อัปเดตล่าสุด 2020-05-14 09:14:01

ตอนที่ 3 บทจักรพรรดิ (The Emperor)

ราชันย์ผู้เปี่ยมด้วย   บุญญา

พร้อมยิ่งเดชฤทธา   มากล้น

อีกทรงจิตเมตตา     แก่เหล่า ทวยราษฎร์

เสมือนดุจไม้ยืนต้น  ปกป้องคุ้มภัย            

 

 

บทจักรพรรดิ (The Emperor)

 

            อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ราตรีในเมืองฟ้าอมรกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง เด็กสาวนาม ‘ธเรษตรี’ บัดนี้แต่งกายในชุดสีดำอันเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับนักพยากรณ์ สาวน้อยนั่งเหม่อลอยภายในคูหาเล็กๆ ที่ตกแต่งเป็นร้านรับทำนาย จิตคำนึงรู้สึกสับสนและไม่อาจระงับความกลัดกลุ้มที่ถาโถมได้

               สิ่งที่ต้องการมากที่สุด...คือสิ่งที่ขาดหายไป

               ชีวิตของบุพการีที่สูญเสียคงไม่สามารถคืนกลับได้ หากความทรงจำที่สาบสูญต่างหากเล่าที่เธอต้องการยิ่งกว่า มีอะไรบางอย่างในอุบัติเหตุครานั้นหรือที่ทำให้เธอลืมทุกสิ่งจนสิ้น คุณหมอบอกว่าตัวเธออาจประสบเหตุที่ร้ายกาจรุนแรงจนจิตใจไม่อาจทนรับไหว เหตุนี้เองระบบป้องกันตัวเองของมนุษย์จึงทำให้เธอลืมเหตุการณ์ดังกล่าวเสียดื้อๆ ?

               เช่นนั้นแล้วก็ควรจะลืมเฉพาะเหตุการณ์ร้ายนั่น ... ทว่านี่เธอกลับลืมหมดทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต !?

               หรือจะมีอะไรมากกว่านั้น!?

               สาเหตุที่ธเรษตรีคิดเช่นนั้น เหตุผลหนึ่งนั่นก็เพราะระหว่างการทำนายไพ่ทาโรต์ซึ่งเด็กสาวเชื่อมั่นอย่างไม่มีเหตุผลว่าจะสามารถนำพาความทรงจำกลับคืนได้นั้น เด็กสาวได้พบปรากฏการณ์แปลกๆ ที่ไม่อาจอธิบายได้

               นั่นคือราวกับมีใครบางคนที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย...แทนตัวเธอ!?

               แม้จะยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ทว่ากลับไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ราวกับอยู่คนละฟากฝั่งของจิตวิญญาณ และร่างกายได้ถูกใครสักคนยืมไปใช้ในขณะทำนายไพ่

               ที่ยิ่งประหลาดมากไปกว่า นั่นก็คือ ธเรษตรีสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ของลูกค้าแต่ละราย ตั้งแต่เริ่มทำนาย ไพ่ที่เลือกได้ ผลของการทำนาย ตลอดจนเรื่องราวหลังจากนั้นซึ่งจะได้เห็นในมโนคติยามนิทรา

               เหตุการณ์เหล่านี้ไม่อาจพิสูจน์ได้ อีกทั้งไม่สามารถเล่าให้ใครฟัง

               ธเรษตรีถอนใจยาว แม้จะคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ตอนนี้ทำได้เพียงมุ่งหวังเพียงให้ความทรงจำที่สูญหายกลับคืนมา และวิธีที่เชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลก็คือการทำนายดวงชะตาผู้คน การทำนายด้วยไพ่สำรับที่อยู่ในมือ...ในคืนที่เกิดอุบัติเหตุ

               ไพ่ทาโรต์ที่มีแต่เพียงไพ่หลัก (เมเจอร์ อาร์คานาร์  : Major Arcanar) ยี่สิบสองใบเท่านั้น

              

ค่ำคืนนี้ดูเหมือนนักทำนายสาวจะไม่มีลูกค้าเข้าแวะเวียนสักเท่าไร ผู้คนที่เดินผ่านไปมา จะมีก็เพียงแต่หยุดยืนอ่านป้ายที่ตั้งบนโต๊ะ มิใยที่ธเรษตรีจะชักชวน ทว่ากลับไม่มีใครสนใจ ซ้ำร้ายหลายต่อหลายคนยังแสดงกิริยาดูถูก หาว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋นไปเสียอีก แต่กระนั้นเด็กสาวก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะการที่พวกเขาเข้าใจผิดนั้นก็ไม่น่าแปลกสำหรับสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยสิบแปดมงกุฎที่จ้องจะหากินด้วยการหลอกลวง

            นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ผู้คนบางตาลงไปมาก เด็กสาวรู้สึกว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางกลับแม้จะไม่ได้ทำนายไพ่ให้ลูกค้าเลยสักราย

               “โอ้ว! เฮลโล...หมอดู” เสียงยานๆ เหมือนฝรั่งที่พูดไทยไม่ชัด

               นักทำนายมองไปทางต้นเสียง ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มหันรีหันขวางก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา ใบหน้ายิ้มละไมแสดงถึงอารมณ์ที่ร่าเริงอยู่เป็นนิจ

               “หมอดู...หมอดูแม่นๆ ช่ายหมาย” สำเนียงจากลิ้นฝรั่งฟังแล้วชวนสะดุดหู

               “ค่ะ อยากดูไหมล่ะคะ” ธเรษตรีชักชวน

               “ดีคราบ...ดีเหมือนกันคราบ ว่าแต่อายุโน้ยอย่างเธอ ต้องมาทามงานอย่างนี้รึ” ชายหนุ่มถาม

               “ค่ะ” แม่หมอตอบสั้นๆ พร้อมจัดแจงเตรียมของที่เมื่อครู่จัดเก็บลงกระเป๋าไปแล้ว

               “แล้วพ่อแม่ โครบครัวเธอล่ะ เขาไม่ว่าอะรายรึ” หนุ่มฝรั่งถาม

               ความโศกเศร้าที่ยากหยั่งพาดผ่านในแววตาของนักพยากรณ์ เด็กสาวก้มหน้านิ่ง ริมฝีปากบางได้รูปเม้มเข้าหากันเหมือนกำลังกล้ำกลืนก้อนความรู้สึกมิให้ล้นทะลัก

               “หนูจำเรื่องครอบครัวไม่ได้เลยค่ะ...ว่าแต่คุณลูกค้าพูดไทยชัดจังนะคะ” สาวชุดดำตอบก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องด้วยท่าทียิ้มแย้ม

               “อ๋อ...ฮ่ะๆๆ พอดีโผมเคยมาเที่ยวเมืองทายบ่อยๆ ตอนเด็กๆ น่ะคราบ เลยพอพูดได้บ้าง” ฝรั่งอารมณ์ดีตอบกลั้วเสียงหัวเราะ

               “อย่างนี้เขาเรียกพูดคล่องแล้วล่ะค่ะ” เด็กสาวชมจากใจจริง เธอคิดว่าการสร้างสัมพันธ์ให้ลูกค้าเชื่อใจก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของหมอดู

               “ขอบคุณมากๆ คราบ ว่าแต่เราจะดูกานยางไงล่ะคราบ”

               “ไม่ยากค่ะ เพียงแค่คุณลูกค้าเล่าถึงปัญหาที่ตัวเองประสบอยู่” ธเรษตรีเริ่มอธิบาย

               “จากนั้นให้เลือกไพ่จากสำรับนี้เพียงหนึ่งใบ...” น้ำเสียงของเด็กสาวเริ่มเรียบและเยียบเย็น

               “เพียงเท่านี้คำตอบก็จะปรากฏ” พลันแววตาของนักพยากรณ์แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมน นัยน์ตาเธอว่างเปล่าราวลูกแก้วสีดำสนิทที่เปล่งประกายประหลาด เสมือนมีแสงแห่งความมืดที่สามารถพุ่งทะลุทะลวงเข้าไปถึงกลางหัวใจของลูกค้า

               “ฮะ! ต้องเล่าด้วยเหรอ ?...เอ้า ก็ได้ ลองดูสากตั้งนะคราบ” ชายหนุ่มยักไหล่ก่อนที่จะเริ่มเล่าปัญหาของตน เขาไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักทำนาย

               “ตัวโผมน่ะเกิดในตระกูลใหญ่...แบบที่มีกิจการและคนที่ต้องดูแลเยอะมากๆ น่ะคราบ คุณหมอดูเข้าใจใช่หมาย” หนุ่มฝรั่งเริ่ม

               “ทีนี้พ่อโผมน่ะท่านแก่มากๆ ท่านต้องการให้โผมสืบโทดต่อ...”

               “แต่โผมไม่มั่นใจสักนิดเลยคราบ ว่าจะสืบทอดกิจการไหวหมาย...เฮ้อ” รอยยิ้มอันแสดงถึงความขี้เล่นเลือนไปจากใบหน้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวล

               “เอาล่ะ จบแล้วคราบ...ทีนี้คุณหมอดูช่วยทำนายหน่อยคราบ” หนุ่มฝรั่งฝืนยิ้ม

               นักพยากรณ์ไม่ว่ากระไร เด็กสาวสลับไพ่จากนั้นจึงคลี่กระจายคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ ความเร็วในการสลับและตัดไพ่รวดเร็วดุจนักมายากลผู้ช่ำชอง

               “เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” นักทำนายกล่าวเสียงเรียบ แววตาสีนิลดำหาได้มองสบคู่สนทนาไม่ เด็กสาวจ้องจับไปยังไพ่บนโต๊ะ

               ชายหนุ่มลูกค้าเอื้อมมือเพื่อที่จะเลือกออกมาใบหนึ่ง เขาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สังเกตได้จากการที่เปลี่ยนใจไปมาว่าจะตัดสินใจหยิบไพ่ใบใด

               ทว่าในที่สุดก็ตัดสินใจได้

               หน้าไพ่อันวิจิตรราวบรรจงสร้างโดยจิตกรเอก ปรากฏเป็นภาพชายในเครื่องทรงอันงดงาม ด้านบนศีรษะถูกประดับด้วยมงกุฎสีทองอร่ามเหลือง มือข้างหนึ่งถือคทาทองที่ประดับด้วยเพชรพลอย ส่วนมืออีกข้างถือลูกแก้วใสส่องแสงประกายแวววาว

               ด้านล่างของภาพ เป็นคำจารึกเพื่อแสดงชื่อของไพ่

            The Emperor…ไพ่จักรพรรดิ

 

            รอยยิ้มบางๆ ปรากฏเป็นคราแรกจากนักพยากรณ์แห่งศาสตร์ลี้ลับ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบสายตาชายผู้เป็นลูกค้า

               “นี่คือไพ่จักรพรรดิ...สำหรับคำทำนายก็คือ ตัวคุณมีชะตายิ่งใหญ่ที่ต้องมีอำนาจเหนือผู้อื่น เพียงแต่...”

               “เพียงแต่ ?” หนุ่มฝรั่งทวนคำ

               “เพียงแต่คุณยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะทำได้หรือไม่...สังเกตได้จากการที่ลังเลอยู่นานกว่าจะหยิบไพ่ใบนี้ออกมา”

               “ดังนั้นขอแนะนำว่า คุณจงศึกษาหนทางชีวิตเสียจนกว่าจะพอใจ”

“และเมื่อนั้น...เมื่อพร้อมเมื่อไร คุณก็จะยินดีและยอมรับชะตากรรมที่ต้องแบกรับอย่างเต็มใจ” นักทำนายสาวอธิบายให้ลูกค้าฟัง

               ...

               ในมโนสำนึกที่อยู่ในกายเนื้อ ดวงจิตของธเรษตรีพยายามอย่างเต็มที่แล้ว หากแต่เธอไม่อาจควบคุมร่างกายได้ และนี่เป็นอีกครั้งที่ร่างกายของเธอถูกใครคนอื่นควบคุมและชักใยแทนอย่างน่าประหลาด

ที่สำคัญ คำว่า ‘ชะตากรรมที่ต้องแบกรับไว้’...คำพูดที่เธอได้ยินจากปากของตัวเอง

            วลีนั้นทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เสียวแปลบขึ้นในอก!?

               ...

               “แล้วยังไงต่อคราบ” หนุ่มฝรั่งถามเมื่อเห็นนักพยากรณ์นิ่งนานจนขาดช่วง

               “แม้ว่าเราจะเลือกเกิดไม่ได้...แต่ทุกคนมีสิทธิเลือกทางเดินชีวิต” เป็นคำพูดที่เริ่มอีกครั้งจากปากของนักทำนาย   

“อาจเป็นเพียงความลังเลในโชคชะตา…หากแต่มนุษย์เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อชะตากรรมที่ไม่รู้จักและไม่ต้องการได้ แต่กระนั้นเราสามารถเลือกที่จะรับรู้และฟันฝ่ามันไปได้”

“หนูคิดว่าคุณสามารถรับรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้วล่ะค่ะว่าต้องเดินทางไหน...เพียงแต่ตอนนี้คุณอาจจะกำลังสับสนเท่านั้น...ขออวยพรให้โชคดีค่ะ” ประโยคสุดท้ายมาพร้อมกับความสดใสในแววตาอันแสดงถึงภาวะปกติ ใช่แล้ว! บัดนี้สติและการควบคุมร่างกลับมาเป็นของเด็กสาวมัธยมปลายนาม ‘ธเรษตรี’ อีกครั้งหนึ่ง

“อืม...ขอบคุณมากคราบ ค่าทำนายเท่าไรคราบ” หนุ่มฝรั่งลุกขึ้นยืนพร้อมก้มศีรษะคารวะนักพยากรณ์

“แล้วแต่ศรัทธาค่ะ จะมาให้ทีหลังก็ได้นะคะ” เด็กสาวลุกขึ้นยืนรับการเคารพจากผู้มีวัยวุฒิสูงกว่า

“ง้านเหรอคราบ ผมจ่ายเลยแล้วกันนะคราบ คุณหมอดูทำนายได้ถูกจายโผม ดังนั้นไม่ต้องทอนนะคราบ” ชายหนุ่มยัดธนบัตรหลายใบลงในมือของแม่หมอก่อนจะหันซ้ายขวารอบๆ แล้วรีบเดินออกไปทันที

สาวน้อยชุดดำก้มมองดูเงินในมือ...มันเป็นธนบัตรสำหรับชาวต่างชาติ เงินสกุลยูโร

หนึ่งร้อยยูโร!

สาวนักพยากรณ์ไม่แน่ใจว่ามันสามารถตีค่าเป็นเงินไทยได้เท่าไร แต่เชื่อว่าน่าจะมีค่ามากมายเกินค่าแรงสำหรับการทำนายหนึ่งครั้งแน่ๆ ทว่าเมื่อเงยหน้าเพื่อจะคืนเงินให้หนุ่มฝรั่งอารมณ์ดีคนนั้นก็ปรากฏว่าเขาวิ่งออกไปไกลเสียแล้ว

...

พรายน้ำบนนาฬิกาข้อมือชี้บอกเวลาห้าทุ่มเศษๆ ชายต่างชาติเตร็ดเตร่อยู่ในมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสี แม้กลางวันจะมากด้วยผู้คน สว่างไสวมีชีวิตชีวาด้วยสีสัน ทว่าท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น...มันก็ไม่ต่างอะไรกับเวลาค่ำคืนเช่นตอนนี้

ทำไมน่ะหรือ ? นั่นก็เพราะแม้กลางวันจะสว่างไสว แต่ไฉนเขาเหล่านั้นกลับกระทำเหมือนมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน ไม่มีคำขอบคุณเมื่อมีใครลุกให้นั่งบนรถประจำทาง ไม่มีการต่อแถวเข้าคิวเวลาซื้อของ กระทั่งไม่มีแม้คำขอโทษหากเผลอไผลเหยียบเท้าใครสักคน

เช่นนั้นมันจะต่างอะไรกับกลางคืนเล่า ?

กลางคืนที่ว่างวายไร้ผู้คน...กับกลางวันที่ผู้คนว่างวายไร้หัวใจ

มันคงไม่ต่างกันสักเท่าไร  

 

ชายฝรั่งนั่งปล่อยอารมณ์บนราวสะพานข้ามคลอง...กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรแห่งนี้แม้ไม่ใช่บ้านเกิด แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกับบ้านเมืองของเขา…โดยเฉพาะหัวใจของผู้คน

“เฮ้ย! จะหนีไปไหนวะ หยุดๆๆ ! ปรี๊ดดดดๆๆๆ !!!” เสียงฝีเท้าพร้อมตะโกนไล่กวดใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงนกหวีดที่เป่าดังยาวทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์

เด็กชายคนหนึ่งแต่งตัวขะมุกขะมอม คะเนอายุราว 8 – 9 ขวบวิ่งเข้ามาใกล้ ทางด้านหลังปรากฏชายสองคนที่ดูคล้ายตำรวจแต่แต่งกายเพียงชุดครึ่งท่อนกำลังวิ่งไล่ตามมาติดๆ

ในที่สุดชายทั้งสองก็ไล่จนทันตรงสะพานที่หนุ่มฝรั่งนั่งอยู่ เด็กชายคนนั้นถูกจับกดนอนคว่ำลงกับพื้น คนหนึ่งยึดข้อมือสองข้างไขว้หลังเพื่อไม่ให้ดิ้นหลุด ส่วนอีกคนใช้เท้าที่สวมรองเท้าคอมแบตหวดเข้าที่ชายโครงอย่างแรง ถึงตอนนี้เด็กน้อยถึงกับร้องโอ๊กออกมา มิใยที่ชายผู้เป็นตำรวจ ‘ครึ่งท่อน’ จะเห็นใจ เขากลับทรุดตัวลงนั่งยองๆ ก่อนที่จะใช้ฝ่ามือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าสามครั้งติดๆกัน

“ไอ้เลว! ริอ่านเป็นขโมยตั้งแต่เด็ก” เสียงคำรามจากผู้ซึ่งแม้จะทั้งเตะทั้งตบแล้วก็ตาม ทว่าดูเหมือนความเกรี้ยวกราดในใจจะยังมิบรรเทา

“ผมขอโทษ...ผมจะไม่ทำอีกแล้ว” เป็นเสียงวิงวอนจากผู้ต้องหา

“ไอ้สัตว์! ทำเหี้ยแล้วจะแค่ขอโทษเหรอวะ อย่างงี้แม่งก็ไม่ต้องมีกฎหมายสิ” สิ้นประโยคตามด้วยฉาดใหญ่จากหลังมือ

“กูจะเอามึงไปขังให้หลาบจำ สักเจ็ดวันดีไหม หา!! ”

“เดี๋ยว...เดี๋ยวคราบ” ชายหนุ่มต่างชาติอดรนทนไม่ไหวรีบลุกเดินไปใกล้ๆ แท้จริงแล้วเวลาก็เพียงห้าทุ่มกว่าๆ เท่านั้น โดยรอบก็ยังมีรถและคนที่เดินผ่านไปมาอยู่

ทว่าดูเหมือนทุกคนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!?

“อะไรวะ !? ไอ้ฝรั่ง...มึงมาเสือกอะไรด้วย” ตำรวจคนที่จับข้อมือเด็กน้อยตะคอกใส่ คนนี้คล้ายจะเป็นลูกน้องของอีกคน

“ปะ...ปล่าวคราบ โผมเพียงแต่อยากให้คุณตำรวจเพลาๆ มือหน่อยคราบ ยังไงเขาก็เป็นเด็กอยู่นะคราบ” ฝรั่งผมสีน้ำตาลรีบอธิบาย

“ไม่ใช่เรื่องของมึง นี่มันเรื่องของคนไทยว่ะ ไอ้ห่านี่มันริเป็นขโมยตั้งแต่เด็ก ต้องเอาให้หลาบจำ ไม่งั้นเดี๋ยวแม่งก็ทำอีก” ตำรวจคนที่เป็นหัวหน้าบอกเสียงดุๆ

“แล้วน้องเขาขโมยอะรายเหรอคราบ”

“แม่งเสือกเข้าไปขโมยนมขวดในเซเว่นน่ะสิวะ สันดานเหี้ย! ถุย! ” ประโยคบอกเล่าจากชายคนเดิมตามด้วยคำสบถและน้ำลายที่ถ่มใส่หน้าเด็กน้อย

“เท่านั้นเองเหรอคราบ !? ” ฝรั่งหนุ่มถามเสียงสูงด้วยความงุนงง เขารู้ดีว่าการขโมยนั้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ แต่การที่นายตำรวจพิพากษาเด็กน้อยราวศาลเตี้ยข้างถนนด้วยความรุนแรง...มันสมควรแล้วหรือ ?

“เออ! เดี๋ยวจะเอาแม่งไปขังให้เข็ด ทำร้านเขาเสียหายหมด” ตำรวจหิ้วคอเสื้อเด็กผู้ต้องหาขึ้นมา

“เดี๋ยวๆ ขอโผมชดใช้ให้ก็แล้วกันนะคราบ” ชายหนุ่มรีบบอกด้วยอดสงสารชะตากรรมของเด็กชายที่จะต้องไปเผชิญต่อในห้องขังไม่ได้

“ฮะ ? ชดใช้ยังไงวะ ไอ้ฝรั่งขี้นก!? ” นายตำรวจทั้งสองถามแทบจะพร้อมกัน

“เดี๋ยวโผมจ่ายค่าเสียหายของเซเว่นให้คราบ...นมขวดเดียวใช่หมายคราบ”

“อะฮ้า! ใจถึงดีนี่หว่าไอ้ฝรั่ง แล้วค่าเสียเวลา ค่าแรงกับค่าทำขวัญของร้านเซเว่นนั่นล่ะ” ตำรวจคนที่ดูมียศสูงกว่าเดินอ้อมมากอดคอหนุ่มต่างชาติผู้ใจดี

“อ๋อ...งั้นเดี๋ยวโผมจัดการด้วยก็ได้คราบ” หนุ่มฝรั่งเริ่มรู้แล้วว่าตำรวจทั้งคู่ต้องการอะไร

“ห้าโร้ยพอไหมคราบ” ชายหนุ่มควักๆ เงินในกระเป๋า เขารู้ดีว่าควรจ่ายเป็นธนบัตรไทยเพราะหากใช้เงินสกุลยูโร อาจเป็นการยั่วโมโหนายตำรวจทั้งสองได้

“เฮ้ย! อาไร้!? ฝรั่งอย่างเอ็งแม่งรวยจะตาย”

“สามพันโว้ย! สามพันบาทขาดตัว ไม่งั้นไอ้เด็กห่านี่ได้ไปกินตีนในคุกแน่! ” นายตำรวจโก่งราคาพร้อมชี้มือไปยังเด็กน้อยที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ

เคราะห์ดีที่หนุ่มฝรั่งพอมีเงินสกุลไทยติดตัวอยู่บ้าง เขายื่นธนบัตรใบละพันสองใบกับใบร้อย ใบยี่สิบรวมๆ กันแล้วนับได้สามพันพอดี ทีนี้ชายหนุ่มก็เหลือเงินที่เป็นสกุลไทยเพียงแค่เหรียญห้ากับเหรียญบาทอย่างละเหรียญในกระเป๋ากางเกง

“เออๆ โชคดีของมึงนะไอ้เด็กเวร เฮ้ย! ไปกินเหล้ากัน! ” ตำรวจครึ่งท่อนรีบคว้าเงินจากมือฝรั่งก่อนหันไปตบกะโหลกเด็กชายหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเรียกลูกน้องไปหาความสำราญจากเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง

 

ตำรวจทั้งสองเดินไปไกลแล้ว เด็กชายผู้ซึ่งเมื่อครู่โดนทุบตีถึงกับปล่อยโฮออกมาลั่นถนน

“เอ้าๆ หนู อย่าโร้งไห้ อายเขา” ฝรั่งขี้นกในสายตาตำรวจรีบบอก

“ขอบคุณครับพี่” เด็กชายรีบขอบคุณ ชายต่างชาติสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของเด็กน้อยนั้นทั้งดำ ทั้งเก่าและขาดวิ่น

“ทามมายไปขโมยของ ทีหลังอย่าทามนะ” ชายหนุ่มยิ้มให้กำลังใจพร้อมก้มสำรวจบาดแผลฟกช้ำตามร่างของเด็กชาย

“ผมจะเอาไปให้แม่ครับ...แม่ผมหิว”

“อ้าว! แม่เธอเป็นอะไร... แล้วพ่อเธอล่ะ? ”  ชายหนุ่มงง

“แม่เป็นอัมพาตเดินไม่ได้ครับ ส่วนพ่อผูกคอตายไปนานแล้ว” เป็นคำกล่าวเรียบๆ แต่ทว่ามันเสียบลึกเข้าไปถึงจิตใจของชายหนุ่ม

“โอ...ไอ...ไอขอโทษ แล้วบ้านเธออยู่หนายล่ะ”

“บ้านผมอยู่ตรงนี้เอง พี่จะไปด้วยกันไหมล่ะ” เด็กน้อยชวน

“ดีๆ โผมก็ไม่รู้จะไปไหนพอดี” ฝรั่งผู้มองโลกในแง่ดีบอก

...

เมื่อถึงที่หมาย ชายหนุ่มผู้เลือกไพ่จักรพรรดิจึงได้รับรู้ว่า ‘บ้าน’ ของเด็กน้อยนั้นเป็นเพียงเพิงไม้ปะๆ เรียงติดกันเป็นพรืด และท่ามกลางแสงสว่างจากเทียนไข ตรงกลางด้านในของบ้านที่มีอยู่เพียงห้องเดียวปรากฏร่างผ่ายผอมของหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่ ใบหน้าของเธอซีดเซียวราวกับไร้วิญญาณ ทว่าเมื่อวินาทีแรกที่เธอได้เห็นหน้าของลูกชาย ฝรั่งหนุ่มจึงสามารถสัมผัสได้ถึง ‘ชีวิต’ ที่กลับคืนมาอีกครั้ง

“แม่ครับ พี่คนนี้เขาช่วยผมจากตำรวจ” เด็กน้อยเล่าให้มารดาฟังขณะโผเข้าไปกอด

หญิงกลางคนพยักหน้าแทนคำขอบคุณก่อนจะหันไปถามบุตรชาย

“ลูกไปขโมยของอีกหรือเปล่า”

“ก็...ก็ผมจะเอามาให้แม่” เสียงอ่อยๆ จากคนที่รู้ตัวว่ากระทำความผิด

หยาดน้ำใสๆ ไหลจากนัยน์ตาของมารดา ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าน้ำตานี้มิใช่มาจากความตื้นตันที่รู้ว่าลูกยอมเสี่ยงเพื่อให้แม่อิ่มท้องหรอก

หากแต่มันเป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่มาจากเบื้องลึกของจิตใจ!

“แม่ไม่ต้องการ ลูกก็รู้...แม่ยอมอด เสียยังดีกว่าให้ลูกเป็นขโมย” น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยทว่าจริงจังในความรู้สึก

“แต่...แต่แม่...” เด็กชายพยายามเถียง แต่เขาก็พูดอะไรไม่ออกด้วยรับรู้ถึงความตั้งใจของมารดาผ่านทางหยาดน้ำตาที่ไหลหยดลงกระทบท่อนแขน

มันทั้งอบอุ่นและเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด

“สัญญากับแม่ก่อนว่าต่อไปจะไม่ขโมยของอีก” ผู้เป็นมารดาอบรมลูกชาย ที่ตอนนี้ได้แต่ซบหน้าร้องไห้อยู่กับอก

แสงเทียนในห้องถูกดับลง ชายฝรั่งตัดสินใจนอนค้างที่ห้องแคบๆ แห่งนี้ ด้วยเกรงว่าหากออกไปเดินท่อมๆ กลางดึกคนเดียวอาจจะโดนพวกมิจฉาชีพทำร้ายเอาได้

ท่ามกลางความเงียบสงัด ได้ยินก็เพียงลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอของหญิงอัมพาต ตัวของหนุ่มฝรั่งเองนั้นก็อยากจะหลับอยู่เหมือนกัน ทว่าวันนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าตื่นเต้นจนไม่อาจข่มตาลง ทำได้ก็เพียงแต่นอนนิ่งๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อนทุเลาความเครียดเท่านั้น

ทันใด! ชายต่างชาติรู้ถึงสัมผัสบางอย่างที่ข้อมือซ้าย?

มือเล็กๆ ที่มาขยุกขยิกนั้นไม่ใช่ของใครอื่น นอกเสียจากเด็กชายเจ้าของห้อง มือนั้นกำลังเกาะแกะแถวๆ นาฬิกาข้อมือ คล้ายกับว่ากำลังพยายามที่จะถอดออก

หนุ่มฝรั่งรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่เขาก็มิได้โวยวายออกมา

เด็กน้อยคงลำบากจริง ส่วนตัวเราเองนั้นก็พอมีกินมีใช้อยู่แล้ว หากเขาต้องการ เราก็ยินดียกให้...นั่นเป็นความตั้งใจของชายชาวต่างชาติ

ทว่ามือเล็กนั่นกลับหยุดการกระทำอันเนรคุณ

เงาร่างของเด็กน้อยคลานกลับไปยังเท้าของมารดาผู้หลับไหล เงานั้นก้มลงกราบแทบเท้า

“ผมขอโทษครับ...ผมจะไม่ขโมยของใครอีก ผมจะไม่เผลอใจอีกแล้ว” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กชาย จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนข้างๆ ผู้เป็นมารดา

นี่สินะ...แท้ที่จริง ทุกผู้ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวหรอก หากเลือกได้ใครๆ ก็อยากกระทำแต่ความดี

ทว่าในความจริง ผู้คนอาจขาดซึ่งการอบรมสั่งสอน หรือบางขณะ ความทุกข์ ความยากลำบากก็อาจเปลี่ยนแปลงคนที่ดีให้กลายเป็นคนที่หลงผิดได้ อีกทั้งกระแสสังคม ความฟุ้งเฟ้อ ค่านิยมที่มองเห็นแต่เพียงวัตถุและตัวเลข ปัจจัยเหล่านี้อาจหล่อหลอมจิตใจเอื้ออารีของมนุษย์ให้กลายเป็นหุ่นยนต์ที่รู้จักแต่ภาระหน้าที่จนไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้าง

แต่ตอนนี้...ที่นี่ เด็กชายคนนี้ ถึงเขาจะยากไร้ แม้จะยากจนและขาดโอกาส แต่บัดนี้จิตใจของเขาได้รับเอาคำสอน รับเอาความดีงามของผู้เป็นแม่เอาไว้แล้ว

ประตูสู่อนาคตของเด็กชายคนนี้จักต้องเปิดให้เห็นแสงสว่างอย่างแน่นอน

แม้อุปสรรคข้างหน้าจะยังมี...แต่เด็กน้อยคงไม่หวนสู่หนทางที่ผิดอีก

...

...

เช้ามืด ชายหนุ่มลุกจากที่นอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาไม่ได้วางเงินหรือนาฬิกาทิ้งไว้ให้แต่อย่างใด ด้วยเชื่อว่าแม่ลูกคู่นี้ไม่ต้องการมัน หากแต่ต้องการความช่วยเหลือด้านโอกาส ซึ่งนั่นชายหนุ่มอาจจะพอช่วยเหลือได้

บัดนี้ชายต่างชาติไม่ลังเลในชะตากรรมของตนอีกต่อไป เด็กน้อยที่ยากไร้ แม่ที่เป็นอัมพาตยังกัดฟันอดทนต่อสู้โชคชะตา แล้วเขาล่ะทำไมจะทำไม่ได้

ไพ่จักรพรรดิ...ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร...และตอนนี้ก็ถึงเวลานั้นแล้ว

หนุ่มฝรั่งเดินออกจากที่พักเงียบๆ กดโทรศัพท์มือถือ เพียงครู่เดียวรถลิมูซีนคันงามก็ปราดเข้ามารับอย่างรวดเร็ว

               ...

               ...

               ธเรษตรี สาวน้อยนักพยากรณ์กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้วิวทิวทัศน์จะร่มรื่นด้วยดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกไว้ในสวน ทว่าจิตใจของเธอกลับว้าวุ่นจนมิอาจพินิจได้ถึงความงามที่อยู่เบื้องหน้า ส่วนสาเหตุแห่งความกังวลน่ะหรือ? ก็คือเรื่องที่เธอได้ทำนายลูกค้าด้วยไพ่ทาโรต์...แม้จะเชื่อมั่นว่าเป็นหนทางเดียวที่สามารถคืนความทรงจำ แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ผิดปกติ มันเป็นความพิลึกกึกกือที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟัง แม้กระทั่งคุณตาคุณยายก็เถอะ ?

               นอกจากการที่เหมือนมี ‘ธเรษตรีอีกคน’ คอยทำหน้าที่พยากรณ์ไพ่แทนตัวเธอแล้ว ยังมีภาพเหตุการณ์หลังจากนั้นให้ได้เห็น โดยเฉพาะลูกค้าสองคนเมื่อหลายวันก่อน ผู้จัดการดาราที่จับได้ไพ่รถศึกกับชายต่างชาติที่ได้ไพ่จักรพรรดิ เด็กสาวสามารถรับรู้การดำเนินเรื่องราวชีวิตฉากสั้นๆ ได้ราวกับเปิดโทรทัศน์

               อีกทั้งสิ่งที่ธเรษตรีกังวลใจมากที่สุดก็คือ ขณะที่ร่างของเธออีกคนกำลังทำนายไพ่ให้แก่ลูกค้า ตัวเธอที่อยู่ใต้ม่านแห่งจิตสำนึกสามารถรับรู้ ‘ความรู้สึกดำมืดในใจ’ ของลูกค้าเหล่านั้นได้...ทั้งความขลาดเขลาไม่กล้าเผชิญหน้าปัญหา ความกลัวที่จะแสดงออกให้คนรักรับรู้ความรู้สึก หรือความลังเลต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

               ความรู้สึกอันเป็นพลังด้านลบนี้ ธเรษตรีสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน!?

               โชคดีที่ผู้จัดการดาราคนนั้นสามารถรวบรวมความกล้า เอาชนะความกลัวอย่างเช่นอัศวินผู้ห้าวหาญได้ แต่พ่อหนุ่มต่างชาติผู้อารีคนนั้นเล่า?

               หน้าที่หรือชะตากรรมที่เขาได้รับมา...บัดนี้ฝรั่งคนนั้นจะยอมรับแล้วหรือยัง ?

               ธเรษตรีถอนใจยาวก่อนที่จะหันไปกดรีโมทเพื่อดูข่าวทางโทรทัศน์ฆ่าเวลา และภาพที่เห็นถึงกับทำให้สำลักน้ำลายทันที ในจอปรากฏข่าวที่ผู้ดำเนินรายการกำลังบรรยาย ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มฝรั่งที่แลดูคุ้นตา ทว่าเขาคนนั้นกลับแต่งองค์ทรงเครื่องราววรรณะกษัตริย์

“เจ้าชายเฮนดรี้ ปริ๊นส์แห่งราชอาณาจักรเอลิเซียส์เตรียมเข้าพิธีราชาภิเษกในสัปดาห์หน้า สำหรับภารกิจแรกของพระองค์คือการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ”

“เจ้าชายเฮนดรี้เตรียมหารือเรื่องปัญหาเด็กด้อยโอกาสในเมืองไทย ซึ่งพระองค์ได้ทรงประสบเมื่อครั้งเสด็จประพาสก่อนเข้ารับตำแหน่ง”

 

ธเรษตรียิ้มออกมาได้ อย่างน้อยก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่พร้อมจะแบกรับชะตากรรมแห่งการเสียสละ ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างมิอาจฝ่าฝืน 

เสมือนเช่นเดียวกับตัวเธอ?


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น