อัปเดตล่าสุด 2020-09-17 09:04:19

ตอนที่ 20 บทของฤาษี (The Hermit)

ฤๅษีผู้โดดเดี่ยว                           เดียวดาย

หนาวเหน็บด้วยรอบกาย               เปลี่ยวเหงา

ทาโรต์บ่งความหมาย                    ปลงหมด หัวใจ

เตรียมจิตคิดโศกเศร้า                   เหย้าย้อนมาเยือน


 

บทของฤาษี (The Hermit)

 

               “คุณตา..คุณยายคะ?” ธเรษตรีเรียกหาตายาย เด็กสาวเดินหาทั่วทั้งบ้าน แต่ก็ไม่พบผู้ชราภาพทั้งสอง ฤๅทั้งคู่จะออกไปข้างนอก?...ไม่น่าใช่ เพราะเวลานี้เป็นยามวิกาลแล้ว

               “มีอะไรจ๊ะ? ฝน” เสียงเรียกจากข้างหลัง แม้จะคุ้นหูแต่ก็ทำให้นักพยากรณ์สะดุ้งเฮือก ธเรษตรีนึกแปลกใจด้วยเพราะท่านทั้งสองโผล่ออกมาจากห้องนอนที่เมื่อครู่เธอได้เดินเข้าไปดูก่อนหน้านี้เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ

               “อะ...เอ้อ...เปล่าค่ะ” เด็กสาวอ้ำอึ้ง ใจไพล่ไปคิดถึงเรื่องที่คนแถวนี้พูดกันว่า เธออยู่ในบ้านหลังนี้เพียงลำพัง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีคุณตาคุณยายอยู่ด้วย...หรือบางที...?

               นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์สลัดศีรษะเพื่อให้เรื่องแปลก ๆ หลุดออกจากสมอง ทว่าธเรษตรียังสามารถสังเกตความผิดปกติได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณตากับคุณยายมักจะอยู่ด้วยกันสองคนเสมอ...หมายถึงอยู่ด้วยกันตลอดเวลา อย่างน้อยก็ทุกครั้งที่เธอเห็น

               “ อ่อ...ฝนแค่จะมาราตรีสวัสดิ์เท่านั้นค่ะ” ธเรษตรีเฉไฉไปเรื่องอื่น เด็กสาวรีบปลีกตัวเข้าห้องนอนโดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาของสองชราที่มองตามหลัง

               ...

               ...

               มันเป็นอีกราตรีที่ฝันวนเวียน ความฝันซ้ำซากเริ่มจากฉากอุบัติเหตุรถคว่ำ...อันเกิดจากแผนการร้ายของเหล่าคนโลภ มันเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่คร่าชีวิตบุพการีรวมถึงตัวเธอ ทว่าด้วยอำนาจลึกลับทำให้ตัวเธอผู้มีหน้าที่ตัดสินโชคชะตากรรมได้ฟื้นคืนชีวิต...ทว่าสมองกลับไร้ความทรงจำในคราแรก

               ฝันต่อเนื่องถัดมาคือเหตุการณ์ที่ได้เจอตัวเธออีกคน...ธเรษตรีเบื้องหลังผู้อยู่ในชุดสีดำนั้น...เธอผู้ทำนายไพ่ผู้วิเศษ (The Magician) ให้แก่เด็กสาว และสุดท้ายธเรษตรีเบื้องหลังกับเบื้องหน้าได้ผสานความทรงจำเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นพรสวรรค์...หรืออาจเรียกเป็น ‘อภิญญา’ ก็ได้ตื่นขึ้นอย่างรุนแรง

               ในความฝันที่สลับเปลี่ยนหมุนเวียน ธเรษตรีได้เห็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ผู้คนมากมายพยายามแหวกว่ายฝ่าเกลียวคลื่นเพื่อมายังเรือใหญ่ที่เธอนั่ง...แต่กระนั้นธเรษตรีไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้แม้สักคน!

               และยังไม่ทันที่ความโศกเศร้าจะจางหาย ภาพฝันพลันแปรเปลี่ยนอีกครั้งในชั่วพริบตา ธเรษตรีฃกำลังเดินอยู่ตรงถนนราชดำเนินที่มีผู้คนมากมาย ส่วนมากกำลังเดินทาง...ทั้งทางรถ ทั้งทางเดินเท้า เด็กสาวหันซ้ายขวาด้วยความงุนงง แต่ด้วยเสี้ยวสังหรณ์จึงทำให้เด็กสาวเงยหน้าบนท้องฟ้า

               พระอาทิตย์มีสองดวง!

               ไม่ใช่! มีตะวันเพียงแค่หนึ่งเท่านั้น! นั่นเพราะอีกหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว!?

               ราวกับภาพโทรทัศน์ขาดสัญญาณ จินตภาพเปลี่ยนเป็นมืดดำราวสองสามนาทีก่อนจะปรากฏชัดในคลองจักษุอีกครั้ง คราวนี้กลับเป็นถนนราชดำเนินที่เต็มด้วยสิ่งปรักหักพัง! ควันและเปลวไฟยังครุกรุ่นอยู่ทั่วทุกสถาน ธเรษตรีตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นตระหนก นี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว ที่เธอฝันแปลก ๆ เช่นนี้

               พริบตาที่เด็กสาวยังสับสน ความฝันพลันผันแปรอีกคำรบ คราวนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ราวกับดวงวิญญาณถูกดูดลอยขึ้นทางทิศเบื้องบน สูงขึ้น...สูงขึ้น...สูงจนลอยออกนอกชั้นบรรยากาศ!

               “ดวงดาว?” นักทำนายพูดด้วยความงุนงง นั่นเพราะบดนี้ โลกกลม ๆ ที่อยู่ทิศทางด้านหลังของเธอมีขนาดเล็กลงทุกที เนื่องเพราะวิญญาณของนักทำนายกำลังลอยออกห่างมากขึ้นทุกขณะ

               เพียงแค่ครู่เดียวความเร็วของถอยห่างก็ค่อย ๆ ช้าลงจนกลายเป็นหยุดนิ่ง ระยะไกลขนาดที่มองโลกด้วยสายตาแล้วมีขนาดราว ๆ สักผลแตงโม

               “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ธเรษตรีพูดด้วยความสับสน เธอหันรีหันขวางจนกระทั่งสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

               ม่านดำขนาดใหญ่!

               มันคือความมืดอนธการที่กว้างใหญ่ สีนิลไร้แสงแผ่ขยายเป็นวงกว้างบดบังแสงดวงดาวที่อยู่ด้านหลังจนหมดสิ้น นักพยากรณ์รับรู้ถึงอันตรายที่ซ่อนเร้นภายในม่านดำนั้น ความมืดตรงหน้ากำลังปกปิดมหันตภัยชั่วร้ายเหนือคณานับ

               กระนั้นธเรษตรียังรู้ได้ว่าถึงแม้ม่านดำปริศนาจะมืดมิดจนมองไม่เห็นภายใน...หากแต่ยังมีสิ่งที่มืดมนและปกปิดความเลวร้ายได้มากยิ่งกว่า

               นั่นคือ...ความมืดในจิตใจมนุษย์ !?

               นับตั้งแต่ที่เด็กสาวได้ทำนายไพ่ทาโรต์เป็นต้นมา เธอได้รู้จักจิตใจของผู้คนมากมาย และเธอยังรู้อีกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนอาชีพไหน จะเป็นคนดีหรือคนเลวในสายตาของใครต่อใคร

               ทุกคนล้วนแต่มีความมืดซุกซ่อนอยู่ในใจ!

               ความโกรธเกลียด ริษยา ความลังเล ความขลาดเขลา ละโมบ ไม่เชื่อใจ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนมีตัวตนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ผู้รับการทำนายบางรายสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ทันท่วงที ทว่าอีกหลายคน...ไม่แม้แต่ที่จะยอมรับว่าตัวเองมีความมืดอยู่ในหัวใจ

               เช่นนั้นแล้วเท่ากับปิดกั้นหนทางสู่การเยียวยารักษาความมืดที่ซ่อนเร้น!

               นักพยากรณ์ผู้สร้างลำนำแห่งไพ่ทาโรต์เพ่งมองความมืดท่ามกลางหมู่แสงดาวอีกครั้ง ธเรษตรีสามารถรับรู้ภยันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในความเวิ้งว้างสีดำนี้  เด็กสาวหันกลับไปมองด้านหลังอันเป็นแนวตรงกับม่านความมืดปริศนา

               ดาวเคราะห์สีฟ้าครามที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ...มันคือโลก! ดวงดาวที่มวลมนุษย์ได้พักพิงอาศัย!

               ธเรษตรีไม่อาจอธิบายความหมายของภาพที่เห็น ความสงสัยจึงต้องถูกเก็บงำไว้ในใจจนกว่าจะถึงวันเฉลย...บางทีอาจเป็นวันที่โชคชะตาสุกงอม

               อาจเป็นวันแห่งการพิพากษาชะตากรรม...

               วันแห่งการตัดสิน (Judgement Day)

               ...

               ...

               ย้อนกลับไปเมื่อราวสองปีก่อน ณ ลานกว้างหน้าห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร

               “จอย! เร็ว ๆ เดี๋ยวไม่ทัน” เสียงเรียกจากกลุ่มเพื่อนเร่งเร้า ‘จอย - รพพรรณ’ ผู้ซึ่งกำลังตั้งชัตเตอร์อัตโนมัติของกล้องถ่ายรูป

                 “ว้าย!” จอย หญิงสาวผู้มีใบหน้าแสนหวานอุทานเมื่อขาเกิดพันกันขณะวิ่งกลับมายังกลุ่มเพื่อนเคราะห์ดีที่ได้รับการประคองอย่างทันท่วงทีจากแฟนหนุ่ม ‘เจ – นัฐกรณ์’

               “ระวังหน่อยสิ” ชายหนุ่มบอก แฟนสาวยิ้มแห้ง ๆ ในความสะเพร่าของตัวเอง กระนั้นนวลหน้ายังคงสวยจัดไม่แพ้ดาราละครโทรทัศน์

               “เอ้า! มองกล้องเร็ว” ใครสักคนร้องเตือนเมื่อเห็นว่าเพื่อนปลอดภัยจากการล้มคะมำ

               แชะ!

               ชัตเตอร์ลั่นจังหวะพอดีกับที่กลุ่มเพื่อนทั้งสี่หันมาเต๊ะท่า

               “เยี่ยมเลย รูปก่อนจบมหาวิทยาลัย” เป็นคำพูดของอีกหนึ่งหนุ่ม ‘มาร์ค – วรรศวีร์’

               “ใช่จ้ะ แต่ไม่ว่าห่างไกลแค่ไหนพวกเราก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป” อีกคนในกลุ่มพูดบ้าง เธอคนนี้เป็นสาวผมยาว หน้าใส แม้ไม่สวยเท่าไร หากแต่น่ารักน่ามองด้วยลักยิ้มพิมพ์ใจที่สองแก้มบุ๋ม มือของเธอกำลังกุมมือของมาร์ค แน่นอนว่าสายตาของทั้งคู่ก็สบแน่นเนิ่นนาน

“จ้ะ มีน” มาร์ค วรรศวีร์เอ่ยรับแฟนสาวผู้มีลักยิ้ม ‘มีน – นิภาพร’

               กลุ่มเพื่อนทั้งสี่ให้สัญญาด้วยหัวใจอันมั่นคง แม้หลังเรียนจบ ทุกคนอาจไม่ได้พบปะสังสรรค์กันบ่อยครั้ง ทว่าความรู้สึกดี ๆ ความเป็นเพื่อนย่อมไม่แปรเปลี่ยน

               ทว่า...ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคต

               ความมืดดำในจิตใจมนุษย์นั้นราวกับหลุมไร้ก้นอันไม่มีวันสิ้นสุด และบัดนี้จุดดำอนธการอันรุกร้ายได้ถือกำเนิดขึ้นในหัวใจของใครคนหนึ่ง...หนึ่งในสี่ของกลุ่มเพื่อนรัก! และหากแม้เจ้าตัวไม่สามารถตระหนักและแก้ไขได้เท่าทัน สีดำอันชั่วร้ายก็จะแผ่ขยายมากขึ้นตามเวลา

               จอย – รพวรรณ สาวสวยคนรักของ เจ – นัฐกรณ์

               และมีน – นิภาพร สาวหน้าใสคู่รักของ มาร์ค – วรรศวีร์

               อีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเขาจะได้รู้ซึ้งถึงความจริงบางอย่าง แม้กาลเวลาไม่อาจแปรเปลี่ยนทำลายมิตรภาพ หากแต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่สามารถทำลายได้ทุกอย่าง...นั่นคือมนุษย์! ความมืดในตัวตนที่เติบใหญ่จักสามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่ร่วมสร้างกันมา!

               ...

               ...และแล้วเวลาก็ผันผ่านราวกับกงล้อแห่งชะตากรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สองปีต่อมา...เวลาปัจจุบัน ณ แยกประตูน้ำ ที่ร้านทำนายไพ่ทาโรต์  

               “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?” ธเรษตรีในฐานะนักทำนายเอ่ยถามลูกค้าหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า เด็กสาวสังเกตลักษณะท่าทางแล้วเป็นชายหนุ่มผิวพรรณดี มีการศึกษา ที่สำคัญก็คือดวงตาหลังแว่นรีนั้นกำลังส่องประกายระริกระรี้เมื่อเห็นใบหน้าสวยของหมอดู ลักษณะของเขาส่อแววเจ้าชู้ไม่ใช่น้อย

               “เอ่อ...ครับ” หนุ่มแว่นตอบรับ มือควานเข้าในอกเสื้อพร้อมหยิบนามบัตรส่งให้หมอดูสาวสวย ในนั้นมีทั้งชื่อ ทั้งเบอร์ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวและอีเมล์แอดเดรส

               ‘วรรศวีร์ รุ่งเรืองพัฒนากุล’ เป็นชื่อที่อยู่ในนามบัตร มีวงเล็บชื่อเล่นว่า ‘มาร์ค’ ส่วนทางด้านล่างของนามบัตรบรรยายตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของบริษัทคุ้นชื่อแห่งหนึ่ง

               “ขอบคุณค่ะ แต่ที่ต้องเล่าก็คือความทุกข์ของคุณนะคะ” ธเรษตรีรับนามบัตรมาอย่างไม่ให้เสียมารยาท เด็กสาวรับรู้ถึงจิตใจของชายหนุ่มที่ให้ความสนใจตัวเธอ

               “... ครับ  งั้นผมจะเล่าให้ฟัง” มาร์คนิ่งไปชั่วครู่ราวกับลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวอันเป็นปฐมเหตุแห่งความทุกข์

               “เรื่องก็คือผมมีแฟนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว” วรรศวีร์เริ่มเรื่อง

               “แต่นอกจากแฟนแล้ว ผมยังมีเพื่อนสนิทอีกสองคน...ชายคน หญิงคนน่ะครับ ทั้งคู่ก็เป็นแฟนกันเหมือนผมกับมีน” ด้วยคำพูดจึงทำให้ธเรษตรีรู้ว่าแฟนของชายหนุ่มรองผู้จัดการมีชื่อเล่นว่า ‘มีน’  

               “เราทั้งสี่เป็นเพื่อนรักกัน ทีนี้เมื่อเดือนก่อนจอยกับเจเลิกคบกัน...เอ่อ ขอโทษครับ...จอยกับเจคือเพื่อนที่เหลืออีกสองคนน่ะครับ”  

               “หลังจากที่ทั้งคู่เลิกกัน ดูเหมือนจอยจะหันมาสนใจผมมากกว่าเดิม คือหมายถึงเกินกว่าความเป็นเพื่อน...นี่แหละครับคือความกลุ้มใจของผม”

“จอยก็เพื่อนสนิท แต่ผมก็มีมีนเป็นคนรักอยู่แล้ว หนำซ้ำพวกเราทั้งสามคนก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาตลอด นี่ผมควรจะทำอย่างไรดี” ลูกค้าหนุ่มอธิบายเรื่องราว

               [ โกหก! ] ธเรษตรีร้องลั่นในใจ เด็กสาวรับรู้จิตใจของลูกค้าจากอภิญญาที่สามารถอ่านความรู้สึก

[ คน ๆ นี้กำลังโกหก!? ]

               นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์มองลึกเข้าในจิตใจของมาร์ค วรรศวีร์...มันเป็นความดำมืดที่แผ่ขยายจนท่วมท้นตัวตน หากเขาไม่ยอมรับ หากไม่แม้ตระหนักถึงการคงอยู่ของความมืดสีนิลนี้ คงยากที่จะแก้ไข แต่ถึงกระนั้น การชี้หนทางเพื่อแก้ปัญหาก็เป็นหน้าที่ของเธอ ผู้เป็นนักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์

               “เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” ธเรษตรีบอกวรรศวีร์เมื่อคว่ำไพ่ลงบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อย

               รองผู้จัดการบริษัทลังเลเพียงแค่อึดใจเท่านั้น ไม่ถึงสองวินาทีมือซ้ายก็เลือกไพ่ออกมาใบหนึ่ง แน่นอนว่าชายหนุ่มพลิกดูด้านหน้าทันที

               ไพ่จารึกเป็นรูปชายชราในชุดสีเทากำลังยืนถือไม้เท้าอย่างลำพังเดียวดาย รายรอบกายเต็มไปด้วยความอ้างว้าง ขาวโพลนของภูเขาหิมะ

               บรรยากาศในภาพแสดงถึงความรู้สึกเงียบเหงาและหดหู่

               ส่วนอักษรใต้ภาพนั้นคือ ‘The Hermit…ไพ่ฤๅษี’

               “ไพ่ใบนี้หมายถึงช่วงเวลาที่ต้องทำใจเมื่อพบกับความผิดหวัง เป็นห้วงเวลาที่ต้องอดทนต่อความอ้างว้าง ความเปลี่ยวเหงา” ธเรษตรีแปลความหมายให้ลูกค้าฟัง

               “หมายถึงว่าผมอาจสูญเสียทั้งเพื่อน ทั้งแฟน...สูญเสียทั้งสองคนอย่างนั้นหรือครับ?” วรรศวีร์ร้องอุทาน หากแต่น้ำเสียงของเขากำลังพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ ในใจของชายหนุ่มไม่ได้เชื่อถือคำพยากรณ์ตามหน้าไพ่แม้สักน้อย

               “ค่ะ เป็นไปได้สูง หากคุณยังกระทำตัวเช่นนี้อยู่” ธเรษตรีอธิบาย เด็กสาวรู้ถึงจิตใจ เจตนาและความคิดของหนุ่มหล่อรองผู้จัดการ

               “ที่ว่า ‘ทำตัวเช่นนี้’ น่ะหมายความว่ายังไงครับ?” คราวนี้วรรศวีร์ถามเสียงดัง ชายหนุ่มรู้สึกร้อนวาบที่ใบหน้าด้วยความโกรธ

               ธเรษตรียิ้มนิดหนึ่งที่มุมปาก เด็กสาวรู้ดีว่าพูดจี้ใจดำลูกค้าเข้าให้แล้ว แต่อย่างไรเธอก็ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของชายหนุ่มตรงหน้านัก นั่นเพราะหากเป็นลูกค้าที่ดีเธอคงพยายามให้กำลังใจ...แต่ชายผู้นี้หาได้มีจิตใจใสสะอาดหลงเหลืออยู่

               สำหรับเธอแล้ว...มนุษย์ที่เลวร้ายทั้งหลายจะต้องรับผลกรรมที่ตัวเองก่อ!

               “ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละค่ะ เรื่องที่คุณเล่ามา...รักสามเศร้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง”

               “ถ้าคุณเลือกทำดี ผลดีก็ย่อมตกแก่ตัวคุณ...แต่หากเลือกทางที่ชั่วช้า รับรองได้ว่าคุณจะต้องโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาดังเช่นฤๅษีที่อยู่ในภาพ” เป็นคำอธิบายที่ธเรษตรีคิดว่าคงช่วยได้เพียงเท่านี้ นับตั้งแต่ที่เธอรับรู้ความจริงในคืนอุบัติเหตุ นับตั้งแต่ที่ได้มองเห็น ได้มองทะลุจิตใจคนที่เปี่ยมล้นด้วยความมืดมัวเมา เด็กสาวก็ไม่คิดอยากจะช่วยเหล่าคนชั่วอีกต่อไป

               “เฮอะ! ไม่จริงมั้ง คนอย่างผมไม่มีทางถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวหรอก” ลูกค้าหนุ่มเถียงกลับอย่างไม่พอใจเขาโยนธนบัตรสีแดงลงบนโต๊ะสองสามใบและรีบเดินออกจากร้านในทันที

               ...

               ...

               ...

               ประตูห้องพักในคอนโดมิเนียมสุดหรูหราใจกลางกรุงถูกเปิดออกด้วยกุญแจเจ้าของห้อง ‘มาร์ค - วรรศวีร์’ หนุ่มหล่อผู้มีตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายโฆษณาฯ บริษัทเอกชนชื่อดัง วรรศวีร์พักอาศัยที่คอนโดฯนี้กับแฟนสาว ‘มีน – นิภาพร’ มาตั้งแต่หลังเรียนจบ โดยวรรศวีร์ผู้ร่ำรวยจากสมบัติของวงศ์ตระกูลซื้อคอนโดฯและเซ็นชื่อยกให้แฟนสาวเพื่อเป็นของขวัญผูกใจ และแม้ทั้งสองจะยังไม่แต่งงานกัน แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดว่าการทดลองอยู่กินกันก่อนจะเป็นเรื่องเสียหาย

               “มาร์ค กลับมาแล้วเหรอคะ” เสียงหวาน ๆ ของนิภาพรพร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้าใกล้

               นิภาพร...สาวผมยาว หน้าใส ในอดีตเมื่อสองปีก่อน บัดนี้ตัดผมกระชับสั้น ดวงหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสันตามแบบฉบับเวิร์กกิ้งวูแมน ที่ยังเหมือนเดิมก็คือลักยิ้มพิมพ์ใจที่ใครเห็นก็มองมิรู้หน่าย ปัจจุบันนิภาพรทำงานในตำแหน่งเลขาฯให้กับบริษัทเอกชนที่มีเครือข่ายเดียวกับบริษัทแม่ที่วรรศวีร์ทำอยู่

               และทางด้านหลังของมีน...มีสตรีนางหนึ่งผู้มีท่าทางอมทุกข์

               ร่างอวบอัดที่แม้ดวงหน้าจะเศร้าสร้อย ทว่าคราบน้ำตาหาได้บดบังความสวยน่ารักของเธอได้แม้สักน้อย หญิงสาวผู้งามเลิศราวดาราในวงการ เธอผู้นี้คือจอย – รพพรรณ เพื่อนกลุ่มเดียวกันกับสองเจ้าของห้อง และแน่นอนว่าหญิงสาวคืออดีตคนรักของหนุ่มเจ – นัฐกรณ์ผู้เลิกรา

               “เป็นยังไงบ้าง” วรรศวีร์ถาม พลางมองข้ามไหล่ของเธอไปยังจอย ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นสัดส่วนในชุดเสื้อยืดรัดรูปและกางเกงขาสั้น

               “จอยร้องไห้ทั้งวันเลยค่ะ มีนคิดว่าน่าจะให้จอยค้างที่บ้านเราต่อไปก่อนนะคะ” นิภาพรเล่าให้แฟนหนุ่มฟังขณะที่คนถูกกล่าวถึงเลี่ยงไปนั่งซึมที่โซฟาอีกฝั่งของห้อง

               “ได้สิ ผมไม่มีปัญหาหรอก” มาร์คตอบทว่ากลับเฉไฉไม่ยอมสบตาด้วยเกรงว่าแฟนสาวจะจับพิรุธที่ซ่อนเร้นในดวงตาได้

               “ดีจังค่ะ ขอบคุณมาร์คมากนะคะ ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนรักกัน” มีนกล่าวด้วยความดีใจ ทว่าเธอหารู้ไม่ว่ากำลังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ‘ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน’

               นิภาพรเดินเข้าไปในครัวแล้ว ชายหนุ่มรองผู้จัดการลอบชำเลืองที่ร่างอวบอัดของเพื่อนสาว แท้จริงแล้ววรรศวีร์ลอบพึงพอใจในตัวรพพรรณมาตั้งแต่สมัยเรียน ติดเสียแต่เธอคนนี้ดันเป็นแฟนของนัฐกรณ์เพื่อนรัก ทว่าบัดนี้ทั้งสองเลิกคบหากันแล้ว...เช่นนั้นตัวเขาเองก็น่าจะมีสิทธิ!?

               สมองอันชั่วช้าคิดคำนวณแผนการเสร็จสรรพ ริมฝีปากเหยียดยิ้มกระหยิ่มใจเมื่อขั้นตอนต่าง ๆ กระจ่างในหัวอันมัวเมาด้วยกิเลส

               ...

               ...

               หลังจากวันที่วรรศวีร์ไปทำนายไพ่ทาโรต์ราว ๆ 2 - 3 วัน...ในเวลาบ่าย

               แกร๊ก!

               ประตูห้องคอนโดฯเปิดด้วยกุญแจ ชายหนุ่มเจ้าของห้องเดินสืบเท้าเข้ามาช้า ๆ หญิงสาวที่กึ่งนอนกึ่งนั่งที่โซฟาสะดุ้งด้วยไม่นึกว่าจะมีใครเข้ามาในเวลานี้

               “มาร์ค วันนี้กลับเร็วจัง” จอย รพพรรณทัก คราบน้ำตายังคงไม่จางหายไปจากดวงหน้า หญิงสาวพึ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักจึงไม่ทันสังเกตแววตาที่จับจ้องยังตัวเธอ

               “วันนี้ผมลาน่ะ” ชายหนุ่มบอก พยายามทำเสียงให้เป็นปกติ จากนั้นจึงตีหน้าเป็นคนดีและเดินเข้าไปใกล้

               “มีอะไรหรือเปล่า จอยร้องไห้อีกแล้ว?” ฝ่ามือร้อนรุ่มสัมผัสที่หัวไหล่หญิงสาวอย่างแผ่วเบา รพพรรณผู้อยู่ในห้วงแห่งโศกาหาได้ทันเล่ห์เหลี่ยมของมารร้าย เมื่อถูกถามจี้จุด น้ำตาจึงหลั่งรินออกเป็นสาย

               “เมื่อครู่นี้ เจ...เจเขาโทรมาด่าจอย” เป็นการเริ่มเล่าทั้งเสียงสะอื้น

               “เจ? เจมันว่ายังไงบ้าง?”

               “เจหาว่าจอยกำลังวางแผนล้างแค้นที่ทิ้งจอยไป...ทั้งที่จอยไม่ได้คิดโกรธแค้นเจเลย” รพพรรณเริ่มร้องไห้หนักขึ้น แม้จะสะกดกลั้นทว่าทั่วร่างก็ยังสั่นไหว

               “จริงหรือ?” มาร์ค วรรศวีร์แสร้งทำเสียงสูง

               “เจบอกว่าจอยเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี หาว่าจอยวางแผนจะบุกไปมีเรื่องที่บ้านเจที่ต่างจังหวัด แต่...แต่จอยไม่เคยแม้แต่จะคิด...จริง ๆ นะ จอยไม่รู้ว่าเจไปได้ยินมาจากใคร” จอย – รพพรรณพยายามบอกถึงความจริงให้เพื่อนสนิทรู้ น้ำตาไหลอาบทั่วทั้งสองแก้ม

               ชายหนุ่มรองผู้จัดการกุมมือหญิงสาวไว้แน่น สบสายตามั่นคง

               “มาร์คเชื่อจ้ะ” วรรศวีร์ให้คำมั่นก่อนที่จะเปลี่ยนจากการกุมมือเป็นดึงร่างอวบเข้ามากอดแนบแน่น แม้เขาจะตีหน้าเศร้า หากแต่ในใจกำลังยิ้มกระหยิ่มเยาะ ใครกุเรื่องไปบอกไอ้โง่เจน่ะหรือ?

[ ก็กูนี่แหละ! ]  

[ ก็แค่เล่าเรื่องแต่งให้ไอ้เจฟัง แล้วมันก็เชื่อ! ]

หนุ่มเจ้าชู้อย่างมาร์ครู้ดีว่ายามใดที่ผู้หญิงอกหัก ยามนั้นง่ายนักที่จะจีบ...หรือสำหรับตอนนี้ทุกอย่างคงง่ายหากจะรุกข้ามขั้นให้ลึกล้ำไปกว่านั้น

มาร์ค – วรรศวีร์กอดรพพรรณที่ร่ำไห้ไว้แนบอก จากนั้นจึงค่อย ๆ ดันร่างงามงอนลงไปยังโซฟา...ในท่านอนหงาย

นับจากวันนั้น ทุก ๆ บ่ายวรรศวีร์จะหาโอกาสกลับบ้านก่อนเวลาเสมอ แน่นอนที่ชายหนุ่มจะหาข้ออ้าง หาเหตุผลที่ดีให้แก่ตัวเอง เหตุผลที่ว่าก็คือ ‘การปลอบใจ’

...

...

               “มาร์ค จอยคิดว่าที่ทำอย่างนี้ไม่ดี มันไม่ดีจริง ๆ นะ” รพพรรณรีบใส่เสื้อผ้าให้เข้าที่ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของห้องกำลังนอนสูบบุหรี่เอกเขนกอยู่บนเตียงอย่างสบายอารมณ์ นับจากครั้งแรกที่ทั้งสองร่วมกันทรยศความเชื่อใจของนิภาพร เวลาก็ผ่านไปร่วมเดือนแล้ว

และแม้รพพรรณจะไม่ชอบที่มาร์คทำอย่างนี้กับเธอ ไม่ชอบที่ต้องหักหลังเพื่อนรัก...ทว่าเธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป?

               มาร์คเป็นเจ้าของห้องที่อาศัยอยู่ เธอไม่มีที่ไปอีกแล้ว! แต่ด้วยเหตุนี้น่ะหรือ? ที่ทำให้ต้องยอมพลีกายปรนเปรอสวาทแก่ชายโฉดชั่วที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนรักร่วมหัวหกก้นขวิดกันมา

               ที่สำคัญมีนก็เป็นเพื่อนที่รักที่สุดคนหนึ่ง ความเปลี่ยวเหงาในใจของเธอกำลังจะทำร้ายเพื่อนรักที่ไว้เนื้อเชื่อใจ

               “ดีสิ...รับรองว่าผมเลี้ยงทั้งจอย ทั้งมีนไหวแน่” เป็นคำตอบไม่ยินดียินร้ายจากปากชายชั่ว

               รพพรรณถอนใจยาว หญิงสาวไม่รู้อีกแล้วว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อยู่ด้วยกันสามคนหรือ? ไม่มีทางเป็นไปได้ หรือหากฝืน...ก็คงเจ็บปวด

               เช่นนี้แล้วเธอเองคงต้องเป็นฝ่ายไป!

               แกร๊ก ๆ...เสียงกุญแจไขประตูห้องทำเอาจอยและมาร์คสะดุ้ง หญิงสาวไหวตัวทันว่าเพื่อนรักคงกลับบ้านก่อนเวลา ทว่าร่างเกือบเปลือยของเธอยังไม่เรียบร้อยและแต่งตัวได้ทัน

               ประตูเปิดออกกว้างและก็เป็นไปตามที่คาด มีน – นิภาพรยืนตะลึงงันอยู่ด้านนอก หญิงสาวผู้มีลักยิ้มพิมพ์ใจไม่อาจอยู่ในอารมณ์ยิ้มแย้มได้อีก และเหตุที่ทำให้เธอตรงกลับบ้านก่อนเวลานั่นก็เพราะเมื่อสักตอนเที่ยงเธองีบหลับไปหลังเวลาอาหาร...และเธอก็ฝัน

               มันเป็นนิมิตที่แปลกประหลาด นิภาพรพบตัวเองกำลังเดินอย่างเดียวดายในสายหมอกขาว ทว่าเบื้องหน้ามีเด็กสาวหน้าตาสะสวยในชุดสีดำกำลังยืนอยู่ คลับคล้ายจะรอใครสักคน

               นิภาพรถามออกไปว่าเด็กสาวเป็นใคร ทว่าเธอผู้ใส่ชุดดำไม่ตอบ แต่กลับหยิบไพ่ใบหนึ่งออกมา มันเป็นไพ่ทาโรต์รูปจันทร์เต็มดวง (The Moon)  

               “รีบกลับบ้านเสีย ตอนนี้คุณกำลังถูกหักหลัง” เสียงเรียบ ๆ ของเด็กสาวปริศนา หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีนิภาพรก็สะดุ้งตื่นและรีบบึ่งกลับมายังคอนโดฯด้วยใจสังหรณ์

               และภาพตรงหน้าที่เห็นก็สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง!

               “มีน!” จอย - รพพรรณอุทานด้วยความตกใจ เธอช้าเกินไปที่จะฉากหลบให้พ้นจากคลองสายตาของเพื่อนรัก

               สายตาของนิภาพรเบนจากร่างงามไปยังเตียงนอน มาร์ค – วรรศวีร์ยังนอนพ่นควันอย่างเฉยเมย ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น!?

               “มีน...มีนใจเย็น ๆ นะ จอยอธิบายได้” หญิงชู้รักพยายามนึกหาเหตุผล ทว่าไม่มีทางเลี่ยงได้เมื่อหลักฐานตำตาขนาดนี้

               “จอย...จอยขอโทษ” เธอคิดว่าคงดีที่สุดหากยอมรับความผิดตรง ๆ รพพรรณรู้ดีว่าเธอเสียแฟนหนุ่มไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะต้องมาเสียเพื่อนรักไปอีก...แม้ต่อจากนี้ มีนคงไม่คิดอยากแม้เฉียดใกล้ตัวเธอ

               นิภาพรยืนอึ้ง จอยกำลังขอโทษพร้อมกับร้องไห้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ชีวิตปกติสุขทุกเมื่อเชื่อวันหายไปไหน? ใครเป็นคนทำลาย? ใครกัน?

               เหลือบชำเลืองตาอีกครั้งก็ยังเห็นวรรศวีร์นอนอย่างไม่รู้ร้อนหนาวบนเตียง คลับคล้ายจะเห็นรอยยิ้มที่มุมปากเสียด้วยซ้ำ

               เบนสายตากลับมายังเพื่อนรัก รพพรรณในร่างเกือบเปลือย เพียงเท่านี้อารมณ์โกรธเกรี้ยวก็ผุดขึ้นทั่วใบหน้า กล้ามเนื้อทุกส่วนเขม็งเกร็งเกลียว ดวงหน้าย่นยู่จากฤทธิ์อะดรีนาลีนที่แล่นพล่าน ลักยิ้มแก้มบุ๋มที่เคยปรากฏพาลอันตรธานหายไปในทันที

               ฝ่ามือขวาปล่อยกระเป๋าถือลงบนพื้นจากนั้นจึงเงื้อสุดเอื้อมสู่เป้าหมายเบื้องหน้า นังแพศยาที่บังอาจมาแย่งผัว!

               มือขวาของมีน - นิภาพรสะบัดลงด้วยความเร็ว แน่นอนว่าระยะเพียงเท่านี้ย่อมไม่พลาด

            เพียะ!

               ดวงหน้างามของรพพรรณสะบัดไปตามแรงกระทบ ตั้งแต่เกิดมา คนเรียบร้อยอย่างนิภาพรไม่เคยสักครั้งที่คิดจะตบคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นเพื่อนรัก!

               มือขวาที่ตบคนเป็นครั้งแรกเจ็บจนกลายเป็นชา...จากชาเป็นปวดแสบ หญิงสาวพึ่งเคยรู้ การทำร้ายคนอื่นไม่เพียงแต่ทำให้เขาเจ็บ แต่ตัวเราเองก็เจ็บเช่นเดียวกัน

               เจ็บยิ่งกว่ามือ...ก็คือเจ็บที่หัวใจ

               อารมณ์โกรธยังคุกรุ่น มือซ้ายเงื้อสุดเอื้อมอีกครั้ง นิภาพรพร้อมที่จะสะบัดมันไปที่อีกฝั่งใบหน้าของหญิงผู้เป็นชู้

               เพียงแต่วินาทีนั้นเธอเห็นน้ำตาที่ร่วงโรย

               มือซ้ายชะงักนิ่งในอึดใจ พริบตาเดียวที่ภาพในอดีตผุดขึ้นกลางหัวใจราวกับฟองอากาศในตู้ปลา อดีตภาพที่เคยร่วมเรียนร่วมเล่น เคยหกคะเมนเล่นหัวกันมา เคยยิ้ม เคยร้องไห้ เคยร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน

               เช่นไรจึงมีวันนี้? วันที่เธอตบเพื่อนที่ดีที่สุด...ถูกแล้วหรือที่ตัดสินว่าจอยเป็นคนผิด!?

               มือซ้ายผ่อนแรงด้วยความโกรธที่เริ่มบรรเทา นิภาพรลดมือลงข้างกาย สมองของเธอเริ่มใช้สติปัญญามากกว่าอารมณ์  

จอย-รพพรรณเงยหน้ากลับขึ้นมองเพื่อนรักด้วยความสงสัย อันที่จริงหญิงสาวเตรียมรับความเกรี้ยวโกรธของเพื่อนรักอยู่แล้ว

               มีน-นิภาพรฝืนยิ้ม ลักยิ้มปรากฏขึ้นสองข้างแก้มพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบ เธอใช้มือทั้งสองรั้งร่างเพื่อนรักเข้ามากอดไว้แน่น

               “จอยไม่น่าทำอย่างนี้” นิภาพรกระซิบที่หูเพื่อนรัก

               “ขอโทษ...ขอโทษ” รพพรรณพร่ำได้แต่คำนี้ หญิงสาวไม่อาจสรรหาคำอื่นได้

               “ต่อไปมีปัญหาอะไร ให้บอกมีนนะ อย่าปล่อยให้มันเลยเถิดขนาดนี้” นิภาพรคลายอ้อมกอดก่อนที่จะมองหน้าเพื่อนรักทั้งน้ำตา

               “จอยขอโทษ...จอยจะไปจากชีวิตของมีน”

               ส่ายหน้าเป็นคำตอบ รพพรรณขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หญิงสาวเห็นสายตาเคร่งเครียดของเพื่อนรักจับจ้องเลยไปยังวรรศวีร์ที่ยังนอนอยู่บนเตียง

               “จอยไม่ต้องไปหรอก ที่ต้องไปน่ะคือมัน!” พร้อมคำพูดก็คือนิ้วที่ชี้ยัง มาร์ค – วรรศวีร์

               “เฮ้ย! ได้ยังไง? นี่มันคอนโดฯที่ผมซื้อนะ” คราวนี้ชายชั่วกระเด้งตัวจากที่นอน

               ยิ้มเหยียดจากนิภาพรครั้งหนึ่ง หญิงสาวสูดลมหายใจเต็มปอดก่อนที่จะเอ่ย

               “มันถึงช่วงเวลาที่คุณจะต้องทำใจกับความผิดหวัง เป็นห้วงเวลาที่คุณต้องอดทนต่อความอ้างว้าง ความเปลี่ยวเหงา”

               “คุณต้องสูญเสียทั้งเพื่อน ทั้งแฟน สูญเสียไปทั้งสองคนจากการกระทำเช่นนี้ของคุณ” มาร์คร้อนวาบที่ใบหน้า ประโยคนี้มันคล้าย ๆ บทสนทนาของตัวเขากับแม่หมอดูคนสวยนี่

               “ประโยคนี้?” วรรศวีร์พึมพำ

               นิภาพรหัวเราะ เธอก้าวมายืนตรงหน้าชายหนุ่ม

               “มีนบังเอิญผ่านไปเห็นตอนที่คุณเล่าเรื่องให้หมอดู มีนเลยสงสัยว่าคุณอาจกำลังวางแผนสกปรก หลังจากนั้นมีนจึงจ้างนักสืบสะกดรอยตามคุณ แล้วก็รู้ทุกอย่าง กระทั่งที่คุณโทรศัพท์ไปหลอกเจเพื่อให้เข้าใจผิดจอยมากขึ้น” นิภาพรกล่าวยาวเหยียด แต่จริง ๆ แล้วหญิงสาวโกหก เธอไม่ได้บังเอิญผ่านไปเห็นการพยากรณ์ไพ่และก็ไม่ได้จ้างนักสืบแต่อย่างใด

               หากนิภาพรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากฝันกลางวันเมื่อครู่ ที่นอกจากจะได้เจอเด็กสาวชุดดำที่พยากรณ์ไพ่จันทราให้แล้ว เธอยังมองเห็นเหตุการณ์ที่มาร์คได้ทำตามแผนชั่ว ตั้งแต่การโทรศัพท์ไปเป่าหูเจ การล่อหลอกเพื่อให้จอยสมยอม โดยทีแรกเธอก็ไม่เชื่อ ทว่าเมื่อตื่นขึ้นจึงรีบบึ่งรถกลับด้วยความสังหรณ์ และก็ได้เห็นหลักฐานที่เต็มตา

               “วรรศวีร์...คุณโอนคอนโดฯนี้เป็นชื่อมีนแล้ว และเห็นแก่อดีตที่ผ่านมา ฉันกับจอยให้เวลาคุณเก็บของสิบห้านาที ไม่อย่างนั้นจะแจ้งข้อหาบุกรุก” นิภาพรไม่รอคำตอบแต่กลับเดินไปโอบไหล่รพพรรณที่กำลังยืนสะอื้นอยู่

               ชายหนุ่มรองผู้จัดการขบฟันแน่น เขาโอนคอนโดฯให้เป็นของมีนจริง อีกทั้งเขาและมีนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้นหากอยู่ต่อไปก็รังแต่จะเสียเปรียบ คิดได้ดังนั้นจึงรีบเก็บข้าวของในทันที

               “เป็นอย่างนี้จะดีหรือ? จอยควรเป็นฝ่ายไปเอง” รพพรรณถามเพื่อนรักเจ้าของห้อง

               “ดีแล้วล่ะจอย คนชั่วร้ายอย่างเขา พวกเราไม่ต้องไปเสียดายหรอก” เป็นคำตอบที่มาพร้อมยิ้มพิมพ์ใจ แม้จอยจะผิดพลาดแต่เธอก็ทำไปด้วยความเปลี่ยวเหงาและพลั้งเผลอ หาใช่เช่นชายชั่วที่วางแผนร้ายแม้กระทั่งเพื่อนที่ร่วมทุกข์สุขกันมา

               กระนั้นสิ่งที่ยังติดค้างในใจ...เด็กสาวชุดดำในความฝัน เธอคือใครกัน?

               ...

               ...

               ...

               แม้ความว่างเปล่าของห้วงอวกาศจะมืดมิด กระนั้นก็ยังมีแสงสว่างจากดวงสุริยะอันเป็นแกนกลางของดาราจักร ทั้งยังมีแสงระยิบระยับจากหมู่ดาวฤกษ์จำนวนมาก ทว่าในห้วงอวกาศไม่ห่างจาก ‘โลก’ ดาวเคราะห์ดวงที่สามของระบบสุริยะ บัดนี้ปรากฏความมืดที่ลึกล้ำมากยิ่งกว่าความมืดแห่งห้วงจักรวาล

               มันเป็นสีดำสนิท! ไม่มีแม้แสงดาวที่สามารถผ่านเข้าออกได้

               บัดนี้ปรากฏหินยักษ์ขนาดมหึมาค่อย ๆ โผล่ออกจากม่านสีทมิฬนั้น! พระเจ้าช่วย! ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้

 

สามสิบสี่ชั่วโมงต่อมา ณ ซีกโลกด้านตรงข้ามของประเทศไทยอันเป็นที่ตั้งของประเทศมหาอำนาจ...ที่หอดูดาวประจำรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

               “ดวงดาวในอวกาศนี่สวยงามจริง ๆ” คำเอ่ยชื่นชมจากนักดาราศาสตร์เชื้อสายลาตินผู้กำลังส่องสายตาผ่านกล้องดูดาวขนาดใหญ่อันมีเลนส์ซูมกำลังมหาศาล ป้ายชื่อที่อกเสื้อจารึกนามว่า ‘คาทาโซ่ มาริโญเน่ (Cataso Marijone)’

               นักท่องดาราผ่านเลนส์ปรับหมุนกล้องไปมาเพื่อสังเกตการณ์และชื่นชมความสวยงามของดาราจักรไปพร้อมกัน ทว่าเพียงห้านาทีเท่านั้นที่ชายกลางคนนักดูดาวต้องปรับโฟกัสอยู่กับที่

               “นั่นมัน?”

               คาทาโซ่ มาริโญเน่ปรับกำลังขยายจนสูงสุด เขาเพ่งมองผ่านจอเลนส์อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ก่อนที่จะวิ่งไปโทรศัพท์ติดต่อยังองค์การนาซ่า (NASA)

               “สวัสดีครับ ผม...คาทาโซ่ มาริโญเน่จากหอดูดาว” นักดาราศาสตร์วัยกลางคนกรอกเสียงเข้ายังหูโทรศัพท์ที่แนบแก้ม บัดนี้ทั้งมือทั้งหน้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

               “ผมจะส่งไฟล์ที่เห็นในกล้องดูดาวไปให้นะครับ”

               “ใช่ครับ! ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ แปลกมากที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อนหน้า กะขนาดน่าจะหลายสิบ...หรืออาจถึงร้อยกิโลเมตร”

               “ยังไงช่วยคำนวณวิถีโคจรนะครับ เดี๋ยวผมจะส่งข้อมูลที่ว่าไปทางอีเมลล์ ขอบคุณครับ” เสร็จจากธุระคาทาโซ่ค่อย ๆ วางหูโทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นเทา

               หากดาวเคราะห์ขนาดยักษ์พุ่งตรงมาทางโลกจริง…อะไรจะเกิดขึ้น?

               นักดาราศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาตัวสั่นเทิ้ม บางทีนี่อาจจะเป็นวันพิพากษาที่ปรากฏในพระคัมภีร์…วันที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกที่จะชำระล้างสิ่งโฉดชั่วอย่างมนุษย์ให้หมดสิ้นจากดินแดนที่ท่านสรรสร้าง

               วันแห่งการตัดสิน (Judgement Day)!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น