อัปเดตล่าสุด 2020-10-01 09:03:48

ตอนที่ 22 บทแห่งดวงดาว (The Star) : บทต้น

ค่ำคืนกลืนหมดสิ้น                       สุริยา

เดือนดับไร้จันทรา                       ส่องฟ้า

ดำมืดดุจปิดตา                           มิอาจ มองเห็น

ทางสู่อนาคตข้า                           อับสิ้นหนทาง

 

ดาราพราวพร่างฟ้า                      อำไพ

ส่องสว่างแม้แดนไกล                   เบิกฟ้า

แสงดาวดุจเทียนไข                      ยามมืด อับจน

สุกส่องในใจข้า                            เปี่ยมล้นความหวัง

 

บทแห่งดวงดาว (The Star) : บทต้น

 

               มุมหนึ่งในกรุงเทพฯ...

เสียงระฆังเหง่งหง่างกังวานก้องทั่วบริเวณโบสถ์ที่ขณะนี้กำลังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานในรูปแบบคริสต์ศาสนา หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางด้านใน เจ้าบ่าวและเจ้าสาวพากันออกมาถ่ายรูปกับแขกเหรื่อที่รออยู่ด้านนอก

               บุรุษหน้าตาหล่อเหลาและจริงจังในชุดสูทสีครีมผู้เป็นหนึ่งในสักขีพยานกำลังยืนหลบไอแดดอยู่ใต้ต้นไม้ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ โดยอ้างเหตุผลว่าไม่อยากยืนเบียดเสียดใครต่อใคร...ทว่าแท้จริงแล้วมีเหตุผลอื่นที่มากกว่านี้

               “ยินดีด้วยนะโบว์” เสียงใครคนหนึ่งในบรรดาแขกที่กำลังอวยพรให้คู่แต่งงาน

               “เต๊ะก็เหมือนกัน ดูแลโบว์ดี ๆ ว่าแต่อย่าขี้หึงจนเกินเหตุล่ะ” อีกคนแซวเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากบรรดาแขกเหรื่อในบริเวณนั้น

               ทว่ามีเพียงชายหนุ่มในชุดสีครีมเท่านั้นที่หัวเราะไม่ออก? มันยากยิ่งที่จะยิ้มอย่างมีความสุขได้ แม้จะพยายาม...กระนั้นยังยากที่จะหักห้ามใจ

วินาทีที่โบว์มีความสุข สตรีที่รักกำลังสุขสมหวัง...ชายหนุ่มเองก็ปิติจากใจเช่นกัน

เพียงแต่ในปิติยินดีนั้น เขากลับรู้สึกเหมือนล่องลอยในห้วงทะเลดำมืด ผืนน้ำเวิ้งว้างปราศจากจุดหมาย...ไร้ซึ่งแสงสว่างส่องนำทางชีวิต

มืดมน...ราวกับไม่มีแม้แสงแห่งดวงดาว

 

“โยนดอกไม้เสียทีสิโบว์” แขกร่วมงานตะโกนบอก และนั่นทำเอาบรรดาสาว ๆ กรี๊ดกร๊าดวิ่งแย่งกันไปอยู่แถวหน้าสุดโดยหวังจะรับดอกไม้ได้ก่อนใคร ตามคติความเชื่อที่ว่าหากหญิงใดรับดอกไม้ของเจ้าสาวได้ไซร้ เธอผู้นั้นจะมีเกณฑ์ได้แต่งงาน

เจ้าสาวของงาน...‘โบว์ รัตนมณี’ หันหลังกลับ หญิงสาวไม่กลัวที่จะหงายล้มลงในขณะที่โยนช่อดอกไม้กลับหลัง นั่นเพราะเจ้าบ่าวของเธอเตรียมประคองไว้แล้วหากเกิดความผิดพลาด

เจ้าบ่าวของโบว์คือ... ‘เต๊ะ ชลภัทร’

 ช่อดอกไม้ถูกโยนออกไปด้านหลังสุดแรง มันลอยตรงไปยังกลุ่มสาว ๆ ที่พยายามเขย่งยื้อแย่ง ช่อดอกไม้ทำท่าจะตกลงในอุ้งมือของใครคนหนึ่ง

และในพริบตานั้น

ซู่...เสียงลมกระโชกในฉับพลัน และลมนั้นก็แรงมากพอที่จะพัดให้ช่อดอกไม้ปลิวไปได้ไกลขึ้นอีกนิดหนึ่ง

...ไกลพอที่จะลอยไปถึงหญิงสาวท่าทางเรียบร้อยในแถวหลังสุด เธอยืนสงบเสงี่ยมไม่คิดที่จะเข้าไปยื้อแย่งดอกไม้ตามกระแสนิยม

ช่อดอกที่ลิ่วตามลม บัดนี้หล่นลงช้า ๆ...ลงสู่อุ้งมือของสาวน้อยคนนั้น

เสียงผู้คนเฮลั่น บุรุษหนุ่มในสูทสีครีมเห็นดวงหน้าที่ได้รับดอกไม้ยิ้มเขิน ๆ แววตาของเธอช่างสุกสกาวราวกับจะทำให้ผู้ที่อยู่เคียงข้างได้พบแสงสว่างส่องนำทางชีวิต

ชายหนุ่มเองก็เป็นหนึ่งในผู้นั้น

เพียงแค่เห็นความสดใส แค่เห็นรอยยิ้มที่ราวกับปรารถนาดีต่อคนทั้งโลกบนดวงหน้างาม ห้วงผืนน้ำว่างเปล่าและรัตติกาลสีนิลก็ไม่มืดมิดอีกต่อไป

เธอเปรียบเสมือนแสงดาวที่ส่องนำทาง

“ยินดีด้วยนะ มิ้นท์” เสียงเจ้าบ่าวที่สวนทางลมทำให้ถึงแม้ชายหนุ่มจะเงี่ยหูฟังก็ยังไม่อาจได้ยินชื่อของสาวงามผู้นั้น

               ...

               ...

               ...

               ในฝันอันแสนเปล่าเปลี่ยว ธเรษตรีเดินเดียวดายในซากปรักหักพังของกรุงเทพฯ ตะวันแผดจ้าขาวสะท้อนจนแสบตาตัดกับร่มเงาที่อับแสงเป็นสีดำเข้ม เด็กสาวรับรู้ถึงความหมายของรหัสที่ปรากฏให้เห็น...สีดำอันเกิดจากเงามืดที่อับแสงนั้น เปรียบไปแล้วอาจเข้ากันได้กับจิตใจของมนุษย์ที่เบื้องหน้าแม้จะแสดงออกว่าเป็นคนดีเช่นไร ทว่าภายในหัวใจลึก ๆ อาจซ่อนเร้นเงาดำแห่งกิเลสตัณหา

               นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์เงยหน้ามองดวงตะวันเหนือหัว มีพระเพลิงอยู่สองที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า หนึ่งนั้นคือสุริยาที่ส่องสว่างมาแต่กาลเก่า ส่วนอีกหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ช้า ๆ...ไม่ใช่ดวงอาทิตย์?

               พริบตานั้นมโนภาพความฝันถูกดึงกลับสู่ห้วงอวกาศอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏภาพดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ลอยเคว้งคว้าง ด้านหลังของมันคือม่านความมืดอนธการที่เธอฝันเห็นเมื่อคราวก่อน

               ยังไม่ทันคิดวิเคราะห์อย่างใดภาพฝันพลันย้อนกลับมาสู่ตัวเธอที่ยืนอยู่กลางซากเมืองอีกครั้ง         

               “โอ๊ย!” ธเรษตรีในความฝันร้องออกมาด้วยรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นแขน และเมื่อเธอเลิกแขนเสื้อชุดคลุมสีดำก็หาได้เห็นบาดแผลหรือสิ่งต้องสงสัยอันจะเป็นสาเหตุของอาการเจ็บนี้ไม่...ฤๅเป็นเพียงการเจ็บปวดกล้ามเนื้อธรรมดา?

               ไม่ทันไรก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แขนข้างเดิมอีกครั้ง ราวนี้เมื่อก้มลงมอง

               “กรี๊ดดดดด!” นักทำนายกรีดร้อง ผิวหนังบริเวณแขนที่เธอรู้สึกเจ็บเริ่มปริออก ปรากฎรอยร้าวราวกับผนังปูนที่กะเทาะ และด้านในของผิวที่แตกร้าวนั้น

               ฝุ่นสีดำกำลังพวยพุ่งออกมา !?

            ...

               ...

               เย็นย่ำแล้ว ที่แยกประตูน้ำ ธเรษตรีนั่งนิ่งอยู่ในร้านทำนาย เด็กสาวได้แต่ใจลอยเหม่อมองไปเบื้องหน้า ดวงตาไร้จุดหมายคู่นั้นหาได้จับจ้องที่จุดหนึ่งจุดใดไม่ด้วยเพราะกระแสความคิดเวียนวนถูกปลดปล่อยอย่างไม่กำหนดแน่วแน่

               สิ่งที่เป็นเหตุให้นักทำนายเหม่อลอยก็คือนิมิตแปลกประหลาด มันเป็นความฝันที่แตกต่างจากที่ผ่านมา ราวกับปริศนาทั้งหมดได้ถูกเฉลยให้รับรู้

               เธอเป็นใคร…หน้าที่ในการตัดสินคืออะไร คำถามทั้งหมดเด็กสาวสำนึกรู้ในคำตอบแล้ว

               ในอดีตอันแสนไกลเธอคือ ‘โนอาห์’…คือผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้ต่อเรือเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้คงเหลือรอดจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ซึ่งนั่นคือการ ‘ชำระล้าง’ ของพระผู้เป็นเจ้า หากแต่ในตำนานที่ไม่เคยได้รับรู้

               ธเรษตรีไม่เคยรู้มาก่อนว่าแท้ที่จริงโนอาห์ผู้นั้น…เป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของโลก!

               ...และที่น่าพิศวงงุนงงยิ่งกว่าสิ่งใด

               บัดนี้โนอาห์คนที่ว่าได้ถือกำเนิดอีกครั้งด้วยชะตากรรมแห่งการพิพากษาที่หวนเข้าใกล้ โนอาห์ในอดีตกลับกลายเป็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งในชาติภพนี้ กลายเป็นเด็กสาวผู้เสื่อมความทรงจำเพราะการคืนชีพจากอุบัติเหตุอันโหดร้าย

               และคน ๆ นั้นคือเธอ…ธเรษตรี!

               ยิ่งคิดยิ่งสับสน ยิ่งค้นหายิ่งงุนงง นักพยากรณ์รู้สึกว่าตัวเองอาจจะเริ่มเพี้ยน ๆ ไปแล้วก็ได้ เธอเองจะไปมีอำนาจอะไรที่จะมาตัดสินการใหญ่ขนาดนั้น  อีกทั้งเด็กสาวไม่คิดว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ เทคโนโลยีในปัจจุบันคงทำให้มนุษยชาติทางรับมือกับกระแสน้ำไม่ยากนัก

               เช่นนั้นคงไม่มีหายนะอันใดที่จะมาทำลายล้างโลกนี้?

 

               ‘ค้นพบดาวเคราะห์น้อยไม่ห่างจากโลก’

 

               เป็นตัวหนังสือใต้จอภาพข่าวที่ฉายอยู่บนโทรทัศน์จอยักษ์บริเวณแยกประตูน้ำตรงกันข้ามกับร้านพยากรณ์ของเด็กสาว

               ทันทีที่ธเรษตรีอ่านข้อความข่าว จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ฤๅจะเป็นเพียงความคิดที่บังเกิดขึ้นเอง หรือบางทีอาจเป็นความเพ้อเจ้อจากจิตที่สับสนในรูปแบบของโรคจิตเภท…หรือจะเป็นเพราะความสามารถลึกลับที่ตื่นขึ้น

               ...หรือจะเป็นจากกงล้อแห่งโชคชะตาที่ได้ขีดเส้นทางกำหนดไว้ล่วงหน้า?

               วูบหนึ่งในมโนสำนึก นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์รับรู้ได้ถึงหายนะครั้งใหญ่ที่มากับดาวเคราะห์น้อยดวงนั้น มันเป็นดาวเคราะห์หินที่ปรากฏจากม่านสีดำอนธการที่ฝันเห็น…มันคือมัจจุราชบนท้องฟ้า

               ข่าวรายงานต่อไปว่าชื่อดาวเคราะห์น้อยถูกตั้งว่า ‘คาทาส (Catas)’ ตามชื่อของผู้ค้นพบ คาทาโซ่ มาริโญเน่  

คาทาส?…หรือชื่อนั้นอาจหมายถึง ‘คาทาสโทรฟี่ (Catastrophe)’ ที่แปลความได้ว่าหายนะที่ยิ่งใหญ่และน่าเศร้า!?

               [ เป็นไปไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น? ] ธเรษตรีพยายามหักห้ามความคิดดังกล่าว ระยะห่างของดาวเคราะห์น้อยยังห่างจากโลก ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จู่ ๆ จะพุ่งเข้ามาชนโลก เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เธอคิด…ที่เธอเห็น ทั้งหมดคงเป็นเพียงการนึกเอาเองหรือเป็นเพียงสภาวะจิตที่หลอนหลอก

               ธเรษตรีหวังใจให้เป็นเช่นนั้น?

              

              

               …

               “ขอโทษครับ ที่นี่เป็นร้านพยากรณ์โชคชะตาใช่ไหมครับ” แว่วเสียงทุ้มทางด้านข้าง และเมื่อธเรษตรีหันไปก็พบชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงท่าทางสุภาพกำลังยืนมองป้ายที่วางไว้บนโต๊ะสำหรับพยากรณ์

               ‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

               ชายร่างสูงยืนเมียงมองป้ายดังกล่าวสลับกับตัวเธอผู้เป็นเจ้าของร้าน แววตาของเขาแฝงเร้นด้วยความเศร้าสร้อย

               “เชิญพี่ชายนั่งสิคะ” ธเรษตรีไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ หากแต่เชื้อเชิญให้นั่งตรงเก้าอี้ และนั่นก็เป็นการบ่งบอกคำตอบในคำถามนั้นอย่างกลาย ๆ

               คนรูปหล่อนั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้อย่างว่าง่าย อาจเพราะความเศร้าหรือความว้าเหว่ที่ทำให้เดินมายังร้านทำนายนี้ หรือจะเพราะมีอะไรที่ดลใจให้เขาคิดปรึกษาโหราศาสตร์ลี้ลับ ทั้งที่แท้จริงแล้วชายหนุ่มไม่เคยเชื่อถือโชคชะตาราศี ทว่าในนาทีนี้เขาอยากได้กำลังใจ…อยากได้แม้เพียงแสงสว่างริบหรี่ในยามค่ำคืนดาวดับ

               “พี่มีเรื่องอะไรกลุ้มใจคะ?” เจ้าของร้านพยากรณ์ถาม ไม่จำเป็นต้องใช้การอ่านใจเลยสักนิด ด้วยเพราะท่าทางของชายตรงหน้า แม้ใครเห็นก็ต้องรับรู้ถึงความเศร้าสร้อย

               “ก็นิดหน่อย ว่าแต่น้องสามารถแก้ไขปัญหาด้วยไพ่ทาโรต์ได้จริง ๆ หรือครับ”

               “ค่ะ หากทำความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามที่ไพ่แนะนำ”

               ชายร่างสูงถอนใจ เขานิ่งไปชั่วอึดใจก่อนที่จะพยักหน้าตกลงรับการทำนายจากโหราศาสตร์ที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะเชื่อ

“ก็ได้ครับ…แล้วเราจะดูกันยังไง พอดีผมไม่เคยมีประสบการณ์ดูไพ่พวกนี้มาก่อน” หนุ่มรูปหล่อทว่าใบหน้าหมองคล้ำถาม

               “ไม่ยากค่ะ เพียงแค่เล่าถึงสิ่งที่อยากจะให้ทำนาย จากนั้นใช้มือซ้ายเลือกไพ่หนึ่งใบจากกองไพ่ทาโรต์ทั้งหมดนี้” ธเรษตรีอธิบายพร้อมถือไพ่เตรียมที่จะสลับ

               “เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักครับ” ชายหนุ่มเริ่ม

               “ผมคงเป็นคนไม่ดีมาก ๆ คือเมื่อวันก่อนผู้หญิงที่ผมรัก…เธอแต่งงาน” ท้ายประโยคสุ้มสำเนียงเกือบจะกลืนหายไปในลำคอ หยาดน้ำใสปริ่มที่ขอบนัยน์ตาทั้งสอง

               ธเรษตรีนิ่งเงียบรอ…รอให้ลูกค้าพร้อมที่จะเล่าต่อ

               เมื่อชายหนุ่มร่างสูงตั้งสมาธิได้ เขาใช้นิ้วชี้ซับน้ำที่หัวตาก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

               “แต่แทนที่ผมจะดีใจที่เธอมีความสุข…ต่อหน้าผมก็แสดงอย่างนั้น แต่หัวใจช่างปวดร้าวเหลือเกิน” ผู้ผิดหวังในรักเล่าความทุกข์ที่แอบซ่อน กระนั้นเขาก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดจึงนำความลับมาเล่าให้เด็กวัยรุ่นผู้นี้ฟัง

               หรือจะเป็นเพราะมนตร์สะกดแห่งไพ่ทาโรต์?

               “ตอนนี้ในใจผมมันช่างมืดมิดหมดสิ้นหนทาง…ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” ชายหนุ่มคร่ำครวญ มือทั้งสองที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่น

               [ นี่เราช่างบ้าบอจริง ๆ เอาเรื่องนี้มาปรึกษาหมอดูหมอเดา แถมยังเป็นเด็กผู้หญิง ๆ อีกต่างหาก ] อนุสติของผู้รับการทำนายกระตุ้นเตือน

               “เอ่อ…” ชายผู้อมทุกข์เงยหน้าขึ้น บางทีเขาอาจจะยกเลิกการทำนายไร้สาระนี้เสีย

               “เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้ายค่ะ” เป็นคำกล่าวของนักพยากรณ์ ชายหนุ่มสังเกตว่าสำรับไพ่ที่เด็กสาวสลับในมือเมื่อสักครู่ บัดนี้ได้ถูกคว่ำและแผ่กระจายลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ

               “อ่า…ครับ” เขารับคำด้วยความตื่นเต้น ลืมแม้แต่ที่คิดจะยกเลิกการทำนาย บางทีอาจเป็นเพราะมนตร์สะกด...มนตร์มายาแห่งไพ่ทาโรต์!

               ในที่สุดไพ่ก็ถูกเลือกออกมาใบหนึ่ง ชายหนุ่มไม่กล้าที่จะดูเอง เขาส่งไพ่ให้นักพยากรณ์ผู้เป็นเจ้าของร้าน

               ทันทีที่ธเรษตรีได้รับไพ่จากชายหนุ่ม เด็กสาวพลิกหน้าไพ่กลับไปให้เขาดูทันที

รูปที่ปรากฏเป็นรูปหญิงสาวกำลังคุกเข่าอยู่ริมบ่อน้ำ มือทั้งสองกำลังประคองเหยือกสีเงิน ท่าทางคลับคล้ายกำลังรินน้ำจากเหยือกลงสู่บ่อ

               ส่วนฉากหลังนั้นเป็นท้องฟ้ายามราตรีอันเต็มไปด้วยหมู่ดาวเจิดจรัส

               และอักษรที่จารึกทางด้านล่างอันแสดงชื่อของภาพก็เข้ากันได้กับรูปวาดทางด้านบนไพ่แห่งดวงดาว (The Star)

               ชายหนุ่มผู้อกหักเงยหน้ามองแม่หมอเชิงตั้งคำถาม

               “ดวงดาวคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง…โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนอันมืดมิด ในยามมืดมนไร้หนทาง ในเวลาท้อแท้หมดสิ้นหวัง”

               “เมื่อดวงดาวสุกสกาวปรากฏบนท้องฟ้า ความมืดจักสลาย หนทางสู่อนาคตจะพึงบังเกิด…หากพินิจในแง่ของความรักแล้ว อาจหมายถึงความรักบริสุทธิ์ที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่” นั่นคือคำทำนายของนักพยากรณ์

               “แล้วเมื่อไรล่ะครับ?”

               “อีกไม่ช้าไม่นาน…ยามที่คุณท้อแท้ ยามที่คุณอับจนไร้หนทางมากเสียยิ่งกว่าในตอนนี้ ดวงดาวแห่งความหวังจึงจะส่องประกายให้เห็น” เป็นคำตอบของผู้ทำนาย

               ชายร่างสูงซักถามต่ออีกสามสี่ข้อ เมื่อเขาเห็นว่าไม่ได้อะไรมากขึ้นจึงชำระค่าทำนายก่อนที่จะขอตัวกลับบ้าน

               แม้จะทุกข์ทนอย่างไร…แต่ตัวเขายังมีงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่

               หน้าที่ของชายหนุ่มคือการพาผู้โดยสารไปกลับกรุงเทพฯ – นิวยอร์ค เพราะเขาเป็นกัปตันสายการบินต่างประเทศ

               ‘ภูวดล นิยมรักษ์’ คือชื่อของเขา…และอีกห้าวันจะถึงไฟลท์ต่อไป

               ชายหนุ่มทราบดีว่าต้องเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์พร้อม เพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดอันอาจจะก่ออันตรายให้เกิดแก่ผู้โดยสาร

               ...

               ...

               ...

               ย้อนกลับไปในเวลาบ่าย ราวสามสี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่กัปตันภูวดลจะมายังร้านทำนาย อีกด้านหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่บริษัทเอกชนใจกลางเมือง

               “คุณวรางคณา เดี๋ยวเข้าไปพบผมในห้องหน่อยนะ” เสียงเข้มของผู้จัดการสุดเฮี้ยบทำเอาวรางคณาสะดุ้งจากอาการเหม่อลอย

               “ค่ะ ๆ เดี๋ยวรีบตามไปค่ะ” หญิงสาวรีบรับคำ

               “มิ้นท์ ทำใจดีสู้เสือไว้นะ” เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ แอบกระซิบเมื่อเห็นว่าหัวหน้าเดินเข้าห้องไปแล้ว

               “จ้ะ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” สาวหน้าใสยิ้มทั้งที่อดหวั่นใจไม่ได้

 

               “เชิญนั่ง คุณวรางคณา” เสียงเรียบของหัวหน้าที่เป็นอดีตคุณครูสอนเด็กนักเรียนทำเอาสาวมิ้นท์หย่อนก้นลงที่เก้าอี้อย่างเกร็ง ๆ

               “เอ่อ...มิ้นท์ทำอะไรผิดหรือปล่าคะ?” หญิงสาวถามเสียงอ่อย

               ผู้จัดการถอนใจนิดหนึ่ง สายตาที่ชำเลืองลอดแว่นทำให้หญิงสาวนึกถึงคุณครูในยามที่เธอเรียนสมัยประถมศึกษา

               “ถ้าจะมี...ก็คงเป็นเรื่องที่คุณชอบเหม่อ” มิ้นท์สะดุ้งใจวาบ จริงอย่างที่คุณครู เอ้ย! ผู้จัดการพูด

               ช่วงนี้หญิงสาวยอมรับว่าเธอเหม่อลอยจริง ๆ นับตั้งแต่เต๊ะแต่งงานกับคุณโบว์ หญิงสาวก็รู้สึกโหวง ๆ ในความรู้สึก

               แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงฮันนีมูนของคู่บ่าวสาว แต่หากเต๊ะกลับมาทำงานเมื่อไร เธอเองก็ไม่รู้จะตีสีหน้าอย่างไร

               ให้ยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้ง ให้ทักทายเหมือนทุกหน

               ทุกครั้ง…คือความเจ็บปวด!

               “คุณวรางคณา…คุณฟังอยู่หรือเปล่า?” เสียงดุของผู้จัดการทำเอาหญิงสาวสะดุ้งโหยง

               “ค่ะ ฟังอยู่ค่ะ” เธอสะดุ้งตอบ

               “งั้นตกลงนะ” ผู้จัดการถาม สายตายังคงมองลอดแว่นตามสไตล์คุณครู

               “ตกลง? ค่ะ ๆ ได้ค่ะ” วรางคณารีบรับคำด้วยกลัวจะโดนดุ แม้ยังไม่รู้เรื่อง แต่มันจะมีอะไรมากไปกว่าการทำงาน

               “ดีมาก เดี๋ยวผมจะจองตั๋วเครื่องบินให้ อีกห้าวันนะ เตรียมตัวให้ดี” เป็นข้อสรุปที่ทำเอาหญิงสาวมึนตึ้บ

               เครื่องบิน?

               “ไปไหนคะ? มิ้นท์ต้องไปไหน?” คราวนี้วรางคณาจำเป็นต้องถาม

               “อ้าว! เมื่อกี้ไม่ได้ฟังเลยหรือไง ก็ผมจะให้คุณไปดูตลาดที่นิวยอร์คไงล่ะ อีกอย่างคุณจะได้พ้น ๆ จากที่นี่ จะได้ลืมเรื่องที่ทุกข์ เรื่องที่กังวลอยู่ไงล่ะ” คำตอบของผู้จัดการทำให้สาวมิ้นท์รู้ว่าการที่เธอกำลังทุกข์ใจนั้นหาได้รอดพ้นจากสายตาผู้เป็นหัวหน้าไม่

               “นิวยอร์ค?”

               “ใช่...อีกห้าวันนะ เตรียมตัวให้ดีล่ะ” เป็นคำตอบสุดท้ายที่เลี่ยงไม่ได้

               ...

               ...

               ในเวลาเดียวกัน ณ หอดูดาว รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

นักดาราศาสตร์นาม ‘คาทาโซ่ มาริโญเน่ (Cataso Marijone)’ รีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ด้วยความเร็วชนิดไม่เคยทำสถิติมาก่อน ทันทีที่ผู้ช่วยแจ้งให้ทราบว่าสายที่ติดต่อมาจากองค์การ NASA 

               “ครับ คาทาโซ่ครับ” ชายหนุ่มกรอกเสียงลงหูโทรศัพท์เร็วบรื๋อ

               “ครับ ใช่ครับ…คาทาสน่ะครับ” เขาโต้ตอบกับบุคคลในสาย คาทาสที่ว่าก็คือดาวเคราะห์น้อยที่ได้รับการตั้งชื่อให้คล้องจองกับตัวเขาผู้เป็นคนค้นพบ

               “อะไรนะครับ!…ทิศทางโคจรของมัน!?” น้ำเสียงของนักดูดาวตื่นตระหนกสุดขีด

               “อีกห้าวัน!  แต่ก่อนหน้าในเวลาอันใกล้นี้...จะมีพายุอุกกาบาตนำมาก่อน!?” หลังจากได้รับข้อมูลอันน่าพรั่นพรึง นักดาราศาสตร์ทำมือไขว้เป็นรูปกางเขนตรงบริเวณทรวงอก ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะทำได้มากไปกว่าการสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า

               ...

               ...

               ...

               ที่แยกประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

               เบื้องหน้าของมิ้นท์ – วรางคณา บัดนี้ปรากฏเด็กสาวที่แต่งกายด้วยชุดดำสำหรับนักพยากรณ์แห่งศาสตร์ลี้ลับ ด้วยความเหม่อลอยและกังวลทำให้หญิงสาวเผลอไผลเข้ามายังร้านไพ่ทาโรต์อย่างไม่รู้ตัว

               สาวมิ้นท์รู้ตัวดีว่าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่ต้องไปต่างประเทศเท่านั้นหรอกที่ทำให้เธอเหม่อลอย หากแต่เป็นเพราะชายคนที่เธอรักได้แต่งงานต่างหาก

แม้วรางคณาจะรู้สึกยินดีที่หนุ่มเต๊ะสามารถเลือกหนทางที่ถูกต้อง แม้จะยินดีที่ตัวเขาจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง

               ทว่านั่นกลับเป็นทางเลือกที่เจ็บปวดสำหรับเธอ!

               แม้เบื้องหน้าหญิงสาวจะเป็นผู้ที่คอยแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจฉันท์มิตรสนิท ทว่าเบื้องลึกในหัวใจกลับร่ำร้องทรมานด้วยความเจ็บปวด

               ทางใดเล่าที่สามารถเยียวยาแผลใจให้หายได้...เวลานี้เสมือนเธอกำลังเดินหลงอยู่ในหนทางอันมืดมิดและเปล่าเปลี่ยว ทั้งผืนดิน ทั้งผืนฟ้าหาได้มีแสงสว่างใดเพื่อส่องนำทาง

               แม้เพียงดาวน้อยเพียงหนึ่งดวงก็หาปรากฏไม่

               และนี่เองคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องเข้ามานั่งอยู่ในร้านโหราพยากรณ์แห่งนี้

               “พี่ไม่อาจตัดใจได้เด็ดขาด ทั้ง ๆ ที่พี่เองเป็นคนเลือกเส้นทางนี้ และเขาคนนั้นก็ได้เป็นฝั่งเป็นฝากับคนที่เหมาะสม” วรางคณาเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจตามวิธีการพยากรณ์ จริง ๆ แล้วมิ้นท์เองก็ไม่ได้เชื่อถือการดูดวงสักเท่าไร แต่อย่างน้อยการได้พูดคุย การได้ระบายก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายความกดดัน โดยเฉพาะการได้เปิดอกกับคนที่ไม่รู้จักตัวตนของเรา

               “เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” น้ำเสียงเรียบจากนักทำนาย

               วรางคณาเลือกไพ่ที่คว่ำหน้าบนโต๊ะหนึ่งใบ มือของเธอสั่นเสียจนไม่กล้าพลิกดูเอง หญิงสาวจึงคืนมันให้แก่เจ้าของผู้ทำหน้าที่หมอดู

               นักทำนายรับไพ่ไว้ในมือ พลิกดูด้านหน้าก่อนที่จะยิ้มออกมา

               “พี่ได้ไพ่ที่ดีค่ะ”

               ภาพที่เห็นเกือบจะตรงกับความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ด้วยรูปหน้าไพ่เป็นราตรีสีดำแห่งคืนเปลี่ยวเหงา หากแต่ยังมีสิ่งที่ต่างไปจากความรู้สึก นั่นคือ...

               ดวงดาราที่พร่างพราว สุกสกาวทั่วแผ่นฟ้า

               เหล่าดวงดาวที่แม้เป็นเพียงแสงสว่างอันน้อยนิด ทว่ากลับเป็นแสงริบหรี่ที่สามารถนำพาผู้คนที่หลงทางในความมืดได้

               ไพ่นั้นสลักชื่อไว้ด้านล่างตรงกับภาพแสดงของมัน

               The Star…ไพ่แห่งดวงดาว

               “สักวัน อาจไม่นานนัก ถึงปัญหาของพี่ที่ตอนนี้จะมืดมนไร้ทางออก หากแต่ปัญหานั้นจะได้รับแสงสว่างจากดวงดาวที่ส่องนำทาง และบางทีมันอาจจะเป็นดาวแห่งความหวังก็ได้ค่ะ” เป็นคำอธิบายทำให้วรางคณารู้สึกสบายใจขึ้นอีกโข คืนนี้เธอคงสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มตา

               พรุ่งนี้เธอต้องเดินทางไกลแล้ว

              

               …

               ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากคอนเฟิร์มที่นั่งสู่นิวยอร์คเสร็จเรียบร้อย วรางคณาจึงออกมานั่งหย่อนใจบริเวณด้านนอก หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นพอควร แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศ แต่ก็นับเป็นคราวแรกที่ต้องเดินทางเพียงลำพัง กระนั้นยังพออุ่นใจบ้างด้วยจะมีคนไทยที่ทำงานบริษัทสาขาย่อยในต่างประเทศมารับ…แต่ก็นั่นแหละ เธอยังอดวิตกกังวลไม่ได้

               เรื่องความตื่นเต้นในการเดินทางไกลก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่ดูจะมีอิทธิพลมากกว่าก็คือเรื่องหัวใจที่ตอนนี้รู้สึกเบาโหวงราวกับมีโพรงกลวงอยู่กลางอก แม้ทำใจไว้แล้วในเรื่องที่ชายคน (ที่แอบ) รักได้ตกล่องปล่องชิ้นกับแฟนของเขา ทั้ง ๆ ที่เธอเองเป็นฝ่ายยอมหลีกทางเพื่อให้ทั้งสองสมหวัง ทว่าอย่างไรก็ทำให้รู้สึกปวดร้าวอยู่ดี

               เพียงแค่คิดว่าตอนนี้เขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน กำลังมีความสุขกัน…เพียงแค่นึกถึง หญิงสาวก็แทบจะร้องไห้ออกมา

               “เฮ้อ…” วรางคณาถอนหายใจยาว

               “เฮ้อ…” อีกเสียงดังไม่ห่าง ใครกันนะที่ดันมาถอนใจพร้อมพอดีกัน

               มิ้นท์หันไปยังต้นเสียง บุรุษที่เห็นก็คือชายหนุ่มในชุดนักบิน หน้าตาท่าทางบุคลิกลักษณะดูดีและมีมาดราวกับพระเอกหนัง

               ทว่าหนุ่มหล่อกัปตันมีท่าทางเหม่อลอยอย่างบอกไม่ถูก ดูคล้ายชายหนุ่มกำลังคิดคำนึงถึงอะไรบางอย่างอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้แต่ขณะที่กำลังสืบเท้าก้าวเดิน

               เบื้องหน้าของชายหนุ่มนั้น…มีเสาต้นใหญ่ขวางทางอยู่!

               และจะด้วยความเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี หรืออาจเพราะความเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ของวรางคณา หญิงสาวผู้แสนดี

               “คุณคะ! ระวังค่ะ!” มิ้นท์ลุกขึ้นร้องเตือนกัปตันหนุ่มเสียงไม่ดังแต่ก็ไม่เบาเกินไปนัก

               กัปตันหนุ่มมาดเท่ห์หันมามองหญิงสาวผู้เป็นต้นเสียง ทว่าขณะเดียวกันเท้าของเขากลับไม่หยุดการก้าวเดิน

               พลั่ก! และแล้วก็เดินชนเสาเข้าจังเบอร์!

            ด้วยแรงปะทะอย่างไม่ทันตั้งตัวทำเอากัปตันหนุ่มถึงกับซวนเซหงายหลังนั่งจ้ำเบ้าลงกับพื้น แต่ก็เพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น พอตั้งสติได้เขาก็รีบลุกขึ้นแทบจะในทันที

               “ขอบ…ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มร่างสูงลุกขึ้นมาได้ก็โค้งคำนับวรางคณาเสียทีหนึ่งก่อนจะรีบจ้ำอ้าวจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

               “สงสัยคงจะอาย…คิก ๆ” มิ้นท์รำพึงกับตัวเอง หญิงสาวอดหัวเราะไม่ได้กับท่าทางเปิ่น ๆ ขัดกับบุคลิกลักษณะที่เห็นในทีแรก

               “แต่เราก็ไม่น่าไปหัวเราะเขาเลย ไม่ดี ๆ” มิ้นท์พยายามกลั้นหัวเราะ เธอรู้ดีว่าการชอบใจในความผิดพลาดของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่อย่างไรก็ยังอดคิกคักในลำคอไม่ได้ ด้วยเพราะท่าทางน่ารักน่าขันเมื่อครู่ยังคงติดตา

               ‘ภูวดล นิยมรักษ์’ คือชื่อของกัปตันหนุ่ม วรางคณาทราบได้จากป้ายชื่อที่เห็นด้วยความบังเอิญในขณะที่เขาโค้งคำนับ

              

               หนุ่มหล่อร่างสูงในชุดนักบินจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้ารูปเนื่องจากใกล้ถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติงานแล้ว เขาจะปล่อยให้ตัวเองใจลอยเหมือนเมื่อครู่อีกไม่ได้ งานควบคุมเครื่องโบอิ้งนั้นสำคัญมาก เพราะหากเกิดความผิดพลาดแล้วล่ะก็...

               หมายถึงชีวิตของคนนับร้อย!

               ภูวดลสลัดศีรษะแรง ๆ เพื่อเรียกสมาธิ ชายหนุ่มพยายามลืมเรื่อง ‘โบว์ รัตนมณี’ แอร์โฮสเตสที่เขาหลงรัก บัดนี้เธอผู้นั้นแต่งงานไปแล้ว ทางเดินของเขาและเธอจึงบรรจบได้เพียงแค่ความเป็นเพื่อน

               กัปตันหนุ่มขยับคอเสื้อให้เข้าที่ ในใจพลันประหวัดถึงเหตุการณ์ปล่อยไก่เมื่อสักครู่ ซึ่งแท้จริงแล้วในตอนแรกที่เหมือนเดินใจลอยอยู่นั้น เขาได้มองเห็นเสาต้นใหญ่และตั้งใจที่จะเดินหลบมันอยู่แล้ว แต่ทว่าเสียงคำเตือนของหญิงสาวที่ดังขึ้น เขาจำได้ว่าเคยเจอเธอคนนี้ในงานแต่งของโบว์…และเมื่อหันไปมอง ใบหน้าขาวนวลรูปไข่นั่นต่างหากเล่าที่ทำให้เกิดอาการ ‘เหม่อ’ ขึ้นมาจริง ๆ

               และที่แย่ที่สุดก็คือการปล่อยไก่ต่อหน้าหญิงคนงามเสียด้วยน่ะสิ แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ด้วยเพราะการที่เขาทำเปิ่นอย่างนั้น

               จึงได้เห็นรอยยิ้มของเธอ…ยิ้มที่สดใสราวกับดวงดาวอันพร่างพราวในค่ำคืนอันแสนมืดมิด

               เธอคนนั้นชื่อว่าอะไรนะ? ชื่อของเธอจะงดงามเท่าใบหน้าหรือเปล่า? จิตใจอีกเล่าจะอ่อนหวานเฉกเช่นใบหน้าสักปานใด?

               ช่างเถิด...กัปตันภูวดลสลัดความคิดยุ่งเหยิงออกจากสมอง เขาตั้งสมาธิเตรียมพร้อมที่จะบังคับเครื่องโบอิ้งที่มีจุดหมายปลายทางสู่มหานครนิวยอร์ค

               …

               …

               บนเครื่องโบอิ้งลำใหญ่ของสายการบินที่จะนำผู้โดยสารทั้งหมดตรงสู่มหานครนิวยอร์ค วรางคณาถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยินชื่อกัปตันที่แนะนำตัวเองผ่านลำโพงวิทยุ ก็นั่นมันชื่อของอีตากัปตันที่เดินชนเสาเมื่อครู่นี่นา

               แต่หัวเราะได้หน่อยเดียวก็เริ่มเปลี่ยนเป็นวิตก…ก็ขนาดเดินอยู่กับพื้นยังใจลอยเสียขนาดนั้น แล้วนี่จะขับเครื่องได้เหรอ? ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด หญิงสาวจึงลุกเดินเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นที่วรางคณาตัดสินใจกลับมานั่งประจำที่และคาดเข็มขัดไว้แน่น

              

               …

               “ขอให้ทุกท่านหลับฝันดีครับ” เสียงกัปตันหนุ่มแว่วตามลำโพงก่อนที่ไฟในส่วนของผู้โดยสารจะดับลงด้วยเพราะเป็นเวลากลางคืน มิ้นท์หัวเราะออกมากิ๊กหนึ่งก่อนที่จะหลับพักสายตา

               เครื่องโบอิ้งที่บัดนี้บินฝ่าชั้นบรรยากาศด้านบนของผิวโลก จุดมุ่งหมายคือมหานครนิวยอร์ค ยังอีกไกลนักกว่าจะถึง ผู้โดยสารส่วนมากจึงงีบหลับเพื่อพักผ่อน จะมีก็เพียงกัปตันและผู้ช่วยเท่านั้นที่ยังทำงานอย่างไม่ยอมบกพร่องต่อหน้าที่

               ...ทว่าเหนือขึ้นไปในแนวดิ่งนับหมื่นฟุต

บางสิ่งกำลังพุ่งตรงมายังโลกด้วยความเร็วอันมิอาจประมาณได้!

 

วรางคณาเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งอย่างช้า ๆ แสงนวลของดวงจันทร์นอกหน้าต่างปลุกหญิงสาวจากภวังค์นิทรา เธอหันซ้ายขวาก็พบว่าผู้โดยสารส่วนมากยังคงหลับใหล จะมีก็แค่บางส่วนเท่านั้นที่ตื่นอยู่ก่อนแล้ว ถึงตอนนี้เองที่มิ้นท์สังเกตว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างนั้นส่วนมากกำลังมองลงไปยังด้านล่าง ด้วยความสงสัยเธอจึงมองลงจากหน้าต่างที่อยู่ข้างตัวบ้าง

พื้นสีขาวอยู่ไกลออกไป  

ส่วนที่เป็นพื้นสีขาวส่องสว่างด้วยสะท้อนกับแสงจันทรา ขณะที่อีกหลายส่วนเป็นสีน้ำเงินเข้มของน้ำทะเล

ขั้วโลกเหนือ!?

วรางคณาตาลุกโพลงด้วยความตื่นเต้น หญิงสาวไม่เคยเห็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้มาก่อน นี่ถ้าเปลี่ยนจากเครื่องบินเป็นรถทัวร์ได้ล่ะก็ เธอจะขอให้คนขับจอดเพื่อลงไปชักรูปเสียสองสามแชะ หรือหากได้เดินเล่นกลางหิมะกับคนรักแล้วล่ะก็คงโรแมนติกดีพิลึก

คนรัก?

คำนี้ทำเอาวรางคณาวาบที่หัวใจ หนุ่มเต๊ะที่เคยรัก...ตอนนี้เขาก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ยิ่งคิดยิ่งเศร้าสะเทือนในหัวใจ

มิ้นท์สลัดศีรษะแรง ๆ หญิงสาวรู้ดีว่าการนึกถึงผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วเป็นสิ่งที่น่าละอายและผิดศีลธรรมเป็นอย่างมาก เธอจึงพยายามคิดถึงหน้าเพื่อนคนอื่น ๆ เพื่อที่จะเบี่ยงเบนใบหน้าของชายที่เธอรัก

               ทว่าดวงหน้าที่สอดแทรกในจินตภาพหาได้เป็นใบหน้าของเพื่อนไม่ หากแต่กลับเป็นใบหน้าเหรอหราของกัปตันภูวดลในจังหวะที่เดินชนเสา

            หญิงสาวหัวเราะกิ๊กอีกครั้ง ความเครียดที่ก่อตัวพลันสลายไปสิ้น วรางคณาที่ปรับอารมณ์ได้จึงมองดูพื้นน้ำแข็งเบื้องล่างอีกครั้ง

               เมื่อดูจนรู้สึกเบื่อ จึงเงยหน้าสลับขึ้นมามองท้องฟ้าบ้าง

               “เอ๊ะ?” มิ้นท์อุทาน เธอเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ

               พลุ? คล้ายพลุ? ทว่ามันกลับพุ่งจากทิศด้านบนลงสู่ด้านล่าง ลูกไฟปริศนาอยู่ในตำแหน่งที่ห่างออกไปจากเครื่องบิน วรางคณาเพ่งมองอีกครั้งพร้อมพยายามนึกวิเคราะห์สิ่งที่เห็น

               ทว่ายังไม่ทันที่จะคิด ลูกไฟลึกลับพลันโผล่ให้เธอเห็นเป็นลูกที่สอง…สาม…และสี่ หลังจากนั้นหญิงสาวก็ไม่อาจนับไหว เพราะปรากฏลูกไฟลักษณะเดียวกันมากมายเกลื่อนเต็มท้องฟ้า

               จรวดมิสไซล์! นับร้อยลูก!?

เป็นความคิดแรกของหญิงสาว หรือนี่จะเป็นการก่อการร้าย?…ก็เป็นไปได้!? นั่นเพราะสายการบินนี้เป็นสายการบินของประเทศที่ตกอยู่ในเป้าหมายของการจู่โจม

ยังไม่ทันจะวิเคราะห์ต่อ ไฟบนเพดานและไฟเข็มขัดก็สว่างวาบ จุดประสงค์ก็เพื่อเตือนให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งรัดเข็มขัด

“กรุณารัดเข็มขัด…ผู้โดยสารทุกท่านกรุณารัดเข็มขัด” เสียงประกาศลั่นจากลำโพง วรางคณาไม่แน่ใจว่าใช่เสียงกัปตันภูวดลหรือไม่

ตูม!

เสียงกัมปนาทดังสะทือนใกล้ ๆ วรางคณารู้สึกว่าเครื่องบินหมุนคว้างอย่างไร้ทิศทางในทันที ผู้โดยสารนับร้อยกรีดร้องด้วยความตกใจ บางคนเป็นลมทั้งที่อยู่ในท่านั่ง หลายคนที่ไม่ทันรัดเข็มขัดถูกเหวี่ยงกระเด็นไปตามทิศทางของการหมุน

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

“โอ้ มายก็อด!”

“พวกเราถูกโจมตี ตายแน่ ๆ”

เสียงผู้โดยสารอื้ออึงทั่วทุกทิศ วรางคณาที่โชคดีรัดเข็มขัดไว้ตลอดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอได้แต่หลับตาปี๋พร้อมกับระลึกถึงพระคุณของบิดามารดาเท่านั้น

...ย้อนเวลากลับไปเมื่อสองสามนาทีก่อนการปะทะ ที่ห้องบังคับการของเครื่องโบอิ้ง

แสงนวลของดวงจันทร์ที่ส่องสว่างสร้างความรู้สึกสดชื่นให้แก่กัปตันภูวดลพอสมควร หลังจากที่จิบกาแฟไปหนึ่งถ้วย ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบที่หลงเหลือ พื้นน้ำแข็งสีขาวกับผืนทะเลสีน้ำเงินของขั้วโลกทำให้ตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่บินผ่าน

“เฮ้อ…” กัปตันหนุ่มถอนใจยาว เหตุก็เพราะไพล่ไปคิดถึงอดีตที่ผ่านพ้น…อดีตเมื่อครั้งเขายังคบกับคุณโบว์ในฐานะเพื่อนสนิท…โบว์ รัตนมณีผู้เป็นแอร์โฮสเตส คุณโบว์มักจะเดินเข้ามาหายามว่างอย่างเช่นในตอนนี้ บางครั้งก็อยู่จิบกาแฟไปพลาง ชมทิวทัศน์น้ำแข็งขั้วโลกไปพลาง

ภูวดลหลับตาเรียกสมาธิให้คืนกลับ ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดถึงอดีต คุณโบว์ก็มีครอบครัวไปแล้ว ดังนั้นการจะมาคิดในเรื่องทำนองนี้คงไม่เข้าท่า ว่าแล้วกัปตันหนุ่มจึงพยายามหาเรื่องอื่นมานึกระลึกแทน

เรื่องอะไรไม่ใช่ กลับกลายเป็นเรื่องที่เขาทำเปิ่น ปล่อยไก่ต่อหน้าสาวสวยเสียนี่ ชายหนุ่มหัวเราะออกมา ไม่รู้ว่าสาวสวยคนนั้นจะคิดอย่างไรที่ได้เห็นคนเซ่อซ่าเดินชนเสาเสียอย่างจัง และที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเขาจะได้เจอกับเธอคนนั้นอีกไหมหนอ เธอผู้มีรอยยิ้มอันสดใส

“พี่! นั่นอะไรน่ะ?” เสียงผู้ช่วย ปลุกชายหนุ่มจากความหวานเคลิ้มของห้วงคำนึง

“ไหน? อะไร?” ภูวดลหันไปถาม แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบนั่นเพราะผู้ช่วยกำลังนั่งอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงจ้องไปข้างหน้า

กัปตันหนุ่มจึงหันไปมองบ้าง

“เฮ้ย!?” อุทานจากปากเพียงคำเดียว มือควานหาปุ่มวิทยุรับส่งเตรียมสื่อสารกับหอบังคับการบินเพื่อถามความกระจ่างว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไรกัน

 ลูกไฟน้อยใหญ่จำนวนมากกำลังพุ่งมาจากท้องฟ้าด้านบน…นับสิบ ไม่สิ! บางทีอาจมากถึงร้อยก็เป็นได้ พระเพลิงที่พุ่งลงในแนวดิ่งมีจำนวนมาก...มากเกินกว่าที่จะสามารถบังคับเครื่องให้หลบพ้นได้ทั้งหมด

“จรวดมิสไซล์?” ผู้ช่วยครางออกมา แต่กัปตันภูวดลคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะมันไม่ควรจะเยอะแยะมากมายจนเกลื่อนฟ้า

แล้วมันคืออะไร?

ยังไม่ทันคิดหาคำตอบ กัปตันภูวดลเห็นลูกไฟสองลูกทางฝั่งขวาห่างจากตัวเครื่องไม่กี่สิบหลา สองลูกกำลังไล่กันมาในแนวดิ่ง ดูเหมือนลูกที่อยู่ด้านบนจะใหญ่และเร็วกว่าลูกเล็กที่อยู่ด้านล่าง

ตูม!

ลูกไฟทั้งสองปะทะกันอย่างจัง จากนั้นเหมือนเครื่องยนต์จะสูญเสียการทรงตัวในฉับพลัน

“กรุณารัดเข็มขัด! ผู้โดยสารทุกท่านกรุณารัดเข็มขัด!” ภูวดลรีบกดสวิทช์กรอกเสียงลงไปเพื่อเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดประจำที่นั่งทันที

 “เมย์เดย์ ๆ! โบอิ้ง 747 เรียกหอบังคับการบิน!” ผู้ช่วยกรอกเสียงผ่านทางวิทยุ ส่วนภูวดลพยายามฝืนบังคับเครื่องเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์ ลูกไฟลูกล่าสุดพุ่งฉิวผ่านหัวเครื่องไปในระยะไม่เกินยี่สิบเมตร

“เมย์เดย์ ๆๆ! หอบังคับการบินตอบด้วย! เมย์เดย์ ๆ!” ผู้ช่วยกรอกเสียงซ้ำลงไปอีก

“ซ่า…ครืดดดด…ซ่า…” เสียงสัญญาณครืดคราดเป็นคำตอบ

“พี่ครับ ไม่มีใครตอบเลย? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ผู้ช่วยครางออกมา ภูวดลเองก็ไม่สามารถหาคำตอบให้เขาได้ อีกทั้งตอนนี้เครื่องบินกำลังเสียศูนย์จากการที่เครื่องยนต์ทางฝั่งขวาถูกทำลาย อาจเป็นเศษหินที่กระเด็นจากการปะทะกันเองของลูกไฟทั้งสอง

ยังดีที่ไม่ปะทะกับตัวเครื่องตรง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็?

“โบอิ้ง 747…ซ่า…ได้ยิน…ครืด…แล้ว…ครืดดดด…ซ่า…” เสียงตอบจากวิทยุ แม้ฟังยากแต่ก็ยังสามารถจับใจความได้

“เกิดอะไรขึ้น เราถูกเล่นงานโดยผู้ก่อการร้ายงั้นหรือ?” รุ่นน้องผู้ช่วยถามเร็วจี๋หลังจากที่รายงานความเสียหายของเครื่องยนต์เสร็จ

“โบอิ้ง…ซ่า…ไม่ได้ถูกโจมตี…ครืด…”

“แต่ถูกกลุ่มสะเก็ด…อุกกาบาตพุ่งชนต่างหาก” เป็นคำตอบที่ทำเอานักบินทั้งสองถึงกับเงียบไปพร้อมกัน

“แล้วจะให้เราทำยังไงต่อ ผมบังคับเครื่องไม่ไหวแล้วนะ” คราวนี้ภูวดลถามออกไปบ้าง และนั่นก็เป็นความจริงตามที่เขาพูดเสียด้วย

“…” เสียงวิทยุเงียบไปอีก

“จะให้ทำยังไง ขอคำแนะนำหน่อยครับ!” กัปตันหนุ่มเร่งเร้า ชีวิตคนอีกสามร้อยกำลังอยู่ในมือของเขา …มือที่กำลังควบคุมเครื่องบินที่หมุนคว้างอย่างไร้ทิศทาง

“... คุณต้องลงจอดที่ผิวน้ำ แล้วเราจะรีบไปช่วยให้เร็วที่สุด” คราวนี้เสียงตอบกลับมาเกือบจะชัดแจ๋ว แต่ก็เป็นคำพูดชัดเจนที่ไม่อยากได้ยินเป็นที่สุด

“จอดที่ผิวน้ำ? ไม่มีทางอื่นแล้วหรือ?” ภูวดลร้องอย่างตื่นตระหนก

“เครื่องยนต์ของคุณเสียหายหนัก คงไปต่อไม่ไหวแน่ ดังนั้นคุณต้องหาทางลงจอดให้ได้”

“ไม่มีทางอื่นแล้ว ที่สนามบิน...ที่หอบังคับการบินก็ถูกกลุ่มอุกกาบาตทำลายเหมือนกัน!”

คราวนี้นักบินทั้งสองเงียบสนิท พวกเขารับรู้ในใจทันที ว่าแสงนวลของจันทราที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในเวลานี้ บางทีอาจจะเป็นลำแสงสุดท้ายที่จะได้เห็นก็เป็นได้

ข้างล่างห่างลงไปนับหมื่นฟุต…ผิวน้ำอันเย็นเฉียบและมืดมิดกำลังรออยู่!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น