อัปเดตล่าสุด 2020-10-15 09:00:13

ตอนที่ 24 บทของคนถูกแขวน (The Hanged man)

ทำชั่วย่อมได้ชั่ว                           ฉันใด

เลวย่อมผลาญโดยไฟ                   เช่นนั้น

แม้รู้แก่หัวใจ                               แต่ก็ ฝืนทำ

หากเปลี่ยนด้วยใจมั่น                   กลับแก้คงดี


 

บทของคนถูกแขวน (The Hanged man)

 

               ธเรษตรี นักทำนายผู้มีชะตากรรมแห่งการตัดสิน บัดนี้เธอกำลังเดินอยู่บริเวณแยกประตูน้ำเพื่อเปิดร้านทำนายไพ่ตั้งแต่หัววัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้สามารถมาประจำการได้เร็วขนาดนี้นั่นก็คือโรงเรียนทั่วประเทศ...หรือบางทีอาจจะทั่วโลกได้ประกาศหยุดอย่างไม่มีกำหนด

               จอโทรทัศน์ยักษ์ที่สี่แยกกำลังฉายภาพดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศ นักพยากรณ์สาวจำได้ดีเพราะเคยเห็นมาก่อนในความฝัน เด็กสาวรู้ดีว่าดาวเคราะห์ดวงนี้โผล่มาจากความมืดอนธการในห้วงมิติสีดำลึกลับ

               ...และที่ด้านล่างของจอโทรทัศน์ยักษ์ปรากฏอักษรบรรยายใต้ภาพ

               ‘คาทาส (Catas)…ดาวมฤตยู ภัยพิบัติของมนุษยชาติ (Catastrophe)’

               ผู้บรรยายกำลังอธิบายภาพในหน้าจอ ซึ่งก็คือเหตุการณ์อุบัติภัยที่เกิดขึ้นในประเทศทางแถบซีกโลกเหนือเมื่อสองสามวันก่อน     

อุกกาบาตราวห้าพันลูก!

ทั้งหมดได้ปะทะพื้นผิวโลกในแถบทวีปอเมริกาตอนบนรวมถึงขั้วโลกเหนือบางส่วน!

               แคนาดาและมลรัฐทางเหนือของสหรัฐอเมริกา หลายเมืองได้รับความเสียหายจากกระสุนเพลิงจากห้วงอวกาศ ผู้คนนับพันเสียชีวิต หลายหมื่นสูญหาย ประชากรกว่าหนึ่งแสนคนกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยแทบจะในทันที

               “ดร.ชัยสิทธิ์ครับ...ก่อนจะตัดเข้าสู่การถ่ายทอดสดจากทำเนียบขาว ดร.กรุณาสรุปเหตุการณ์อีกครั้งสำหรับผู้ชมทางบ้านที่พึ่งเปลี่ยนช่องมาชมครับ” พิธีกรรายการถามผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมอภิปราย

               “ครับ! เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและน่ากลัวมาก” ดร.ชัยสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเกริ่นนำ ธเรษตรีสังเกตเห็นพิธีกรแอบส่งสัญญาณให้รวบรัดเนื่องเพราะเวลาถ่ายทอดอาจมีไม่พอ

               “อ่า...ครับ ๆ เหตุการณ์พายุอุกกาบาตที่ทุกท่านได้ทราบ นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและอาจเกี่ยวข้องกับการปรากฏของดาวเคราะห์น้อยคาทาส (CATAS) อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย”

               “นั่นคือหลังจากที่มีการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ใกล้โลกแล้ว อีกเพียงแค่ไม่กี่วันก็พบฝูงอุกกาบาตจำนวนมากในทิศทางเดียวกัน...ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าทั้งหมดนี้น่าจะเกี่ยวโยงเป็นเรื่องเดียวกันครับ เพียงแต่ไม่ทราบเหตุผลเท่านั้น” สิ้นประโยคยาวเหยียด ทุกคนในห้องส่งและที่แยกประตูน้ำต่างเงียบและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ มีเพียงธเรษตรีเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

               เด็กสาวรู้ดีว่าทั้งดาวเคราะห์น้อย ทั้งฝูงอุกกาบาตที่โจมตีซีกโลกเหนือ ทั้งหมดล้วนแต่ปรากฏออกจากม่านมิติมืดดำนั้น โดยจุดหมายของมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชะตากรรมของเธอ...ชะตากรรมอันเป็นหน้าที่ที่ต้องตัดสินมวลมนุษย์เหมือนเมื่อครั้งที่ใช้ชื่อโนอาห์ โดยในคราวนั้นบังเกิดน้ำท่วมโลกที่สามารถชำระล้างทุกสิ่งจนหมดสิ้น

               “ดาวเคราะห์น้อยคาทาสนี่มีขนาดใหญ่สักเท่าไรครับ แล้วตอนนี้อยู่ห่างจากโลกเราแค่ไหนครับ ” ในโทรทัศน์ พิธีกรถามดร.ชัยสิทธิ์เพื่อช่วยกระชั้นเวลา

               “ใหญ่มากทีเดียวครับ! น่าจะเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบห้าร้อยแมตร...หรืออาจมากกว่านั้น นี่เป็นข้อมูลที่ผมฟังมาจากนาซ่าอีกทีน่ะครับ” ดร.ชัยสิทธิ์ตอบ

               “ส่วนระยะห่างอยู่ที่ราว ๆ หกแสนกิโลเมตร ต้องกราบเรียนท่านผู้ชมก่อนครับ ว่าระยะห่างของโลกกับดวงจันทร์นั้นก็เพียงแค่สามแสนกิโลเมตรเท่านั้น” สิ้นคำตอบเรียกเสียงฮือฮาจากทั้งในห้องส่งและจากผู้คนรอบตัวของธเรษตรี ทุกคนรับรู้ว่าระยะเพียงแค่นั้นถือว่าไม่ห่าง

               “ดร.ชัยสิทธิ์ครับ ทำไมเราถึงไม่สามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ได้ก่อนหน้านี้ล่ะครับ” ผู้ดำเนินรายการชงคำถาม

               “อืมมม...ต้องขอเรียนท่านผู้ชมนะครับว่าจริง ๆ แล้วมีการคาดการณ์ถึงวัตถุใกล้โลกหรือที่เรียกว่า Near Earth Object ซึ่งรวมความหมายทั้งดาวเคราะห์น้อย ทั้งอุกกาบาต ทั้งหมดน่าจะมีอยู่ราว ๆ สองพันดวง...แต่ปัจจุบันถูกค้นพบเพียงแค่สี่ร้อยกว่าดวงเท่านั้น ”

               “รวมถึงดาวเคราะห์น้อยหรือว่าอุกกาบาตนั้น จะถูกตรวจจับได้ยากกว่าดาวหาง สาเหตุก็เพราะความที่ตัวของมันไม่มีแสง...โดยเฉพาะดวงที่เดินทางเข้าใกล้โลกโดยมีวิถีโคจรอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์...แสงตะวันจะทำให้กล้องโทรทรรศน์บนโลกไม่สามารถตรวจจับได้”  

“ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดมาแล้วในปี 2002 ตอนนั้นดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อ 2002 EM7 ได้เฉียดใกล้โลกในลักษณะนี้เช่นกัน โดยกว่าที่นักดาราศาสตร์จะรู้ เจ้า 2002 EM7 ก็เลยผ่านโลกอย่างเฉียดฉิวไปแล้ว” ด็อกเตอร์ชัยสิทธิ์หยุดพักจิบน้ำ จังหวะนี้ผู้ดำเนินรายการจึงถือโอกาสป้อนคำถามต่อ

               “แล้วกลุ่มอุกกาบาตที่เข้าปะทะเมื่อวันก่อนล่ะ สามารถอธิบายได้อย่างไรครับ”

               ผู้เชี่ยวชาญมีสีหน้าเครียดขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถาม

               “ง่า...คำถามนี้เป็นคำถามที่แม้แต่นาซ่ายังไม่สามารถตอบได้ ได้แต่คาดเดาว่าฝูงอุกกาบาตได้แอบซ่อนอยู่หลังดาวเคราะห์คาทาส แต่กระนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้อยู่ดีครับว่าเหตุใดฝูงอุกกาบาตจึงเข้าจู่โจมโลกก่อนคาทาส”

               คำตอบนั้น มีเพียงธเรษตรีเท่านั้นที่รู้...อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกห้าพันดวงนั้น เป็นเพียงแค่คำเตือน...

               คำเตือนก่อนที่หายนะ ‘ของจริง’ จะตกลงมา!  

               “แล้วมีโอกาสไหมครับที่ดาวเคราะห์คาทาสจะชนโลก” พิธีกรถาม ครานี้ทุกคนเงียบกริบ เงียบจนสามารถได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง

               “ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลจากนาซ่าครับ” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวตามจริง 

               “ขอประทานโทษครับด็อกเตอร์” ผู้ดำเนินรายการขัดจังหวะพลางมองไปยังด้านหนึ่งของห้องส่ง ดูเหมือนจะมีทีมงานส่งสัญญาณบางอย่าง

               “เดี๋ยวขอตัดภาพเข้าไปยังทำเนียบขาวนะครับ ไปฟังแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากัน... เชิญครับ” ทันทีที่ผู้ดำเนินรายการพูดจบภาพก็ถูกตัดทันที

 

ภาพที่ธเรษตรีเห็นจากจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์ที่บริเวณแยกประตูน้ำนั้นปรากฏเป็นภาพของห้องแถลงข่าวในทำเนียบขาว ผู้บรรยายภาษาอังกฤษกำลังพูดขณะที่เสียงพากษ์ภาษาไทยจะช้ากว่าราว ๆ สี่ถึงห้าวินาที

               “ขอเชิญพบกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ” เป็นเสียงผู้บรรยายภาษาไทยที่แปลข้อความ ขณะที่ในจอภาพปรากฏร่างชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานสง่าผ่าเผยเดินออกมาจากข้างเวที บรรดาผู้สื่อข่าวที่นั่งรอพากันลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

               “เชิญนั่งครับ” ผู้นำแห่งอเมริกากล่าวเพื่ออนุญาตให้ทุกคนนั่งตามสบาย

               จากนั้นจึงเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์สังเกตเห็นสีหน้าของผู้นำมหาอำนาจนั้นไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไร

               “สวัสดีครับ ชาวอเมริกาทุกท่าน” เป็นประโยคแรกของผู้นำ ด้านล่างของจอทีวีปรากฏชื่อและตำแหน่ง ‘ริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน...เดอะ เพรสสิเดนท์ ออฟ ยูไนเต็ดเสตท’

               “ทุกท่านคงทราบข่าวการปรากฏของดาวเคราะห์น้อยคาทาส (Catas) และการพุ่งชนโลกของกลุ่มอุกกาบาตหลายพันดวง น่าอับอายที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีมฤตยูอยู่ใกล้โลกขนาดนี้” ผู้นำของโลกเริ่ม แม้น้ำเสียงจะสงบ ทว่าธเรษตรียังรู้สึกถึงแววแห่งความหวั่นไหวที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

               “ดังที่ท่านได้ทราบตามหัวข้อข่าวแล้วว่าการปะทะของกลุ่มอุกกาบาตอยู่ในแถบตอนบนของทวีปอเมริกาและขั้วโลก” ประธานาธิบดีหมายถึงแคนาดาและรัฐตอนเหนือของอเมริกา

               “ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องส่งนี้ ทุกท่านในอเมริกา หรือทุกท่านที่รับฟังข้อความนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก ทุกท่านคงอยากทราบถึงวิถีโคจรของมฤตยูตัวแม่...ดาวเคราะห์น้อยคาทาส (CATAS)” ถึงตอนนี้ทุกคนเงียบกริบ ธเรษตรีได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่จากคนที่ยืนดูโทรทัศน์ข้าง ๆ

               “ผมรู้สึกลำบากใจยิ่งที่จะต้องแจ้งข่าวนี้แก่พลเมืองอเมริกาและพลเมืองโลก ทว่าเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในทุกประเทศ ผมได้แจ้งข่าวไปยังผู้นำทุกประเทศในทุกทวีปเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานนี้”

“นั่นก็คือวิถีโคจรของคาทาส (CATAS) ดาวเคราะห์ขนาดยักษ์กำลังพุ่งตรงมายังโลก!?” สิ้นประโยคของริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน ทั่วห้องเต็มไปด้วยเสียงฮือฮาด้วยตื่นตระหนก และนั่นก็ไม่ต่างไปจากผู้คนที่กำลังดูถ่ายทอดที่แยกประตูน้ำนี้สักเท่าใด

               “ก้อนหินขนาดมหึมากำลังเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ...ทว่าในอีกไม่นาน เมื่อเข้าสู่ระยะที่แรงดึงดูดของโลกส่งผลมากขึ้น คาทาสก็จะทวีความเร็วจนกระทั่งสัมผัสกับผิวโลก” ท้ายประโยคน้ำเสียงเบาจนเกือบกระซิบ

               “ระยะเวลาที่จะปะทะ...อีกห้าวันนับเริ่มจากวันพรุ่งนี้”  ทว่าประโยคถัดมากลับเบาเสียยิ่งกว่า

               “ท่านครับ แล้วจุดปะทะล่ะ? ถ้าคำนวณตามวิถีโคจรแล้ว ดาวเคราะห์คาทาสจะตกลงบริเวณไหนของผิวโลก” นักข่าวผู้หนึ่งที่ไม่อาจอดใจไหวยอมเสียมารยาทลุกขึ้นถามทั้งที่ยังไม่ถึงช่วงเวลาซักถาม

“เดี๋ยวสักครู่ผมจะเปิดโอกาสให้ทุกท่านนะครับ สำหรับจุดกระทบนั้นจากการคำนวณน่าจะเป็นแถว ๆ ประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คราวนี้เสียงฮือฮาที่บริเวณแยกประตูน้ำดังมากขึ้น บางทีอาจเกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งประเทศ...อาจจะทั่วทั้งทวีปเอเชีย

               ...หรือทั้งโลก!? 

            “และหากดาวเคราะห์คาทาสเข้าปะทะจริง ความเสียหายก็จะแผ่ขยายไปทั่วโลก ซึ่งคงไม่มีใครสามารถประมาณการณ์ได้”

               “นี่คือชะตากรรมที่พวกเรา...ชะตากรรมที่มนุษย์โลกจักต้องเผชิญ” ผู้บรรยายภาษาไทยพยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ น้ำเสียงของเขาเก็บอาการตื่นตระหนกไว้แทบไม่ไหว

               ธเรษตรีวาบในหัวใจ...หรือนี่เป็นชะตากรรมที่ต้องตัดสิน

               เด็กสาวจำความฝันแปลกประหลาดได้ ความฝันอันเป็นปริศนาที่ไม่อาจหาคำอธิบาย

               ท้องฟ้าในความฝันอันเจิดจ้า ดวงไฟร้อนแรงดุจดวงอาทิตย์กลับมีถึงสอง! มาบัดนี้ธเรษตรีเข้าใจแล้วว่าดวงตะวันที่ให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์นั้นยังคงมีเพียงหนึ่ง...มิใช่สอง

               ทว่าอีกหนึ่งดวงเพลิงนั้นคือไฟบรรลัยกัลป์!...มันคือพระเพลิงจากสรวงสวรรค์ มันคือเปลวอัคคีที่จะทำหน้าที่แผดเผาทำลายเหล่ามนุษย์ที่จิตใจตกต่ำจนถึงจุดหยาบช้า

               ทั้งซากปรักหักพังที่ครุกรุ่นด้วยเปลวควัน ซากเมืองที่จำได้ว่าครั้งหนึ่งคือโรงเรียนสตรีศึกษา ครั้งหนึ่งคือถนนราชดำเนินที่มีทั้งคนและรถขวักไขว่

               มันคือวันแห่งการทำลายล้าง...ฤๅจะเป็น ‘อาร์มาเกดดอน’ แห่งพระคัมภีร์!  

               “แต่ทุกท่านจงอย่าได้ตื่นตระหนก” เสียงผู้บรรยายปลุกให้นักพยากรณ์ตื่นจากห้วงคำนึง

               “นานกว่าห้าปีแล้วที่อเมริการ่วมมือกับรัสเซีย ญี่ปุ่น และนานาประเทศจากสหภาพยุโรป ทั้งหมดเพื่อโครงการลับที่เตรียมไว้ยามฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นเช่นวันนี้” น้ำเสียงของ ริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน ฟังแล้วดูมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

               “เราได้เตรียมกระสวยอวกาศที่บรรทุกแท่นขุดเจาะกำลังสูงพร้อมหัวรบนิวเคลียร์...เรียกว่าซูเปอร์นิวเคลียร์จะดีกว่า! และกระสวยจะถูกส่งขึ้นไปในวันพรุ่งนี้”

               “และเป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว…นั่นคือกำจัดมหันตภัยดวงนี้ทิ้งไปซะ!” ประโยคนี้สร้างความฮือฮาอีกครั้งจากในห้องส่ง

               “สุดท้ายก่อนคำถาม...จะไม่มีการกักตุนสินค้า จะไม่มีการโก่งราคา ชีวิตจะดำเนินเหมือนเช่นทุกวัน”

จากนั้นจึงเป็นคำถามจากผู้สื่อข่าวในห้องส่ง นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ไม่ได้หยุดรอฟัง เด็กสาวเดินออกมาเพื่อมุ่งสู่ร้านพยากรณ์ ไม่แน่ว่าวันนี้ หลังจากที่หลาย ๆ คนได้ฟังข่าวสารอันน่ากลัว เธออาจมีลูกค้าที่วิตกกังวลมากขึ้นจนต้องมาขอรับการทำนาย

               …

               …

               ตะวันบ่ายคล้อยจนลับตึกสูง แม้เปลวแดดจะยังให้ความสว่าง ทว่าบรรยากาศกลับหนังอึ้งราวกับมีเมฆดำปกคลุมทั่วแผ่นฟ้า เหตุก็เพราะรอบกายของธเรษตรีมีแต่คนพูดถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงขวัญอันเกิดจากดาวเคราะห์น้อยที่มีวิถีโคจรตรงดิ่งมายังโลก

นักพยากรณ์สาวผู้มีหน้าที่ตัดสินชะตากรรมรับรู้เสียงในใจของผู้คนเหล่านั้นได้...พวกเขาส่วนมากรู้สึกกลัว มีบ้างที่ตื่นเต้น หื่นกระหายใคร่รู้ ใคร่เห็นความพินาศ ช่างเป็นเสียงในใจที่น่ารังเกียจยิ่ง

ทว่าในความกลัวนั้น นักทำนายกลับพบว่าทุกคนยังคงมีความหวัง

เมื่อตอนบ่าย คำพูดของริชาร์ด แอล. นิกเกอร์สัน ผู้นำสหรัฐ...ผู้นำของโลก กล่าวถึงปฏิบัติการทำลายล้างดาวเคราะห์เพชฌฆาต...ปฏิบัติการที่อาจเป็นความหวังสุดท้าย !?

               ดังนั้น แม้ทุกคนจะวิตกต่อชะตากรรมที่มิอาจมองเห็น ทว่าดูเหมือนทุกคนจะสามารถอดทนต่อความเครียดได้ สังเกตจากร้านทำนายที่ยังว่างวายปราศจากลูกค้าที่วิตกจริต อีกทั้งบรรดาร้านรวงอื่น ๆ ก็เปิดให้บริการอย่างเป็นปกติวิสัย

               เด็กสาวนักพยากรณ์ลุกขึ้นบิดกายไล่ตัวขี้เกียจ ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงนักกว่าจะถึงกำหนดที่ต้องเดินทางกลับ

               ธเรษตรีลุกออกมายังด้านหน้าร้าน เธอตั้งใจจะเดินไปเรียกลูกค้าที่อาจเห็นและอาจสนใจเข้ารับการทำนาย ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงไม่ลืมหยิบไพ่พยากรณ์ออกมาด้วย

               “ระวัง!” เสียงตะโกนในจังหวะที่ธเรษตรีเดินออกมายังหน้าร้าน

               บึ้ก! ใครคนหนึ่งปะทะเข้ากับร่างกายของเด็กสาว ทว่าร่างนั้นกลับไม่ได้ชนเพียงอย่างเดียว

               แต่กลับใช้วงแขนข้างหนึ่งล็อกเข้าที่บริเวณคอของเธอด้วย!?

               นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ยืนนิ่งด้วยสัญชาตญาณ เด็กสาวรับรู้ได้จากผิวสัมผัส...รู้ว่านอกจากวงแขนที่ล็อกเข้ามานั้น ในมือข้างเดียวกันของอาคันตุกะปริศนารายนี้

               มีของแหลมอยู่!

            และปลายแหลมเรียวนั้นจี้เข้าที่ลำคอของเธอ!

               “นี่มันอะไรกัน?” ธเรษตรีพยายามถามอย่างใจดีสู้เสือขณะที่วงแขนของมันยังรัดแน่นที่คอ มือขวาที่กำมีดปลายแหลมกระชับมั่นขึ้นอีก

               หากแม้กดคมของมันลงไปยังผิวของเด็กสาวเพียงน้อยนิด เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น ชีพจรเส้นเลือดแดงใหญ่ใต้ต่อลำคอก็จะถูกตัดขาด!

“ใจเย็น ๆ นะ  ธเรษตรีขอร้อง คนร้ายลากตัวเธอเข้ายังด้านในของร้านพยากรณ์ซึ่งเป็นมุมอับอันสามารถระวังแค่เฉพาะด้านหน้าที่เปิดโล่งเพียงทิศทางเดียว ซึ่งธเรษตรีเองก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ซึ่งทำให้คนร้ายผ่อนคลายข้อมือลงเล็กน้อย

               “อยู่นิ่ง ๆ นะน้อง พี่ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันช่วยไม่ได้จริง ๆ” คำพูดแรกของโจรร้าย มันหันซ้ายขวาเพื่อสำรวจทางหนีทีไล่

               “เฮ้ย! ถืออะไรอยู่ โทรศัพท์เรอะ? เอามานี่!” อาคันตุกะจอมโฉดตวาดลั่นเมื่อเห็นตัวประกันถืออะไรบางอย่างที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมไว้ในมือ ชะรอยโจรร้ายคงเห็นไม่ถนัด มันจึงใช้ ‘มือซ้าย’ ข้างที่ว่างคว้าสิ่งนั้นออกจากมือของตัวประกัน

               ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ  หากแต่เป็นสำรับไพ่ และด้วยแรงกระชากของโจรร้ายจึงทำให้ไพ่ทั้งหมดร่วงลงสู่พื้น

               มีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่ติด ‘มือซ้าย’ ขึ้นไป

               “ไพ่บ้าบออะไรนี่!?” โจรสบถออกมาคำหนึ่งก่อนที่จะโยนไพ่ใบนั้นลงกับพื้น

               ไพ่ตกลงด้านหน้าของธเรษตรีพอดิบพอดี ด้วยความบังเอิญที่มันหงายขึ้น และนั่นทำให้ตัวประกันรู้ว่าไพ่นั้นเป็นไพ่อะไร

               หน้าไพ่แสดงรูปบุรุษผู้ที่อยู่ในลักษณะห้อยศีรษะลงด้านล่าง ขาของเขาถูกมัดแขวนด้วยเชือกจากด้านบน ทว่าที่แปลกก็คือใบหน้าของคนในภาพดูแล้วช่างสงบนิ่ง ราบเรียบ แตกต่างไปจากลักษณะท่าทางที่ถูกแขวนอย่างพิเรนทร์

               The Hanged man…ไพ่คนถูกแขวน คือชื่อของไพ่ใบนั้น!

            “คิก ๆๆๆ” เป็นเสียงหัวเราะจากชุดดำผู้อยู่ในฐานะตัวประกัน

               “อะไรวะ? หัวเราะอะไร?” โจรร้ายตวาด สายตาล่อกแล่ก เหงื่อกาฬชุ่มโชกด้วยบัดนี้ด้านนอกร้านทำนายเต็มไปด้วยตำรวจ บางส่วนของเจ้าหน้าที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้นักข่าวและไทยมุงข้ามล้ำแถบเส้นพลาสติกสีเหลืองที่ถูกขึงโดยรอบ

               “ก็หัวเราะไพ่ที่คุณเลือกน่ะสิคะ...คุณลุง” เป็นคำตอบของธเรษตรีที่ตอนนี้เหลียวหน้าหันมามองโจรร้ายเต็มตา

               ชายคนที่ถือมีดจ่อกับลำคอนั้น อายุของเขาราวสักสี่สิบปลาย ๆ หรือไม่ก็ห้าสิบต้น ๆ สังเกตได้จากรอยย่นริมหางตากับศีรษะที่เริ่มมีเส้นผมสีขาวแซมสลับดำจนคล้ายสีดอกเลา

               “ไพ่? เลือกไพ่อะไร? ไม่เห็นจะรู้เรื่อง!?” โจรวัยกลางคนถาม ไม่รู้ว่าเสียงสั่นด้วยอารมณ์ตื่นเต้นหรือว่าโกรธกันแน่

               “แหม...ก็ไพ่ที่ลุงเลือกเมื่อกี้ไงคะ บังเอิญใช้มือซ้ายหยิบเสียด้วย” นักพยากรณ์ชี้มือไปยังไพ่ที่ตกหงายอยู่กับพื้น

               “ไพ่? ไพ่เมื่อกี้น่ะหรือ?” คนร้ายถามเสียงสูง คมมีดกระชับเข้ากับลำคอของตัวประกัน

               “ไพ่แฮงก์แมน...ไพ่คนถูกแขวน! ลุงไม่อยากรู้เหรอคะว่ามีความหมายอย่างไร ฟังก่อนแล้วค่อยฆ่าหนูก็ได้นี่ ถ้าหากลุงต้องการที่จะฆ่าคนจริง ๆ ล่ะก็นะ” นักทำนายต่อรอง อย่างน้อยก็เพื่อถ่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหาทางช่วย

               มือกระชับมีดแน่นพร้อมวงแขนที่บีบรัด เขาคิดผิดมหันต์ที่หนีเข้ามาในคูหาแคบ ๆ ด้านในนี้ไม่มีทางออกอื่นใด อีกทั้งหน้าต่างรอบด้านล้วนแต่เปิดค้างไว้ เขาไม่แน่ใจว่าบนตึกที่อยู่รายรอบบริเวณนี้

               ...จะมีหน่วยแม่นปืนขึ้นไปประจำหรือยัง?

               ครั้นจะละสายตาจากตัวประกันก็ใช่ที่ หรือจะให้ตัวประกันเป็นคนไปปิดหน้าต่างก็ไม่ดีอีก เพราะหากตัวเขาออกห่างจากเด็กสาวแล้วล่ะก็

               ...บางทีกระสุนจากปืนติดกล้องเล็งอาจเจาะเข้าที่ส่วนใดส่วนหนึ่งก็เป็นได้!  

            อะไรที่ทำให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนขนาดนี้น่ะหรือ...มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยแม้สักน้อย

               “อยากฟังความหมายของไพ่ไหมคะ บางทีมันอาจเปลี่ยนใจลุง” ตัวประกันพยายามพูดทั้งที่ถูกคมมีดกดตรงหลอดลม

               “ว่ามาสิ...แต่จะให้ปล่อยน่ะไม่มีทาง!” โจรร้ายตอบ สายตาหวาดหวั่นเหลียวมองรอบ ๆ ที่บัดนี้เต็มไปด้วยผู้คน

               “ไพ่คนถูกแขวนหมายถึงการผิดหวังและสูญเสีย มันเป็นไพ่ที่แสดงถึงจุดผกผันของชีวิต หรืออาจหมายถึงว่า หากต้องการจะได้อะไรมา...ก็จะต้องสูญเสียบางอย่างไป”

               “ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างงั้นสิ” ชายวัยกลางคนต่อให้

               “ใช่ค่ะ และแม้ชายในรูปจะถูกแขวนในท่าพิสดารหัวกลับ ทว่าใบหน้าเขากลับสงบนิ่ง...นั่นแสดงถึงการยอมรับในสิ่งที่ตนเองต้องสูญเสียอันเนื่องมาจากการกระทำอันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต” ธเรษตรีอธิบายต่อ

               “ใช่...ยินดีที่จะรับผลตอบแทนของมัน!” เป็นเสียงเหี้ยมของโจรผมสีดอกเลา

               “แต่ลุงมีทางเลือกที่ดีกว่านี้นี่คะ...แล้วลูกของลุงจะอยู่กับใคร?” นักทำนายบอก เด็กสาวไม่สนใจว่าคมมีดจะกดลงมาอีกหรือไม่

               ลูก? ทำไมตัวประกันถึงรู้ว่าเรามีลูกแล้ว? หรือเป็นเพียงการคาดเดา?

               โจรร้ายก้มลงมองที่ใบหน้าของเด็กสาวที่เอี้ยวศีรษะกลับมามองตัวเขา แววตาสีดำราวผลึกแก้วนั่น ราวกับรู้เรื่องที่เขากำลังคิด? รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต?

               ...อดีตที่โหดร้าย

...

               ...

               ...

                “พี่ยงค์…อย่างว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ” เสียงลูกน้องคนสนิทเอ่ยกับผม - ประยงค์ หลังจากที่มันเหลียวมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง

               “ทำไมวะ?” ผมถามลูกน้อง เจ้าคนนี้ทั้งรักและเคารพผมมาก ตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่ม จนบัดนี้อายุของผมก็ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน ศีรษะก็เปลี่ยนเป็นสีดอกเลาจนเกือบขาว แต่เจ้าลูกน้องก็ยังรักเคารพไม่เปลี่ยนแปร

               “คือ...ผมเห็นเจ้านาย...เอ่อ...” ลูกน้องอ้ำอึ้ง

               “อะไรวะ? มีอะไรก็พูดมา อย่าอึกอัก บอกกี่ครั้งแล้วว่าอาชีพอย่างพวกเราจะต้องไม่มีการลังเล!” ผมดุ ซึ่งก็จริงตามที่พูด อาชีพของพวกผมนั้นหากลังเลแม้เพียงเสี้ยวอึดใจก็อาจนำพามาซึ่งความพินาศ

               เพราะ ‘มือปืน’ คืออาชีพของพวกผม!

               “เอาวะ!  คือผมเห็นว่าเจ้านายมักจะ เอ่อ...ไปไหนมาไหนกับเมีย-v’พี่บ่อย ๆ” ลูกน้องโพล่งออกมา ท่าทางมันสบายใจขึ้นมากหลังจากได้พูดสิ่งที่เก็บกด

               “เฮ้ย ๆ! ไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่สนิทกัน” ผมโบกมือแสดงความเห็นคัดค้าน

               “แล้วแต่พี่ก็แล้วกัน ผมแค่มาบอกพี่เฉย ๆ” ลูกน้องผู้หวังดีอุบอิบ พักหนึ่งจึงขอตัวลากลับ ผมเดินมานั่งที่โต๊ะทำงาน แม้ปากจะพูดว่าไม่มีอะไรแต่สมองกลับเฝ้าวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องที่ลูกน้องนำมาบอก

               แท้จริงแล้วผมเองก็ระแคะระคายอยู่เหมือนกัน แต่เมียของผมก็ไม่มีท่าทางที่ผิดปกติ เธอยังคงรักตัวผม รักลูกชายอยู่เหมือนเดิม...บางทีอาจแค่เป็นการคิดมากของชายสูงวัยที่มีเมียเด็กอายุอ่อนกว่าตั้งสิบกว่าปีก็เป็นได้

               ดังนั้นการแวะเยี่ยมเยียนของเจ้านายคงเป็นเพียงแค่การสนิทสนมระหว่างเจ้านายกับลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมาหลายปีเช่นตัวผม...แม้จะเป็นนายใหม่ซึ่งก็คือลูกชายคนเดียวของเจ้าพ่อที่ลามือจากวงการ ทว่าผมเองก็ยังภักดีต่อองค์กรไม่มีเปลี่ยน

               ที่จะเปลี่ยนไปบ้างก็คือผมไม่ได้รับงานด้านมือสังหารอีกแล้ว ตั้งแต่มีลูก ผมก็ไม่อยากฆ่าคน...อย่างน้อยก็ด้วยมือของตัวเอง ผมทำเพียงการติดต่อรับงานและกำหนดแผนให้หน่วยปฏิบัติเท่านั้น

               บางครั้งผมได้ยินบรรดาเด็ก ๆ มือปืนหน้าใหม่แอบนินทาผม เสือเฒ่าเขี้ยวหักบ้าง เสือแก่หนังเหี่ยวบ้าง...ก็ไม่เป็นไร ถือซะว่าเด็กพวกนี้มันขาดการอบรม

               ผมจัดเอกสารเตรียมตัวกลับบ้าน เก็บปืนสั้นแบบแม็กกาซีนที่ไม่เคยห่างกายนับตั้งแต่สมัยหนุ่มเข้าในกระเป๋าใหญ่ วันนี้วันเกิดเจ้าปอนด์ลูกชาย กลับเร็วสักสองชั่วโมงพร้อมรถบังคับคันใหม่ที่เตรียมไปด้วย เจ้าหนูคงดีใจพิลึกเนื่องเพราะรถของเล่นคันเดิมเก่ามากแล้ว

               ผมนึกหน้าลูกชายทำท่าดีใจแล้วอดยิ้มไม่ได้...บางทีสักปีสองปีอาจจะเลิกงานที่ทำอยู่

              

                รถยนต์จอดที่บริเวณปากซอย ถนนที่คับแคบทำให้คร้านที่จะนำรถเข้าไปจอดด้านใน การจอดหน้าปากซอยแล้วเดินเข้าไปนั้นเร็วและสะดวกกว่า

               ผมหิ้วกล่องรถบังคับคันใหญ่เพื่อเซอร์ไพรส์วันเกิดลูกชายที่กำลังจะครบแปดขวบ เจ้าหนูปอนด์คงดีใจมากที่พ่อกลับตั้งแต่หัววัน ทุกทีกว่าผมจะกลับเข้าบ้านอย่างเร็วก็สามทุ่มนู่น แน่นอนว่าเจ้าลูกชายหลับไปแล้วแทบทุกครั้ง

               ที่หน้าบ้าน ผมแปลกใจที่เห็นลูกนั่งทำการบ้านอยู่ที่ม้าหินอ่อน ผมเดินเข้าประตูพร้อม ๆ กับที่ลูกชายเงยหน้ามองผมสลับกับกล่องของขวัญอย่างดีใจ

               “สุขสันต์วันเกิดจ้ะลูกปอนด์” ผมอวยพรพร้อมหอมฟอดใหญ่เข้าที่แก้ม ลูกชายก้มมองดูของขวัญที่ผมกำลังแกะอย่างตื่นเต้น

               “ทำไมไม่ทำการบ้านข้างในล่ะ ข้างนอกอากาศร้อน” ผมถามขณะยื่นรถบังคับสีแดงคันใหญ่ให้ลูก

               “แม่ให้มาทำข้างนอกครับ” เด็กน้อยตอบพร้อมลูบคลำรถบังคับที่มีสีสันสดสวย

               “หือ? ทำไมล่ะ”

               “คุณอาภาณุมาน่ะครับ” เด็กตอบใสซื่อ คุณอาที่ว่าก็คือเสี่ยภาณุผู้เป็นนายใหม่ของแก็งค์มือปืนที่ผมสังกัดอยู่

               ผมนิ่งไปอึดใจหนึ่ง มือสั่น ๆ ล้วงไปในกระเป๋าเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือ สายตามองลูกชายที่ไม่สนใจทำการบ้านอีกแล้ว เด็กน้อยเพลิดเพลินอยู่กับรถของเล่นคันใหม่

               ของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่า?

            เพียงครู่เดียวหลังจากโทรศัพท์ ลูกน้องคนสนิทก็โผล่มาที่หน้าบ้าน แน่นอนว่ารถที่มันขับมาจอดอยู่หน้าปากซอยเหมือนผม

               “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” คนสนิทถามเมื่อเดินเข้ามาใกล้

               “ฝากปอนด์ด้วยนะ” ผมฝากฝังลูกชายไว้กับลูกน้องพร้อมยื่นบัตรเอทีเอ็มที่มีเงินเก็บมากถึงเจ็ดหลัก เงินส่วนนี้คงพอที่จะเจือจุนลูกปอนด์ให้ร่ำเรียนได้สูง ๆ

               “เอาไปฝากไว้กับพี่สาวที่ภูเก็ต ส่วนเรื่องเงินฝากดูแลด้วยแล้วกัน” ผมหมายถึงพี่สาวแท้ ๆ ที่มีศักดิ์เป็นป้าของปอนด์

               ลูกน้องพยักหน้ารับคำขณะที่เด็กน้อยเบะหน้าเหมือนจะร้องไห้

               “ไปอยู่กับป้าก่อนนะลูก เสร็จงานแล้วพ่อจะตามไป” ผมคุกเข่ากอดลูกพยายามขืนน้ำตาลูกผู้ชายไว้ไม่ให้ไหล

               “ไม่เอา ปอนด์จะอยู่กับพ่อ…” ลูกชายคราง ทว่าผมพยักหน้าให้ลูกน้องรีบพาเด็กน้อยออกไปเสีย

               ลูกชายพร้อมลูกน้องคนสนิทเดินลับมุมไปแล้ว หนูน้อยคงร่ำไห้ตลอดทางอย่างแน่นอน ถึงแม้รถบังคับของเล่นคันใหม่จะอยู่ในมือแต่ลูกคงไม่ต้องการมันหากไร้ซึ่งพ่อแม่

               ทว่า…นี่คือหนทางที่ผมเลือก

               อดีตเสือร้ายจอมมือปืนอย่างผมจะเลือกหนทางใด…ระหว่างหมอบคลานอย่างไร้ศักดิ์ศรีแต่ยังสามารถรักษาครอบครัวจอมปลอมเอาไว้ได้

               หรืออีกทาง…ใครก็ตามที่บังอาจหมิ่นเกียรติลูกผู้ชาย จงพิฆาตมันให้ย่อยยับ! หากแต่การณ์นั้นย่อมนำพาซึ่งความวิบัติ หากกระทำไปแล้วยากยิ่งที่จะรอดชีวิตจากอำนาจเครือข่ายแก็งค์มาเฟีย

               ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง!

               ประโยคนี้ ผมรู้จักดีตั้งแต่เข้าวงการ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เคยลืม…ทางที่เลือก! ผมรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องเป็นทางใด วัตถุสีดำมะเมื่อมจากกระเป๋าถูกหยิบไว้ในมือ อาวุธคู่กายที่ห่างเหินจากการใช้นานนับแรมปี

               ผมย่องกริบเข้าในบ้าน ท่ามกลางความเงียบนั้น สำเนียงชนิดหนึ่งแว่วตามสายลม แม้ฟังไม่ได้ศัพท์ ทว่าเสนาะเสียงที่ไร้ความหมายกลับเป็นเอกลักษณ์สากล ด้วยไม่ว่าชนเผ่าชาติใดหากได้ยินเสียงที่ว่าก็จักสามารถเข้าใจเหตุการณ์ได้ในทันที 

               ปืนในมือกระชับแน่นขึ้นอีก มันเยือกเย็นด้วยโลหะ ทว่าก็พร้อมที่จะระเบิดความร้อนได้เช่นกัน และนั่นก็เปรียบเหมือนเพลิงกัลป์ที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเยือกเย็นเช่นมืออาชีพอย่างตัวผม

 

               หลังจากจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย ผมรีบเผ่นออกจากบ้านทันที อาวุธคู่กายพร้อมเครื่องกระสุนอีกนิดหน่อยผนวกกับชั้นเชิงที่ยังไม่สิ้นลายคงพอให้หนีรอดจนไปกบดานที่ภูเก็ตได้

               ทว่ากลับไม่เป็นอย่างที่คิด

               แก็งค์มาเฟียนรกมีเครือข่ายโยงใยเข้ากับตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หน่วยเครื่องแบบสีกากีเฝ้าตั้งด่านรายล้อมรอบเมืองกรุง ชนิดที่ว่ามดสักตัวก็ไม่อาจเล็ดรอดหูตาไปได้ ระหว่างนั้นทั้งมือปืน ทั้งตำรวจที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับแก็งค์มาเฟียต่างทุ่มกำลังเพื่อตามหาผม…ผู้ซึ่งสังหารเจ้านายของมัน!

               จนกระทั่งวันนี้ หลังจากที่ผมกับตำรวจได้ปะทะกัน กระสุนที่หมดทำให้ผมต้องกระเสือกกระสนมาจนถึงแยกประตูน้ำแห่งนี้

               มีดในมือกับเด็กสาวตัวประกัน อีกทั้งนักข่าวกับไทยมุง...ทั้งหมดเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย

              

               “คุณลุงมอบตัวเถอะค่ะ ตำรวจดี ๆ ยังมี ลุงจะได้กลับไปหาลูกชายยังไงล่ะ” ธเรษตรีพยายามเกลี้ยกล่อม ดูเหมือนวงแขนจะเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย

               “ไม่…ไม่ได้! ออกไปล่ะก็ตายแน่!” อดีตเสือร้ายหันซ้ายขวาอย่างระวัง ทั้งหน้าต่างและประตูที่เปิดโล่งเป็นชัยภูมิที่แย่ที่สุด

               ดีไม่ดี...บนดาดฟ้าอาจมีไรเฟิลติดกล้องเล็งจับจ้องอยู่!

               “เร็วค่ะลุง! ออกไปข้างนอกเสียจะดีกว่าค่ะ อยู่ในนี้อันตราย!” นักพยากรณ์ร้องออกมา จิตสังหรณ์รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังแผ่พุ่งมายังห้องเช่าร้านทำนายนี้

               “ไม่ได้! ออกไปไม่ได้!” โจรผมสีดอกเลาลังเล อย่างน้อยหากมีตัวประกันอยู่ในมือตำรวจคงไม่กล้าผลีผลามทำอะไร

               ธเรษตรีผู้มีชะตากรรมแห่งการตัดสินรู้สึกอึดอัดมากขึ้นจากจิตสังหรณ์อันเกิดจากอำนาจหยั่งรู้ที่เรียกว่า ‘อภิญญา’ เธอรู้ดีว่ามัจจุราชกำลังเข้าใกล้ทุกขณะ หากไม่รีบหนีออกจากที่ตรงนี้?

               [ ฆ่ามัน! ฆ่าไปทั้งตัวประกันนั่นแหละ! ] เสียงหนึ่งดังแทรกในสมอง

               นักพยากรณ์หันซ้ายเหลียวขวา เมื่อมองไม่เห็นคนพูด เด็กสาวจึงรีบหลับตารวมสมาธิทันที

               จินตภาพที่ปรากฏในมโนคติคือดาดฟ้าที่ใดที่หนึ่ง ที่สามารถมองลงมาเห็นร้านทำนายที่เธอถูกจับเป็นตัวประกันพอดิบพอดี แม้จะไกลแต่ด้วยกำลังขยายของเลนส์ซูมทำให้เหลือระยะเพียงไม่เท่าไร

               และกล้องขยายที่ว่าถูกติดตั้งอยู่บนไรเฟิลกระบอกเขื่อง ที่สำคัญมันอยู่ในมือของผู้ชายไว้หนวดเคราที่ดูไปแล้วน่าจะเป็นโจรมากกว่าตำรวจ

               “ลุง! เชื่อหนูเถอะ! ออกไปมอบตัว…ไม่งั้นลุงกับหนูอาจจะตายทั้งคู่!?” ธเรษตรีร้องเสียงหลง เด็กสาวสัมผัสภาพในมโนคติ ชายผู้ประจำปืนสไนเปอร์จ่อนัยน์ตาแนบเข้ากับกล้องเล็ง

               ประยงค์ - โจรผมสีดอกเลายังไม่ตัดสินใจ เขาสอดส่ายสายตาระแวดระวัง ขณะที่ด้านนอกตำรวจฝ่ายเจรจากำลังตะโกนโหวกเหวกผ่านเครื่องโทรโข่ง

               [ เตรียมตัว…หนึ่ง ] เสียงในมโนคติดังพร้อมภาพนิ้วชี้ของมือปืนบนยอกตึกแตะเตรียมพร้อมที่โกร่งไก

               ธเรษตรีพยายามดิ้นจากวงแขน

               [ สอง ]

               นักทำนายตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างดันสวนขึ้นที่ด้านล่างของวงแขนที่รัดรอบคอ

               [ สาม! ]

               นับสามเป็นเสี้ยววินาทีเดียวกันกับที่ธเรษตรีทิ้งตัวหล่นลอดวงแขน ก้นของเธอกระแทกกับพื้นอย่างจัง แต่กระนั้นเด็กสาวไม่มีเวลาที่จะมานึกเรื่องเจ็บ

               เธอรีบหันไปดูคนร้ายที่อยู่ด้านหลัง

               เลือดกระฉูดจากปากแผล! อนิจจา...กระสุนไรเฟิลจับวางเข้าที่หน้าผาก ร่างของเสือเฒ่ากระเด็นไปตามแรงปะทะก่อนที่จะหล่นลงกับพื้นราวหุ่นกระบอกที่ไร้คนเชิด

               …นี่หรือคือสิ่งที่อดีตโจรได้เลือกแล้ว?

               หนทางล้วนแล้วแต่อับจนและสิ้นหวัง

               นับจากนี้ ลูกน้อยก็จะต้องเฝ้ารอผู้เป็นพ่อและแม่ตลอดไป…จนกว่าเด็กน้อยจะเติบใหญ่จนสามารถเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น

               ธเรษตรียืนนิ่งดูร่างของอดีตมือปืนอย่างไร้ความรู้สึก นี่คือผลตอบแทนจากสิ่งที่เขาได้เลือก แม้จะพยายามเตือนแล้ว หากแต่ทางเดินของใคร ผู้นั้นจักต้องเลือกเอง

               แล้วตัวเธอล่ะ...จากนี้จะเลือกหนทางใด?

               “อีกไม่นาน...เจ้าต้องให้คำตอบของการตัดสินชะตากรรม” แว่วเสียงทางด้านหลัง แม้ไม่หันไปแต่เด็กสาวก็รู้ว่าเป็นเสียงของชายชราชุดขาวดำคู่นั้น

               “ทางที่ต้องเลือกเหมือนเมื่อครั้งอดีต...ในครั้งนั้นเจ้าคือโนอาห์” เสียงเรียบกล่าวต่อ ธเรษตรียืนนิ่งฟัง เธอไม่ได้หันกลับไปมองหน้าคนพูด

               “ในกาลอดีต โนอาห์ได้เลือกชำระล้างความชั่วร้ายที่ก่อเกิดจากใจมนุษย์ ผลก็คือสายน้ำจากสวรรค์หลั่งไหลท่วมทำลายสิ่งชั่วช้าจนหมดสิ้น”

               “ทว่าเชื้อชั่วกลับคงอยู่!...ความมืดค่อย ๆ ทวีกล้าแข็งในจิตใจมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ...ในที่สุดก็ถึงจุดที่เรียกว่ากลียุค”

               “ครานี้พระเจ้าตัดสินใจที่จะส่งเปลวอัคคีแห่งสววรค์! บางทีความร้อนจากพระเพลิงอาจเผาทำลายความชั่วช้าจนหมดสิ้นก็เป็นได้”

               “ด้วยเหตุนี้ ธเรษตรี เจ้าจึงต้องถือกำเนิดอีกครั้งในนามผู้ตัดสินชะตา”

               “แน่นอนว่าเจ้าจะได้รับสิ่งตอบแทน...นั่นคือชีวิตของเจ้าที่กำลังจะสูญสิ้นจากการเสื่อมฤทธิ์ของมนตร์คืนวิญญาณ”

               “รวมถึงชีวิตของบุพการีที่เจ้ารัก...ชีวิตของผู้ที่เจ้าเห็นว่าสมควรรอด”

               “ทั้งหมดจะยังคงมีชีวิตหลังวันแห่งการทำลายล้าง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับสิ่งที่เจ้าเลือก”

“หนทางเดินของใคร คนผู้นั้นย่อมต้องเลือกเอง”

               หลังจากที่นิ่งฟังอยู่นาน ธเรษตรีจึงถามออกไปทั้ง ๆ ที่หันหลังให้

               “แล้วถ้าหากเลือกทางที่ทุกคนในโลกจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ล่ะ? ตัวฉันกับพ่อแม่จะเป็นยังไง?”

               เงียบไปชั่วขณะก่อนเสียงของชายชราจะกล่าวตอบ

               “สายน้ำไม่มีวันไหลย้อนกลับฉันใด ผู้ล่วงลับย่อมไม่หวนคืนฉันนั้น...เจ้าจงเข้าใจเถิด มนตราแห่งการคืนวิญญาณเหลืออำนาจอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น...ถึงตอนนั้นเจ้าเองจะรับรู้ได้จากความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย”

               อีกเพียงไม่กี่วัน? ฤๅจะเป็นเวลาที่ดาวเคราะห์คาทาสเข้าปะทะกับโลก!?

               “เส้นตายล่ะ?” นักพยากรณ์ถาม

               “อีกห้าวัน ราว ๆ สองสามชั่วโมงก่อนที่โลกจะถูกพระเพลิงแผดเผา หากเลยเวลานั้นไปแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหยุดดาบแห่งอัคคีได้”

               “จงเลือกเอาเถิด แล้วเมื่อถึงเวลาพวกเราจะมา...” ประโยคสุดท้ายก่อนจะเงียบไป ธเรษตรีหันกลับไปดูก็หาพบมีใครอยู่ข้างหลังไม่

               หนทางที่ต้องตัดสิน บางทีเธอเองก็อาจมีชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากมือปืนผมสีดอกเลา  

ชะตากรรมของไพ่คนถูกแขวน...The Hanged man!  

               เส้นทางที่ต้องเลือก...หากต้องการได้อะไรสักอย่างก็จักต้องสูญเสียอีกสิ่งเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ดังเช่นประโยคที่ว่า ‘ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง’

 แล้วสิ่งที่เธอควรเสียสละเล่า สิ่งนั้นควรจะเป็นอะไร?

...ระหว่างชีวิตของตัวเองและบุพการีที่เธอรักมากที่สุด

               หรือสละชีวิตที่เต็มไปด้วยจิตหยาบช้าของหมู่มวลมนุษย์!?

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น