อัปเดตล่าสุด 2020-11-05 09:01:08

ตอนที่ 27 บทแห่งการตัดสิน (Judgement) : เรื่องราวของนักทำนาย ตอนท้าย : Judgement Day

บทแห่งการตัดสิน (Judgement) : เรื่องราวของนักทำนาย

ตอนท้าย : Judgement Day

 

               รถหุ้มเกราะแล่นผ่านในระยะกระชั้นชิดพร้อมเสียงประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่ในความสงบและอยู่แต่ภายในตัวอาคาร กระนั้นกลุ่มคนที่บ้าคลั่งด้วยความหวาดหวั่นหาได้สนใจไม่ ผู้คนต่างพากันวิ่งพล่านไปทั่วเมือง บ้างก็ปล้นจี้เพื่อแย่งชิงอาหารไว้กักตุน บ้างก็เมาสุราทะเลาะวิวาทกันเละเทะ มันเป็นภาพวุ่นวายราวกับอยู่ในดินแดนมิคสัญญี

               ธเรษตรีอยู่บนรถเมล์ที่แน่นเอี้ยดเป็นปลากระป๋องโดยมีจุดหมายอยู่ที่ท้องสนามหลวง เด็กสาวได้ยินจากข่าวว่าประชาชนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันที่นั่น เพื่อหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองช่วยปกป้องคุ้มภัย

               นักทำนายรู้ว่าอย่างไรเสียเธอคงไม่ตายจากอุกกาบาตชุดแรกที่จะมาถึงในอีกหกชั่วโมง ที่แน่ใจก็เพราะตัวเธอมีหน้าที่ต้องตัดสินชะตากรรมในเวลาถัดไปอีกไม่นานนัก ดังนั้นหากตัวเธอไปอยู่ตรงไหน อนุมานได้ว่าที่นั่นย่อมปลอดภัยจากอุกกาบาตแน่นอน

            ปัง ๆๆๆๆ!

               เสียงปืนดังรัวจากรถเกราะที่เพิ่งแล่นผ่านไปเมื่อสักครู่ ปืนกลถูกยิงกราดขึ้นฟ้าโดยมีเป้าประสงค์เพื่อเตือนผู้ก่อการจลาจลให้หยุดยั้งการกระทำอันวุ่นวาย ซึ่งก็ได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อรถทหารขับผ่านไป การใช้กำลังปล้นสะดมก็เกิดขึ้นอีก

               แน่นอนว่าเหตุจลาจลมิได้เกิดขึ้นแต่เพียงประเทศไทยที่เดียว ทว่าเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายทั่วทั้งโลก!

               ภาพจากช่องโทรทัศน์สถานีต่าง ๆ ถ่ายทอดให้ธเรษตรีเห็น สำนักข่าวทั่วโลกกำลังนำเสนอมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ภัยร้ายอันเกิดจากมนุษย์เอง หามิได้เกิดจากอุกกาบาตยักษ์ที่กำลังมุ่งตรงเข้าใกล้

เพียงแค่รับรู้ถึงหายนะ...สันดานดิบของการเอาตัวรอดจึงปรากฏ!

               บัดนี้ทั่วโลกกำลังวุ่นวาย หลายเมืองเต็มไปด้วยพระเพลิงเผาผลาญ อาชญากรรมผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ปล้น! ฆ่า! ข่มขืน! ตำรวจและทหารไม่อาจควบคุมเหตุบานปลายนี้ได้

               ฤๅโลกจะถึงกาลแตกดับก่อนที่ดาวเคราะห์มฤตยูจะมาถึง

พังพินาศด้วยฝีมือมนุษย์ผู้บ้าคลั่งจากการได้รับรู้วันสิ้นโลก!

 

รถเมล์เคลื่อนช้า ๆ ไปตามท้องถนน แม้ไปได้ไม่เร็วนักแต่ก็ไม่ถึงขนาดติดอยู่กับที่ ธเรษตรีคาดคะเนว่าน่าจะไปถึงสนามหลวงได้ทันก่อนพายุเพลิงรอบแรก

[ ฉันยังไม่อยากตาย…ช่วยด้วย! ] แว่วเสียงจิตใจ นักทำนายหันซ้ายขวาด้วยไม่แน่ใจว่ามาจากใครบนรถที่แน่นเอี้ยดนี้

[ เกลียดผู้จัดการ ถ้าเจอหน้าจะตบมันให้หายแค้น…ไหน ๆ ก็จะตายแล้วนี่! ] เสียงอื่น ๆ เริ่มกรูเข้าสู่สมองของนักพยากรณ์

[ ฮี่ ๆ อีนังจอย! ถือว่าเป็นดาวคณะงั้นรึ! เดี๋ยวกูจะไปข่มขืนถึงบ้านเลย ใครขวางกูจะฆ่าให้หมด! ]

[ ต้องสะสมของกิน…เก็บไว้ไม่แบ่งใคร! ไม่แบ่ง! ]

[ ข้าต้องรอด ต้องรอดให้ได้! ข้าเก่งที่สุด! ทำอะไรไม่เคยแพ้! ข้าต้องรอด! ]

ธเรษตรีก้มหน้า ยกสองมือขึ้นปิดหูแม้รู้แก่ใจว่าไม่อาจปิดกั้นสำเนียงแห่งจิตได้ นักพยากรณ์รู้สึกอยากจะอาเจียนออกมาเสียตรงนี้ โลกที่ใกล้ถึงคราวแตกดับทำให้ผู้คนไม่สามารถประคับประคองจิตใจอันอ่อนแอไว้ได้

โดยเฉพาะจิตด้านมืดที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี!

ยามปกติ กฎหมาย ศาสนา จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณียังสามารถต่อต้านจิตใจด้านมืดเหล่านี้ไว้ด้วยหลัก ‘หิริ – โอตตัปปะ’

ทว่ายามนี้...ดูเหมือนความมืดในจิตใจของแต่ละคนได้ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุใดมนุษย์จึงไม่หักห้ามความชั่วร้ายในใจไว้? ฤๅเขาเหล่านั้นปฏิบัติตัวเกลือกกลั้วกับมันจนชาชิน?...หรือเป็นเพราะมนุษย์ผู้ไม่ยอมรับ ‘ความมืดในใจ’ ของตน มนุษย์พยายามปฏิเสธการคงอยู่ของความมืดในจิตใจเรื่อยมา…ปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่เปิดใจเพื่อแก้ไขเยียวยารักษา และบัดนี้เมื่อถึงเวลาที่บ้านเมืองหมดสิ้นกฎเกณฑ์ ทั้งขนบธรรมเนียมกำลังถูกเมินข้ามด้วยวาระสุดท้ายแห่งโลกที่กำลังจะมาถึง ปิศาจในใจมนุษย์จึงสบโอกาสที่จะแสดงอำนาจของมัน

[ แล้วเธอเองล่ะมีความมืดในใจบ้างไหม? ] แว่วเสียงจากก้นบึ้งหัวใจ

นักพยากรณ์วูบในความคิด จิตกระหวัดไปถึงร่างลึกลับคล้ายตัวเองในความฝันอันแปลกประหลาด

‘ฉันคือความมืดของเธอ ทั้งยังเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวดของเธอด้วย’ น้ำเสียงที่แว่วจากร่างแฝดในความฝัน ร่างนั้นอยู่ในชุดสีดำ ใบหน้าที่เหมือนกับเธอทุกกระเบียดนิ้วเปี่ยมล้นไปด้วยความเศร้า

บัดดลนั้น พุทธิปัญญาสว่างวาบขึ้นในใจของนักทำนาย

เช่นนั้นแล้วตัวเธอเองก็ย่อมต้องมีความมืดในใจเฉกเช่นบุคคลอื่น ถ้าอย่างนั้น เธอเองก็ควรยอมรับการคงอยู่ของมัน และเมื่อใดที่ยอมรับ...เมื่อนั้นย่อมเปิดโอกาสเยียวยารักษาความมืดที่ซ่อนเร้น บางทีอาจทำให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ได้

ความมืดในหัวใจของตัวเธอ...อาจเป็นความโกรธ ความเคียดแค้นชิงชังต่อคนร้าย ที่ตั้งใจก่ออุบัติเหตุในคืนนั้น อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตทั้งตัวเธอและบุพการี

ทว่า...โทสะเพลิงจากก้นบึ้งหัวใจจะสามารถลบเลือนได้โดยง่ายอย่างนั้นหรือ?

 

               รถเมล์จอดใกล้ ๆ สนามหลวง ผู้โดยสารลงจากรถเพื่อเดินเท้าสู่พื้นที่ท้องสนามหลวงอีกทอดหนึ่ง ธเรษตรีหยุดความคิดไว้ชั่วครู่ เด็กสาวเดินตามคนอื่น ๆ ไป

               “หนูจ๊ะ มาคนเดียวหรือ?” เป็นเสียงลุงแก่ที่เดินอยู่ข้าง ๆ ถามไม่ถามเปล่า เอามือมาจับต้นแขนอีกต่างหาก นักทำนายไม่ตอบแต่สะบัดแขนอย่างแรงพร้อมกับรีบจ้ำก้าวไปข้างหน้า เหตุผลก็เพราะทันทีที่มือหยาบสัมผัสตัวเธอ เด็กสาวก็สามารถรับรู้ได้ถึงจิตใจอันหยาบช้าลามก

 

               ธเรษตรีมาถึงสนามหลวงในเวลาที่เหลือเพียงชั่วโมงเศษ ๆ ก่อนการปะทะรอบแรก นักทำนายสามารถรับรู้จิตใจของผู้คนเรือนแสนที่อยู่ในพื้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนมากล้วนแล้วแต่กลัวตาย บ้างก็มีห่วงที่ทำให้ไม่อยากจบชีวิต เหตุผลของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บ้างก็เพราะมีบุตรธิดา บ้างก็เพราะทรัพย์สินเงินทอง บางคนก็เพราะยังมีความฝัน ยังมีความต้องการที่ไม่สามารถบรรลุสำเร็จ หลากคนก็หลายความคิด ทว่าด้วยชะตากรรมอันโหดร้ายจึงทำให้ทุกคนต้องมาอยู่รวมกัน ณ ที่นี้

               แรก ๆ บรรยากาศยังไม่ตึงเครียดมากนัก ทว่าเมื่อเวลาจวนเจียนเข้าใกล้การปะทะ อณูบรรยากาศจึงอัดแน่นไปด้วยความเครียด ผู้คนไม่พูดคุยกัน อีกทั้งยังดูนาฬิกาบ่อยครั้งมากขึ้น หลายคนเฝ้ามองระวังท้องฟ้าด้านบน

               “เฮ้ย! นั่น!” ใครคนหนึ่งตะโกนพร้อมชี้มือไปยังท้องฟ้า ที่บัดนี้นอกจากพระอาทิตย์แล้ว...

ยังมีดวงแสงอีกหนึ่ง...ลูกไฟสีส้มแดง! 

               “กรี๊ดดดดดดด! ช่วยด้วย!” เสียงหวีดร้องอลหม่านดังไปทั่ว หลายคนวิ่งหนีออกไปจากสนามหลวง ขณะที่ส่วนใหญ่หมอบลงกับพื้นและเบียดกายเข้าใกล้กัน

               [ ช่วยด้วย…ยังไม่อยากตาย ]

               [ พ่อจ๋า...แม่จ๋า ขอให้ปลอดภัย ลูกอยู่นี่ ถ้ารอดจะกลับไปหาที่บ้านนอก ]

               [ นะโมตัสสะ… ]

เสียงที่ธเรษตรีได้ยินในพริบตาคือเสียงแห่งจิตที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในทันที ทว่าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสำเนียงแห่งความสิ้นหวัง

               ครืนนนนนน!

               ท้องฟ้าสะเทือนลั่น ลูกไฟเคลื่อนเข้าใกล้ทุกขณะ เด็กสาวไม่อาจคาดเดาจุดปะทะและระดับความเสียหายได้

               วินาทีนั้น ธเรษตรีรู้สึกถึงมือที่เอื้อมจับตรงแขน

               “หนู…นั่งลงกับพวกยายเถอะ อย่ายืนเลยนะ มันอันตราย” คนพูดคือหญิงชราที่นั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้าง น้ำเสียงและแววตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย

               นักพยากรณ์นั่งลงตามคำชวน ทว่าสายตายังจ้องจับที่พระเพลิงบนฟ้า

               เฟี้ยววววววว!

ลูกไฟขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวสิบกว่าเมตร ทีแรกในระยะไกลมองแล้วเคลื่อนที่ได้ช้า ทว่าเมื่ออยู่ตรงเหนือหัวจึงรับรู้ได้ว่ามันพุ่งด้วยความเร็วจี๋

ครืนนนนนน

ตูมมมมมมมม!

เสียงกรีดร้องดังพร้อมกับกัมปนาทอันยิ่งใหญ่ ผืนแผ่นดินสะเทือนไหวด้วยแรงปะทะ ท้องฟ้าด้านหนึ่งฉาบด้วยสีแดงแทบจะในทันที

ถนนราชดำเนิน!

โรงเรียนสตรีศึกษา!

ตึกรามอาคารทางด้านราชดำเนินตกอยู่ในกองเพลิงนับตั้งแต่วินาทีแรกของการปะทะ ธเรษตรีขนลุกทั่วทั้งสรรพางค์กาย เด็กสาวนึกถึงความฝันที่เห็นซากปรักหักพัง

ฝันวันนั้น…คือเหตุการณ์ในวันนี้!

เสียงระเบิดยังดังอย่างต่อเนื่อง แม้ทุกคนในท้องสนามหลวงจะไม่ได้เห็นสภาพของจุดปะทะ ทว่าทุกคนย่อมประจักษ์แก่ใจได้โดยง่าย

ทุกสิ่งรอบบริเวณนั้น…คงเหลือแต่เพียงซากที่ไร้ชีวิต

 

แม้กัมปนาทสุดท้ายจะสิ้นสุด แต่ก็หาได้มีใครขยับเขยื้อนกายไม่ แต่ละคนยังหมอบติดอยู่กับพื้น บางคนปิดหน้า ปิดหู หลายคนเลิ่กลั่กมองท้องฟ้าด้วยเกรงว่าจะมีดาวตกโผล่มาเป็นลูกที่สอง

หวอออออออออออออ!

ไซเรนโหยหวนดังขึ้นหลังการระเบิดครั้งสุดท้ายเกือบ ๆ หนึ่งนาที รถดับเพลิง รถพยาบาล รถกู้ชีพ รถตำรวจและอื่น ๆ อีกมากมายพากันมุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจจะรอดชีวิต

นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์ลุกขึ้นยืน เด็กสาวสามารถรับรู้จิตใจของผู้คนโดยรอบ สถานการณ์สิ้นหวังย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรง เด็กสาวกล่าวขอบคุณหญิงชราที่ชวนให้เธอนั่งลงกับพื้น อย่างน้อยเวลาคับขันก็ยังมีผู้ที่ห่วงใยคนอื่น

ธเรษตรีกลับมาถึงห้องของตัวเองขณะที่เวลาเส้นตายเหลือเพียงแค่สิบชั่วโมงเท่านั้น หากเลยเวลานี้ไปเพียงแค่เสี้ยวนาที แม้ดาวเคราะห์คาทาสจะระเบิดแตกเป็นเสี่ยง แต่ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขวิกฤตการณ์วันสิ้นโลกได้

สถานีโทรทัศน์ยังคงออกอากาศอย่างต่อเนื่อง สภาพความเป็นไปภายนอก ทั่วทุกเมืองในโลก...รวมถึงกรุงเทพฯ บัดนี้เกิดเหตุจลาจลทุกหนแห่ง ผู้คนแย่งชิงอาหารเพื่อสะสมก่อนถึงเวลาของการปะทะครั้งใหญ่ แม้กองทัพร่วมกับตำรวจจะพยายามควบคุมสถานการณ์ทว่าด้วยกำลังพลที่มีจำกัดจึงมิอาจคุมเหตุที่ลุกลามบานปลายไหว บางแห่งมีการปะทะกันระหว่างทหารกับพลเรือนเป็นเหตุให้ปรากฏผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

กลียุคก่อนการสิ้นโลกเพียงไม่กี่ชั่วโมงกำลังบังเกิด!

ธเรษตรีใช้มือปิดใบหน้าด้วยความกลัดกลุ้ม เด็กสาวรับรู้ได้ทั้งจากภาพข่าว ทั้งจากเสียงแห่งจิตที่ประดังเข้าในหัว เด็กสาวกำลังตัดสินใจที่จะเลือกหนทางแห่งโชคชะตา

หากแม้นเลือกทางที่ชำระทุกสิ่งเสียจนสิ้น ทุกอย่างจะหวนคืนกลับสู่จุดเริ่มต้น ทว่าในหนทางนั้น...เธอที่รอดตายจะต้องเห็นความวินาศ เห็นเปลวไฟที่แผดเผาทุกสรรพชีวิต...เช่นนั้นจะดีหรือ?

แม้ตัวเธอจะรอดชีวิตพร้อมกับบุพการีที่ฟื้นคืน รอดพร้อมกับทุกคนที่เธอรัก…หากแต่มันจะเป็นการรอดชีวิตโดยต้องเหยียบย่ำอยู่บนกองซากศพ ที่สำคัญหากพ่อแม่ได้รับรู้ ท่านจะยอมรับ ท่านจะยอมมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ?

ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน เด็กสาวหวนคำนึงถึงความทรงจำเมื่อครั้งอดีต

‘ชื่อของลูกแปลว่า ‘โลกหรือแผ่นดิน’ ที่แม่ตั้งให้อย่างนี้ก็เพราะแม่อยากให้ลูกฝนโตขึ้นเป็นคนดี เสียสละและทำประโยชน์ให้แก่โลก แก่แผ่นดินของพวกเรา’ เสียงมารดาก้องกังวานในมโนสติ มันเป็นความทรงจำที่หวนคืน

‘ฝนก็คือน้ำฝน...น้ำฝนที่ตกลงจากฟ้าช่วยบรรเทาความรุ่มร้อนและก่อให้เกิดความเย็นชุ่มฉ่ำ แม่หวังใจว่าลูกจะเป็นได้ดั่งน้ำฝนอันชื่นใจ ทำให้คนรอบข้างคลายพ้นทุกข์โศกกังวล‘ เป็นอีกหนึ่งประโยคของบุพการี

               หรือควรจะช่วยพวกเขา...เหล่ามนุษย์ผู้มากด้วยกิเลส

               ทว่าอีกเสียงในใจกลับคัดค้าน ถึงแม้จะช่วยพวกเขาในครานี้ ทว่าเหล่ามนุษย์หยาบช้าก็ย่อมไม่ยอมสำนึกและกลับตัว พวกเขาจะยังประกอบกรรมชั่วต่อไปไม่รู้จบสิ้น และสุดท้ายด้วยพรสวรรค์ต้องสาป ก็จักนำพาดวงวิญญาณของตัวเธอให้ถือกำเนิดเพื่อตัดสินพิพากษาอีกครั้ง…เสมือนกงล้อชะตากรรมที่วนเวียนไม่รู้จบ

               อย่างนั้นสู้กำจัดเหล่ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปเลยมิดีกว่าหรือ?

               ใช่แล้ว! เดนมนุษย์ที่คร่าชีวิตพ่อแม่! พวกมันไม่สมควรที่จะอยู่รอด ควรที่จะทำลายเสียให้สิ้นรากเหง้าแห่งความชั่ว ทำลายเพื่อให้หมดสิ้นเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดเสียที

               ตัดสินใจได้แล้ว! เท่านี้ก็เหลือแค่รอยืนยันคำตอบแก่ชายชุดขาวดำสองคนนั่น

              

               …

               เลขดิจิตอลด้านมุมขวาบนของจอโทรทัศน์บอกเวลาเส้นตายที่แม้หากดาวเคราะห์มฤตยูพุ่งผ่านเลยเส้นเวลานั้นไปแล้วล่ะก็...อุกกาบาตจะพุ่งตรงเข้ามาด้วยแรงดึงดูดของโลก รวมถึงไม่มีทางเบี่ยงเบนวิถีให้พ้นจากโลกได้อีก

               บัดนี้ตัวเลขเวลาถอยหลังมาอยู่ที่ห้าสิบนาทีกว่า ๆ เท่านั้น!

               และหลังจากผ่านเส้นเวลานี้ไปราวสองชั่วโมง เมื่อนั้นดาบเพลิงอาญาสวรรค์อันเป็นหายนะที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษยชาติก็จะทำลายทุกสรรพสิ่ง

               “ตัดสินใจแล้วหรือ?” เสียงคุ้นหูทางด้านหลัง

               “ตา? ยาย?”

               เบื้องหน้านักทำนายปรากฏร่างสองชราอันเป็นบุพการีผู้ให้กำเนิดมารดาผู้ดับสูญ ร่างทั้งสองพร่าเลือนคล้ายหมอกควันกำบังตา และยังไม่ทันที่ธเรษตรีจะตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ตรงหน้า ร่างผู้สูงวัยทั้งสองค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นชุดขาวดำ!

               คนหนึ่งคือชายชราชุดขาว...อีกหนึ่งคือชายชราชุดดำ!

            “แปลกใจหรือเด็กน้อยผู้มีหน้าที่พิพากษา?” คำกล่าวแรกของชายชุดขาวดำ ทั้งสองพูดพร้อมกัน

               “ทำ...ทำไม?” ธเรษตรีถามด้วยความงุนงง และพริบตานั้นด้วยอภิญญาความสามารถจึงทำให้เธอเห็นนิมิตที่ต่างจังหวัด ตากับยายอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างปกติสุข

               “หมายความว่าที่ผ่านมา...” นักพยากรณ์เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว เด็กสาวรู้แล้วว่าเหตุใดผู้คนในละแวกบ้านจึงสงสัยว่าเธออาศัยอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่

               “ที่ผ่านมา ตายายที่เจ้าเห็นก็คือเราทั้งสองที่เฝ้าคอยดูแลตัวเจ้าผู้มีสายเลือดแห่งโชคชะตา...ดูแลไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนอีก” ธเรษตรีรู้ดีว่าเหตุไม่คาดฝันที่เคยเกิดขึ้นนั้นคืออะไร...เธอโดนมนุษย์ใจหยาบวางแผนฆ่าเพื่อชิงทรัพย์โดยอำพรางให้เห็นเป็นอุบัติเหตุ!

               ไอ้พวกมนุษย์ที่ชั่วร้าย!

               “ตัดสินใจหรือยัง?” คำถามอีกครั้งของสองชรา ขณะนี้เลขเวลาตรงจอโทรทัศน์นับถอยหลังอยู่ที่ห้าสิบนาทีพอดี

               “ตัดสินใจไว้แล้ว” นักพยากรณ์ตอบด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว

               “เอ๊ะ!?” ธเรษตรีอุทานด้วยความประหลาดใจ ด้วยเพราะชายชราฝาแฝดที่ยืนเคียงข้างกัน บัดนี้ร่างของทั้งคู่เริ่มผสานเป็นหนึ่งเดียวช้า ๆ

               จนเหลือเพียงแค่คนเดียว!

               ชุดของทั้งสองที่มีสีขาวดำ ทว่าเมื่อผสานกันกลับมิใช่สีเทา...และก็ไม่ใช่ทั้งสีดำหรือสีขาว!

               ไม่ใช่แม้กระทั่งสีอื่น ๆ ที่ปรากฏในโลกแห่งกายภาพ...หากแม้นจะกำหนดให้ได้ว่าเป็นสีอะไร คงตอบได้แค่เพียงว่า

               เป็นสีแห่งความว่างเปล่า?

               “แปลกใจหรือ? ทูตแห่งการตัดสิน…ร่างที่ปรากฏในชุดขาวดำที่ผ่านมาคือตัวเราไม่ผิดเพี้ยนหรอก” น้ำเสียงที่ออกจากริมฝีปากนั้น เด็กสาวมั่นใจว่าเป็นเสียงของชายชราคนเดิม

               “ร่างสีขาวคือส่วนที่ดีของวิญญาณ หรือจะเรียกว่าจิตแห่งแสงสว่างก็ย่อมได้”

               “ส่วนกายในชุดดำคือส่วนของวิญญาณที่หมองหม่น เป็นส่วนของจิตที่ยังมีความชั่วร้าย มีกิเลสหลงเหลือเจือปน”

               “เพียงแต่ที่ผ่านมา เราปรากฏร่างแบ่งเป็นขาวดำนั่นก็เพื่อเพราะ…เราอยากให้เจ้าผู้เป็นทูตแห่งโชคชะตาได้รับรู้ว่า แม้แต่ตัวเราเอง...ตัวเราผู้เป็นทูตสวรรค์ก็ยังมีเงาร่างสีดำเจือปน”

               “ไม่เข้าใจ? แล้วร่างของท่านตอนนี้ล่ะ?” ธเรษตรีถาม สายตาเหลือบมองเห็นตัวเลขหน้าจอที่ถอยอยู่ที่สี่สิบเก้านาที

               “นี่คือตัวตนที่แท้จริง ครานี้เรามาเพื่อฟังคำตัดสินพิพากษา ด้วยเหตุนี้เราจึงรวมร่างขาวดำเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เจ้าเห็นและรับรู้” ท้ายประโยคเหมือนเน้นย้ำอะไรบางอย่าง

               ดุจพุทธิปัญญาสว่างวาบ ราวกับดวงตาเห็นธรรมที่เปิดขึ้นในบัดดลนั้น ธเรษตรีรับรู้ข้อความที่ซ่อนเร้นเป็นรหัสลับในทันที

               แม้ตัวเธอเองก็ไม่ต่างกับชายชราผู้อ้างตัวเป็นทูตสวรรค์

               ตัวเธอก็มีทั้ง ‘สีขาว’ และ ‘สีดำ’ เช่นเดียวกัน

               ธเรษตรีจำได้ถึงร่างของตัวเองในชุดสีนิลดำ ชุดของนักพยากรณ์ที่ใช้ทำนาย อีกทั้งยังเป็นชุดเดียวกับร่างลึกลับในความฝัน ร่างที่มีหน้าตาเหมือนเธอทุกกระเบียดนิ้ว!

               ‘ฉันคือเธอ...และเธอก็คือฉัน’ เป็นประโยคจากธเรษตรีอีกคน

               ‘ฉันคือความมืดของเธอ ทั้งยังเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวดของเธอด้วย’ เป็นอีกหนึ่งข้อความ...ความทรงจำที่แสนเจ็บปวด? แน่นอนว่ามีอยู่อย่างเดียวที่คิดออกได้ในนาทีนี้

               ความตายของพ่อแม่และของตัวเธอเอง

ความตายนี้เองที่ถูกโยงเข้ากับความมืดในหัวใจ…ความมืดสีดำอนธการอันหมายถึงความโศกเศร้า ความทุกข์ ความกังวล ไม่เชื่อใจ อิจฉาริษยา

               กระทั่งความเคียดแค้นชิงชัง อาฆาต!

               นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์รู้ทันทีว่าตัวเธอเองก็มีสีดำเจืออยู่เต็มอก ร่างแฝดสีนิลในฝันได้ดูดผสานกลืนเข้ากับร่างของเธอ...ที่มันผสานกันได้ ก็เพราะแต่เดิมนั้นเป็นวิญญาณดวงเดียวกัน

               และด้วยเหตุผลที่ว่า ชายชราแห่งความว่างเปล่าตรงหน้าก็เป็นผู้ที่มีสีดำเจืออยู่ในร่าง…เช่นนั้นแล้วตัวเธอเองก็คงไม่แตกต่างกัน

               ธเรษตรีรับรู้ด้วยปัญญาแห่งความรู้แจ้ง...หาใช่รับรู้ด้วยอภิญญาอย่างที่แล้วมา ตัวเธอเองก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ดวงวิญญาณของเธอก็แปดเปื้อนมัวเมาในกิเลสเช่นกัน ยามอดีตครั้งที่ใช้ชื่อว่า ‘โนอาห์’ เธอหลงมัวเมาในความโศกเศร้า กลัดกลุ้มวิตกกังวลที่โดนดูถูกว่าร้ายไม่ใช่หรอกหรือ

               และด้วยการณ์นั้น ความรังเกียจอันเป็นแสงสีดำที่ก่อเกิดในหัวใจ จึงผลักดันให้เลือกจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์...นั่นก็คือน้ำท่วมโลก

               ใครกันแน่ที่ผิด?

               มนุษย์ผู้โง่เขลา มนุษย์ด่าว่าดูถูก ทำร้าย รุนแรงต่อจิตใจของเธอ

               ...ทว่าตัวเธอเองก็กลับใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยมตอบสนองคืนกลับ! เช่นนี้แล้วตัวเธอเองต่างหากเล่า...ตัวเธอในกาลอดีตผู้ใช้ชื่อโนอาห์ต่างหาก ที่ร้ายกาจและมัวเมาในกิเลสเสียยิ่งกว่าหมู่มนุษย์

               และบัดนี้ในกาลปัจจุบัน...ยามที่โนอาห์กลับชาติมาเป็น ‘ธเรษตรี’

               ไม่ต่างกันแม้สักนิด! ชะตากรรมแห่งการพิพากษา ชะตาต้องสาปอาจเป็นเพียงแค่การชดใช้เวรกรรมในอดีตเท่านั้น

               บัดนี้เธอคือธเรษตรี ผู้เป็นนักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์...เธอเกือบจะทำผิดพลาดอีกครั้ง

               เกือบที่จะหยิบยื่นความพินาศให้แก่เหล่ามนุษย์ทุกถ้วนทั่ว เพียงเพื่อตอบสนองความเลวร้ายที่ตัวเธอและครอบครัวได้รับ

               เพียงเพราะกิเลสแห่งความโกรธแค้นที่ครอบครองใจ ทำให้เธอเกือบจะโอนอ่อนยอมทำตามความมืดที่แฝงเร้นในวิญญาณเสียแล้ว

               ทำไม? เหตุใดจึงไม่แก้ไขเยียวยามันเสียเล่า

               บัดนี้ธเรษตรีรับรู้แล้วว่าความมืดในใจคืออะไร และเมื่อรับรู้...ก็ต้องยอมรับว่าตัวเธอเองก็มีส่วนที่เลวร้ายเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่น

และเมื่อใดที่สามารถยอมรับมันได้ นั่นหมายถึงการสามารถเยียวยารักษาได้เช่นกัน
               นั่นเองที่เป็นหนทางอันแท้จริง มันคงดีกว่าการชำระล้างทำลายชีวิตแต่ไม่อาจทำลายรากเหง้าแห่งความมืดที่แฝงเร้นในดวงวิญญาณ ด้วยเพราะทุกคนจักต้องมีความมืดในหัวใจ เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่ยอมรับและรู้จักมันดีพอ...หากแม้นไม่ยอมรับ ไม่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความมืดซึ่งเป็นกิเลสของตัวเอง…เมื่อนั้นคงยากที่จะเยียวยารักษา

ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ทุกคนจะมีความมืดแฝงในใจ ทว่ากลับไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนเลว มิใช่ทุกคนที่ชั่วร้าย

               ยังมีบางสิ่งที่สามารถสะกดความมืดมิให้ปรากฏ บางสิ่งสามารถลดทอนอำนาจของมัน หรือกระทั่งอาจถึงขั้นเยียวยารักษาความมืดนั้นให้เจือจางจนหายขาด

               ครอบครัว สังคม จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงาม

            ที่สำคัญยิ่งก็คือ ศาสนา

               เช่นนั้นแล้ว การทำลายล้างเหล่ามนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดี นั่นเพราะความมืดที่มิได้เยียวยาก็จะคงแทรกซึมอยู่ในดวงวิญญาณต่อไป อีกทั้งการชำระล้างจนต้องนับเริ่มจากศูนย์ใหม่จะเป็นการทำลายจารีตประเพณี ศาสนา วัฒนธรรมที่ดีงามเสียจนหมด

               เช่นนั้นควรปล่อยมนุษย์ให้อยู่รอดต่อไป?

               จะดีหรือ?…มนุษย์ในตอนนี้ยังสามารถหวนคืนสู่จิตใจอันบริสุทธิ์ได้อีกหรือ?

               คงยาก! หากจะมี...ก็คงเป็นเหล่ามนุษย์ที่ประกอบคุณงามความดีอยู่ก่อนแล้ว ส่วนมนุษย์ผู้อื่นนั้น หากแม้นไม่มีใครสามารถส่งข้อความให้ถึงดวงวิญญาณพวกเขาแล้วล่ะก็…คงไม่มีทาง

               ตอนนี้เองที่ธเรษตรีเกิดสะดุดความคิด สายตาเหลือบมองตัวเลขตรงจอโทรทัศน์ที่บัดนี้นับถอยหลังเหลือเพียงยี่สิบกว่า ๆ เท่านั้น

               “หากเลยเวลาที่กำหนดก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้” เป็นคำเตือนของชายชราในชุดไร้สีหลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ นักพยากรณ์เหงื่อไหลอาบแก้ม เด็กสาวเดินไปเปิดหน้าต่างออกให้กว้างมากที่สุด จากนั้นจึงยิ้มเศร้า ๆ ก่อนที่จะบอกคำตอบแห่งการตัดสิน

              

               …

               มันเป็นทางเลือกที่อาจจะไม่ค่อยดีนักสำหรับตัวเอง แต่ธเรษตรีก็เลือกทางนี้ ด้วยคิดว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

               หากพ่อกับแม่รู้ แม้ท่านจะไม่สามารถฟื้นคืน แต่ท่านก็คงดีใจ

               เธอคือ ‘ธเรษตรี’ ที่แปลว่าแผ่นดินที่คอยโอบอุ้มสรรพสัตว์

               ชื่อเล่นคือ ‘ฝน’ อันหมายถึงธาราสวรรค์ที่เย็นชุ่มฉ่ำหัวใจ

               เด็กสาวมองที่จอโทรทัศน์ บัดนี้ตัวเลขแสดงเส้นตายหายจากหน้าจอไปแล้วด้วยเพราะเลยเวลาดังกล่าวมากว่าสองชั่วโมง

               ทว่าภาพที่ปรากฏบนหน้าจอหาได้มีความวุ่นวายวินาศไม่ ปรากฏแต่เพียงใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุขจากผู้คนทั้งหลายที่ตอนแรกอยู่ท่ามกลางการก่อจลาจล

               ผู้สื่อข่าวที่หน้าจอรายงานอย่างไม่หยุดปาก

               ระเบิดนิวเคลียร์สามลูกที่เหลือเกิดระเบิดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่คาดฝัน...ระเบิดก่อนถึงเวลาเส้นตาย!

               ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดาวเคราะห์น้อยคาทาสแตกกระจาย ชิ้นส่วนขนาดใหญ่เบี่ยงวิถีหลุดพ้นจากการปะทะกับโลก

              

               …

               ค่ำแล้ว การเฉลิมฉลองยังไม่จบสิ้น แม้กองทัพและตำรวจจะยังวุ่นวายจากการรีบเร่งกู้ภัยอันเกิดจากการจลาจล แต่กระนั้นบรรยากาศที่แสดงความยินดียังปรากฏไปทั่วโลก

               ในห้องนอนของนักทำนาย บัดนี้แสงสว่างในห้องมีเพียงแสงไฟจากข้างนอกที่ส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง ด้านในห้องมีพัดลมที่เปิดเร่งจนแรงสุดโดยล็อกตรงเข้าที่ร่างของธเรษตรี...เด็กสาวเจ้าของห้องผู้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าต่างกับพัดลม

               นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์ไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นไปเปิดไฟ เด็กสาวทำได้เพียงจ้องมองโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้

               ความเจ็บปวดกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย

               ผิวหนังกำลังปริแตกเป็นเสี่ยง ๆ ใต้ผิวปรากฏฝุ่นควันสีดำพวยพุ่งไม่ขาดสาย

               ชีวิตกำลังจะหมดลง!

               ธเรษตรียิ้มน้อย ๆ เด็กสาวพยายามตั้งสมาธิให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าตอนนี้แม้แต่สายตาที่จ้องมองโทรทัศน์ยังเริ่มพร่ามัว

               มีเพียงโสตสัมผัสที่ได้ยินเสียงผู้ประกาศข่าวขาด ๆ หาย ๆ

               “ประชาชนออกมาเที่ยวฉลองทั่วประเทศ มีการแจกจ่ายเครื่องดื่มรวมถึงสุราเพื่อแสดงความยินดีต่อการรอดพ้นจากหายนะ”

               “ทั่วประเทศในทวีปเอเชียร่วมกันจุดพลุเฉลิมฉลองพร้อม ๆ กัน”

               “เหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการลักขโมย ปล้น ฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงการข่มขืน ไล่ฆ่ากันอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งหมดเกิดจากความสิ้นหวังที่ได้รับรู้วันสิ้นโลก”

               “แม้เหตุดาวเคราะห์ชนโลกจะจบสิ้นแล้ว ทว่ายังมีอาชญากรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คนร้ายน่าจะอาศัยความสับสนวุ่นวายและกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีน้อยเพื่อการก่อเหตุ”

               “…”

               “…”

               เสียงที่ได้ยินค่อย ๆ เลือนเบาบางจนหายไป และนั่นทำให้ธเรษตรีรับรู้ได้ว่าใกล้จะถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต

               กระนั้นเด็กสาวคงตั้งสมาธิแน่วแน่ เพื่อข้อความที่เธอต้องการสื่อให้ทุกคนรับรู้

               [ ความมืดของจิตใจ...หากค้นหาและไม่ปฏิเสธการคงอยู่ หากยอมรับและรู้เท่าทันแล้วล่ะก็...บางทีมนุษย์อาจสามารถเยียวยากิเลสร้ายที่แฝงในใจได้ ]

               ข้อความที่ตั้งใจด้วยความหวังสุดท้าย บัดนี้กำลังก่อตัวขึ้นเป็นก้อนอณูความคิดเหมือนเมื่อครั้งที่เคยช่วยเด็กสาวที่ถูกล่อลวงไปทำแท้ง หรือในครั้งที่พิพากษามนุษย์ที่อาจหาญท้าทายพระเจ้าด้วยการโคลนนิ่ง

               อณูความคิดกำลังก่อตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ แต่ละก้อนถูกอัดอยู่ในเลือดเนื้อของตัวเธอ...เลือดเนื้อที่บัดนี้กำลังสลายกลายเป็นฝุ่นควันลอยล่องออกทางหน้าต่างด้วยแรงลม

               ธเรษตรีหวังใจว่าน่าจะมีผู้คน…อย่างน้อยเพียงสักหนึ่งคนก็ยังดี ที่สามารถรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อถึง

               และวินาทีนี้ แม้แต่ความเจ็บปวดก็เด็กสาวไม่อาจรับรู้อีกต่อไป

               สัมผัสทั้งห้าเจือจางลงพร้อมกับกลุ่มควันที่ลอยล่องออกทางหน้าต่าง...และในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ห้องนอนของนักพยากรณ์ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ หลงเหลืออีก

               จะมีก็เพียงโทรทัศน์ที่เปิดค้าง แสดงการเฉลิมฉลอง โห่ร้องยินดีของผู้คนที่รอดพ้นจากอันตรายเท่านั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น