อัปเดตล่าสุด 2020-09-24 09:08:26

ตอนที่ 21 บทหอคอยวินาศ (The Tower)

หอคอยสูงเสียดฟ้า                       เทียมสวรรค์

มนุษย์ชั่วเหิมเกริมกัน                   ทั่วหน้า

คิดนึกว่าถึงวัน                             ใหญ่เทียบ เทวา

ท้ายสุดแสงสายฟ้า                       ฟาดเปรี้ยงพังทลาย

 

ทาวเวอร์แสนสุดร้าย                    ระวัง

ได้ไพ่นี้จงฟัง                               จดไว้

อาจเกิดเหตุถึงพัง                        พินาศ

ขอหมั่นคำนึงไซร้                         อย่าได้เผลอเรอ


 

บทหอคอยวินาศ (The Tower)

 

               ท่ามกลางหมอกขาวที่ลงหนาจนแทบไม่เห็นสิ่งรอบกาย แต่กระนั้นตัวฉันในอดีตชาติก็ยังสืบเท้าอย่างต่อเนื่องประหนึ่งรู้ว่าควรจะมุ่งไปยังทิศทางใด

               ...และบัดนี้ เบื้องหน้าของฉันปรากฏสองร่างในระยะที่พอจะมองเห็น...ร่างหนึ่งสวมชุดสีขาวสีขาว ส่วนอีกหนึ่งสวมชุดสีดำ

               ฉันเคยพบชายชราลึกลับทั้งสองนี้ในโลกแห่งจินตนาการมาก่อนหน้า และนับตั้งแต่ที่ได้พบ ‘เขาทั้งสอง’ ดูเหมือนบางสิ่งในตัวฉันจะเริ่ม ‘ตื่น’ ขึ้น

               ตัวฉันในอดีตชาติรับรู้จากพรสวรรค์...ว่าตัวเองเป็นผู้มีโชคชะตาที่ต้องทำการเลือกหรือหากจะเรียกว่า ‘ตัดสิน’ ก็คงได้...และด้วยความสามารถของญาณหยั่งรู้ ทำให้ตัวฉันในอดีตชาติสามารถรับรู้ได้ว่าในอนาคตอีกไกลแสนไกล ชะตากรรมแห่งการตัดสินจะเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง...ถึงตอนนั้นตัวฉันจะไม่ใช่ผู้ชายเช่นตอนนี้ แต่จะเป็นเด็กสาวผู้ความจำเสื่อมด้วยฟื้นคืนชีพจากมรณะกาล

               ฉันในอนาคตที่ห่างไกล...จะมีชื่อว่า ‘ธเรษตรี’

               ฉันหวังลึก ๆ ว่าธเรษตรี...หรือก็คือตัวฉันในอนาคตจะได้ทำหน้าที่อันน่ารังเกียจนี้...เป็นครั้งสุดท้าย!

 

               “จงบอกการตัดสินใจของเจ้า” ชายชราชุดดำเอ่ย ฉันในอดีตรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยกับคำถามนี้ แม้ว่าจะเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้วก็เถอะ

               “จงตัดสินเถิด! ตัวเจ้าเองก็รับรู้อยู่แก่ใจ ว่านี่คือชะตากรรมที่จักต้องกระทำ...โชคชะตาที่เวียนบรรจบมาแล้วหลายครั้งหลายครา” ชายชราชุดขาวต่อให้ ใช่ตามที่เขาพูด! ฉันรับรู้ว่าในอดีตชาติมากมายก่อนหน้านี้ โชคชะตากำหนดให้ฉันต้องทำการ ‘ตัดสิน’ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

               บางครั้งฉันตอบ Yes…บางครั้งก็ตอบ No

               และครานี้โชคชะตาที่หมุนวนประดุจกงล้อชะตากรรมก็เวียนวนมาอีกครั้ง...ยามใดที่จิตใจหมู่มวลมนุษย์เสื่อมทรามลงจนถึงจุดวิกฤติ ยามนั้น ตัวฉันผู้มีเจตจำนงแห่งพื้นพิภพ เจตจำนงแห่งโลกา...จักได้ถือกำเนิดเพื่อการตัดสิน

               ฉันอาจตัดสินโดยปล่อยให้มนุษย์ดำเนินไปตามรอยกรรม

               ...หรืออาจเลือก ‘ชำระ’ สิ่งโสมมให้หมดสิ้น ตัวเลือกสองข้อนี้คือชะตากรรมที่ผูกพันกับสายเลือดแห่งพรสวรรค์อันน่ารังเกียจ

               “จงตัดสิน...เวลางวดเข้าใกล้ทุกขณะ หากเจ้าเลือกการชำระบาป เจ้าจะยังคงได้รับสิทธิที่พึงมี” ชายชุดดำพูดเสียงเข้มทว่าในตอนท้ายประโยคน้ำเสียงกลับอ่อนลง

               “สิทธิที่นอกจากจะสามารถนำสิ่งมีชีวิตอย่างละคู่ขึ้นเรือไปได้ เจ้าจะยังสามารถนำคนที่เจ้ารักหรือครอบครัวขึ้นเรือใหญ่ไปได้ด้วย”

               “และนั่นจะทำให้เจ้ารอดพ้นจากน้ำท่วมโลก...ต่อจากนั้นชีวิตที่เหลืออยู่จักได้ดำเนินเพื่อสืบสานเผ่าพันธุ์” ชายชุดขาวพูดยาวเหยียด

               “ผมควรเลือกอย่างไรดี” ตัวฉันยังลังเล แม้คำตอบจะปรากฏชัดแจ้งอยู่ในใจ

               “เลือกทางที่เจ้าเห็นควร ด้วยความสามารถได้ยินเสียงในใจ เจ้าได้รับรู้ความมืดที่เก็บซ่อน ทั้งหมดมีไว้เพื่อการนี้มิใช่หรือ” ชายชราชุดขาวบอก

               “จงเลือก...เวลาแห่งการตัดสินกำลังงวดเข้าใกล้”  ชุดดำเร่งเร้า

               “จงเลือก...โนอาห์”

               …

               …

               สายฝนที่กระหน่ำหนักปลุกฉันให้ตื่นจากห้วงคำนึง นี่ฉันเลือกถูกแล้วแน่หรือ?...ผู้คนมากมายต้องล้มตายราวใบไม้ร่วงด้วยผลจากการชำระล้าง

               “ช่วยพวกที่อยู่ข้างล่างไม่ได้หรือ?” ฉันถามขณะที่พยายามบังคับหางเสือเพื่อให้เรือแล่นฝ่าเกลียวคลื่นอันบ้าคลั่ง

               “ไม่ไหวหรอก เรือนี่เต็มแล้ว!” เสียงตะโกนตอบจากญาติผู้อาวุโส

               “และที่พวกนั้นต้องประสบเคราะห์ก็เพราะอยากไม่เชื่อแกเองนี่นา โนอาห์” เป็นจริงตามนั้น! เพราะแม้ฉันจะพยายามเตือนทุกคนในหมู่บ้าน แต่กลับไม่มีใครสนใจ จะมีก็แต่คนที่หัวเราะเยาะ ถึงแม้บางคนจะไม่แสดงออกแต่ฉันก็รับรู้เสียงเยาะเย้ยที่ซ่อนไว้ในใจ

               บางคนทำเป็นพูดดีต่อฉัน...แต่ในใจกลับตรงข้าม!

               ราวกับประจักษ์แจ้งในความจริง นับตั้งแต่ความสามารถตื่นขึ้น ฉันจึงรับรู้ว่าผู้คนโดยมากล้วนใส่หน้ากากเพื่อบดบังความมืดที่เร้นอยู่ในใจ มันเป็นหน้ากากที่ยิ้มแย้ม หน้ากากมารยาทผู้ดี หน้ากากจอมปลอม

               หากหัวใจที่แท้จริง...สวยงามดังเช่นหน้ากากเหล่านั้นก็คงดี

               แต่นี่ไม่ใช่!? หัวใจผู้คนล้วนแล้วแต่สกปรกจนต้องนำหน้ากากเหล่านี้ขึ้นมาใส่เพื่อปกปิด ด้วยเหตุนี้ฉันถึงเลือกหนทางแห่งการชำระล้าง

               แต่...แต่...ภาพที่อยู่ตรงหน้า ที่นี่! ในตอนนี้!?

               มันคือใบหน้าที่ทุกข์ทน! ผู้คนที่พยายามแหวกว่ายฝ่าเกลียวคลื่นหนีตายเพื่อมาสู่เรือใหญ่ ทว่ากลับไม่มีใครมาถึง ทุกชีวิตล้วนถูกดูดจมดิ่งลงสู่ห้วงนที

               สิ่งที่ฉันเลือกมันถูกต้องแล้วจริงหรือ?

               ฉันขอโทษ

               ฉันขอโทษ

               ฉันขอโทษ

              

              

               …

               “สวัสดีหนูน้อย ที่นี่เป็นร้านทำนายโชคชะตาหรือ?” เสียงเรียกปลุกธเรษตรีให้ตื่นจากห้วงภวังค์ นักทำนายสาวกำลังนั่งใจลอย นึกถึงความฝันที่ได้เห็น...และเมื่อนักพยากรณ์หันไปมอง เธอจึงพบชายวัยกลางคนผู้ซึ่งมีลักษณะผอมเกร็ง ลักษะผิวกายเป็นสีดำ ๆ ด้าน ๆ คล้ายคนสุขภาพไม่ดี

               ที่ยืนอยู่ทางด้านข้างของชายผอมเกร็งนั้นเป็นชาวต่างชาติชายหญิง 3 – 4 คน และนอกเหนือจากกลุ่มคนดังกล่าว ยังมีเด็กชายชาวเอเชียอายุราวสิบขวบนั่งอยู่บนรถเข็น โดยด้านหลังเด็กน้อยมีแหม่มฝรั่งยืนประคองอยู่ ธเรษตรีไม่แน่ใจว่าแหม่มคนนั้นเป็นพยาบาลหรือไม่

               นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์รู้สึกแปลก ๆ เมื่อเห็นเด็กชายบนรถเข็น นอกจากหน้าตาจะคลับคล้ายคลับคลาคุ้น ๆ ท่าทางของเด็กน้อยยังเซื่องซึมเหม่อลอยราวไร้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลเป็นยาวตรงหน้าผากยิ่งทำให้ธเรษตรีรู้สึกสนใจมากขึ้นไปอีก

               ด้วยความสงสัยใคร่รู้อันเป็นสัญชาตญาณเดิมของมนุษย์ทำให้เด็กสาวเพ่งกระแสจิตไปยังร่างของเด็กน้อยเพื่ออ่านจิตใจ เวลานี้ธเรษตรีสามารถใช้อภิญญาได้อย่างไม่ยาก นับตั้งแต่ที่ร่างตัวเองในชุดสีดำเข้าหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างของเธอ...จิตที่ผสาน ความทรงจำและความสามารถอันแสนอัศจรรย์ ทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อการตัดสินชะตากรรมปริศนาที่กระชั้นเข้าใกล้

‘ฉันก็คือเธอ...เป็นความมืดของเธอ อีกทั้งยังเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์ที่เธอมีด้วย’ ธเรษตรียังจำคำพูดของตัวเธออีกคนได้ และตอนนี้เธอก็กำลังใช้พรสวรรค์นั้นเพื่ออ่านจิตใจของเด็กชายในรถเข็น               

ธเรษตรีพยายามเพ่งกระแสสมาธิไปยังเด็กน้อยผู้นั้น

ไม่มี!...เด็กคนนั้นไม่มีจิตใจ!?

“เป็นไปไม่ได้” นักทำนายพึมพำ ตั้งแต่ได้ความสามารถรับรู้เสียงแห่งจิตมา ไม่เคยมีครั้งใดที่จะเจอบุคคลเช่นนี้

คนที่ไม่มีจิตใจ...จะเป็นไปได้อย่างไร?

“แล้วตกลงเราจะดูกันยังไงล่ะ” คำถามของชายผู้มาเยือนทำให้นักพยากรณ์ต้องดึงสมาธิกลับมาที่ลูกค้า
               “วิธีดูไพ่ทาโรต์เหรอคะ” ธเรษตรีเริ่มอธิบาย เด็กสาวสังเกตเห็นว่านอกจากเด็กน้อยในรถเข็นแล้ว ก็มีแต่เพียงลูกค้าท่าทางอมโรคเท่านั้นที่เป็นชาวเอเชีย ส่วนคนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติในฝั่งยุโรปไม่ก็อเมริกา

“คุณลูกค้าต้องเล่าสิ่งที่กำลังวิตกหรือสงสัยอยากรู้ หลังจากเล่าจบแล้วให้ใช้มือซ้ายหยิบไพ่หนึ่งใบจากสำรับที่หนูกำลังจะสลับให้” นักทำนายอธิบายตามขั้นตอน

“เออ…วิธีทายแปลกดี จริง ๆ แล้วชีวิตของลุงก็สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง…จะขาดก็แต่อยากรู้อนาคตเท่านั้น” ชายผิวดำราวขี้โรคพูดกับเธอ

“ลุงอยากรู้อนาคต…ของตัวลุงเองใช่ไหมคะ?” เด็กสาวถาม ในมือเตรียมที่จะเริ่มสลับไพ่

“ใช่แล้วหนู แต่ก็ไม่เชิงเป็นของลุงคนเดียวหรอก ต้องเรียกว่าอนาคตของทั้งลุงและของเจ้าหนูคนนี้ด้วย” พูดพร้อมบุ้ยหน้าไปทางเด็กชายในล้อเข็น

“แต่หนูดูไพ่ได้ทีละคนเท่านั้นนะคะ” นักทำนายรีบแจ้งข้อจำกัดของการพยากรณ์

ชายสูงวัยหัวเราะก่อนที่จะบอกว่า

“เด็กนั่นกับลุงก็คนเดียวกันนั่นแหละ”

ธเรษตรีไม่เข้าใจความหมาย นั่นเพราะเด็กวัยละอ่อนกับชายสูงอายุอมโรคคนนี้จะเป็นคนเดียวกันไปได้อย่างไร ที่สำคัญลุงคนนี้ก็พูดจาได้อย่างคนปกติ แตกต่างกับเด็กชายในล้อเข็นที่ดูไร้ซึ่งจิตวิญญาณ…นักทำนายไพล่คิดไปถึงรอยแผลเป็นบริเวณหน้าผาก บางทีเด็กคนนั้นอาจได้รับอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำก็เป็นได้

แต่ก็ไม่น่าทำให้ถึงกับไร้ซึ่งจิตใจ…ไร้วิญญาณ จนแม้กระทั่งเธอยังไม่อาจรับรู้ความรู้สึกได้จากความสามารถพิเศษ

เช่นนั้นคีย์เวิร์ดสำคัญน่าจะอยู่ที่ความหมายของคำพูดเมื่อครู่ แต่จะเป็นไปได้หรือที่คนต่างวัยต่างวรรณะจะเป็นคน ๆ เดียวกันได้? กระทั่งฝาแฝดก็ยังมีความคิดที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อย

เมื่อคิดถึงฝาแฝด ธเรษตรีก็ฉุกคิดได้ในใจ เพราะถ้าหากลุงคนนี้สามารถหนุ่มขึ้นจนกลับกลายเป็นเด็ก รวมถึงหากสลัดคราบของโรคประจำตัวที่ทำให้ผิวหนังและรัศมีกายเศร้าหมองออกไปแล้วล่ะก็...

ชายสูงวัยผู้นี้อาจจะมีรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายกับเด็กชายในรถเข็น

บางทีอาจจะไม่เพียงแค่ ‘คล้าย’ เท่านั้น

แต่อาจถึงขั้นที่เรียกว่า ‘เหมือน’ เลยก็เป็นได้!

 

            “แล้วลุงจะให้หนูทำนายอนาคตเกี่ยวกับอะไรล่ะคะ” ธเรษตรีถาม

               อีกครั้งที่ชายสูงวัยหัวเราะ ธเรษตรีไม่ชอบสุ้มสำเนียงการหัวเราะของลูกค้าคนนี้เอาเสียเลย

               “เอาเป็นว่า ทำนายอนาคตเรื่องที่ลุงและเพื่อน ๆ กำลังจะทำในอีกไม่นานนี้ก็แล้วกัน” เป็นคำตอบพร้อมกับหันหน้าไปมองเพื่อนฝรั่งข้างหลัง

               นักพยากรณ์สลับไพ่ช้า ๆ สติเต็มเปี่ยมด้วยสมาธิที่ตั้งมั่น และวินาทีที่ตัดสลับไพ่นั้น จิตใจบางส่วนของผู้รับการทำนายพลันหลั่งไหลเข้ามาให้เธอรับรู้

               ความมั่นใจอย่างยิ่ง? บางทีอาจมากจนเกินไป มากเสียจนแปรเปลี่ยน...

               เป็นความเหิมเกริม!?

ธเรษตรีรับรู้ทันทีว่าชายสูงวัยตรงหน้ามีอะไรบางอย่างที่เหิมเกริมเสียจนอาจเรียกได้ว่ากำลังท้าทายต่อพระผู้เป็นเจ้า!?

               นักทำนายสลับไพ่เสร็จจึงคว่ำหน้าทั้งหมดลงบนโต๊ะเหมือนเช่นทุกครั้ง

               “เชิญค่ะ หนึ่งใบด้วยมือซ้าย”

               ชายสูงวัยยื่นมืออันผอมเกร็ง ริมฝีปากยิ้มพรายอย่างมั่นใจ และนั่นทำให้เขาดึงไพ่ออกมาใบหนึ่งอย่างปราศจากความลังเล

               เบื้องหน้าของผู้รับการทำนายปรากฏหน้าไพ่เป็นรูปหอคอย มันเป็นหอที่สูงขึ้นไปยังท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยเมฆดำ ในภาพปรากฏประกายสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงจากเมฆทมิฬลงสู่ยอดหอคอยนั้น ยังผลให้ส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างแตกทลาย

               The Tower หรือหอคอยวินาศ…คือชื่อของไพ่ใบนี้!

            “แปลว่าอย่างไรหรือแม่หนู” เป็นคำถามจากผู้รับบริการ

               “นี่คือไพ่หอคอยวินาศ…ไพ่ที่เลวร้ายที่สุดในสำรับ” คือประโยคแรกของการทำนาย และก็เป็นประโยคแรกที่ทำให้คนฟังหน้าเสีย

               “มัน...มันแปลว่าอะไรรึ?”

               “ไพ่นี้หมายถึงคนโฉดชั่วที่กำเริบเสิบสาน เหิมเกริมท้าทายพระผู้เป็นเจ้า ดังในรูปที่แสดงถึงมนุษย์ผู้สร้างหอคอยที่มิอาจแม้สูงเทียมเมฆ แต่กลับหลงผิดคิดไปเองว่าสามารถเอื้อมเข้าใกล้สวรรค์”

               “เช่นนั้นแล้วพระผู้เป็นเจ้าจึงลงโทษผู้คิดท้าทายพระองค์ด้วยสายฟ้าฟาดอันเป็นบัญชาประกาศิต” นั่นคือความหมายของไพ่

               “สิ่งที่คุณลุงกำลังจะทำ...หยุดเถิดค่ะ มันอันตราย! บทลงโทษฐานล่วงเกินเขตแดนที่ไม่ควรข้ามนั้นมันหนักหนามาก” แม้ไม่แน่ใจ แต่ธเรษตรีก็พยายามเตือนในสิ่งที่เธอรู้สึก เด็กสาวพูดพร้อมชำเลืองไปยังเด็กชายที่นั่งเหม่ออยู่ในรถเข็นคนพิการ

               “หนูจะไปรู้อะไร” เป็นคำกล่าวสุดท้ายของผู้รับการทำนาย เขาโยนเงินลงบนโต๊ะก่อนที่จะเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี

               ...

               ...

               “คำทำนายเมื่อกี้เป็นยังไงครับ ไม่ดีงั้นหรือ?” คำถามจากฝรั่งตาน้ำข้าวที่อายุไม่ห่างไปจากชายสูงวัย  

“หมอดูก็คู่หมอเดานั่นแหละ” คนถูกถามตอบกลับ แม้เขาจะมีวัยที่ใกล้เคียงกับฝรั่งผู้นั้น แต่ด้วยโรคประจำตัวที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยไตเทียมสัปดาห์ละสองหนทำให้ร่างกายของเขาดูแก่และทรุดโทรมกว่าอายุที่แท้จริง

               “อย่าคิดมากเลยค่ะ มิสเตอร์คมสัน” แหม่มฝรั่งท่าทางคล้ายพยาบาลที่เดินทางด้านหลังกล่าวเสริม คมสันผู้ป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังหันไปยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะมองไปยังร่างของเด็กชายที่นั่งอยู่ในล้อเข็น

               “แต่อย่างไรก็ไม่มีใครสามารถหยุดโครงการของผม และที่ผมได้รับความสำเร็จนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกคุณด้วย” คมสันพูดจากใจจริง

               “โน โน…พวกเราเองก็ต้องขอบคุณมิสเตอร์คมสันเช่นกัน หากไม่มีเงินทุนของคุณแล้ว งานวิจัยของพวกเราคงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้” หนึ่งในทีมฝรั่งที่เดินอยู่ด้วยกันรีบออกตัว

               “เอาเป็นว่าได้ประโยชน์ร่วมกันก็แล้วกัน” คมสันซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแหล่งเงินทุนของโครงการวิจัยกล่าวในทำนองถ้อยทีถ้อยอาศัย

               “ยังไงอีกไม่นานมิสเตอร์ก็จะได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการเสียที” เป็นประโยคของแหม่มพยาบาลพร้อมกับทุกสายตาที่จ้องมองไปยังเด็กในล้อเข็นแทบจะพร้อมเพรียงกัน

               ทว่าเด็กน้อยหารับรู้ไม่…มีเพียงสายตาที่เหม่อลอยไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

               “นั่นสินะ ผมลำบากมามากทีเดียว คราวนี้จะได้บอกลาการฟอกเลือดนี่เสียที” คมสันพูดเรียบ ๆ ในขณะที่หัวสมองกำลังนึกย้อนไปยังคืนวันเก่าเมื่อครั้งอดีต

              

               …

               …

               “คมสัน! คมสันเอ๊ย! หยิบยาให้พ่อหน่อย” เสียงเรียกจากผู้พ่อทำให้เด็กน้อยรีบวางมือจากการบ้านที่กำลังทำค้างอยู่

               “มีอะไรครับ พ่อ” คมสันในวัยละอ่อนรีบวิ่งไปหาบุพการีด้วยความเป็นห่วง บิดาของเขาป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังมานาน โดยการเจ็บป่วยประเภทนี้หากเป็นถึงระยะสุดท้าย ก็จำเป็นต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยไตเทียม

               และบิดาของเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น!

               มันเป็นความทุกข์อย่างยิ่งที่ต้องทนเห็นบิดาเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังที่ไม่มีวันหาย แม้จะได้รับการฟอกเลือด แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น

               ไตที่วายหาได้คืนกลับไม่!

               ทว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ความหวังของเด็กน้อย…ไม่สิ! ของทั้งครอบครัวกลับเรืองรองขึ้นมาอีกครั้ง

               เมื่อแพทย์ประจำของบิดาแจ้งให้ทราบว่าสามารถหาไตที่เหมาะสมได้แล้ว...พ่อของเด็กชายจะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนไต!

               แม้จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมหาโหด ทั้งค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา อีกทั้งคมสันยังแอบได้ยินว่าไตที่หามาได้นั้นมีแหล่งที่มาจาก ‘ตลาดมืด’ และนั่นทำให้ค่าใช้จ่ายยิ่งแพงมากขึ้นอีกหลายเท่า

               แต่ประกายแห่งความหวังที่เรืองรองอยู่ต่อหน้า จำให้ครอบครัวของคมสันต้องตัดใจสู้ราคาที่มีจำนวนตัวเลขศูนย์ต่อท้ายมากมายชนิดที่เด็กน้อยไม่เคยเห็นมาก่อน

               คมสันได้แต่ภาวนาให้บิดาผ่านพ้นการผ่าตัดไปได้ด้วยดี

               ฤๅพระเจ้าจะฟังคำขอ ปรากฏว่านายแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดได้แจ้งว่านี่เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไตที่ง่ายและไม่มีปัญหามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อน เมื่อได้ฟังเช่นนั้น คมสันและครอบครัวถึงกับหลั่งน้ำตาให้กับความสำเร็จ

 

               วันเวลาผ่านไป บิดาของเด็กชายมีอาการดีขึ้นตามลำดับ แม้จะต้องกินยาครั้งละมาก ๆ เพื่อกดภูมิคุ้มกันก็ตาม

               “ทำไมยาพ่อเยอะจัง” คมสันเคยถาม

               “มันเป็นยากดภูมิต้านทานของร่างกายน่ะลูก” เป็นคำตอบที่สร้างคำถามข้อใหม่

               “แล้วทำไมต้องกดภูมิฯด้วยล่ะพ่อ”

               “ก็ไตที่เปลี่ยนใหม่น่ะ มันเป็นไตของคนอื่น ร่างกายเรานึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมก็เลยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อทำลายมัน ถ้าไม่กินยากดไว้ ไตที่เปลี่ยนก็จะเสียไปน่ะ”

               “พูดง่าย ๆ ก็คืออวัยวะของคนอื่น ร่างกายเราจะไม่ยอมรับ เว้นแต่ใช้ไตของตัวเองเปลี่ยนถึงจะไม่ต้องกินยา…แต่ตัวเองเปลี่ยนไตให้ตัวเองมันเป็นไปไม่ได้นี่นะ ก็เลยต้องใช้ไตของคนอื่นอย่างที่ลูกเห็นนี่ไง” บิดาพยายามอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ แต่ด้วยความที่คมสันเป็นเด็กก็เลยยิ่งฟังก็ยิ่งงง เขาจึงได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ไปตามเรื่อง

               หลังจากบทสนทนาของพ่อลูกในวันนั้น เวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็วจวบจนราวหนึ่งปีให้หลังนับจากวันที่บิดาของคมสันเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนไต

               บัดนี้คมสันพบว่าตัวเองกำลังยืนร่ำไห้อยู่หน้าเมรุเผาศพ ภาพในกรอบที่เขาถือคือรูปของบิดา

               บิดาของเด็กน้อยเสียชีวิต!?

               การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำเร็จลงอย่างดี ไตที่ได้รับมาใหม่ก็ทำงานอย่างไม่มีข้อผิดพลาด ส่วนภูมิคุ้มกันที่จะออกฤทธิ์ต่อต้านอวัยวะก็ไม่ปรากฏ นั่นเพราะบิดาของเขาไม่เคยขาดการกินยากดภูมิต้านทาน

               ทว่าปัญหามันอยู่ที่ยากดภูมิคุ้มกันนั่นแหละ!

               พ่อของคมสันป่วยหนักด้วยติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิต ซึ่งทั้งที่จริงแล้วในคนปกตินั้นการเจ็บป่วยคงไม่รุนแรงมากมายเท่านี้ นั่นเพราะคนทั่วไปมีภูมิต้านทานที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค

               แต่พ่อของคมสัน…ไม่มี!

               นั่นคือสาเหตุที่ทำให้หัวหน้าครอบครัวต้องจบชีวิตลง ทิ้งหนี้สินก้อนโตจากการผ่าตัดเปลี่ยนไตเอาไว้ให้คนข้างหลังจัดการต่อ

              

               จากวันที่สูญเสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับ คมสันตั้งใจมุมานะเรียนหนังสือโดยหวังว่าวันหนึ่งจะปลดหนี้ให้แก่ครอบครัวได้ เด็กน้อยที่เติบใหญ่สามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยหลังจากนั้น ชายหนุ่มได้เลือกเอกทางด้านวิศวะคอมพิวเตอร์

               หลังจากที่จบปริญญาโทและปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา คมสันสามารถพัฒนาซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์สำเร็จและนั่นยังผลให้เงินตราและชื่อเสียงหลั่งไหลเข้าหาคมสัน ชายหนุ่มสามารถปลดภาระหนี้และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ครอบครัวได้สำเร็จ

               ทว่าคมสันยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขาสามารถสร้างโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและไฟร์วอลล์ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดของชีวิตคมสันเลยก็ว่าได้

               ทว่า ขณะที่ชะตาชีวิตกำลังรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด คำกล่าวที่ว่า ‘จากหน้ามือเป็นหลังมือ’ นั้นคงจะมีจริง

               โชคชะตาพลิกกลับทันควันเมื่อแพทย์ประจำตัวบอกผลการตรวจสุขภาพให้แก่คมสัน

               “คุณคมสันครับ คุณเป็นโรคไตเรื้อรัง” เป็นคำบอกหลังจากที่นายแพทย์พยายามพูดปูทางเพื่อไม่ให้คนไข้ตื่นตระหนกตกใจ

               “แล้วมีทางรักษาไหมครับ” เจ้าของสุดยอดซอฟแวร์ถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วจากประสบการณ์ตรง

               “ก็คงต้องฟอกเลือดด้วยไตเทียมไปก่อน ระหว่างนั้นผมจะหาไตที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของคุณคมสันมาให้ครับ” แม้ไม่พูดตรง ๆ แต่เขาก็รู้ดีว่าหมอหมายถึงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

               “หมอครับ ถ้าเปลี่ยนไต ผมก็ต้องกินยากดภูมิฯใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถาม เขารู้สึกว่าอดีตที่ไม่อยากคิดถึงกำลังหวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

               “แน่นอนครับ ยังไงก็ไม่ใช่ไตของเราเอง” เป็นคำตอบสุดท้ายจากแพทย์ประจำตัว

 

               คืนนั้นคมสันฝันถึงประโยคที่พ่อเคยพูดไว้เมื่อครั้งเปลี่ยนไตเสร็จใหม่ ๆ

‘พูดง่าย ๆ ก็คืออวัยวะของคนอื่น ร่างกายเราจะไม่ยอมรับ เว้นแต่ใช้ไตของตัวเองเปลี่ยนถึงจะไม่ต้องกินยา…แต่ตัวเองเปลี่ยนไตให้ตัวเองมันเป็นไปไม่ได้นี่นะ ก็เลยต้องใช้ไตของคนอื่นอย่างที่ลูกเห็นนี่ไง’

ถ้าอย่างนั้นเขาจะทำอย่างไรดี?…ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเอาไตตัวเองที่วายไปแล้วมาเปลี่ยนให้ตัวเอง ชายหนุ่มหัวเราะเศร้า ๆ กับความคิดที่ไม่มีทางเป็นไปได้

แต่แล้วความหวังกลับเรืองรองขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาได้พบกับ ‘ดอลลี่’ บนหน้าหนังสือพิมพ์

ดอลลี่เป็นเพียงแกะตัวหนึ่ง แต่สาเหตุที่ได้ขึ้นหน้าปกหนังสือพิมพ์นั่นก็เพราะดอลลี่ไม่ได้เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่

แต่เกิดมาจากการโคลนนิ่ง (Cloning)

 

ข่าวการโคลนนิ่งนั้นมีออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเสียงคัดค้านด้านจริยธรรมว่าไม่ควรที่จะมีการโคลนมนุษย์…ถึงแม้จะไม่มีข่าวเกี่ยวกับการจำลองแบบมนุษย์ก็ตาม แต่กระนั้นคมสันก็เชื่อว่าน่าจะมีคนแอบทดลองอยู่แน่ ๆ หรืออย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่อยากทำการทดลอง เพียงแต่เขาเหล่านั้นอาจจะขาดแหล่งเงินทุน

และเงินทุนนั้น…คมสันมี!

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เกิดทีมงานโคลนมนุษย์ขึ้นอย่างลับ ๆ โดยมีคมสันเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงิน

ซึ่งแน่นอน! ไม่ใช่ฟรี!?

หากแต่ชายหนุ่มต้องการที่จะใช้เซลล์ของตัวเองเป็นต้นแบบของการทดลอง และเมื่อร่างทดลองเติบโตขึ้น…อย่างน้อย ๆ ก็ตอนอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น

เพียงแค่นี้เขาก็จะมีอวัยวะใหม่ไว้สำรอง!

ไม่เพียงไตเท่านั้น…หากการทดลองประสบผลสำเร็จ คมสันก็จะมีอวัยวะมากมายเพื่อการสำรองชีวิต อีกทั้งยังสามารถโคลนตัวเองขึ้นมาใหม่กี่ครั้งกี่หนก็ย่อมได้

“แล้วเด็กที่โคลนขึ้นมาล่ะครับ เขาจะไม่เจ็บปวดหรือรู้สึกไม่ดีหรือครับที่ต้องโดนผ่าตัด? อย่าลืมนะครับว่าเราจะใช้ไตตอนที่เขาโตเป็นวัยรุ่นแล้ว”

นั่นเป็นคำถามของทีมงานโคลนนิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มหนักใจ เพราะถึงจะเป็น ‘ร่างสำรอง’ แต่เขาก็ไม่อยากเห็นตัวเองต้องมาเจ็บปวด

แต่ความกังวลของคมสันก็หมดไปเมื่อเขาได้ปรึกษาทีมงานผู้หนึ่งที่มีความรู้ด้านประสาทศัลยศาสตร์

“ง่ายมากมิสเตอร์คมสัน เราเพียงแค่ผ่าตัดสมองส่วน Frontal Lobe และ Limbic system ออก เพียงแค่นี้เขาก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้ว ส่วนเรื่องความเจ็บปวดทางกายนั้นแค่เราใช้มอร์ฟีนเยอะ ๆ ก็พอ”

“ตัดสมอง? แล้วไม่ตายหรือครับ?” ชายหนุ่มเอกวิศวะคอมฯถามงง ๆ เขาไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดสมองออกจะไม่ทำให้เสียชีวิต

“โน ๆ ไม่ตายหรอกมิสเตอร์ เพราะสมองส่วนที่เป็นแกนของชีวิตน่ะ อยู่ตรงก้านสมองแถว ๆ ท้ายทอยโน่น ไม่มีปัญหา โนพรอบเบลม” ศัลยแพทย์สมองผู้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยลับอธิบาย

เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนั้น การวิจัยโคลนนิ่งมนุษย์จึงได้เริ่มขึ้นโดยหนึ่งในยูนิตแรกนั้นมีเซลล์ต้นแบบมาจากผู้ให้ทุนวิจัย

เพียงเท่านี้คมสันก็เพียงรอเท่านั้น เขายอมอดทนฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ยอมอดทนที่จะดูแลรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด

ทั้งหมดก็เพื่อรอวันนี้!

               ...

               ...

               ...

               คมสันเสร็จสิ้นจากการเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้แก่ทีมงานโคลนนิ่งที่อุตส่าห์พา ‘ร่างโคลน’ ที่ไร้จิตใจมาให้เขายลโฉมถึงเมืองไทย แม้ว่าจะผ่านด่าน ต.ม. มาได้ไม่ง่ายนัก แต่ด้วยใบรับรองแพทย์ปลอมที่อ้างว่าเป็นผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางสมองซึ่งต้องรับการบำบัดในประเทศบ้านเกิดก็เป็นใบเบิกทางที่ดี

               “มิสเตอร์ไม่ดื่มเหล้าเลยนะ” หนึ่งในทีมงานถาม

               “ก็ต้องดูแลตัวเองหน่อย ผมเป็นโรคไตวายนี่ แต่อีกไม่นานก็จะได้ดื่มได้กินเต็มที่เสียที” คมสันพูดพลางหัวเราะ เขาเหลือบตาไปมองร่างในล้อเข็นที่ได้แต่เหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

               “พวกคุณกลับไปก่อนก็แล้วกัน” เจ้าของทุนวิจัยหมายถึงให้ทีมงานกลับโรงแรมหรูด้วยรถลิมูซีนที่เขาเตรียมไว้

               “แล้วมิสเตอร์ล่ะ?”

               “ผมจะขับรถกินลมเล่นหน่อยน่ะ เดี๋ยวจะขอพาคมสัน B นั่งไปด้วยน่ะ” ชายผู้เป็นโรคไตบอกถึงความประสงค์

               “ฮ้า! จะดีเรอะมิสเตอร์” คราวนี้ทุกคนแทบจะสร่างเมา

               “ไม่เป็นไร ๆ ไม่มีใครสงสัยหรอก ถึงมีคนสังเกตก็คงคิดว่าเป็นพ่อลูกกันน่ะ” เจ้าของโครงการท้าทายพระผู้เป็นเจ้าโบกไม้โบกมือเพื่อไม่ให้ทุกคนวิตกกังวลจนเกินไป

               “แต่ว่า…”

               “เอาน่า คิดเสียว่าผมพาร่างโคลนไปนั่งรถเล่นล่ะกัน เพราะอีกไม่นานร่างโคลนก็จะต้องโดนผ่าเอาไตมาให้ผมแล้วนี่นะ ทำดีกับเขาหน่อย” ตอนท้ายคมสันกล่าวติดตลก ทว่ามันเป็นตลกที่ร้ายเหลือทน แผนการที่วางไว้ก็คือเปลี่ยนไตก่อนหนึ่งข้าง หลังจากนั้นพอร่างโคลนเติบโตราว ๆ สักสิบหกสิบเจ็ดปี

               ค่อยผ่าเอามาอีกข้าง!

               ถามว่าคมสันไม่กลัวว่าร่างเทียมของตนเองจะตายหรือ

               ชายหนุ่มคงตอบไปว่า…กลัวทำไม ก็มันไม่มีสมองให้รับรู้แล้วนี่!

               และคืนนี้เขาจะนั่งรถเล่นกับตัวเองเพื่อฉลองความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง แน่นอนถึงทีมวิจัยจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะขัด

               ด้วยเหตุนี้ร่างจริงจึงทำหน้าที่ขับรถ ขณะที่ร่างโคลนได้แต่นั่งเหม่อที่เบาะด้านข้าง

...

               ...

               รถเมล์กำลังแล่นฉิวบนทางด่วน สภาพการจราจรบางเบาลงไปมากเนื่องเพราะเป็นยามค่ำคืน ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยสามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่

               ธเรษตรีซึ่งกำลังกลับจากร้านทำนายนั่งหลับนกอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่างของรถเมล์ปรับอากาศที่ห้อตะบึงบนทางด่วน

               ท่ามกลางนิทรารมณ์ที่เข้าใกล้ นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์เหลือบเห็นรถคันหนึ่งที่แล่นด้วยความเร็วในเลนข้าง ๆ

               เด็กสาวรับรู้ด้วยสายตา…ทั้งที่ความจริงแล้วยากที่จะเห็นรายละเอียด

               ...แต่ไม่น่าเชื่อที่ธเรษตรีสามารถมองเห็นบุคคลที่นั่งอยู่ในรถคันดังกล่าว รถคันนั้นมีคนนั่งอยู่สองคน และก็เป็นสองคนที่เธอพึ่งเจอเมื่อตอนเย็น

               คนที่กำลังขับคือชายสูงวัยท่าทางอมโรคคนนั้น…คนที่รับการทำนายไพ่ทาโรต์...เขาเลือกได้ไพ่หอคอยวินาศ (The Tower)!

               ส่วนที่นั่งทางด้านข้างคือเด็กชายท่าทางเหม่อลอย...เด็กน้อยในรถเข็นผู้มีแผลเป็นบริเวณหน้าผาก

               พริบตานั้น ด้วยอำนาจหยั่งรู้เหนือธรรมชาติ ธเรษตรีเกิดความเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแทบจะในทันที เด็กสาวขนลุกซู่เมื่อรับรู้สิ่งที่ชายคนนั้นคิดจะทำ

               “รู้ใช่ไหมว่าต้องทำเช่นไร” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบาะหลัง

               เด็กสาวนักพยากรณ์หันกลับไปดู เธอต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเบาะหลังที่เมื่อครู่ว่างเปล่า

               บัดนี้มีคนนั่งอยู่ถึงสอง!…ชายชราชุดขาวดำคู่นั้น!?

               “จงทำซะ! จงพิพากษามัน! นี่เป็นการทดสอบก่อนการตัดสินชะตากรรมที่ใกล้จะมาถึง” ชายชุดดำกล่าวเสียงกร้าว ดวงตาลุกวาวด้วยประกายประหลาด

               ธเรษตรีหันกลับไปมองผู้โดยสารคนอื่น เหมือนไม่มีใครรู้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่มีใครเห็นชายชุดขาวดำที่จู่ ๆ ปรากฏตัวบนรถเมล์

               “ทำยังไง? ไม่เข้าใจ?” เด็กสาวระล่ำระลักด้วยความประหวั่น

               คราวนี้ชายชราทั้งสองมองหน้ากัน ชุดขาวส่ายศีรษะช้า ๆ

               “ทำเหมือนที่เจ้าเคยทำ”

               พริบตา ธเรษตรีรู้สึกปวดศีรษะอย่างแรง ฉับพลันนั้นเธอรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เธอ ‘รับรู้’ เมื่อครู่กำลังก่อตัวรวมกลายเป็น ‘อนุภาค’ ในสมอง

               มันคืออนุภาคที่ก่อกำเนิดจากการรับรู้...เด็กสาวรู้ว่าชายชื่อคมสันกำลังจะทำอะไร รวมถึงเหตุการณ์ในอดีตของคมสัน บัดนี้อนุภาคของความนึกคิดที่ก่อตัวในสมองธเรษตรี บัดนี้อนุภาคนั้นได้พุ่งออกไปเป็นเส้นตรงโดยมีจุดหมายอยู่ที่รถคันที่แล่นตีคู่อยู่เลนข้าง ๆ

               ธเรษตรีรับรู้ได้ในทันที…นี่คือการสอดแทรกความคิด เหมือนในครั้งที่เคยช่วยเด็กสาวมัธยมที่เกือบถูกพาไปทำแท้ง...และบัดนี้ก้อนความคิดพุ่งตรงเข้าสู่รถข้าง ๆ ตรงสู่สมองอันพิการของเด็กชายผู้เป็นร่างโคลน

              

               คมสันเร่งความเร็ว นั่นเพราะถนนบนทางด่วนมีรถเหลือน้อยเต็มที ที่สำคัญการได้ขับรถเร็ว ๆ ในช่วงเวลาที่มีความสุขเช่นนี้ มันช่างสุดแสนจะสบายใจ

               ชายหนุ่มถือพวงมาลัยมั่นขณะที่สายตาเหลือบไปทางร่างโคลนของตัวเองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าร่างเทียมยังคงนั่งนิ่ง ก็หันกลับมามีสมาธิกับถนนอีกครั้ง

               เจ้าของกิจการซอฟแวร์และเจ้าของโครงการโคลนนิ่งมนุษย์ฮัมเพลงด้วยความสบายใจ เขาหันกลับไปมองร่างโคลนอีกครั้ง

               คราวนี้คมสันสะดุ้งวาบ

               ร่างเทียมวัยสิบขวบกำลังจ้องเขาอยู่!?

               “เฮ้ย!” ชายหนุ่มร้องออกมาพร้อม ๆ กับที่ร่างโคลนกระโจนเข้าใส่ มือของมันจับแน่นเข้าที่พวงมาลัยรถ

               “คม...สัน...” เป็นเสียงแรกจากร่างเทียม

               “แก…แกจะทำอะไร?” คมสันถามเสียงสั่น เขาสังเกตเห็นดวงตาร่างโคลนที่ประชิดต่อใบหน้า บัดนี้ไม่ได้ไร้แววเหมือนในตอนแรก…หากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าและเคียดแค้น!

               “ให้...ฉัน...เกิด...มา...ทำไม...” น้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ใบหน้าของมันยื่นเข้าใกล้คมสันมากขึ้นในขณะที่มือเล็ก ๆ ยังกำพวงมาลัยรถไว้แน่น

               “ปล่อย! ปล่อยนะ!” คมสันร้องลั่น ช่วงถนนบริเวณนี้ยังเป็นเส้นตรงพอที่จะแล่นไปข้างหน้าได้ ทว่าอีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงทางโค้ง!

               “ให้...ฉัน...เกิด...มา...ทำไม...” คำถามเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้น้ำเสียงดังมากขึ้น

               คมสันไม่ตอบแต่พยายามตั้งสมาธิไว้ที่ถนนทางด่วนข้างหน้า ชายหนุ่มย่ำเท้าที่เบรก ส่วนมือก็เกร็งจับพวงมาลัยไว้ไม่ให้เสียศูนย์ โชคดีที่ร่างเทียมยังเป็นแค่เด็ก เรี่ยวแรงจึงไม่มากพอที่จะต่อต้าน

               “ให้ฉันเกิดมาทำไม!” เป็นคำถามจากร่างเทียมอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงกระชากเกือบเป็นตะโกน

               ยิ่งกว่านั้นแรงยื้อยุดพวงมาลัยก็ดูจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย คมสันตัดสินใจที่จะหยุดรถและแอบซ้ายเพื่อจอดชิดข้างทาง

               “ตาย...! ” เป็นคำที่น่าพรั่นพรึงจากปากร่างสังเคราะห์ มือข้างหนึ่งของมันเลื่อนจากพวงมาลัยไปที่เบรกมือ

               ความเร็วของรถในตอนนี้ยังมากเกินกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง!

               “อย่า…อย่า!” คมสันร้องห้ามเมื่อรับรู้สิ่งที่ร่างโคลนกำลังจะทำ

               ช้าเกินกว่าจะแก้ เบรคมือถูกดึงขึ้นอย่างแรง

               “เฮ้ย! ระวัง! อ๊ากกกกกก !” ชายหนุ่มร้องออกมาได้เพียงแค่นั้น รถหมุนคว้างทันทีด้วยการล็อกของล้อก่อนที่จะเหวี่ยงเข้าปะทะกับขอบทางด่วน จากนั้นจึงพลิกขึ้นในแนวดิ่งข้ามขอบถนน

               ...และร่วงหล่นลงยังพื้นด้านล่าง!

            โครม! บรึมมมมม!

 

            “เฮ้ย! อุบัติเหตุ!” เสียงคนในรถเมล์ร้องด้วยความตกใจ หลายคนกรีดลั่นเมื่อเห็นอุบัติเหตุสยองต่อหน้าต่อตา เสียงเซ็งแซ่ปลุกธเรษตรีตื่นจากห้วงความรู้สึกแปลกประหลาด สิ่งแรกที่เด็กสาวทำก็คือหันไปดูร่างชายชราลึกลับทั้งสองที่ตรงเบาะหลัง

               ไม่มี!? และที่สำคัญดูเหมือนไม่มีใครรู้สึกถึงการมาเยือนของอาคันตุกะลึกลับ

               “ว่าแล้ว...ขับรถส่าย ๆ” คนขับรถเมล์บอกกับพนักงานเก็บเงิน เขาค่อย ๆ แอบรถชิดขอบทางเหมือนกับรถคันอื่นที่จอดเพื่อลงไปชะโงกดูด้านล่าง

               ทั้งนี้ทุกคนรวมทั้งธเรษตรีรู้แก่ใจว่าท่ามกลางรถที่ลุกไหม้ด้วยแรงระเบิดด้านล่างของทางด่วนนี้

ยากที่จะมีชีวิตใดรอดออกไปได้!

ธเรษตรีหนาวเยือกทั่วทั้งสรรพางค์กาย การตัดสินพิพากษาของเธอส่งผลรุนแรงร้ายกาจถึงขนาดนี้เชียวหรือ

แล้วถ้าหากในอนาคตอันใกล้...หากชะตากรรมแห่งการตัดสินเวียนมาบรรจบจริง ๆ แล้วล่ะก็ ตัวเธอจะมีกำลังใจพอที่จะตัดสินตัวเลือกที่ยากลำบากหรือไม่?

และเด็กสาวก็สำนึกด้วยญาณวิเศษในใจ

วันพิพากษากำลังกระชั้นเข้าใกล้ทุกขณะ!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น