อัปเดตล่าสุด 2020-10-29 09:00:41

ตอนที่ 26 บทแห่งการตัดสิน (Judgement) : เรื่องราวของนักทำนาย ตอนกลาง : Catastrophe

บทแห่งการตัดสิน (Judgement) : เรื่องราวของนักทำนาย

ตอนกลาง : Catastrophe

 

               พระเพลิงสีแดงพร้อมควันพวยพุ่งจากไอพ่นขนาดใหญ่ของกระสวยอวกาศ แรงขับดันพลังสูงอันสามารถต้านแรงโน้มถ่วงกระชากจรวดให้พุ่งออกจากพื้นผิวโลก มันเป็นปฏิบัติการที่คนทั่วทั้งโลกเฝ้าจับตาอย่างมิอาจกะพริบ

               ‘เดอะโฮป (THE HOPE)’ คือชื่อของกระสวยอวกาศ และความหมายก็เป็นดังเช่นชื่อของมัน...โฮปคือความหวัง ปฏิบัติการครานี้เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะยืดต่ออายุของมวลมนุษยชาติ หากแม้นเดอะโฮปที่ปล่อยขึ้นฟ้าเกิดการผิดพลาดแล้วล่ะก็ บางทีความเสียหายอาจจะร้ายแรงถึงขั้นสิ้นชาติ สิ้นเผ่าพันธุ์!

               ความหวังสุดท้ายพุ่งลิ่วขึ้นฟ้าไปแล้ว ภารกิจทั้งหมดถูกชี้แจงโดยละเอียดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ของทุกสถานีและของทุกประเทศท่ามกลางความตื่นกลัวของประชากรโลก

               “ด็อกเตอร์ชัยสิทธิ์ครับ ในฐานะที่ท่านเคยทำงานกับองค์การนาซ่า ท่านช่วยอธิบายภารกิจของเดอะโฮปให้ผู้ชมรับทราบหน่อยครับ” ผู้บรรยายยิงคำถาม

               “เอ่อ…มันก็เหมือนกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เราเคยดูเมื่อหลายปีก่อน” ผู้เชี่ยวชาญเริ่มอธิบายอย่าง

               “เมื่อกระสวยลงจอดบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยคาทาส ทีมขุดเจาะก็จะใช้เครื่องขุดอันทรงพลัง ซึ่งนาซ่าบอกว่าดีเยี่ยมยิ่งกว่าในภาพยนตร์”

               “หลังจากที่ขุดไปได้ตามที่คำนวณรวมทั้งหมดสี่ตำแหน่ง ทุกจุดจะถูกหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ลงไป จากนั้นก็ตามสูตรคือเผ่นออกมาแล้วก็กดสวิทช์ ตูม!”

               “อ๋อ…” โฆษกลากเสียงยาวก่อนที่จะยิงคำถามต่อ

               “ว่าแต่ดาวเคราะห์มีขนาดใหญ่มาก นิวเคลียร์สี่ลูกจะสามารถทำให้มันแตกสลายได้หรือครับ”

               ผู้เชี่ยวชาญจิบน้ำนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบ

               “ไม่แตกสลายเป็นผุยผงหรอกครับ แต่ระเบิดสี่ลูกจะถูกคำนวณตำแหน่งไว้อย่างดี เมื่อระเบิด ดาวเคราะห์จะแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งนาซ่าหวังว่าแรงระเบิดจะดีดชิ้นใหญ่ ๆ ให้พ้นจากวิถีโคจรที่มุ่งสู่โลก อาจจะมีเหลือบ้างก็เป็นเศษชิ้นส่วนที่ไม่ใหญ่โตนัก”

               “แล้วโอกาสล่ะครับ นาซ่าแจ้งไหมครับว่ามีโอกาสสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์”

               ด็อกเตอร์เงียบไปสองสามวินาที

               “คาดว่าคงมีโอกาสสำเร็จราว ๆ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ครับ” เป็นคำตอบสุดท้ายก่อนที่พิธีกรจะตัดเข้าสู่โฆษณา

               “นี่คุณพิธีกร คำถามเรื่องโอกาสสำเร็จน่ะไม่เอาแล้วนะ” ยอดนักดาราศาสตร์หัวกะทิรีบกระซิบบอกทันทีที่หยุดการออกอากาศชั่วขณะ

               “ทำไมล่ะครับ?” พิธีกรถามงง ๆ

               “ผมก็เคยถามคำถามนี้กับนาซ่า”

               “แล้วเขาตอบว่ายังไงครับ?”

               ด็อกเตอร์กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างพาดผ่านแววตา…มันคือความสิ้นหวัง?

               “เขาตอบว่า…ขอพระเจ้าทรงคุ้มครอง”

               ...

               ...

               โทรทัศน์ขนาดยักษ์กลางสี่แยกประตูน้ำรวมถึงโทรทัศน์ทั่วทั้งโลก บัดนี้น่าจะกำลังฉายภาพเดียวกัน นั่นคือภาพภายในของยานอวกาศ ‘เดอะโฮป’ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ดาวเคราะห์มฤตยู

               ภาพที่ดีเลย์กว่าเวลาจริงราวสิบวินาทีกำลังฉายบริเวณหน้าต่างด้านหน้าของกระสวยที่กำลังบินหลบหลีกเศษอุกกาบาตอย่างแคล่วคล่อง

               “เรากำลังพยายามบินหลบเศษหินพวกนี้” เสียงนักบินอวกาศคนหนึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพยายามพูดกระซิบเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของกัปตันผู้ควบคุมยาน

               “น่าประหลาดมากเลยนะครับ ที่จู่ ๆ มีอุกกาบาตมากมายขนาดนี้อยู่ใกล้โลกโดยที่เราไม่รู้ตัว” นักบินอวกาศกระซิบกระซาบ แต่กระนั้นก็ไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นได้

               “ทุกท่านสังเกตนะครับว่าเศษเล็ก ๆ พวกนี้กำลังสวนทางเราและมุ่งตรงสู่โลก ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะแรงดึงดูด...แต่ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทั้งหมดเป็นเพียงเศษหินเล็ก ๆ ที่จะสลายตัวในชั้นบรรยากาศ ส่วนก้อนใหญ่ที่อาจก่ออันตรายอย่างเช่นเมื่อวันก่อน ตอนนี้ยังไม่เห็นครับ” ภาพในกล้องจับไปยังเศษหินมากมายที่วิ่งผ่านเดอะโฮป

ยานอวกาศที่แบกความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติบินหลบหินอุกกาบาตซ้ายทีขวาที การหลบหลีกกระทำอย่างแม่นยำด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลได้อย่างฉับไว และอีกไม่นานเกินรอ เบื้องหน้าของเหล่านักบินผู้กล้าจึงได้ประจักษ์แจ้งแก่สายตา

               ก้อนหินขนาดยักษ์ลอยอยู่ในอวกาศ…ดาวเคราะห์มฤตยู คาทาส (Catas)!

               และภาพที่นักบินเห็นได้ถูกส่งผ่านสัญญาณวิทยุสู่พื้นผิวโลก มันถูกแพร่กระจายไปยังทุกสถานีโทรทัศน์ของทุกประเทศด้วยเครือข่ายดาวเทียม

               “โอ้โห! ทำไมมันใหญ่ขนาดนี้!?” หญิงคนหนึ่งที่ยืนข้าง ๆ ธเรษตรีอุทานเมื่อเห็นภาพจากจอทีวีที่แยกประตูน้ำ ขณะที่บางคนปิดปากพูดอะไรไม่ออก บางคนหน้าซีดเผือดพาลจะเป็นลมเอาดื้อ ๆ  ซึ่งนั่นก็เป็นธรรมดา ด้วยเพราะขนาดของคาทาสนั้นใหญ่มากมายนัก

               “ถ้า…ถ้านาซ่าทำไม่สำเร็จล่ะก็…” ใครคนหนึ่งรำพึง

               “จุดปะทะคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางทีประเทศไทยอาจจะหายไปจากโลก” อีกคนพูดต่อ คนอื่นได้แต่นิ่งเงียบ

               ธเรษตรีนิ่งสนิทในหัวใจ เด็กสาวรู้ดีว่าหากดาวเคราะห์มหึมาเข้าปะทะกับโลกเมื่อใด ไม่เพียงแต่ประเทศไทยหรือทวีปเอเชียเท่านั้นที่จะพังพินาศ

               แต่จะเป็นทั่วทั้งโลก!

               เด็กสาวผู้มีชะตากรรมแห่งการตัดสินยืนนิ่ง เธอทำจิตให้ว่างเปล่า เพียงเท่านี้ความคิดของผู้คนรอบข้างก็หลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของเธอ

               นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ฝน - ธเรษตรีจะทำได้ เด็กสาวอยากรับรู้จิตใจของมนุษย์อีกครั้งก่อนทำการตัดสิน อย่างน้อย ๆ ก็อยากรับรู้หัวใจของมนุษย์ในรัศมีรอบบริเวณ

               ความกลัว!…ราวกับสีดำอนธการที่แผ่ปกคลุมท้องฟ้า เมฆหมอกทะมึนล้วนปกคลุมจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทว่าท่ามกลางความมืดสนิทราวสีนิลกาฬกลับมีประกายแสงซ่อนเร้นอยู่ด้านใน

               มันคือเปลวแห่งความหวัง!

               มันคือเปลวไฟแห่งความหวังที่ลุกโชนด้วยความเชื่อมั่น บางคนเจิดจ้าส่องประกาย หากแต่ในบางคนเปลวกลับริบหรี่ด้วยความขลาดเขลา แต่กระนั้นทุกคนยังมีหวังอยู่ในใจลึก ๆ ความหวังที่ฝากไว้กับมนุษย์อวกาศผู้เป็นอัศวินแห่งโชคชะตา

               เหล่านักบินของ ‘เดอะโฮป’  

               ...

               ...

               กระสวยอวกาศจอดลงบนพื้นผิวดาวเคราะห์อย่างแผ่วเบา กล้องที่ทำการถ่ายทอดสดถูกติดตั้งเข้ากับหมวกอวกาศของแต่ละคน ทำให้ผู้ชมทางบ้านสามารถรับรู้สถานการณ์ได้จากมุมมองของมนุษย์อวกาศ ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าทางสถานีจะตัดภาพให้รับชมในมุมมองของนักบินคนไหน  

               ผู้บรรยายทำหน้าที่แข็งขัน ภาพในจอตอนนี้ นักบินกำลังลงจากยานอวกาศด้วยรถตีนตะขาบที่สามารถลุยได้ทุกสภาวะ รถสองคันแบ่งนักบินออกเป็นสองทีม แต่ละทีมประกอบด้วยแท่นขุดถึงสามชุดเพื่อสลับสับเปลี่ยนหากมีการชำรุด นอกจากแท่นขุดแล้วยังมีหัวรบนิวเคลียร์ขนาดใหญ่บรรทุกไปด้วยทีมละสองหัว

               “เราจะขุดให้ลึกสองพันฟุต…จากการคำนวณ แต่ละหลุมคงกินเวลาราวสิบชั่วโมง ” เสียงอธิบายจากนักบินคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นกัปตัน

               “ทีมละสองหลุมก็ตกราวยี่สิบชั่วโมง...ไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงก็น่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ จากนั้นเราจะขึ้นเดอะโฮปกลับ” นักบินหัวหน้าทีมพูดขณะที่จอภาพฉายภูมิทัศน์ที่เห็นจากบนรถตีนตะขาบ

               ภูมิประเทศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า มีเพียงดินและหินซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับความมืดมิดที่มีเพียงแสงดาวเป็นอาภรณ์ห่อหุ้มล้วนแล้วแต่ทำให้น่าหดหู่ใจ

               “เวลาเส้นตายเท่าไรครับ” โฆษกภาษาไทยถามผู้เชี่ยวชาญ

               เวลาเส้นตาย…ธเรษตรีจำได้จากตอนต้นรายการ หากนิวเคลียร์ไม่สามารถพิชิตดวงดาวแห่งหายนะได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด หรือเพียงแค่ระเบิดช้าเกินไป แม้คาทาสจะแตกเป็นเสี่ยงแต่วิถีโคจรของชิ้นส่วนทั้งหลายจะไม่อาจดีดพ้นโลกได้...ทั้งหมดจะยังพุ่งชนโลกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

               ดังนั้นจึงต้องระเบิดให้ได้ก่อนถึงช่วงเวลาที่กำหนด และนั่นจะทำให้เศษส่วนใหญ่ของดวงดาวลอยเฉียงเฉียดผ่านโลกทางด้านข้าง พูดง่าย ๆ ก็คือยิ่งระเบิดได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

               และเวลาเส้นตายที่ว่า…อีกสองวันเศษเท่านั้น!

               หากไม่มีอะไรติดขัดดังเช่นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเมื่อหลายปีก่อน เวลาสองวันนั้นเหลือเฟือที่จะทำให้มวลมนุษย์รอดพ้นจากดาบเพลิงแห่งสวรรค์

               ธเรษตรีลุกขึ้นเพื่อเดินทางกลับที่พัก พรุ่งนี้เด็กสาวจะกลับมาที่ตรงนี้เพื่อดูความเป็นไปของภารกิจแห่งความหวัง ตอนนี้เธอเหนื่อยล้าเหลือเกิน การเปิดจิตเพื่อรับความคิดของคนอื่นนั้นมันช่างทรมานและสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากมายนัก

 

ธเรษตรีเดินจนเกือบถึงบ้าน เด็กสาวเลือกใช้วิธีเดินเท้าเนื่องเพราะไม่มีรถประจำทางวิ่งบนท้องถนนที่เกือบจะว่างเปล่า ดูเหมือนคนในกรุงเทพฯจะจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ชนิดไม่วางตา  

               เด็กสาวก้าวฝีเท้าเป็นจังหวะไม่รีบร้อนท่ามกลางสนธยาที่กำลังมาเยือน

               [ เด็กผู้หญิง…สวยว่ะ ] เสียงใครสักคนดังขึ้นในหัว ธเรษตรีรับรู้ได้ว่ามันพุ่งมาจากทางด้านหลังไม่ห่างสักเท่าไร

               [ ยังไงเดี๋ยวก็ต้องตายหมดทั้งโลกแล้ว ทำในสิ่งที่เราอยากทำดีกว่า ] นั่นคือประโยคที่พุ่งมาพร้อมกับอณูความคิดที่ชั่วร้าย

               ธเรษตรีไม่หวาดกลัว อำนาจพิเศษของเธอยิ่งใหญ่พอที่จะจัดการคนชั่วได้

               นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์รวบรวมภาพหลอนที่น่าสะพรึงไว้ในความคิด เด็กสาวเตรียมที่จะปลดปล่อยมันให้พุ่งเข้าใส่สมองของคนร้าย

               [ นี่แหละธาตุแท้ของมนุษย์…นี่หรือคือพวกที่สมควรปกป้อง? ] นั่นคือความคิดของธเรษตรีที่เตรียมตัวหันกลับไปเผชิญหน้าเดนสังคม

               “นั่นจะทำอะไรน่ะ?” เสียงใครคนหนึ่งดังขัดจังหวะ

               ธเรษตรีหันไปมอง ชายร่างอ้วนในชุดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กำลังชี้มือไปยังคนร่างผอมที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ ห่างเพียงแค่สามสี่เมตร

               “เดินตามน้องเขาทำไม!” ตำรวจร่างตุ้ยตะโกนพร้อมเดินเข้ามาใกล้ ชายผอมผู้ริเป็นโจรรีบเผ่นแน่บจากที่ตรงนั้น

               “หนีไปซะแล้ว น้องเดินระวังหน่อยนะ มืดแล้ว” ตำรวจเตือนขณะที่เดินเข้ามาใกล้ ธเรษตรีสังเกตเห็นป้ายชื่อบนหน้าอก ‘แสวง พูลพรั่งทรัพย์’ เธอจำได้ว่าตำรวจคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เคยเจอเมื่อครั้งโจรปล้นธนาคาร

               “ขอบคุณมากค่ะ” ธเรษตรีค้อมศีรษะลง ท่าทางนายตำรวจจะจำเธอผู้เป็นแม่หมอพยากรณ์ไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ด้วยเพราะตอนนี้เด็กสาวอยู่ในชุดธรรมดาไม่ได้ใส่ชุดสีดำสำหรับใช้ทำนาย

               หลังจากที่กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย เด็กสาวจึงรับประทานอาหารเย็นที่แวะซื้อมาด้วย แม้จะแปลกใจที่หาตายายไม่เจอ แต่กระนั้นเด็กสาวก็อาบน้ำแล้วก็เข้านอนตามปกติ

              

               …

               ท่ามกลางหมอกขาวที่รายล้อม ธเรษตรีที่ยืนเดียวดายรับรู้โดยสัญชาตญาณว่าขณะนี้เธอกำลังฝัน...และไม่ใช่ฝันธรรมดา

               “พบกันเป็นครั้งสุดท้าย…ในความฝัน” เสียงคุ้นเคยทักทายจากข้างหลัง เจ้าของเสียงก็คือสองแฝดชราชุดขาวดำ

               “เวลาแห่งการตัดสินใกล้เข้ามาทุกขณะ ตัดสินใจได้หรือยัง โนอาห์…ไม่ใช่สิ! ชาติภพนี้เธอคือธเรษตรี” ชุดขาวถาม

               “ไม่จำเป็นต้องเลือกหรอก มนุษย์ส่งกระสวยอวกาศติดหัวรบขึ้นไปทำลายดาวเคราะห์น้อยแล้ว” นักพยากรณ์พูด แม้ไม่มั่นใจแต่เด็กสาวก็เชื่อว่าปฏิบัติการทางอวกาศน่าจะสำเร็จตามที่ทุกคนตั้งความหวัง

               ชายชราทั้งสองนิ่งไปชั่วขณะ

               “...มนุษย์ผู้โง่เขลา กี่ครั้งกี่หนแล้วที่กระทำการข้ามเขตแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้า คราวนี้ก็เช่นกัน คมดาบสายฟ้าจักพุ่งทำลายหมู่มวลมนุษย์เสียก่อนที่จะถึงเวลาแห่งการพิพากษา” เป็นประโยคของชายชุดดำ

               “อีกไม่ช้าเราทั้งสองจะปรากฏตัวในโลกแห่งความจริงที่มิใช่ฝัน และเวลานั้นคือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ จงเตรียมคำตอบไว้ ธเรษตรี…ผู้มีสายเลือดแห่งโชคชะตาที่น่าเศร้า” ชายชราชุดขาวเอ่ยแผ่วเบา

               “เดี๋ยว!” เด็กสาวตะโกนร้องเมื่อภาพสองชายชราค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายหมอก

               ‘กริ๊งงงงงงงงงงง!’ นาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้เจ็ดโมงเช้าลั่นระฆัง นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์สะดุ้งตื่น เมื่อตั้งสติได้จึงเอื้อมมือเปะปะเพื่อที่จะปิดเสียงแสบแก้วหู

               แรกสัมผัส…กลับไม่ใช่นาฬิกา? เด็กสาววางมันลงบนที่นอนก่อนที่จะควานหานาฬิกาและปิดสวิทช์จนสำเร็จ

               นักทำนายบิดกายด้วยความขี้เกียจ การหลับและฝันทำให้รู้สึกอ่อนเพลียราวกับนอนไม่พอ เด็กสาวขยี้ตาด้วยความง่วง และเมื่อลืมตาชัด ๆ เธอจึงเห็นสิ่งที่คว้าหยิบได้ก่อนที่จะปิดเสียงนาฬิกา

               มันคือไพ่ทาโรต์!

เธอหยิบมาหนึ่งใบจากสำรับที่วางอยู่ข้างนาฬิกา ที่สำคัญ...เธอหยิบมันด้วยมือซ้ายเสียด้วยสิ  

ธเรษตรีพลิกหน้าไพ่...และก็เป็นอย่างที่คิด มันคือไพ่ที่ชื่อ ‘Judgement’

            ...

               ...

               ...

            นาทีนี้ผู้คนทั่วโลกไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่นนอกจากนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ ภาพที่ปรากฏต่อทุกสายตาเป็นภาพเต้น ๆ ล้ม ๆ เนื่องเพราะต้องส่งมาจากระยะไกล ทั้งยังต้องผ่านชั้นบรรยากาศ

               การขุดเจาะพื้นผิวของดาวเคราะห์เป็นไปด้วยความยากลำบาก หลายครั้งที่ต้องเปลี่ยนหัวเจาะเนื่องจากขุดไปเจอหินแข็ง แต่ด้วยความรอบคอบของทีมงานที่นำชุดเจาะไปหลายอันจึงทำให้ไม่ต้องเสียเวลาซ่อมแซม

               เวลาการขุดเจาะผ่านมาแล้วราวยี่สิบชั่วโมง ซึ่งหมายความว่ายังอีกนานกว่าจะถึงกำหนดเส้นตายที่จะสามารถระเบิดดาวเคราะห์โดยไม่มีผลกระทบต่อโลก

               “โอ.เค. ครับ ด้านผมเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งสองหลุม อีกเดี๋ยวจะหย่อนหัวรบลงไป” นั่นเป็นข่าวดีสำหรับชาวโลกที่ได้รับรู้ว่าสองจากทั้งหมดสี่หลุมพร้อมที่จะทำงานอย่างไม่มีอุปสรรค

               “ไม่ทราบว่าฝั่งนู้นเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงนักบินคนเดิมกำลังสื่อสารกับอีกทีม ธเรษตรีดูโทรทัศน์จอยักษ์ที่แยกประตูน้ำด้วยความรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ และนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากเสียงหัวใจของคนรอบข้างที่สามารถรับรู้ได้

               “ทีมคุณเสร็จแล้วหรือ...ทีมผมเหลืออีกหลุมหนึ่ง อีกราว ๆ สักยี่สิบฟุตเท่านั้น” เสียงตอบสบาย ๆ จากอีกทีม ถึงตอนนี้นักพยากรณ์รับรู้ถึงความหวังที่ปรากฏขึ้นในใจของทุกคนที่กำลังยืนดูจอโทรทัศน์

               ทุกคนมีความหวังว่าองค์การนาซ่าจะสามารถทำสำเร็จ...ความหวังที่จะระเบิดดาวเคราะห์น้อยให้แตกและเบนทิศทางเฉียงออกห่างจากโลก

               นั่นคือความหวังของเหล่ามวลมนุษย์ ธเรษตรีก็หวังใจให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

               ทว่าเด็กสาวยังจำประโยคของชายชราลึกลับได้

               ‘มนุษย์ผู้โง่เขลา กี่ครั้งกี่หนแล้วที่กระทำการข้ามเขตแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้า คราวนี้ก็เช่นกัน คมดาบสายฟ้าจักพุ่งทำลายหมู่มวลมนุษย์เสียก่อนที่จะถึงเวลาแห่งการพิพากษา

               คำพูดนั้นหมายความว่ากระไร? หมายถึงการทำลายล้างมนุษยชาติจะถูกเร่งเวลาให้ร่นเข้าจากกระสวยอวกาศที่ถูกส่งขึ้นไปอย่างนั้นหรือ?  

               “เสร็จแล้วครับ! ในที่สุดหลุมทั้งสี่ก็ถูกขุดจนสำเร็จ หลุมสุดท้ายกำลังเสร็จสิ้นการหย่อนหัวรบลงไปยังก้นหลุมเมื่อสักครู่นี้เองครับ” โฆษกพากย์ภาษาไทยบรรยายอย่างตื่นเต้น ขณะที่ผู้คนรอบ ๆ บริเวณปรบมือแทบจะพร้อมเพรียงกัน

               เวลาเส้นตายที่วิ่งถอยหลังตรงมุมขวาบนของจอโทรทัศน์บอกเวลายี่สิบเก้าชั่วโมงกับอีกสิบสามนาที...นั่นเป็นเวลาที่เหลือเฟือมากมาย

               ภาพบนจอที่ทุกคนเห็น เหล่านักบินอวกาศกำลังเร่งรีบเก็บข้าวของเพื่อกลับสู่ยานแม่ ‘เดอะโฮป’ โฆษกบรรยายว่าวิธีการจุดระเบิดนั้นจะใช้รีโมทจากบนกระสวยอวกาศเป็นตัวสั่งการ

              

               นาฬิกาที่นับถอยหลังสู่ ‘เส้นตาย’ บอกเวลายี่สิบเจ็ดชั่วโมงสี่สิบหกนาที หากแม้การระเบิดบังเกิดขึ้นภายหลังเส้นตายที่ว่า เศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่แตกออกก็จะยังมีวิถีที่พุ่งเข้าใส่โลกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และบัดนี้นักบินผู้กอบกู้โลกได้ขึ้นยังกระสวยอวกาศจนครบ เดอะโฮปพาพวกเขาออกจากดาวเคราะห์มฤตยูได้ระยะทางที่ไกลพอประมาณ

               “เอาล่ะครับ อีกไม่กี่อึดใจเราจะทำการกดระเบิด” นักบินอวกาศเจ้าเก่าอธิบาย ท่าทางคนอื่น ๆ กำลังลุ้นผลงานที่ตัวเองได้ทำ

               “นับถอยหลัง…สิบ” เสียงของกัปตันผู้นำทีม

               “เก้า” ทุกคนในยานเงียบกริบ

               “ แปด ”

               “เจ็ด” คนดูบนโลกเริ่มนับตามไปพร้อมกัน ทั้งที่จริง ๆ แล้วทุกคนคงลืมไปว่าภาพที่เห็นนั้นดีเลย์ไปกว่าสิบวินาที

               นั่นแปลว่าในตอนนี้ ‘คาทาส’ ดาวเคราะห์น้อยมฤตยูน่าจะถูกระเบิดไปแล้ว?

               “หก!” แต่ทุกคนก็ยังนับต่อไป บางทีอาจเป็นสิบวินาทีที่คนทั้งโลกร่วมใจกันอย่างไม่มีการแบ่งแยกเขาแยกเราก็เป็นได้

               “ห้า!” หลายคนในสี่แยกประตูน้ำโดยเฉพาะผู้หญิงยกมือขึ้นปิดใบหน้า ความตื่นเต้นเหลืออีกเพียงห้าวินาทีสุดท้าย

               “สี่!” ใครบางคนกรีดร้องอย่างลืมตัว ธเรษตรียกมือประสานไว้ที่ริมฝีปาก ในใจภาวนาให้ปฏิบัติการแห่งความหวังสำเร็จลงด้วยดี

               หน้าที่แห่งการตัดสินอันยากลำบากจะได้ไม่ตกเป็นภาระของเธอเพียงผู้เดียว

               “สาม!” สามวินาทีสุดท้ายแห่งโชคชะตา จะมีใครเป็นลมบ้างก็ไม่แปลก

               “สอง!” คราวนี้บรรดาเสียงนอกจอที่คอยนับเงียบหายไปเยอะ ส่วนใหญ่ยืนนิ่งด้วยความลุ้น

               “หนึ่ง!”

               “กดสวิทช์” สิ้นประโยค กัปตันกระสวยแห่งความหวังกดปุ่มสีแดงที่แผงคอนโซลควบคุมยาน

               โทรทัศน์ฉายภาพที่นักบินทุกคนมองผ่านหน้าต่างไปยังดาวเคราะห์ปิศาจ อีกไม่กี่วินาทีมันก็จะระเบิดเป็นเสี่ยง

               เงียบ? ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!?

               ทุกคนกลั้นใจรอ ทว่าผ่านไปอีกราว ๆ สิบวินาทีดาวเคราะห์น้อยก็ยังลอยเด่นอย่างไม่เกรงขาม ผู้ชมบางคนสังเกตเห็นกัปตันนักบินกดปุ่มแดงย้ำ ๆ อีกหกเจ็ดครั้ง

               กองเชียร์บนโลกเริ่มฮือฮา หลายคนหน้าเสียซึ่งไม่ต่างไปจากสีหน้าของคนที่อยู่ในยานอวกาศสักเท่าไร

               “หอควบคุมการบิน…ระเบิดไม่ทำงานครับ” เสียงกัปตันแว่วเป็นภาษาอังกฤษดังออกลำโพงจอโทรทัศน์ หลาย ๆ คนที่สามารถฟังออกกรีดร้องลั่น

               “เดอะโฮป…เครื่องส่งคลื่นสัญญาณวิทยุของคุณเสียกระมัง เป็นไปไม่ได้ที่หัวรบทั้งสี่จะชำรุดพร้อม ๆ กัน” เป็นคำตอบจากภาคพื้นดินหลังจากที่เงียบไปชั่วขณะ

               “เดี๋ยวทางเราจะยิงสัญญาณจุดชนวนไปจากโลก เตรียมตัว ห้า...สี่...สาม...สอง...ระวัง...ยิง!”

               อีกครั้งที่ทั้งนักบินทั้งกองเชียร์กลั้นใจลุ้นระทึก แต่ก็ปรากฏว่าเป็นอีกครั้งที่ระเบิดไม่ทำงาน!?

               บางอย่างที่ผิดปกติ? นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์รู้ทันทีว่าเบื้องหลังของข้อขัดข้องมาจากโชคชะตาของมนุษย์ที่ต้องรับโทษทัณฑ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

โชคชะตาที่ตัวเธอต้องเป็นคนตัดสิน!

ผู้คนรอบกายมีอาการกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด หลายคนหน้าเสีย บางส่วนเริ่มจับกลุ่มวิจารณ์ แต่โดยทั่วไปยังใช้สายตาจ้องจับอยู่ที่จอโทรทัศน์ บางคนสลับสายตามองท้องฟ้าเหนือศีรษะ...ท้องฟ้าที่ไกลออกไปมีมัจจุราชขนาดยักษ์กำลังตรงดิ่งมายังโลก

ถึงตอนนี้โฆษกผู้ดำเนินรายการรวมถึงผู้ทำหน้าที่บรรยายภาษาไทยพยายามสื่อสารกับผู้ชมทางบ้านเพื่อไม่ให้แตกตื่น

“ใจเย็น ๆ นะครับ ท่านผู้ชม ยังไงเดี๋ยวทางนาซ่าก็ต้องหาวิธีจนได้น่ะครับ” พิธีกรพยายามควบคุมสถานการณ์ทั้ง ๆ ที่สีหน้าของตัวเองก็ฉายแววหวาดหวั่นไม่แพ้ใคร

“มาแล้วครับ ดูเหมือนนักบินจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง” ผู้ดำเนินรายการคนเดิมร้องออกมาเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวจากจอโทรทัศน์

“จากเดอะโฮปถึงหอปฏิบัติการ พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปตั้งชนวนระเบิดด้วยมือ เราจะตั้งเวลาเผื่อไว้สำหรับการหนีออกมา โชคดีที่ยังมีเวลาอีกมากกว่าจะถึงเส้นตาย” นั่นเป็นเสียงของกัปตันกระสวยแห่งความหวัง

“และหากชนวนระเบิดเวลาเกิดไม่ทำงานอีก ซึ่งพวกเราหวังใจว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น…แต่หากเป็นอย่างนั้นจริง ใครสักคนในทีมก็พร้อมจะอยู่เพื่อกดสวิทช์ระเบิดด้วยระบบแมนวล” ท้ายประโยค ธเรษตรีเห็นแววแห่งความกังวลพาดผ่านในแววตา

เพราะหากเป็นเช่นนั้น อย่างเช่นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด…คนที่อยู่กดชนวนจะต้องไม่รอดชีวิต

นักทำนายผู้มีโชคชะตาแห่งการพิพากษาได้แต่ภาวนาให้เรื่องนี้ยุติลงโดยไม่มีคนตาย ทว่าเหตุการณ์ผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้แน่! มันคงไม่ง่ายเหมือนกับที่องค์การนาซ่าวางแผน

พลัน! ธเรษตรีรู้สึกสังหรณ์อย่างรุนแรงในบัดดลนั้น?

บางอย่างที่กระตุ้นเตือน เธอต้องรีบห้ามเหล่านักบินอวกาศที่กำลังกลับลำกระสวยเพื่อมุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อยคาทาสอีกครั้ง

แต่มันคืออะไร? มีเหตุผลอันใดที่จะห้ามพวกเขา?…หรือเธอมีความคิดที่ดีกว่านั้น!?

เบื้องหน้าของเดอะโฮป ห่างออกไปไม่เท่าไร บัดนี้ดาวเคราะห์น้อยที่ฤทธิ์คงไม่น้อยอย่างชื่อ...ดาวเคราะห์มฤตยูลอยตระหง่านอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง คงไม่มีนักบินอวกาศคนใดคาดคิดว่าจะต้องกลับลงไปเหยียบที่พื้นผิวดาวอีกเป็นคำรบสอง

ยี่สิบห้าชั่วโมงสามสิบเอ็ดนาที!

นั่นคือตัวเลขตรงจอขวาบนของโทรทัศน์ มันแสดงเส้นตายที่ต้องทำการระเบิดก่อนจะหมดเวลา...ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครหยุดยั้งเพลิงแห่งอาญาสวรรค์ได้!

               ใกล้ดาวเคราะห์คาทาสเข้าไปทุกขณะ เดอะโฮปชะลอลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้ ทุกคนที่อยู่ตรงแยกประตูน้ำ ไม่สิ! อาจเป็นทุกคนในโลกที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ ไม่มีใครเลยที่สามารถกะพริบตาได้ และด้วยความตื่นเต้นระคนลุ้นระทึกจึงก่อบังเกิดความเงียบอย่างน่าประหลาด...เงียบเสียจนได้ยินกระทั่งเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ของคนที่อยู่ห่างออกไป ทว่าในความเงียบอันน่าพิศวงนี้ เด็กสาวนักทำนายกลับได้ยินเสียงเต้นเร็วรัวยิ่งกว่ากลองศึก

               ตึก! ตึก! ตึก!

            เสียงหัวใจคน!

               มนุษย์ทุกผู้ปิดปากเงียบเกร็งด้วยอาการลุ้นระทึก ทว่าเสียงหัวใจกลับเต้นระรัวต่างจากท่าทางภายนอกนัก

               พลัน! ความรู้สึกบางอย่างวาบขึ้นตามรูขุมขนของเด็กสาวนักทำนาย

               สังหรณ์อภิญญากำลังร่ำร้องเตือนภัย!?

               “อย่าเข้าไป!” ธเรษตรีตะโกนสุดเสียงจนคนที่ยืนรอบ ๆ สะดุ้งเฮือกหันมามอง ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ถามไถ่

               บรึม!

               กัมปนาทดังผ่านจอโทรทัศน์ที่จริง ๆ แล้วสัญญาณดีเลย์ไปราวสิบวินาที ภาพสัญญาณที่ถ่ายทอดผ่านทางกล้องที่ติดตั้งไว้บนเดอะโฮป

               จุดหนึ่งบนดาวเคราะห์เกิดระเบิด!

               “หัวรบระเบิด! แต่แค่จุดเดียว!?” ใครคนหนึ่งบนกระสวยอวกาศร้องออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ธเรษตรีจำได้ว่าเป็นเสียงของกัปตันหัวหน้านักบิน

ภาพตรงหน้า กลุ่มควันรูปดอกเห็ดขนาดใหญ่บานออกจากพื้นผิว เด็กสาวเห็นได้ชัดว่าระเบิดที่ทำงานเพียงลูกเดียวกำลังบิส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ให้แตกออกมา และส่วนที่ว่าเริ่มแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง

               “ระวัง!” ธเรษตรีร้องเสียงหลง

               ภาพที่ผ่านจอโทรทัศน์ ท่ามกลางพายุหินที่พุ่งออกจากดาวเคราะห์ ก้อนหินขนาดมหึมากำลังพุ่งตรงดิ่งเข้าหากระสวยแห่งความหวัง

               แม้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่าไม่มีใครสามารถหักเลี้ยวหลบยานได้ทัน

               เสียงนักบินคนหนึ่งกรีดร้องลั่น ขณะที่คนอื่น ๆ ได้แต่นิ่งตะลึงมอง

               …แล้วภาพทั้งหมดก็ดับลง

               สถานีรีบตัดไปยังพิธีกรรายการทันที และเมื่อตัดไปก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ากระทั่งผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนเองก็ยังนั่งอ้าปากค้างไม่ต่างจากชาวบ้านที่รับชมโทรทัศน์สักเท่าไร

               เมื่อได้สติ พิธีกรจึงพยายามพูดเพื่อถ่วงเวลา ทั้งพยายามทำให้ผู้ชมทางบ้านไม่ตื่นตระหนกมากไปกว่านี้

               ความสับสนดำเนินไปอีกเกือบชั่วโมง คำตอบจึงปรากฏ

               ภาพถูกตัดไปยังทำเนียบขาว สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกคือใบหน้าของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ‘ริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน’...สีหน้าของท่านไม่ค่อยจะสู้ดี  

               “พี่น้องอเมริกันชนทุกท่าน รวมถึงพี่น้องชาวโลกที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ครั้งนี้ร่วมกัน ผมรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่จะกล่าวในสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้” น้ำเสียงเคร่งเครียดไม่แพ้ใบหน้า

               “ตามที่ทุกท่านได้เห็นจากจอโทรทัศน์เมื่อสักครู่ ปฏิบัติการทำลายดาวเคราะห์คาทาสเกิดอุปัทวเหตุผิดพลาดขึ้น ซึ่งเราเองก็ไม่อาจทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ประธานาธิบดีหยุดเว้นวรรคนิดหนึ่ง ถึงตอนนี้ผู้คนที่แยกประตูน้ำต่างพากันเงียบกริบ กระทั่งคนขับรถบนถนนยังต้องจอดเพื่อลงมาดู

               ธเรษตรีรู้ดีว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ ‘เดอะโฮป’ น่าจะเกิดจากอำนาจลึกลับเหนือความคาดหมายของเหล่ามวลมนุษย์

               และนั่นหมายความว่าหน้าที่แห่งการพิพากษา

               ...ยังต้องตกอยู่ในมือเธอ!

               “อุบัติเหตุที่เกิดกับกระสวยอวกาศ เดอะโฮป”  ท่านนิกเกอร์สันเริ่มกล่าวอีกครั้งหลังจากเงียบไปอึดใจใหญ่

               “ตอนนี้เราคิดว่ากระสวยอวกาศ เดอะโฮป…น่าจะถูกชนจากเศษหินที่ระเบิดออกมา” สิ้นคำพูด ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงฮือฮาของเหล่าสื่อมวลชนแทบจะในทันที

               ท่าน ริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน รอให้เสียงในห้องแถลงการณ์ซาลงจึงเริ่มกล่าวต่อ

               “และนอกจากข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับเหล่าวีรบุรุษ วีรสตรีแล้ว ผมจำต้องแจ้งข่าวร้ายให้ท่านทราบอีกสองข้อ” สิ้นประโยค ทั่วทั้งห้องเงียบเป็นเป่าสาก

               “ข้อแรก…การระเบิดของหัวรบนิวเคลียร์เพียงหนึ่งหัวไม่สามารถเบี่ยงเบนทิศทางของดาวเคราะห์คาทาสได้ มันยังตรงดิ่งมาสู่โลกด้วยความเร็วที่ไม่แม้แต่จะช้าลง!” เพียงข่าวร้ายข้อแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ธเรษตรีก็สามารถรับรู้ถึงจิตใจของเหล่ามนุษย์ผ่านทางพรสวรรค์อภิญญา

               ความกลัว ความสิ้นหวัง ความระทมทุกข์ ทั้งหมดกำลังแผ่ซ่านจากหัวใจทุกดวงที่อยู่รอบตัวเธอ

               “อย่างไรก็ตาม แม้ดาวเคราะห์จะตรงดิ่งมายังโลก แต่สหรัฐอเมริกา สหภาพอี.ยู. จีน รวมถึงประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในโลกต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเมื่อดาวเคราะห์เข้ามาใกล้ในระยะประชิด พวกเราก็จะช่วยกันระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์เข้าใส่…ผมหวังว่าบางทีอาจช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้” ประโยคสุดท้ายเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน อีกทั้งการเหลือบสายตามองลงต่ำของท่านนิกเกอร์สันก็แสดงให้ทุกคนรับรู้ในใจได้ว่า

               แผนสองที่เตรียมไว้ไม่น่าจะได้ผล!

               ธเรษตรีรู้ดีแม้ไม่ใช่นักดาราศาสตร์ เพราะหากสามารถเบนวิถีดวงดาวได้โดยการยิงทำลายจากเปลือกนอกแล้ว คงไม่จำเป็นต้องลงทุนขึ้นไปขุดหลุมบนนั้น

               ทำลายจากเปลือกนอก…ดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดมหึมา มันก็คงเหมือนกับเอาหนังสติ๊กไปดีดใส่รถถังหุ้มเกราะ

               หนำซ้ำเถ้าถ่านจากปฏิกิริยานิวเคลียร์อาจยิ่งซ้ำเติมโลกให้ย่ำแย่ลงไปอีก…แต่กระนั้นธเรษตรีก็รู้ดีว่าไม่มีหนทางอื่นใดที่ดีไปกว่าทางเลือกนี้อีกแล้ว

               “ส่วนข่าวร้ายอีกประการหนึ่ง” ท่านนิกเกอร์สันกล่าวต่อ

               “เศษหินที่หลุดออกมาจากการระเบิดของนิวเคลียร์ลูกแรก…คาดว่าส่วนที่มีขนาดใหญ่น่าจะมีราวสองหมื่นชิ้น…ทั้งหมดกำลังเดินทางมายังโลกด้วยความเร็วราวกับเครื่องบินไอพ่น” ประธานาธิบดีกัดฟันพูดจนเกือบจะเป็นเสียงที่รอดผ่านไรฟัน

               นักข่าวทั่วห้องส่งเสียงฮือฮาจนท่านนิกเกอร์สันต้องยกมือขึ้นปราม

               “สองหมื่นชิ้นที่ว่ามีขนาดที่แตกต่างกัน ผมหวังว่ามันจะสลายไปบ้างในชั้นบรรยากาศ หากแต่ถ้าสามารถหลุดลงมาถึงพื้นผิวโลกได้แม้เพียงขนาดเท่าลูกบาสฯ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นเหมือนเมื่อหลายวันก่อนในตอนเหนือของอเมริกาและแคนาดา”

               “จุดปะทะล่ะคะ? ท่านทราบไหม?” ผู้สื่อข่าวคนไหนไม่รู้ทนไม่ไหวยกมือขึ้นพร้อมตะโกนถาม

               “น่าจะทวีปเอเชีย...มากกว่าหมื่นลูกจะตกที่ประเทศจีน และบางส่วนอาจจะกระจายหลุดลงไปถึงประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ เช่น พม่า อินเดีย ไทย มาเลเซีย ก็อาจจะได้รับผลกระทบ”

               สิ้นประโยคที่ถ่ายทอด ผู้คนที่แยกประตูน้ำพากันกรีดร้อง บางคนเป็นลมเอาดื้อ ๆ บางส่วนรีบวิ่งหนีขึ้นรถ ขณะที่หลายคนได้แต่ยืนงงทำอะไรไม่ถูก

               “หลังจากนาทีนี้…ราวหกชั่วโมง พายุอุกกาบาตกลุ่มแรกก็จะเข้าปะทะโลก และถัดไปอีกสิบแปดชั่วโมงก็จะเป็นเวลาที่ดาวเคราะห์คาทาสเข้าใกล้โลกจนเลย ‘เส้นตาย’ ที่กำหนดไว้”

               “และเมื่อผ่านเวลาเส้นตายแล้ว ความเร็วของคาทาสก็จะเพิ่มขึ้นมากจากแรงดึงดูดของโลก หลังจากนั้น อีกแค่สองชั่วโมงเราก็จะสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า” ท่านนิกเกอร์สันได้แต่บอกเล่าสิ่งที่ตนเองรับรู้จากทีมงาน ทว่าหาได้มีทางออกไม่

               มันเป็นสถานการณ์สิ้นหวังที่รออยู่เบื้องหน้า!?

               “จากนี้ไปผมขอประกาศเคอร์ฟิวล์ในทุกพื้นที่ของประเทศ กองกำลังทหารจะมีอำนาจสูงสุดและใช้กำลังเด็ดขาดเพื่อปราบปรามการก่อจลาจล กระผมขอให้ทุกประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์ของตัวเองอย่างใกล้ชิด”

               “สุดท้ายนี้ขอให้พระเจ้าทรงคุ้มครองเหล่ามวลมนุษย์” เป็นประโยคสุดท้ายของริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน ก่อนที่จะเดินเข้าหลังม่านไปโดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

               พระเจ้าทรงคุ้มครอง? ธเรษตรีนิ่งงันกับประโยคนี้

               มนุษย์เอยจะรู้ไหมว่า ‘พระเจ้า’ ที่พึงวิงวอนนั่นเองที่ไม่อาจอดทนต่อความโฉดชั่วของหมู่มวลมนุษย์

               แม้พระองค์จะส่งทูตสวรรค์มากมายเพื่อชี้ทางสว่างแก่ผู้ขลาดเขลา ทว่ากลับหามีใครสนใจไม่ มนุษย์ยังคงประกอบกรรมชั่วมากมาย เข่นฆ่าย่ำยีสรรพสัตว์ ผิดศีลประเวณี ประกอบกิจกามไม่ละเว้นแม้ลูกเมียผู้อื่น อีกทั้งยังทำลายแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

               ทำร้ายไม่เว้นแม้กระทั่งโลกที่ได้พักพิงพึ่งพาอาศัย

               โลกาคงถึงกาลแตกดับหากมนุษย์ไม่หยุดยั้งการกระทำอันเลวร้าย ฤๅพระเจ้าทรงเห็นการณ์ไกล พระองค์จึงส่งดาวดับไร้แสงเร้นผ่านม่านดำอนธการเพื่อการนี้

               ในที่สุดดาบแห่งเพลิงสวรรค์ซึ่งก็คือดาวเคราะห์ ‘คาทาส (Catas)’  จึงได้ถูกปลดปล่อยออกจากหัตถ์ของพระองค์…มันคือห้วงเวลาแห่งการชำระล้าง

               มันคือวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายและสิ้นหวังที่สุดของหมู่มวลมนุษย์

               เวลาแห่งโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้า (Catastrophe)!             

              


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น