อัปเดตล่าสุด 2020-10-08 09:12:13

ตอนที่ 23 บทแห่งดวงดาว (The Star) : บทจบ

บทแห่งดวงดาว (The Star) : บทจบ

           

กรุงเทพฯ ประเทศไทย...

ธเรษตรีพบว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในสถานที่แปลกประหลาด บรรยากาศรอบกายถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวนวลหากแต่ใสกระจ่างจนสามารถมองทะลุผ่านได้โดยง่าย เด็กสาวมองไปทางด้านหน้าก็เห็นชายชราสองคนในชุดขาวและดำยืนรออยู่ สองผู้สูงวัยนั้นเธอเคยพบมาแล้วในความฝันก่อนหน้า

“ชะตากรรมมาถึงแล้ว โชคชะตาแห่งการพิพากษาเผ่าพันธุ์มนุษย์” เสียงเรียบจากชายชุดดำ

“ชะตา? ชะตาอะไรกัน?” ธเรษตรีถาม

“อีกเพียงไม่กี่วัน…เด็กน้อย อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะพึงรู้” นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้งงหนักขึ้นไปอีก

“ชะตากรรมได้ถูกลิขิตไว้แล้ว เหลือเพียงให้เจ้าเป็นผู้เลือกทางกำหนด…ดังเช่นเมื่อครั้งกาลก่อน ในยามที่เจ้าใช้นามว่าโนอาห์” ชุดขาวอธิบายเพิ่มแต่หาได้ไขข้อปัญหาแก่คนฟังไม่ กลับยิ่งเพิ่มคำถามข้อใหม่มากขึ้นไปอีก

โนอาห์?...หมายถึงโนอาห์ในนิยายปรัมปรา โนอาห์ผู้ต่อเรือยักษ์จนรอดพ้นจากน้ำท่วมโลกงั้นหรือ?

“ทำไมถึงบอกว่าหนู…เอ่อ…เคยเป็นคนที่ชื่อโนอาห์?” ธเรษตรียิงคำถาม

“ไม่มีประโยชน์ที่จะตอบในตอนนี้ อีกไม่กี่วัน...เมื่อถึงวันแห่งการตัดสิน ความทรงจำจักสมบูรณ์… เพียงแต่วันนี้เราจะมาบอกให้รับรู้เงื่อนไข สิทธิพิเศษที่พึงได้รับ” เป็นประโยคที่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนของบุรุษชราชุดดำ

“เงื่อนไข? สิทธิพิเศษ?” เด็กสาวทวนคำ

“ใช่…เหมือนเมื่อครั้งกาลเก่า ยามที่เจ้าใช้ชื่อว่าโนอาห์ หลังจากตัดสินชะตากรรมแล้ว เจ้าได้สิทธิรอดพ้นจากหายนะน้ำท่วม เจ้าสามารถต่อเรืออพยพครอบครัวและสรรพสัตว์ให้พ้นภัย…ครั้งนี้ก็เช่นกัน”

“แล้วครั้งนี้ จะให้ต่อเรืออีกรึไง?” ธเรษตรีถามจริงจัง เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะประชดประชันแต่อย่างใด

คราวนี้ชายชุดดำนิ่งไป เขาหันไปมองชุดขาวเหมือนจะบอกให้อีกฝ่ายเป็นคนพูดบ้าง

“ก่อนอื่นลองดูที่แขนของเจ้า” ชุดขาวนวลบอก น้ำเสียงเจือด้วยความเศร้า

แม้ไม่รู้เหตุผลแต่นักพยากรณ์ก็ก้มลงดูที่แขนตามคำบอก

“เหวอ!” ธเรษตรีร้องเสียงดัง ที่แขนของเธอ...บัดนี้ผิวอันเป็นหนังกำพร้าบังเกิดรอยปริแยกแตกแขนงคล้ายกับผนังปูนที่ร้าว! โดยเฉพาะที่ด้านใต้ของผิวที่แตกออกไปแล้วนั้น...

บัดนี้ปรากฏฝุ่นสีดำที่กำลังพวยพุ่งออกจากภายใน!?

“เกิดอะไรขึ้นกับหนู!?”  เด็กสาวตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก เธอเริ่มรู้สึกเจ็บตรงผิวที่เกิดการแตกกะเทาะ

“อุบัติเหตุอันน่าพรั่นพรึง…เหตุการณ์ร้ายอันเกิดจากความละโมบของคนเพียงไม่กี่คนได้พรากชีวิตของผู้ตัดสินชะตากรรมของโลก นับเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่ง”

“ด้วยเหตุดังกล่าวจำทำให้เราทั้งสองต้องฝืนกฎธรรมชาติ...ด้วยการคืนวิญญาณให้แก่เจ้าเพื่อรอเวลาแห่งการตัดสิน และบัดนี้อำนาจคืนวิญญาณกำลังจะหมดฤทธาด้วยเพราะวันแห่งการพิพากษากำลังคืบเข้าใกล้”

ร่างชราหยุดเว้นจังหวะนิดหนึ่ง

“ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราต้องมาบอกกล่าวถึงสิทธิพิเศษที่จะตอบแทนเหมือนเมื่อครั้งในครั้งกาลก่อน”

“หมายความว่ายังไง?” ธเรษตรียังสับสน เธอฉงนใจที่จู่ ๆ มีคนบอกว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว แต่กลับคืนชีวิตขึ้นมาใหม่เนื่องเพราะมีชะตากรรมแห่งการพิพากษา

“หมายความว่า หากเจ้าตัดสินพิพากษาด้วยการ ‘ชำระล้าง’ ดังเช่นเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่…เจ้าจักมีชีวิตยืนยาวต่อเนื่องมิแตกสลาย นอกจากนี้ด้วยฤทธานุภาพแห่งเราจะช่วยบันดาลให้ชีวิตบุพการีที่เจ้ารัก...”

“...ให้กลับคืนชีพขึ้นอีกคำรบหนึ่ง! นั่นเป็นการขอโทษจากเราที่ไม่อาจดูแลตัวเจ้าให้มีชีวิตปลอดภัยก่อนจะถึงห้วงเวลาสำคัญ”

ร่างกายของธเรษตรีถึงกับสั่นเทา เด็กสาวไม่สามารถคิดคำนึงถึงเรื่องอื่นได้อีกแล้ว เธอลืมกระทั่งรอยแผลปริแตกที่แขน

พ่อกับแม่สามารถฟื้นคืนชีพได้?

...

...

...

เหนือน่านฟ้าขั้วโลกเหนือในเวลาเดียวกัน บนเครื่องโบอิ้งสายการบิน กรุงเทพฯ – นิวยอร์ค

วรางคณาจับพนักที่นั่งไว้แน่น ในขณะที่มืออีกข้างครอบหน้ากากออกซิเจนเข้ากับจมูก สภาพในเครื่องเอะอะวุ่นวายด้วยสถานการณ์ร้ายแรงที่เกิดอย่างปัจจุบันทันด่วน เคราะห์ดีที่หญิงสาวใส่เข็มขัดนิรภัยไว้ตลอดจึงไม่ได้รับอันตราย ต่างกับผู้โดยสารที่ไม่ได้ใส่เข็มขัด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง บ้างก็หัวแตกเลือดอาบร้องโอดโอย หลายคนนอนแน่นิ่ง มิ้นท์ไม่แน่ใจว่าเขาเหล่านั้นจะเสียชีวิตแล้วหรือยัง

               “โอย…Help me…” เสียงครางจากฝรั่งที่นอนอยู่กับพื้น

               “Please help… my neck…hurt” วรางคณาสะดุ้งวาบด้วยได้ยินประโยคที่คนเจ็บครวญคราง สำเนียงกระท่อนกระแท่นนั้นแปลได้ว่า ‘ได้โปรดช่วยฉันเถิด ฉันเจ็บที่คอ’ หรือเขาจะคอหัก!? ทว่าเวลานี้ไม่มีใครสนใจด้วยเพราะตอนนี้ต่างคนต่างวุ่นวายอยู่กับความปลอดภัยของตัวเอง

               “Please...” เสียงร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง และนั่นทำให้หญิงสาวตัดสินใจปลดล็อกเข็มขัดแล้วลุกขึ้นยืน

               “เอิ๊บ!” วรางคณาอุทาน จังหวะที่หญิงสาวยืนขึ้นเต็มกาย เครื่องบินก็เกิดอาการส่ายหมุนไปมาพอดี

               [ ขับดี ๆ สิยะ อีตากัปตันบ้า! ] มิ้นท์ตวาดในใจ แต่เมื่อนึกถึงหน้าเอ๋อ ๆ ของกัปตันหนุ่มก็ยังรู้สึกอดขำไม่ได้ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์อันตราย

               “เป็นไงบ้างคะ?” หญิงสาวถามเป็นภาษาอังกฤษเมื่อสามารถประคองตัวไปจนถึงที่เกิดเหตุ

               “ปวดคอจนยกไม่ขึ้น สงสัยคอจะหัก” ฝรั่งบอกอาการพลางใช้มือประคองที่หลังต้นคอ ไม่แน่ว่าหากเกิดการกระเทือนแรง ๆ อีกครั้ง บางทีอาจทำให้สิ่งที่เขาประคองไว้…หัก!

               ต้องดาม! นั่นคือความคิดแรกของวรางคณา

               ไวเท่าความคิด มิ้นท์มองไปรอบ ๆ เพื่อหาตัวช่วยและเธอก็เห็นแอร์โฮสเตสคนหนึ่งกำลังยืนใช้ผ้าแห้งกดเลือดจากแผลที่ศีรษะของเด็กวัยรุ่น ปากก็ตะโกนบอกให้ผู้โดยสารนั่งประจำที่และรัดเข็มขัดนิรภัย

               “ช่วยมาทางนี้หน่อยค่ะ” มิ้นท์ตะโกนขอความช่วยเหลือ

               แอร์โฮสเตสสาวรีบเดินมาอย่างยากลำบากนั่นเพราะเครื่องบินยังคงส่ายหมุนเป็นช่วง ๆ

               “มีอะไรคะ?” เธอถามพร้อมมองคนป่วยอย่างพินิจพิเคราะห์

               “สงสัยคอหักค่ะ ต้องหาอะไรมาดามไว้ก่อน?” มิ้นท์บอกเร็วบรื๋อ

               “รอเดี๋ยวนะคะ” คราวนี้แอร์โฮสเตสวิ่งไปอีกทาง ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับแผ่นกระดานแข็งขนาดใหญ่เท่าตัวคน

               “ใช้กระดาน CPR ล่ะกัน” แอร์ฯบอก เธอหมายถึงกระดานพลาสติกที่ใช้สำหรับรองรับการปั๊มหัวใจกู้ชีวิต (CPR) ในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

               จากนั้นทั้งสองจึงช่วยกันมัดผู้ป่วยไว้กับกระดานอย่างแข็งแรง เชือกที่ใช้มัดก็แกะมาจากเข็มขัดนิรภัยของเก้าอี้ที่ว่างอยู่

               ขณะที่หญิงสาวทั้งสองปาดเหงื่อที่หน้าผาก เสียงลำโพงก็ดังขึ้น

               “ท่านผู้โดยสารครับ ผมกัปตันภูวดล ผมมีเรื่องอยากจะแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้เครื่องเรามีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่ใช้การไม่ได้”

               สิ้นเสียงคือความเงียบ ไม่มีผู้โดยสารคนใดพูดขัดจังหวะ ดูเหมือนทุกคนจะรู้ว่าหลังจากประโยคเมื่อครู่แล้วจะต้องมีประโยคต่อมา...และเป็นประโยคที่สำคัญยิ่งกว่าประโยคแรก

               “ผมจำเป็นที่จะต้องลงจอดฉุกเฉินที่ผิวน้ำด้านล่าง ท่านผู้โดยสารกรุณารัดเข็มขัด อีกราวสองนาทีผมจะเริ่มทำการร่อนลงครับ” คราวนี้ผู้โดยสารบางคนถึงกับร้องไห้ออกมา บางคนนั่งอึ้ง ขณะที่บางส่วนเป็นลมไปดื้อ ๆ

               “ขอคุณพระคุ้มครองทุกท่าน” สำเนียงสุดท้ายของกัปตันภูวดลก่อนที่ลำโพงจะถูกตัดไป

               วรางคณากับแอร์โฮสเตสช่วยกันมัดกระดาน CPR เข้ากับขาเก้าอี้ซ้ายขวาอย่างแน่นหนาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับแรงกระแทกมากไปกว่านี้

               “ขอบคุณมากนะ” คนไข้คอหักเอ่ย นัยน์ตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำ

               “ไม่เป็นไรค่ะ” สองสาวตอบแทบจะพร้อมกัน แอร์โฮสเตสขอตัวไปดูแลผู้โดยสารคนอื่นต่อ ส่วนมิ้นท์เองก็รีบตะเกียกตะกายกลับมายังที่นั่งแล้วรัดเข็มขัดจนแน่น

               “Prepare to land” เสียงกัปตันจากลำโพง

               [ อีตาบ้า Land แปลว่าแผ่นดินย่ะ ข้างล่างน่ะมีแต่น้ำ ] แม้ยามหน้าสิ่วหน้าขวานหญิงสาวก็ยังอดที่จะนึกตลกร้ายไม่ได้

               ครืนนนนนน!

               เสียงเครื่องบินดิ่งลงอย่างรวดเร็ว มันเร็วเกินกว่าการลดเพดานบินตามปกติ และนั่นแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการควบคุมเครื่องยนต์ที่เสียหาย วรางคณาคาดเข็มขัดมั่นก่อนที่จะคู้ตัวลงจนศีรษะเกือบชิดต้นขา มือทั้งสองประสานเข้าที่ท้ายทอยเพื่อเตรียมรับแรงกระแทก สายตาเหลือบซ้ายขวาระวังไปรอบ ๆ

               มีผู้โดยสารเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถทำได้อย่างเธอ เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่บาดเจ็บจากการปะทะในครั้งแรก บ้างสลบไสล บ้างแขนขาหักผิดรูป โดยคนที่สามารถทำท่าแบบเธอได้นั้นเป็นพวกที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

               เพดานบินหล่นฮวบลงอีก แอร์โฮสเตสที่กำลังพยายามพยุงผู้โดยสารขึ้นประจำที่นั่งถึงกับเซกลิ้งไปอีกทาง วรางคณาร้องบอกให้เธอรีบนั่งที่เก้าอี้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ทว่าดูเหมือนแอร์ฯสาวจะไม่ได้ยิน

ระดับการบินลดลงอย่างรวดเร็ว นอกหน้าต่างที่เมื่อครู่เห็นผืนน้ำอยู่ลิบ ๆ

               บัดนี้มันกระชั้นใกล้เข้ามามาก! อีกไม่กี่วินาทีท้องของเครื่องบินก็จะปะทะกับผืนน้ำ!

               วรางคณาภาวนาถึงพ่อแก้วแม่แก้ว แม้ตาจะหลับแต่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นกลับตื่นตัวเต็มที่ เธอได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้โดยสารที่รับรู้ว่าวินาทีต่อไปจะเกิดอะไร ทว่าหญิงสาวยังสามารถควบคุมสติไม่ให้ตื่นตระหนก...ถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงการเชื่อใจกัปตันภูวดล เขาเป็นคนเดียวที่จะส่องประกายแห่งความหวัง ประกายแห่งการมีชีวิตให้แก่ผู้โดยสารทุกคนบนเครื่องโบอิ้งนี้

               มิ้นท์เกร็งหน้าท้องด้วยความกลัวผสานตื่นเต้น อีกอึดใจก็จะถึงวินาทีที่เครื่องบินจะกระแทกกับผืนน้ำ

 

               ภูวดลเกร็งข้อมือเพื่อบังคับเครื่องที่เสียศูนย์ราวกับนกปีกหัก ทว่าในห้วงอันตรายนี้ เขายังไม่สิ้นความหวังเสียทีเดียว กัปตันหนุ่มเชื่อว่าโชคชะตายังไม่เลวร้ายนัก นั่นเพราะในครั้งแรก หากดาวตกปะทะตรง ๆ กับตัวเครื่องแล้วล่ะก็…วินาทีนั้น ทุกอย่างคงจบสิ้นอย่างแน่นอน หากแต่โชคชะตากลับไม่เกิดสิ่งเลวร้ายเช่นที่ว่า แถมยังพอมีเครื่องยนต์ที่สามารถบังคับได้อีกต่างหาก  

ราวกับว่าพวกเขายังคงมีดวง...ในความมืดอันธกาลก็ยังมีแสงสว่างจากดวงดาวแห่งความหวัง

เพดานบินลดฮวบอย่างรวดเร็ว เครื่องบินให้พุ่งลงในองศาเกือบจะเป็นแนวดิ่ง สถานการณ์ที่ร้ายกาจทำเอาผู้ช่วยถึงกับสติแตก ร้องโหวกเหวกไม่เป็นภาษา

               ทว่า...ภูวดล นิยมรักษ์ ไม่อาจได้ยินเสียงร้องโวยวายนั้น หูของเขากำลังอื้อด้วยระดับความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนร่างกายปรับสภาพตามไม่ทัน แต่กระนั้นเขาก็ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะกังวลเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ กัปตันหนุ่มพยายามเชิดหัวเครื่องบินให้มากที่สุด อีกทั้งพยายามบินร่อนโค้ง ๆ เพื่อเพิ่มระยะทางก่อนการสัมผัสพื้นผิวน้ำ

               ได้ผล! หัวเครื่องที่ทีแรกปักลงในแนวดิ่งเกือบสี่สิบห้าองศา บัดนี้ด้วยความพยายาม เครื่องบินจึงค่อย ๆเชิดหัวขึ้นได้บ้าง จากสี่สิบห้าองศาเป็นสี่สิบ สามสิบห้า และค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

               “กรอดดดดดด!” ภูวดลขบกรามลั่น ถึงแม้จะสามารถปรับองศาการลงจอดให้ดีขึ้นได้บ้าง แต่บัดนี้เบื้องหน้าของนกเหล็กโบอิ้ง

               คือพื้นสีน้ำเงินเข้ม!

               ไม่ทัน!? หัวเครื่องยังอยู่ในแนวดิ่งมากเกินไป!

               หากลงไปในองศานี้…พื้นน้ำก็เปรียบเสมือนแผ่นเหล็ก!

               ในวินาทีแห่งความสิ้นหวัง ภูวดลหวนคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ผันผ่านในชีวิต ตั้งแต่เด็กจวบจนเติบโตมีงานทำ มารดาที่แก่ชรา...ป่านนี้ท่านจะกินข้าวแล้วหรือยังนะ...โบว์ หญิงสาวผู้เป็นที่รัก ตอนนี้เธอคงกำลังมีความสุขในชีวิตแต่งงาน จากนั้นสมองของภูวดลกลับไพล่ไปคิดถึงหน้าหวาน ๆ ของหญิงสาวที่เจอในสนามบิน…อยากรู้จักเธอจริง ๆ

               “พี่!  ดูข้างหน้า!” เสียงผู้ช่วยตะโกนลั่น ภูวดลมองตามมือไม้ที่ชี้เปะปะ

               ดาวตกดวงหนึ่งขนาดสักรถสิบล้อพุ่งลงในแนวดิ่ง มันตัดหน้าเครื่องโบอิ้งในระยะไม่กี่สิบเมตร

               ตูม! บรึม!

เสียงปะทะของดาวตกกับผิวน้ำดังสนั่น มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับวินาทีที่เครื่องโบอิ้งบินอยู่เหนือต่อจุดปะทะ

               แรงระเบิดมหาศาลก่อเกิดแรงอัดอากาศอย่างฉับพลัน เครื่องบินที่กำลังพุ่งลงในแนวเกือบสามสิบองศานั้นถูกเชิดหัวขึ้นในแนวนอนทันที!

               “พระเจ้าช่วยแล้ว!” ภูวดลร้องลั่น อย่างไม่รอช้าเขารีบเร่งเครื่องยนต์ที่มีอยู่ทั้งหมด นั่นเพราะแม้ตัวเครื่องจะอยู่ในแนวเกือบขนานกับพื้นล่างแล้ว แต่หล่นกระแทกลงตรง ๆ ล่ะก็ รับรองว่าตายหมดทั้งลำแน่

               ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งเครื่องเพื่อไถลไปกับพื้นผิวน้ำให้ไกลมากที่สุดเพื่อลดแรงปะทะ

และบัดนี้ผิวน้ำอยู่ห่างจากท้องของเครื่องบินอีกเพียงแค่ไม่ถึงสิบเมตร!

               โครม!

               เสียงปะทะกัมปนาทเมื่อโลหะส่วนล่างสุดของโบอิ้งสัมผัสกับผิวน้ำที่แข็งปานเหล็กกล้า เครื่องทั้งลำกระดอนขึ้นอย่างแรงในลักษณะสูญเสียการควบคุม

               ภูวดล นิยมรักษ์กำมือแน่นเข้ากับคันบังคับ หน้าท้องเขม็งเกร็งเพื่อที่จะทรงตัวในท่านั่งให้ได้มั่นคงมากที่สุด

               นกเหล็กที่จะนำผู้โดยสารสู่ทวีปอเมริกากระดอนกลับขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของโค้งโปรเจ็คไตล์ก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงอีกครั้งยังผิวน้ำ กัปตันหนุ่มรู้อยู่แก่ใจว่าการกระแทกและกระดอนของตัวเครื่องคงจะไม่ได้มีแค่เพียงครั้งสองครั้งเป็นแน่

               ภูวดลได้แต่ภาวนาให้ผู้โดยสารด้านหลังสามารถมีชีวิตรอด

               กัปตันหนุ่มเกร็งข้อมือและหน้าท้องอีกครั้งเมื่อรับรู้ว่าเครื่องโบอิ้งกำลังจะกระแทกผิวน้ำเป็นคำรบที่สอง

              

               วรางคณาคู้ตัวราวกับกุ้ง สองมือประสานบริเวณท้ายทอยเพื่อป้องกันสมองอันเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต แม้วินาทีระทึกขวัญกำลังมาเยือนแต่กระนั้นหญิงสาวก็อดเป็นห่วงผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่ล้มระเนระนาดหาที่ยึดเกาะไม่ได้

               หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาโดยตั้งใจที่จะดูสถานการณ์ ทว่าระดับการบินของเครื่องกลับดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วจนเธอถึงกับเสียววาบที่ท้องน้อย

               “อีตาบ้า! ขับดี ๆ หน่อย” มิ้นท์โวยออกมาดังลั่นทั้งที่รู้แก่ใจว่านักบินกำลังพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ทว่าความกลัวกำลังเกาะกินเข้าที่ขั้วหัวใจจากการดิ่งลงอย่างรวดเร็วนี้

               มันราวกับ…ราวกับเครื่องบินกำลังจะตก!

               เสียงกรีดร้องจากบรรดาผู้โดยสาร ระดับความสูงลดลงอย่างรวดเร็วแม้จะผ่อนเบาลงบ้างแต่ระดับการบินยังคงลดลงอย่างฮวบฮาบอยู่ดี

               “พ่อแก้ว แม่แก้วช่วยลูกที” วรางคณาหลับตาอธิษฐาน ทว่าแม้จะภาวนาเช่นนั้นแต่ในใจของเธอกลับรับรู้ได้ว่าผู้ที่สามารถพึ่งพาได้ในสถานการณ์ยามนี้

               คือคนที่กุมบังเหียนคันบังคับของเครื่องโบอิ้งเท่านั้น…ภูวดล กัปตันจอมซุ่มซ่าม!

               ตูม!

               เสียงระเบิดสนั่นที่พื้นผิวน้ำเบื้องล่าง ทีแรกมิ้นท์นึกว่านกเหล็กที่เธอนั่งเกิดระเบิดเข้าเสียแล้ว แต่เมื่อเครื่องกระดอนขึ้นจากแรงอัด หญิงสาวจึงรู้ว่าการระเบิดนั้นเกิดขึ้นทางทิศเบื้องล่าง หาใช่จากตัวเครื่องโบอิ้งที่โดยสารอยู่

               วินาทีถัดจากแรงระเบิดทางด้านทิศล่าง สาวมิ้นท์รู้สึกได้ถึงแรงอัดมหาศาลที่ทำให้เครื่องบินขนาดยักษ์ที่กำลังนั่งอยู่เบนวิถีจากทิศพุ่งดิ่งลงกลับกลายเป็นเชิดหัวขึ้น

               บัดนี้นกเหล็กอยูในแนวเกือบจะขนานกับผิวน้ำ…ฤๅชะตาจะยังไม่ถึงฆาต?

               หายใจทั่วท้องแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของวินาทีเท่านั้น วรางคณารู้สึกได้ถึงความเร็วที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างฉับพลันในอัตราเร่งสูงสุดเท่าที่เครื่องยนต์จะสามารถทำได้ และด้วยความเร่งขนาดนี้จึงทำให้บรรดาผู้โดยสารที่ยังไม่สามารถยึดเกาะและรัดเข็มขัดกลิ้งไปในทิศทางด้านท้ายของตัวเครื่องนับสิบคน

               หญิงสาวคู้ตัวอีกครั้ง เธอเหลือบมองผ่านกระจกหน้าต่างข้างกายก็เห็นผิวน้ำสีน้ำเงินเข้ม…ผิวน้ำที่ทั้งเย็นเฉียบและเงียบงัน วรางคณาวาบในหัวใจ อัตราเร่งขนาดนี้อีตากัปตันคงคิดที่จะไถลไปกับพื้นน้ำเพื่อลดแรงปะทะ

แต่มันจะได้ผลรึ?

ในหัวใจของหญิงสาวราวกับหมดสิ้นแล้วซึ่งหนทางรอดชีวิต ราวกับเธออยู่ท่ามกลางคืนฟ้าดับไร้ซึ่งแสงแห่งจันทรา ทว่าในราตรีอันเงียบงันกลับมีประกายแห่งดวงดาวเพียงหนึ่งเดียว ดาวที่เป็นความหวังของการอยู่รอด…ดาราดวงนั้นคือกัปตัน นายภูวดล นิยมรักษ์ จอมซุ่มซ่ามคนนั้น!

               โครม! เสียงกระแทกอย่างจังระหว่างนกเหล็กลำยักษ์กับผิวน้ำของขั้วโลกเหนือ แรงปะทะส่งให้เครื่องบินทั้งลำกระดอนขึ้นไปด้านบนอีกครั้งก่อนที่จะร่วงหล่นลงบนผิวน้ำอีกเป็นคำรบที่สอง…สาม…และอีกหลายครากว่ามันจะหยุดนิ่งสนิท

               ...

               ...

               มิ้นท์ – วรางคณาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวปวดร้าวไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย อีกทั้งรู้สึกชาหนึบบริเวณหน้าผาก เมื่อนำฝ่ามือไปสำรวจก็ปรากฏมีเลือดซึม ๆ ไหลย้อยอยู่ บางทีศีรษะอาจกระแทกเข้ากับสิ่งของในเครื่องบินที่กระเด็นกระดอนตามแรงปะทะของการลงจอดฉุกเฉิน

               ทว่านาทีนี้วรางคณาไม่มีเวลาสำรวจตัวเองอีกต่อไป

               นั่นเพราะสภาพภายในเครื่องโบอิ้ง…คือนรก!

               ผู้โดยสารที่เมื่อครู่ยังร้องเอะอะด้วยความตื่นตระหนก บัดนี้ล้วนอยู่ในสภาพแน่นิ่ง! เหลือเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังสามารถแสดงสัญญาณถึงความมีชีวิตให้รู้ได้

               นั่นคือเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด!

               วรางคณารีบปลดเข็มขัดนิรภัยออก หญิงสาวพยายามลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก จมูกได้กลิ่นควันไฟที่ลุกไหม้

               มิ้นท์พยุงตัวออกมาที่ทางเดิน ผู้โดยสารร่วมชะตากรรมส่วนใหญ่นอนกองกลิ้งแน่นิ่งกับพื้น ไม่ก็ระเกะระกะอยู่บนพนักเก้าอี้ บางคนยังร้องครางขอความช่วยเหลือ ขณะที่บางรายคอหมุนกลับไปด้านหลัง!

               วรางคณาเหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นฝรั่งที่คอหักยังนอนทำตาปริบ ๆ อยู่บนไม้กระดานสำหรับนวดหัวใจและนั่นแสดงว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ มิ้นท์มองไปรอบ ๆ เพื่อที่จะหาตัวช่วย หญิงสาวพยายามมองหาแอร์โฮสเตสคนเมื่อครู่ที่ช่วยเธอดามผู้ป่วยเข้ากับไม้กระดาน ซึ่งในที่สุดมิ้นท์ก็เจอแอร์ฯสาวคนนั้น

               แอร์โอสเตสนอนศีรษะทิ่มอยู่กับพื้น ตาสองข้างเหลือกขาวโพลน เลือดสด ๆ ไหลย้อยจากมุมปาก

               “ชะ…ชะ…ช่วยด้วย! กรี๊ดดดดดดดดดด!” หญิงสาวปากคอสั่นก่อนจะกรีดร้องเสียงดัง เธอกำลังจะเสียสติจากภาพอันน่าพรั่นพรึง

               “ไม่...ไม่นะ...ชะ...ช่วย...อึก...อึก…” วรางคณารู้สึกถึงลำคอที่ตีบตัน ทางเดินหายใจที่เคยโล่ง บัดนี้ไม่สามารถสูดลมเข้าไปได้ถึงชายปอด

               เธอกำลังจะสิ้นสติทั้งท่ายืน ทว่าก่อนที่จะล้มหงายหลังนั้น

               “คุณครับ! ไม่เป็นไรใช่ไหม?” พร้อมคำถาม ฝ่ามือกร้านสัมผัสที่หัวไหล่จากทางด้านหลัง อุ้งมือนั้นจับเพียงเบา ๆ ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกหนักแน่นและมั่นคง

               และเมื่อนั้นสติของมิ้นท์จึงกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง

               “เอ่อ…ค่ะ” หญิงสาวหันไปตอบ และเมื่อหันไปจึงพบว่าเจ้าของฝ่ามือเป็นชายหนุ่มในชุดกัปตันสายการบิน นายภูวดล นิยมรักษ์...คนเหม่อลอยผู้สามารถควบคุมเครื่องโบอิ้งลงจอดฉุกเฉินที่ผิวน้ำ ทว่าบัดนี้ชายตรงหน้าหาได้มีแววของความเหม่อลอยไม่

               มีเพียงสีหน้าเคร่งเครียดเท่านั้น แน่นอน! เป็นใครก็ย่อมต้องเครียดเมื่อประจักษ์ต่อภาพที่เห็น

               ผู้โดยสารส่วนใหญ่นอนแน่นิ่ง!

สลบ? หรือว่า…?

“ตายแน่ ๆ พวกเราตายแน่!?” แว่วเสียงร้องโวยวาย วรางคณาหันไปตามต้นเสียงซึ่งมาจากทางด้านหลังของกัปตันภูวดล

ผู้ช่วยกัปตันที่บัดนี้อยู่ในสภาพยืนขาอ่อน ปากคอสั่นพูดอุบอิบวกวนไปมา

               หญิงสาวไม่คิดกล่าวโทษหรือสมเพชผู้ช่วยนักบินแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าใคร หากได้มาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเสียสติ

               “สุเมฆ ตั้งสติดี ๆ เราต้องรีบย้ายผู้โดยสาร!” ภูวดล นิยมรักษ์ปราดเข้าไปเขย่ากายเพื่อนร่วมอาชีพเพื่อหวังให้คืนสติ ความมั่นคงทางจิตใจของกัปตันหนุ่มเล่นเอาวรางคณาถึงกับทึ่งนิด ๆ ทีเดียว

               “ไม่เอา ๆ กลัวแล้ว ๆ ช่วยด้วยจะกลับบ้าน” เป็นการโวยวายอย่างไร้สติ อุบัติเหตุที่ร้ายแรงแม้ไม่ทำร้ายร่างกายโดยตรงแต่ก็สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจได้

               “งั้นสุเมฆนั่งรออยู่ที่ประตูนี่นะ เดี๋ยวผมจะไปพาผู้โดยสารที่ยังรอดออกมา แล้วเดี๋ยวเราจะลงชูชีพไปพร้อมกัน” กัปตันสั่งเร็วบรื๋อ

               “ไม่เอา ๆ อยู่กับผมที่นี่” ผู้ช่วยสติแตกนอกจากจะไม่ยอมนั่งรอแล้วยังเกาะแข้งเกาะขาราวกับเป็นเด็กวัยละอ่อน

               สุดที่จะทานทนไหว จะด้วยบรรยากาศของความกดดันหรือเพราะด้วยความห่วงใยผู้โดยสารก็ตามแต่ ทำให้สาวมิ้นท์กระทำในสิ่งที่เธอเองไม่เคยคิดมาก่อน หญิงสาวตรงเข้าไปผลักเบา ที่หน้าอกของชายหนุ่มผู้ช่วยนักบิน

               “ถ้าคุณไม่ไปก็รออยู่ที่นี่ เดี๋ยวฉันจะไปกับเขาเอง!” เสียงตวาดจากปากสาวน้อยทำเอาผู้ช่วยที่ตื่นกลัวหุบปากแทบจะในทันที

               “งั้นสุเมฆรอตรงนี้  เดี๋ยวผมกับคุณผู้หญิงจะไปช่วยคนอื่นออกมา” นักบินมือหนึ่งรีบบอกก่อนที่จะพยักหน้าให้หญิงสาวตามเขาเข้าไปสำรวจผู้โดยสารคนอื่น

               “มิ้นท์ค่ะ” วรางคณาแนะนำตัวเองขณะที่พากัปตันไปยังผู้โดยสารที่คอหักและนอนอยู่บนกระดานกู้ชีพ

               “หา…อ่า…ผมชื่อภูวดลครับ” กัปตันหนุ่มแนะนำตัวกลับ หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ยังอดคิดไม่ได้ว่าชื่อเล่นของสาวน้อยคนนี้ช่างน่ารักไม่แพ้ดวงหน้า ขณะที่ในใจยังเขินอายด้วยจำได้ว่าสาวสวยคนนี้เองที่ทำให้เขาเหม่อจนเดินชนเสาเสียอย่างจัง

               ไม่รู้ว่าเธอจะจำได้ไหมว่าคนเซ่อซ่าคนนั้นก็คือเขา?

               “เจ็บไหมคะ?” วรางคณาถามขณะช่วยกันยกร่างฝรั่งผู้บาดเจ็บกระดูกต้นคอ

               “อ๋อ…แผลนี่น่ะเหรอครับ แค่ถลอกกับช้ำน่ะ” ภูวดลเหลือบมองพร้อมกับบุ้ยปากไปยังแผลที่ข้อศอกข้างขวา เลือดซึม ๆ ที่ไหลย้อยเริ่มแห้งเกรอะกรัง

               “คิก…ไม่ได้หมายถึงแผลนั้นค่ะ” สาวเจ้าหัวเราะออกมา

               “อ้าว?” กัปตันอ้าวจนเห็นปากกว้าง

               “หมายถึงที่เดินชนเสาน่ะค่ะ” พูดเสร็จมิ้นท์ก็เม้มปากกลั้นหัวเราะ

               “ง่า...เอ่อ…อ่า…” คราวนี้หนุ่มนักบินพูดไม่ออก ปริศนาที่สงสัยว่าสาวน้อยจะจำเหตุการณ์เลินเล่อของเขาได้หรือเปล่านั้นบัดนี้ถูกไขกระจ่างแล้ว

               ทั้งคู่แบกร่างคนป่วยมาพักไว้ตรงหน้าประตูทางลงโดยกัปตันภูวดลกำชับให้สุเมฆ ผู้ช่วยนักบินคอยเฝ้าไว้ จากนั้นจึงรีบบอกให้หญิงสาวรีบไปดูด้านในเพื่อหาผู้รอดชีวิต ส่วนตัวเขาเองจะไปอีกทางหนึ่ง

               วรางคณาวิ่งไปพลางสำรวจร่างของผู้โดยสารไปพลาง ส่วนมากเสียชีวิตจากแรงกระแทก ทั้งแอร์โฮสเตส สจ๊วตประจำเครื่องแม้กระทั่งผู้โดยสาร หญิงสาวพยายามสำรวจอย่างละเอียด หากเจอคนที่รอดชีวิต ถ้าแบกพยุงได้ก็จะพามารวมกันที่ประตู หากไม่ไหวก็จะตะโกนเรียกกัปตันภูวดลเข้ามาช่วย

               ด้วยความรีบเร่งทว่าทุลักทุเล กว่าจะรวบรวมผู้รอดชีวิตได้ก็ปาเข้าไปเกือบชั่วโมง บางคนอยู่ในสภาพหมดสติ บางรายหลังหัก แขนขาเดาะ บางคนเพียงแค่หัวร้างข้างแตกทว่ากลับโวยวายราวกับกำลังจะเข้าขั้นปางตายประเดี๋ยวนี้

               นับทั้งพนักงานและผู้โดยสารแล้ว มีเพียง 18 ชีวิตที่รอด!…จากทั้งหมด 335 คน!

               ประตูเปิดออกพร้อมสไลเดอร์ฉุกเฉินที่เคยเห็นในภาพยนตร์ สุเมฆที่เริ่มคุมสติได้บ้างบอกวรางคณาให้ค่อย ๆ ปล่อยคนเจ็บลงไปทีละหนึ่งถึงสองคน

               ผู้โดยสารชุดแรกถูกปล่อยลงไป สุเมฆรับหน้าที่ควบคุมที่แพยางด้านล่าง กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ถูกลำเลียงลงไปช้า ๆ ด้วยข้อจำกัดของอาการบาดเจ็บโดยภูวดลและวรางคณาที่อยู่ทางด้านบนของเครื่อง    

“อย่าคิดมากเลยค่ะ” มิ้นท์เอ่ยขณะประคองฝรั่งคนหนึ่งที่ได้รับการดามบริเวณแขนให้สไลด์ลงทางลาดฉุกเฉิน

               กัปตันหนุ่มที่บัดนี้เงียบขรึม หันหน้ามาทางหญิงสาวช้า ๆ วรางคณาคล้ายจะเห็นหยาดน้ำเล็ก ๆ ที่หางตา

               “ถ้าผมลองจอดได้ดี ผู้โดยสารคงไม่ตาย…มากขนาดนี้” คำสุดท้ายเกือบจะกลืนหายลงไปในคอ นาทีนี้ความเศร้าและความรู้สึกผิดจู่โจมถาโถมนักบินอย่างรุนแรง บัดนี้ในใจของภูวดลเต็มเปี่ยมไปด้วยห้วงแห่งความมืด

               “ไม่ค่ะ! ถ้าไม่มีคุณ มิ้นท์คงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีกัปตันภูวดลที่พยายามอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็…”

               “ดูสิคะ ผู้คนในแพชูชีพเหล่านั้น หากไม่มีคุณ พวกเขาคงไม่อาจมีชีวิตได้ถึงตอนนี้” วรางคณากล่าวพร้อมกับชี้มือลงไปยังแพสีส้มข้างล่าง ผู้โดยสารและพนักงานที่รอดชีวิตกำลังมองมาทางชายหนุ่ม สายตาทุกคู่แสดงถึงความขอบคุณจากใจจริง

               ภูวดลถึงกับน้ำตาคลอ ชายหนุ่มรู้สึกขอบคุณหญิงสาวผู้นี้จากใจจริง ทะเลดำมืดในใจที่เปี่ยมความเศร้าบัดนี้เริ่มมีแสงสว่างบ้างแล้ว

หญิงสาวผู้ยืนหยัดเคียงข้างเขา…เธอผู้ดุจดั่งดาวประกายพรึกที่ส่องสว่างนำทาง

               “ขอบคุณครับ คุณมิ้นท์” กัปตันกล่าว พยายามกลั้นสะอื้นไว้ในทรวงอก

               “อะไรนะคะ” หญิงสาวหันมาถามเนื่องจากไม่ได้ยิน ด้วยเพราะเธอกำลังจะออกจากประตูเพื่อสไลด์ลงทางลาดเป็นคนรองสุดท้าย

               “เอ่อ…ผมบอกว่า…” ภูวดลไม่ทันจะพูดจบประโยค

               บรึม!

               กัมปนาทที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นเครื่องยนต์ที่ลุกไหม้ติดไฟ แรงสะเทือนผลักชายหนุ่มกระเด็นกลิ้งออกจากบริเวณประตู ส่วนวรางคณาที่อยู่ปากประตูนั้น…  

กระเด็นออกไปด้านนอก!

หญิงสาวลอยละลิ่วราวถูกเหวี่ยง ผืนน้ำเบื้องล่างแม้ห่างเพียงความสูงของเครื่องบิน แต่ก็คงทำให้บาดเจ็บได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยะเยือกของน้ำในขั้วโลก มันหนาวเกินพอที่จะทำให้มนุษย์เกิดอาการช็อกจากภาวะอุณหภูมิลดต่ำได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที

เดชะบุญ! มือที่เปะปะกลางอากาศของสาวมิ้นท์คว้าหมับเข้าที่ขอบของสไลเดอร์อย่างทันท่วงที ร่างของหญิงสาวจึงห้อยอยู่ตรงขอบนั้น โสตประสาทได้ยินเสียงวี้ดว้ายของผู้โดยสารที่อพยพอยู่ในเรือชูชีพด้านล่าง

ทว่านาทีนี้วรางคณาไม่สามารถเหลียวลงไปดูได้ หญิงสาวพยายามเกร็งข้อมือที่เหลือแรงน้อยลงทุกที สมองของเธอสามารถรับรู้ได้ว่าในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

นิ้วมือก็จะหมดแรง!

มิ้นท์รับรู้ในชะตากรรม เธอจะไม่รอด!…ความหนาวเยือกสะเทือนแล่นไปทั่วร่าง ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มคงเย็นเยียบและไหลพรูเข้าทั้งทางปาก จมูกพร้อม ๆ กัน

ต่อจากนั้นก็จะเป็นความดำมืด…ความมืดที่ว่างเปล่าก่อนที่ดวงวิญญาณจะหลุดลอย

และแล้วในที่สุดนิ้วก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง

วรางคณามองลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง มันคงเปลี่ยวเหงาและว้าเหว่ด้วยไม่อาจมีมนุษย์คนใดสามารถลงไปเยี่ยมคารวะดวงวิญญาณของเธอได้…นับจากนี้  กี่สิบกี่ร้อยปีที่ร่างเธอจะต้องจมนิ่งในความหนาวเย็นโดยมิอาจเสื่อมสลาย

มันคงเป็นห้วงเวลาที่น่าโศกา…มันคงเป็นความทรมานที่ยากสุดหยั่งถึง

ความมืดที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง

หมับ! เสียงฝ่ามือกระทบกับท่อนแขนของวรางคณาอย่างแรง ร่างเธอถูกฉุดรั้งอย่างทันท่วงที

หญิงสาวเงยหน้ากลับขึ้นมองทางทิศด้านบน...แล้วเธอก็เห็น

ดาราที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้ายามราตรี

และเมื่อปรับโฟกัสสายตาจากดวงดาวแสนไกลเพื่อกลับมาแลในระยะใกล้ คนที่ช่วยเธอไว้...กัปตันภูวดลจอมซุ่มซ่ามคนนั้น ชายหนุ่มกำลังพยายามใช้มือฉุดเธอขึ้นจากความสิ้นหวังอันดำมืด

“รอหน่อยนะ คุณมิ้นท์” คำพูดมาพร้อมกับแรงดึง ภูวดลฉุดสาวมิ้นท์ขึ้นจนพ้นขอบของสไลเดอร์จนได้

               ทั้งคู่รีบสไลด์ลงผ่านไปยังแพยางที่เตรียมไว้ด้วยเกรงว่าจะมีการระเบิดเกิดขึ้นอีกเป็นคำรบสอง

              

               …

               แพยางลอยมาไกลจากตัวเครื่องแล้ว วรางคณานั่งหมดแรงอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่ม ถึงตอนนี้เพื่อนร่วมตายทั้งสองรู้สึกราวกับสนิทสนมกันมานาน

               “ปลอดภัยแล้วครับ” ภูวดลเอ่ยเบา ๆ

               “ค่ะ” หญิงสาวตอบ แพยางที่คับแคบทำให้มิ้นท์ต้องนั่งชิดจนไหล่อิงชายหนุ่ม ทว่าหญิงสาวกลับไม่รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย

               “เอ่อ…คุณมิ้นท์ครับ”

               “หืมมม...ว่าไงคะ?”

               “ถ้าได้กลับไปประเทศไทยแล้ว ผมขอติดต่อคุณได้ไหมครับ” เสียงชายหนุ่มถามอย่างเกรง ๆ ขณะที่วรางคณาลอบยิ้มไม่ให้กัปตันเห็น

               “จะจีบมิ้นท์เหรอคะ” หญิงสาวถาม รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า

               “เอ่อ…ง่า…ก็ใช่น่ะครับ ว่าแต่ได้ไหมครับ?” ภูวดลยอมรับตรง ๆ ก่อนจะถามย้ำ

               “ก็…ได้ค่ะ” สาวเจ้าตอบรับพร้อมกับอมยิ้มจนแก้มปริ

               “เอ…ที่ว่าได้ นี่หมายถึงอะไรครับ ให้ติดต่อได้ หรือว่า…ให้จีบได้?”

               “บ้า! ไม่รุ!” วรางคณาค้อนเอาขวับใหญ่กับลวดลายจีบสาวของอีตากัปตันเซ่อซ่าคนนี้

               จากนั้นทั้งคู่ได้แต่มองตาสลับกับหัวเราะให้แก่กันและกัน ท่ามกลางภยันตรายที่เป็นวิกฤติของมนุษยชาติ ท่ามกลางความมืดดำที่ไร้ความหวังฤๅหนทางสว่าง ทว่าในราตรีกาลยังมีดวงดาวที่สุกสกาวบนท้องฟ้า ดวงดาวที่คอยส่องสว่างนำหนทางแห่งความหวัง

               ราวกับดาวน้อยเหล่านั้นจะส่งสัญญาณแก่เหล่ามนุษย์

               ความหวังยังไม่สิ้นสูญ!  


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น