถุงอาหารหมาไม่ได้ถูกเหวี่ยงลงพื้น หากแต่ลอยไปจนเกือบจะโดนหน้าเจ้าของร้าน

โจรชั่วมือใหม่คว้าเอวเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว มันรู้ดีจึงมารอที่ตรงนี้ มันรู้ว่าหลังเลิกเรียน เด็กคนนี้ต้องวิ่งมาซื้อขนมทุกครั้ง และพี่เลี้ยงก็เดินตามไม่ทันแทบทุกครั้งไป ที่มันรู้ก็เพราะได้สำรวจก่อนหน้ามาเป็นแรมเดือน

สาวตุ้ยนุ้ยขยับอ้าปากเพื่อจะร้องให้คนอื่นช่วย แต่เธอเห็นชัดเจนว่าชายผมทองอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถยนต์ท่ามกลางความตกตะลึงของพี่เลี้ยงและคนแถวนั้น

ไม่มีใครเตรียมใจมาก่อน ไม่มีใครไหวตัวทัน ถนนเส้นนี้ก็เปลี่ยวไม่ค่อยมีรถที่จะโบกเพื่อให้ขับไล่จี้ติดตาม

เช่นนั้นก่อนที่โจรร้ายจะอันตรธานไปจากคลองสายตา...จะต้องมีใครสักคนในที่นี้ตามออกไป

ใครล่ะที่มีรถพร้อม...ใครล่ะที่เตรียมใจรับสถานการณ์นี้ไว้แล้ว?

เธอไง!

เก๋งดำแล่นปราดออกอย่างรวดเร็ว มันเป็นเสี้ยววินาทีที่รอไม่ได้ หญิงร่างท้วมรีบกระโดดคร่อมเวสป้าคู่ใจ โช้คที่ติดตรงล้อรถยวบลงจนเกือบมิดเนื่องจากน้ำหนักมหาศาล

แปร๋นนนนนนน!

เสียงจักรยานยนต์คู่ชีพแผดลั่นเมื่อเร่งเครื่องเต็มพิกัด อันที่จริงหญิงสาวไม่ชอบเสียงนี้เท่าไรนัก ด้วยเพราะเสียงมันคล้ายกับเสียงของช้าง และนั่นทำให้เธอถูกล้ออยู่เสมอว่าเป็นเสียงของรถหรือเสียงของคนขับกันแน่

[ ไม่ใช่เวลาคิดไร้สาระ ] สาวร่างใหญ่เร่งความเร็วขึ้นอีกเมื่อเห็นว่ารถเก๋งเป้าหมายกำลังทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ

[ ไม่มีทาง! ข้างหน้าเดี๋ยวรถก็ติด ] เธอรู้สึกได้ถึงปริมาณรถที่เริ่มมากขึ้นเมื่อใกล้ถนนใหญ่ หญิงสาวเร่งเครื่องเร็วขึ้นพร้อมปาดซ้ายขวาไปมาอย่างบ้าคลั่ง คลองจักษุไม่เห็นอันตรายอย่างอื่น นอกจากท้ายรถสีดำที่แล่นอยู่ข้างหน้า

ปิ๊นๆๆๆ แป๊นนนนน!

เสียงแตรรถไล่หลังดังระนาว หลายคันเบรคตัวโก่ง บ้างหักหลบเวสป้าจนปีนขึ้นไปบนฟุตบาท โธ่ ๆๆ… ใครเล่าจะรับรู้ถึงวีรกรรมและหัวใจของฮีโร่สาวร่างตุ้ยคนนี้

 

รถดำเลี้ยวซ้ายขวาเข้าตามซอกซอยที่ซับซ้อนราวกับรู้เส้นทางเป็นอย่างดี หญิงสาวบนรถเวสป้าเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ด้วยดูเหมือนจะเป็นเส้นทางออกนอกเมือง ที่สำคัญถนนเริ่มเปลี่ยวและแคบลงทุกขณะ

[ กรุงเทพฯมันมีที่อย่างนี้ด้วยเรอะ ] ฮีโร่สาวรำพึงในใจ รอบกายในตอนนี้มีแต่พงหญ้ากับบ้านจัดสรรที่ยังสร้างไม่เสร็จ ถนนหกเลนหดลดเหลือแค่สองเลนตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

[ โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือยังไงล่ะ ] หญิงสาวคิดหาทางออก มือข้างที่ว่างจากการขับขี่ล้วงควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือ

[ ได้แล้ว ] ในที่สุดเธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาได้

ทันใดนั้น! ข้างหน้ามีรถบรรทุกกำลังวิ่งสวนมาด้วยความเร็ว  หญิงสาวกำลังขี่รถวิ่งกินเลนขวาเพราะมัวแต่ก้มลงหาโทรศัพท์มือถือ

ครืดดดดดดด! โครม!

เสียงรถเวสป้าล้มลงไปกลิ้งกับกอหญ้าข้างทาง ฮีโร่จำเป็นสามารถหักแฮนด์รถกลับเข้าซ้ายได้ทันเวลา หากแต่การหักเลี้ยวกะทันหัน ทำให้เธอไม่สามารถควบคุมทิศทางได้

เคราะห์ดีที่ไม่มีใครขับตามหลังมา ไม่เช่นนั้นเธอได้ไปสวรรค์ตามที่ตั้งใจแน่

ฮีโร่ร่างใหญ่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น รถเก๋งยังอยู่ในคลองสายตาด้วยเพราะเป็นทางตรงและค่อนข้างแคบทำให้เก๋งดำต้องชะลอความเร็ว

[ โทรศัพท์ล่ะ? โทรศัพท์อยู่ไหน? ] สายตากวาดมองหาเครื่องสื่อสารชนิดมือถือ

บุ๋ง ๆๆๆๆ!?

[ เฮ้ย! เสียงอะไร? ]

[ แว้ก! ทำไมมีแอ่งน้ำอยู่ตรงนี้ ] เมื่อมองไปตามเสียง เธอก็พบโทรศัพท์คู่ใจลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ในแอ่งน้ำข้างถนน มันส่งเสียงบุ๋ง ๆ ที่ถอดใจความได้ว่า ‘ลาก่อนเจ้านาย’

[ ตายละ! รถมันไปนู่นแล้ว ทำยังไงดี ] หญิงสาวลนลาน

[ เอาวะ งานนี้ได้ตายสมใจนึกแน่ ๆ ] ตัดสินใจเด็ดขาด ฮีโร่สาวรีบวิ่งไปยกเวสป้าขึ้นด้วยแรงที่มีอยู่ทั้งหมด ก่อนที่จะก้าวขึ้นคร่อม

แปร๋นนนนนนน! เสียงเครื่องยนต์โหยหวนขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแรงส่งจากน้ำมันในถัง

 

ด้วยถนนที่คับแคบมากขึ้น รถขนาดใหญ่ถึงคราวที่ต้องเสียเปรียบรถเล็กแต่คล่องแคล่วอย่างเวสป้าบ้าง  บัดนี้เวสป้าคู่ชีพบึ่งมาจนถึงด้านหลังของเก๋งโจรแล้ว

[ แม่หนู คนคุ้มครองชะตามาแล้ว ] หญิงสาวรู้แล้วว่าชะตากรรมที่ต้องคุ้มครองผู้อื่นนั้นหมายถึงอะไร

ในที่สุด...จักรยานยนต์ของฮีโร่หญิงก็ซิ่งตีคู่ขนาบทางด้านขวาของเก๋งดำจนได้ แต่กระนั้นโจรร้ายก็ยังไม่ยอมชะลอความเร็วรถ แม้กระจกก็ไม่เปิดลงมา

[ เอาก็เอาวะ ถึงขั้นนี้แล้ว ] ฮีโร่ของเราตัดสินใจเด็ดเดี่ยวก่อนที่จะยกบาทาถีบเข้าไปที่ประตูข้างคนขับ

ปึง ๆๆๆ ! เมื่อถีบไปติด ๆ กันหลายครั้ง ดูเหมือนจะได้ผล รถสีดำเบนจอดเข้าชิดขอบทาง หญิงสาวรีบไปจอดดักไว้ข้างหน้าทันที ถ้าจะออกตัวก็ต้องเสียเวลาถอยหลัง ไม่งั้นก็ชนกันลากกันไปทั้งอย่างนี้นั่นแหละ

ชายผมทองก้าวลงจากรถด้วยความหงุดหงิด เห็นได้จากการที่เขากระชากแว่นดำปาลงพื้นแตกกระจาย ดูเหมือนตัวประกันจะยังอยู่ในรถ

“อะไรวะ...อี...” โจรร้ายตะโกนด่า แต่แล้วเสียงของเขากลับอึกอักอยู่ในลำคอเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้มาขัดขวาง

“นพ...ใช่มานพหรือเปล่า?” ฮีโร่สาวอึ้งไปเหมือนกันที่ได้เห็นหน้าโจรผมทองชัด ๆ ใบหน้านั้นเป็นของน้องชายที่หนีออกจากบ้าน จะแตกต่างกันก็เพียงสีผมที่ถูกย้อมและแผลเป็นตรงโหนกแก้ม

“พี่หญิง...” โจรร้ายเสียงอ่อนลง เขาเอ่ยชื่อพี่สาวร่วมสายเลือด

“นพ...ทำไมนพถึงไปเป็นโจร?”

“พี่หญิงอย่ามายุ่งเลย ผมทำเพื่อครอบครัว รู้ไหมผมจะได้เงินเยอะแยะ พวกเราจะได้รวยกับเขาบ้าง ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้าง” โจรหนุ่มมือใหม่อธิบาย

“ทำเพื่อครอบครัวเรา? นพจะบ้าเหรอ!?”

“พี่หญิงนั่นแหละบ้า! กะอีแค่ขอแบ่งเงินจากพวกเศรษฐีมาใช้บ้างจะเป็นไรไป” ชายผมทองจากสีย้อมให้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ

ฮีโร่ร่างท้วมใช้แขนเสื้อเช็ดหยาดน้ำที่เอ่อปริ่มขอบตาล่าง หญิงสาวพยายามอธิบายหนทางที่ถูกต้องแก่น้องชาย

“แต่มันเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง นพไม่ควรทำอย่างนี้ แม่รู้เข้าคงเสียใจมาก!” ยิ่งพูดถึงมารดา น้ำเสียงหญิงสาวยิ่งสั่นเครือ

“แม่น่ะเหรอ?” น้ำเสียงของโจรมือใหม่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยถึงบุพการี

“ก็นี่ไง! ผมพยายามหาเงินใช้จ่ายให้ครอบครัว ให้แม่สบาย พี่น่ะไม่รู้อะไร! ” อย่างไรน้องชายผู้หลงผิดก็ยังเถียงเข้าข้างตัวเอง

หญิงผู้พี่ยิ้มแค่น ๆ ก่อนที่จะกล่าวกับน้องชายร่วมสายเลือด

“แม่คงไม่ต้องการ...แม่อยากเห็นนพเป็นคนดีมากกว่าได้เงิน!”

มานพนิ่งไปอึดใจ แม้ชายหนุ่มจะหลงผิดและเดินทางสู่หุบเหวแห่งอาจม หากแต่คำว่ามารดากลับทำให้แสงสว่างในหัวใจลุกโชนและต่อต้านความมืดอันชั่วร้ายอีกครั้ง

“เดี๋ยวพอเรารวยแล้ว ผมก็จะเลิกเป็นโจร จะขยันทำแต่ความดี ทำงานสุจริต...ยังไงความดีก็น่าจะลบล้างความชั่วในครั้งนี้ได้” ชายหนุ่มที่อ่อนเสียงพยายามต่อรอง

สาวร่างอ้วนส่ายศีรษะ

“นพ! ทำกรรมดีน่ะ ไม่สามารถลบล้างกรรมชั่วที่เราก่อได้หรอกนะ”

“อีกอย่าง ที่นพว่าจะทำความดีทีหลังน่ะ แม่คงไม่ทันได้เห็น” เสียงหญิงสาวสั่นระริกพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“พี่หญิงหมายความว่ายังไง?”

“แม่กำลังจะตาย! นพรู้ไหมว่าแม่เป็นมะเร็ง!” สิ้นประโยคของหญิงสาว ความเงียบพลันเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบกายคนทั้งสอง

“แม่เป็นมะเร็ง?” มานพ โจรมือใหม่ทวนคำพี่สาวร่วมสายเลือด

“มะเร็งปอด...หมอบอกว่าแม่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน เพราะมะเร็งลามไปทั่วร่างกายแล้ว” เสียงพี่สาวราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของชายหนุ่ม

“ที่นพว่าจะทำความดีทีหลังน่ะ...แม่คงไม่ได้อยู่ทันเห็นหรอก ถ้าจะเป็นคนดีก็ต้องเป็นเสียตั้งแต่ตอนนี้! เดี๋ยวนี้! ไม่ต้องผัดผ่อน”

โจรมือใหม่นิ่งงัน มารดากำลังจะตาย ชายหนุ่มระลึกได้ถึงความรักที่มีต่อแม่ในทันที ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยแคร์ผู้เป็นแม่แม้แต่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่า ‘มนุษย์มักไม่เห็นคุณค่าจนกว่าจะสูญเสียสิ่ง ๆ นั้น’

 “แม่อยากเจอนพมาก” พี่สาวบอกมานพ

“และนพรู้ไหม...แม่ของเด็กในรถนั่น เขาก็ไม่อยากพลัดพรากจากลูกเหมือน ๆ กัน!” หญิงสาวพยายามเกลี้ยกล่อม เธอหวังให้น้องชายสามารถกลับตัวกลับใจ

“พี่...พี่หญิง แม่อยู่ไหน” น้องชายผู้ริเป็นโจรถามเสียงอ่อย นัยน์ตาปริ่มด้วยหยาดน้ำ

“อยู่ที่โรงพยาบาล แต่ยังไงนพก็ต้องไปมอบตัวนะ” ฮีโร่สาวบอกน้องชาย

“ครับ...พี่หญิง” เป็นคำตอบของโจรกลับใจ

เปรี้ยง!

เสียงปืนดังมาจากทิศทางหนึ่ง ฮีโร่สาวหันซ้ายขวาเพื่อหาต้นเสียง และก็พบว่าไกลออกไปราวสิบกว่าเมตรมีชายคนหนึ่งถือปืนอยู่ในมือ ปากกระบอกปรากฏควันจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง

ตุบ! เสียงใครสักคนร่วงลงกับพื้น คน ๆ นั้นคือมานพ!

เลือดเป็นลิ่ม ๆ กำลังทะลักออกจากหัวไหล่ข้างซ้าย ขณะที่ใบหน้าของคนถูกยิงซีดขาวลงทุกขณะ

“พี่...พี่หญิงพาเด็กหนีไป ไอ้นั่นมันเป็นลูกพี่ผม มันเป็นคนวางแผนทั้งหมด...มันคงรู้แล้วว่าผมทรยศ”

“พี่รีบไปก่อนที่จะโดนฆ่า ... อ๊อก ! ” อดีตโจรเอื้อมมือไปกดปากแผลที่บัดนี้เลือดพุ่งกระฉูดเป็นสาย

หญิงสาวหันซ้ายขวาทำอะไรไม่ถูก ลูกพี่โจรกำลังย่างเข้ามาใกล้อย่างใจเย็น

[ เอาไงดี คิดสิ ๆ ] ฮีโร่จำเป็นเค้นสมองหาหนทาง

[ ฮึ่ย! มีทางเดียวเว้ย ] หญิงสาวตัดสินใจ เธอไม่มีเวลาอีกแล้ว ทั้งมหาโจรที่ย่างเข้าใกล้ ไหนจะน้องชายที่กำลังจะสลบจากการเสียเลือด

หญิงผู้กุมชะตากรรมชีวิตทั้งสอง...หรืออาจจะนับได้ถึงสาม หากรวมตัวเองเข้าไปด้วย เธอรีบประคองร่างของน้องชายเข้าไปในรถทันที จากนั้นจึงเสือกตัวเองเข้าไปยังที่นั่งคนขับ

ที่เบาะหลังภายในรถมีเด็กน้อยผมเปียถูกมัดมือและปิดปากด้วยเทปกาวอยู่ สภาพเต็มไปด้วยคราบน้ำตาชวนน่าเวทนายิ่ง

“เดี๋ยวถึงที่ปลอดภัยแล้วน้าจะแกะให้ อดทนก่อนนะคะ ตอนนี้ไม่มีเวลา” หญิงสาวรีบหันไปบอกเร็วบรื๋อ ก่อนจะหันไปดูที่ช่องเสียบกุญแจ

กุญแจถูกเสียบคาอยู่ โชคดีมาแล้ว

หญิงสาวบิดกุญแจสตาร์ทเสียงดังกระหึ่ม กระชากใส่เกียร์ถอยหลังอย่างแรง จากนั้นจึงหักพวงมาลัยหวังที่จะรีบถอยหลังตีโค้งกลับตัวบนถนนแคบ ๆ

ปึง! เพล้ง!

ไฟหน้ารถข้างซ้ายแตกทันทีที่เหวี่ยงไปฟาดกับเสาไฟฟ้า...ไม่ใช่เพราะอารามรีบร้อนจนเกินไปหรอก

แต่เธอไม่เคยขับรถยนต์ต่างหาก!?

จริง ๆ ก็เคยเรียนอยู่สามชั่วโมงเอง...ก็...ก็พอขับได้บ้างล่ะน่า

สาวฮีโร่ใส่เกียร์ถอยหลังอีกครั้งเพื่อให้พ้นจากเสา พร้อมเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อกระชากตัวออกจากที่ตรงนี้

ด้านหลังห่างออกไป มหาโจรที่ยืนห่างไม่กล้ายิงตาม ทั้งนี้เพราะบังเอิญมีรถที่กำลังขับสวนเข้ามา นั่นสามารถเปิดช่องว่างให้หญิงสาวหนีออกมาได้

ระหว่างทางอันร้อนรุ่ม ฮีโร่หญิงรับรู้บางสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจ เธอตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต จากนี้ไป เธอจะไม่คิดหนีปัญหาด้วยการคิดฆ่าตัวตายอีก

 

 ‘ไพ่สังฆราชแสดงถึงการปกป้องคุ้มครองให้พ้นภัย’

‘หรืออาจหมายถึงการชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คนที่หลงผิด’

 

หญิงสาวรู้แล้วว่าคำทำนายที่ได้รับไม่ได้หมายถึงเด็กน้อยที่เบาะหลังเพียงคนเดียว แต่รวมถึงน้องชายผู้หลงผิด และอาจรวมถึงตัวเธอเองด้วย !

หากวันนี้มานพไม่ได้เจอกับเธอโดยบังเอิญ เขาคงไม่กลับใจและกลายเป็นโจรชั่วช้า

[ เพราะฉะนั้น...มานพ อย่าตายนะ ]

หญิงสาวหักพวงมาลัยเลี้ยวปราดเข้าไปที่ประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

               …

สองสัปดาห์ต่อมา

“ขอบคุณมากครับคุณหญิง ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” นายตำรวจระดับผู้การโค้งคำนับอย่างจริงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันก็ทำตามหน้าที่พลเมืองดี เอ่อ...แล้วมานพจะติดคุก?” ฮีโร่สาวเหลือบตาไปมองน้องชายที่หลับสนิทหลังจากทำกายภาพหลังผ่าตัด เส้นผมถูกชำระล้างเปลี่ยนกลับเป็นสีดำตามธรรมชาติ

“อ๋อ...คิดว่าคงไม่เป็นไรครับ เพราะคำให้การของคุณมานพทำให้ทางเราสามารถจับขบวนการเรียกค่าไถ่ได้ยกแก๊ง ดังนั้นผมคิดว่าจะกันตัวคุณมานพไว้เป็นพยานน่ะครับ” น้ำเสียงของคุณตำรวจกอปรด้วยความเมตตา

 

อีกไม่นาน มานพก็จะได้ออกจากโรงพยาบาล ฮีโร่สาวตั้งใจจะพาน้องชายไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนัก อย่างน้อยมารดาคงดีใจที่เห็นมานพกลับตัวเป็นคนดี

อย่างน้อย...แม่คงดีใจที่เห็นเธอไม่ท้อแท้กับชีวิต ไม่คิดทำร้ายตนเอง

โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามนัก

ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีคุณค่า แม้จะสุข แม้จะทุกข์ แต่หญิงสาวก็ตั้งใจที่จะสู้กับมันต่อไป

สู้จนถึงที่สุด...ให้คุ้มค่ากับการได้มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น