อัปเดตล่าสุด 2020-09-10 09:06:04

ตอนที่ 19 บทแห่งความยุติธรรม (Justice)

ตาชั่งผู้เที่ยงแท้                           ยืนยง ตรงกลาง

ศาลสถิตจิตมั่นคง                        ไม่หวั่นไหว

ตุลาการมั่นซื่อตรง                       เปรียบร่ม โพธิ์ไทร

หากเลือกทางนี้ไซร้                      จักต้องเป็นกลาง


 

บทแห่งความยุติธรรม (Justice)

 

               กิ๊งก่องงงงงงง!

               เสียงออดเลิกเรียนกังวานเป็นจังหวะก่อนจะเงียบโดยอัตโนมัติเมื่อหมดหน้าที่ และหลังจากสิ้นสุดเสียงออดไม่ถึงห้านาที ห้องเรียนระดับชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนสตรีศึกษาก็แทบไม่มีใครเหลืออยู่ จะมีเหลือบ้างก็เพียงเวรทำความสะอาด ..และหนึ่งในนั้นก็คือธเรษตรี

               “ฝน…กิ๊ฟไปแล้วนะ พอดีนัดกับอ๊าทไว้ที่เรียนพิเศษ” เพื่อนร่วมชั้นบอกพร้อมรีบเก็บของลงกระเป๋า ด้วยตอนนี้เกือบได้เวลาที่นัดไว้กับแฟนหนุ่มนักบาสฯแล้ว

               “จ้ะ ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฝนก็จะกลับเหมือนกัน” ธเรษตรีตอบเพื่อน

               “ไม่เป็นไรแน่นะ? กิ๊ฟว่าวันนี้ฝนดูใจลอยชอบกล...แล้ววันนี้จะไปทำงานดูไพ่ทาโรต์ไหวเหรอ?” คำถามท้ายประโยคถูกหรี่เสียงจนเบาด้วยเพราะเป็นความลับสุดยอดที่ไม่อยากให้ใครรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาครูอาจารย์

               “คงจะไปจ้ะ...กิ๊ฟไปก่อนเถอะไม่ต้องห่วงฝนหรอก” นักพยากรณ์ยิ้มให้เพื่อนร่วมชั้นก่อนจะเตือนให้เพื่อนรีบไป ไม่อย่างนั้นอาจไม่ทันเวลานัด

               เพื่อนร่วมชั้นจากไปครู่ใหญ่แล้ว ทว่าธเรษตรียังคงนั่งปล่อยอารมณ์เพียงลำพัง วันนี้เธอรู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมากจนถึงกับมีเพื่อนทักว่าใจลอย สาเหตุนั่นก็เพราะหลายต่อหลายครั้งในวันนี้ ขณะที่เด็กสาวนั่งเรียนหนังสืออยู่ในห้อง เธอได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่มิใช่การรับรู้ทาง ‘โสตสัมผัส’

               หากแต่คือเสียงแห่งจิตใจ!?

               ธเรษตรีคุ้นเคยกับเสียงแห่งจิตใจเป็นอย่างดี เนื่องเพราะได้ยินมาบ่อยครั้งเมื่อต้องทำนายไพ่ทาโรต์ ทว่าระยะหลังมานี้เธอกลับ ‘ได้ยิน’ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้จับ ไม่ได้สัมผัสไพ่ทาโรต์ หรือมันจะเป็นอาการหูแว่ว ประสาทหลอน?

               หรือที่แท้แล้ว...มันคืออภิญญา ญาณวิเศษหยั่งรู้

 

               นักทำนายผู้มีชะตาลึกลับเก็บกระเป๋าและเดินออกจากห้องเรียนอย่างอิดโรย เด็กสาวคิดว่าโชคดีอยู่บ้างที่การได้ยินเสียงแห่งจิตใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา หากแต่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเท่านั้น

               ทว่า...เพียงแค่บางครั้งที่ได้ยิน ธเรษตรีก็ยังรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน นั่นเพราะเธอต้องรับรู้ความปรารถนาของเหล่ามนุษย์ที่มากมายราวกับบ่อไร้ก้น มันเป็นกิเลสตัณหาอันมิอาจถมเต็ม

               นักพยากรณ์เดินมาถึงสนามหน้าโรงเรียนเพื่อเตรียมจะกลับบ้าน แดดยามสี่โมงเย็นยังคงร้อนแรง ความร้อนทำให้ต้องเงยหน้าหรี่ตามองดวงตะวัน

               ช่วงเวลาที่เธอมองขึ้นไปนั้น ภาพและบรรยากาศเกิดการสั่นไหวในชั่วพริบตา

               ธเรษตรีแทบไม่เชื่อตัวเอง ด้วยเพราะบนฟ้าสีครามใสไร้เมฆานั้นมีดวงอาทิตย์แผดแสงจ้าอยู่...

               ถึงสองดวง!?

               เกิดอาเพศอะไรกัน ไฉนดวงตะวันจึงมีถึงสอง? นั่นเป็นคำถาม ทว่ายังไม่ทันที่จะคิดหาคำตอบได้ ดวงตาที่หรี่มองดวงแสงทั้งสองเริ่มเห็นความผิดปกติ

               ดวงหนึ่งอยู่นิ่งกับที่…ทว่าอีกหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว!

            ไม่ใช่พระอาทิตย์?

 

               ฉับพลันธเรษตรีรู้สึกเวียนศีรษะอย่างรุนแรง เด็กสาวถึงกับต้องปิดตาลงเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียน และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง…พระมาโปรดเถิด!

               บริเวณรอบกาย บัดนี้ไม่เหลือแม้เค้าเดิมของโรงเรียน ไม่มีตึกรามบ้านช่อง ไม่มีรถราที่จอดติดยาวเหยียดทางถนนด้านนอก

               ทุกอย่างเหลือเพียงซากปรักหักพัง!

               ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยกองอิฐ หิน ซากรถยนต์กระจุยกระจายเกลื่อนพื้นอันเคยเป็นถนน ทุกสิ่งสรรพล้วนไหม้เกรียมแทบเป็นเถ้าถ่าน บางจุดเปลวไฟยังคงลุกโหม บางแห่งแม้เปลวจะมอดดับทว่ายังมีควันครุกรุ่นไม่ขาดสาย

               “เกิดอะไรขึ้นกับโลก!” นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ร้องอย่างตระหนก คำถามของเธอสามารถแปลกลับได้อีกอย่างว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน (ธเรษตรี)’ นั่นเพราะคำว่าโลกและธเรษตรีมีความหมายที่คล้องกัน

               ก่อนที่จะทำการอันใดต่อไป โสตสัมผัสก็แว่วยินเสียง

               “หนูธเรษตรีจ๊ะ หนูธเรษตรี” เสียงอ่อนโยนข้างหูพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ที่ใบหน้า

               นักพยากรณ์ในชุดนักเรียนลืมตาขึ้น เธอพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องพยาบาลของโรงเรียน ครูประจำห้องพยาบาลกำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดใบหน้าอย่างเป็นห่วง

               “อาจารย์คะ หนูเป็นอะไร?”

               “หนูเป็นลมที่หน้าประตูโรงเรียนจ้ะ แดดคงร้อนน่ะ” อาจารย์พยาบาลบอกพร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้โดยกำชับให้จิบทีละนิด

               ธเรษตรีรับแก้วมา เด็กสาวสังเกตเห็นบรรดาไทยมุงรอบ ๆ ประตูหน้าต่าง พวกนั้นคงถูกกันไม่ให้เข้ามามุงข้างใน แต่ด้วยความใคร่รู้จึงพยายามเกาะติดสถานการณ์แบบไม่หนีไปไหน

               นักทำนายรับรู้ด้วยอภิญญาซึ่งเป็นความสามารถที่ตื่นขึ้น เด็กสาวรับรู้ความห่วงใยของอาจารย์พยาบาลซึ่งเป็นของจริง...หาได้กระทำเพราะเป็นเพียงหน้าที่ไม่ อีกทั้งบรรดาพวกที่มุงดูทั้งหลายนั้นถึงส่วนมากจะมาเพราะแค่อยากรู้อยากเห็น

               แต่ก็มีความรู้สึกของหลาย ๆ คนที่ห่วงใยเธอจากใจจริง

               เพียงเท่านี้ก็ทำให้ธเรษตรีมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปแล้ว เด็กสาวนั่งพักสักครู่จึงขออนุญาตอาจารย์เพื่อลากลับบ้าน วันนี้คงงดประจำการที่โต๊ะพยากรณ์เสียหนึ่งวัน

               เด็กสาวเดินออกจากรั้วโรงเรียนเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ป้าย ในใจหวนนึกถึงความฝันประหลาดตอนที่เป็นลมแดด

               ความฝันนี้จะเกี่ยวโยงกับทุกความฝันที่ผ่านมาหรือไม่?

               ในเวลานั้นเองที่ความคิดของธเรษตรีทำตัวเองขนลุกซู่ นั่นเพราะฝันที่ผ่านมาล้วนเป็นอดีตที่ผ่านกาลเวลามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ หรือความฝันที่เห็นหายนะจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ซึ่งแม้จะไม่รู้เวลาที่แน่นอนแต่พินิจคร่าว ๆ จากสิ่งปลูกสร้างและเสื้อผ้าแล้ว...น่าจะเป็นอดีตที่ห่างจากปัจจุบันมาก อาจเป็นพันปี?

               ทว่าความฝันเมื่อครู่ ฝันที่เห็นดวงอาทิตย์สองดวง…ภาพโลกาวินาศที่ย่อยยับและปกคลุมด้วยเถ้าถ่านเปลวไฟนั่น

               สถานที่ในฝันคือโรงเรียนของเธอเอง!

               โรงเรียนสตรีศึกษา? ทุกสิ่งทุกอย่างย่อยยับพินาศสิ้น!

               หรือความฝันที่เห็นเมื่อครู่นี้…คือโลกในกาลปัจจุบัน?

               ธเรษตรีหนาวเยือกทั่วสรรพางค์กายเมื่อคิดวิเคราะห์ได้ว่าจริง ๆ แล้วความฝันเมื่อครู่ไม่ใช่ ‘ปัจจุบัน’ เสียทีเดียว นั่นเพราะในตอนนี้...ในวินาทีนี้ ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

               หรือสิ่งที่เห็นเมื่อครู่จะเป็น ‘อนาคต’ ที่เข้าใกล้?

            ...

               ...

               23:00 น. ธเรษตรียังคงนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ใจหนึ่งก็นึกอยากออกไปคุยกับคุณตาคุณยาย ระยะหลังมานี้เด็กสาวมักได้ยินเสียงนินทาจากเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ในเรื่องที่เธออาศัยในบ้านเพียง ‘ลำพัง’ กระนั้นเวลาที่ดึก จึงทำให้เด็กสาวไม่อยากรบกวนท่านทั้งสองที่ชราภาพ

               ธเรษตรีได้ยินเพื่อนบ้านด้วยเสียงแห่งจิต บางคนซุบซิบกันว่าเธออยู่ได้อย่างไรคนเดียว บางคนแอบนินทาว่าน่าจะมีเสี่ยคอยเลี้ยงดู บ้างก็ว่าเธอทำอาชีพไซด์ไลน์เพื่อหาลำไพ่พิเศษ แต่ละครั้งแต่ละคราที่ได้ยินนักพยากรณ์ถึงกับต้องส่ายศีรษะด้วยความเหนื่อยหน่าย คนพวกนั้นไม่มีลูกกะตาหรือไร ตายายของเธอมีให้เห็นอยู่โทนโท่ ยังมีหน้ามาหาหาว่าเธออาศัยอยู่คนเดียวอีก

               ถึงแม้จะยุ่งเหยิงในหัวใจสักเท่าไร นักพยากรณ์ผู้สร้างลำนำบททำนายแห่งไพ่ทาโรต์จำต้องข่มตาหลับให้จงได้ หากแม้นอดหลับอดนอนบ่อย ๆ ดีไม่ดีร่างกายจะพาลทรุดโทรมเอา

               [ เด็กสาวที่เราส่งมโนภาพผ่านจิตไปช่วย ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ ] ความคิดของธเรษตรีไพล่ไปคิดถึงหญิงวัยรุ่นผู้ตั้งครรภ์เลือกได้ไพ่ราชินี (The Empress)

               [ มันเป็นการทดลองถอดจิตบางส่วนเพื่อส่งจินตภาพ...และก็ได้ผล ] ในที่สุดสัมปชัญญะของธเรษตรีก็ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งนิทรา ทว่าห้วงคำนึงท้ายสุดก่อนสติจะหลับไหลนั้น

               [ ถอดจิตออกจากร่างเพื่อช่วยเหลือคน ] นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนจะหลับด้วยความอ่อนเพลีย

               ...

               ...

               23:00 น. ช่วงเวลาเดียวกับที่ธเรษตรีกำลังนอนกระสับกระส่ายด้วยอาการจิตคิดฟุ้งซ่าน ในอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังนอนพลิกตัวไปมาด้วยอาการเดียวกัน

               “นอนไม่หลับหรือคะ” คำถามจากภรรยาที่นอนข้างกาย

               “ฮื่อ...ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก หลับเสียเถิด” ชายกลางคนตอบ

               “มีเรื่องกังวลก็ปรึกษาได้นะคะ” ไม่วายที่เมียรักจะเป็นห่วง

               “เรื่องงานน่ะ...ก็อย่างที่คุณรู้ จะพูดให้คนอื่นฟังก็คงไม่ดีนัก” ผู้เป็นสามีอธิบาย ซึ่งภรรยาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

               จวบจนเมียรักหลับไปกว่าชั่วโมง เขาจึงเริ่มง่วง สายตาที่เริ่มหรี่ซึมยังคงจ้องจับที่รูปเด็กสาววัยรุ่นที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง บนภาพเขียนด้วยปากกาว่า ‘ลูกพลอยที่น่ารัก’

               ทว่าแม้จะเข้าใกล้นิทราแต่จิตสำนึกยังวนเวียนถึงเรื่องงานที่ไม่อาจเล่าให้ฟังได้แม้แต่ภรรยา

               [ อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง...ปัญหาที่แสนหนักอก ]

               [ อย่างน้อย ๆ แค่ในความฝันก็ยังดี... ] ในที่สุดเปลือกตาก็ปิดจนสนิท

               ...

               ...

               เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งคราวนี้ชายกลางคนพบว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตัวเอง บัดนี้ตัวเขากำลังยืนอยู่บนถนนที่ไม่คุ้นเคย บรรยากาศรอบ ๆ ขาวโพลนด้วยหมอกหนา ภรรยาที่นอนหลับข้างกายก็ไม่อยู่เสียแล้ว และเมื่อเพ่งสายตาฝ่าหมอกขาวออกไปจึงพบสิ่งที่ผิดปกติยิ่งกว่า

               สรรพสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ต้นไม้ หรือแม้แต่ตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่

               ทั้งหมดลอยคว้างอยู่กลางอากาศ!?

               “นี่...นี่มันอะไรกัน?” ชายวัยกลางคนตั้งคำถาม กระนั้นยังอดประหลาดใจไม่ได้ว่าเหตุใดตนเองยังสามารถควบคุมสติได้ทั้งที่เห็นภาพแปลกประหลาดขนาดนี้

               “ยังกับเป็นความฝัน” เขารำพึง

               “เกือบใช่ค่ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ชายกลางคนหันไปมองด้วยสัญชาตญาณ

               ห่างออกไปไม่กี่ก้าวปรากฏร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอก ร่างลึกลับที่เห็นสวมใส่ชุดสีดำสนิทตั้งแต่ผ้าคลุมศีรษะจนจรดปลายเท้า ใบหน้าที่ปรากฏภายใต้ผ้าคลุมเป็นใบหน้าของเด็กสาวอายุราววัยรุ่น

               “หมายความว่ายังไงครับ?”

               ร่างในชุดดำยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะผายมือไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ห่าง ดูจะเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวที่ไม่ได้ลอยเคว้งคว้างในอากาศ

               “เราไปนั่งคุยข้างในดีกว่าค่ะ” เด็กสาวปริศนาเชื้อเชิญ ชายวัยกลางคนประหลาดใจตัวเองเหมือนกันที่เดินตามไปอย่างว่าง่าย

“เอ่อ...ขอโทษครับ ที่นี่เป็นร้านดูดวงหรือครับ?” เป็นคำถามแรกทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ภายในกระท่อม ที่เขาถามเช่นนั้นก็เพราะบนโต๊ะที่คลุมด้วยผ้าดำปรากฏแผ่นป้ายหนึ่ง

‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

               “ใช่ค่ะ”

               “ตกลงนี่ผมกำลังฝันใช่ไหมครับ?” เขาถามต่อ

               “จะว่าใช่ก็คงได้ค่ะ...ที่นี่คือโลกแห่งจิต น้อยคนนักที่จะสามารถมาเยือน เพราะบางครั้งความฝันนั้นเกิดจากการถอดจิต...และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณมายังที่แห่งนี้ได้”

               “ดังนั้น...หากคุณจะเรียกสิ่งนี้ว่าความฝันก็ไม่ผิดหรอกค่ะ” เป็นคำอธิบายจากเด็กสาวปริศนาที่ตอนนี้ถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ

                ชายวัยกลางคนนิ่งงันไป สายตากำลังจับจ้องที่ป้ายบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด

               “ที่ว่าแก้ไขปัญหาได้นี่จริงหรือครับ?” เขาถามเพื่อความแน่ใจ

               “ได้แน่นอนค่ะ” เป็นคำตอบที่สั้นแต่ได้ใจความ

               “แล้วต้องทำยังไงบ้างล่ะครับ” ผู้มาเยือนเกาศีรษะแกรก ๆ ด้วยสงสัยว่าตนเองกำลังจะบ้าแล้วหรือเปล่า? ทั้งความฝันแปลก ๆ ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ราวกับมีสติสัมปชัญญะเหมือนตอนตื่น

               ...แต่บางทีฝันครั้งนี้อาจเป็นสิ่งที่ตัวเขาต้องการ

               ปัญหาที่กลัดกลุ้ม แต่ไม่สามารถระบายได้ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของจรรยาบรรณ ทว่าหากได้พูด ได้ระบายในโลกมายาที่ไร้ตัวตนแห่งนี้

บางทีอาจนำพาสู่หนทางของการแก้ไข

“ทำยังไงครับ อย่างไรที่ผมจะสามารถทำนายไพ่ได้”

“คุณต้องเล่าปัญหาที่กำลังกลุ้มใจค่ะ จากนั้นใช้มือซ้ายเลือกไพ่ทาโรต์ในสำรับนี้ออกมาหนึ่งใบ...ไพ่ที่เลือกจะเป็นคำตอบของปัญหา” หญิงชุดดำอธิบายพร้อมชูวัตถุในมือ มันคือสำรับไพ่ทาโรต์

               [ ต้องเล่า? ]

               [ แต่นี่ก็เป็นเพียงความฝัน ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นก็ไม่น่าจะผิดจรรยาวิชาชีพ ] นั่นคือความคิดก่อนที่จะตัดสินใจ

               “เอ้า! ก็ได้ ลองดูก็ดีเหมือนกัน”

               “งั้นก็เชิญเล่าได้เลยค่ะ” เป็นน้ำเสียงเรียบจากนักทำนายที่บัดนี้มือทั้งสองเริ่มสลับไพ่ทาโรต์

               “...จริง ๆ แล้วผมเป็นผู้พิพากษา” เขาเริ่ม

               “ผมเป็นผู้พิพากษา ทำหน้าที่ตัดสินคดีมาก็มาก บางครั้งผลออกมาก็ตรงใจคนอื่น บางครั้งก็โดนผู้อื่นคัดค้าน แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทุกครั้ง” อาคันตุกะแห่งโลกมายาเกริ่นเรื่อง

               “แต่ตอนนี้มีคดีหนึ่งที่ผมลำบากใจในการตัดสิน” สายตาของคนเล่าทอดยาวสู่สายหมอกพร้อมกับเรื่องราวที่พรั่งพรูราวสายน้ำที่หลั่งไหล

               ...

               ...

               ก่อนที่คดีความจะบังเกิด เบื้องหลังนั้นได้เกี่ยวพันกับคดีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นาน ทว่ายังไม่ทันที่ดาบอาญาสิทธิ์แห่งความยุติธรรมจะสำแดงผล คดีต่อเนื่องที่สองก็เกิดซ้อนทับขึ้นมาเสียก่อน

 

               คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้น ทว่าท้องฟ้าที่ควรจะมีจันทร์กระจ่างกลับมืดดำด้วยเมฆาพยับฝน บัดนี้แม้หยาดพิรุณจะยังไม่โหมกระหน่ำหนักแต่ก็เริ่มปรอยลงบ้างแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนในเมืองหลวงไม่ค่อยออกจากเคหสถานสักเท่าใด

               ดึกแล้ว...นาฬิกาบนข้อมือแสดงเข็มสั้นที่กำลังจะสัมผัสเป็นแนวตรงกับเลขสิบเอ็ด สาวน้อยในชุดนักศึกษาเดินตรงเข้าในซอยที่จะนำสู่บ้านอันแสนอบอุ่น ทุกครั้งในซอยจะมีผู้คนเดินผ่านสัญจรอยู่บ้าง ทว่าวันนี้บรรยากาศกลับดูเปลี่ยวเหงาอย่างบอกไม่ถูก ชะรอยพายุฝนที่ตั้งเค้าตั้งแต่หัวค่ำจะไล่ผู้คนไปเสียหมด กระนั้นหญิงสาวก็หาได้กลัวไม่ ด้วยเพราะบ้านของเธออยู่ลึกเข้าไปในซอยเพียงสามร้อยเมตร อีกทั้งกลางซอยก่อนถึงบ้านก็ยังมีมินิมาร์ทที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงให้อุ่นใจ

               นักศึกษาสาวเดินจ้ำเข้าไปในซอย กิจกรรมของทางคณะทำให้ต้องกลับบ้านช้า ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้งตัวเธอทั้งผู้ปกครองก็ไม่ได้อยากกลับบ้านมืดค่ำนัก

               “ลูกทราย...ลูกอย่ากลับบ้านให้ดึกนักนะ” เป็นคำตักเตือนของบิดาที่พูดกับเธอบ่อย ๆ ความจริงผู้เป็นพ่อคงอยากที่จะออกมารับตัวเธอทุกครั้งที่กลับบ้านค่ำ...แต่ก็เป็นไปได้ยาก

               นั่นเพราะพ่อของเด็กสาวนั้น...ขาไม่ดีเสียข้างหนึ่ง!

               บิดาของ ‘น้องทราย’ ไม่ถึงกับเดินไม่ได้หรอก ก็ยังพอประคองตัวได้แบบกะเผลก ๆ กระนั้นก็คงลำบากหากต้องเดินไกล ๆ โชคดีว่าการงานที่ท่านทำอยู่เป็นงานออกแบบที่ใช้เพียงแค่การนั่งโต๊ะ ส่วนมารดาของเด็กสาวเสียชีวิตไปตั้งแต่เธออายุได้เพียงสองสามขวบ

               ครืนนนนนน!

               ฟ้าเบื้องบนคำรามลั่น แม้ทรายจะเร่งความเร็วในการเดิน ทว่าสายฝนพลันกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนแทบมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า สายน้ำจากฟากฟ้าดูจะเทจากก้อนเมฆในคราวเดียวหลังจากที่ตั้งท่ามานาน  

               นักศึกษาสาวรีบออกวิ่ง เป้าหมายอยู่ที่แสงไฟของมินิมาร์ทกลางซอย อย่างน้อยถ้าได้หลบฝนสักครู่ก็คงดี หญิงสาวตั้งใจว่าหากฝนที่กระหน่ำเบาลงกว่านี้จึงจะค่อยวิ่งฝ่าออกไปอีกครั้ง

               ดูเหมือนมินิมาร์ทจะเป็นจุดที่มีแสงสว่างเพียงแห่งเดียวสำหรับค่ำคืนอันแสนเปลี่ยวเหงาในซอยลึก เมื่อมองถัดเลยออกไปก็มีเพียงความมืดอันน่าหวาดหวั่น ยังดีที่บ้านของทรายอยู่ไม่ห่างนัก เพราะหากไกลมากไปกว่านี้ เธอคงไม่กล้าที่จะเดินเพียงลำพังแน่

               ทรายวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปใกล้ประตูมินิมาร์ท ทว่าวินาทีนั้นเด็กสาวรู้สึกว่ามีสายตากำลังจ้องจับมาที่ตัวเธอ นักศึกษาสาวหันไปมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง อย่างไรเสียร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ก็มีพนักงานอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง หากมีอะไรก็ยังพอที่จะอุ่นใจได้บ้าง  

               น้องทรายสังเกตเห็นว่านอกจากพนักงานขายสองคนที่กำลังชี้ชวนกันมองมาทางเธอแล้วยังมีชายหนุ่มท่าทางเหมือนพนักงานบริษัทยืนรีรออยู่หน้าร้าน ท่าทางเหมือนจะรอให้ฝนซา เขาเหลือบมองทรายนิดหนึ่งก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น ทว่าอีกประเดี๋ยวชายคนนั้นก็ลอบมองเธออีกครั้ง ถัดมาทางข้าง ๆ ของประตูมินิมาร์ทปรากฏมีชายวัยรุ่นท่าทางไม่น่าไว้ใจนั่งอยู่ที่พื้นพลางดื่มเบียร์ในกระป๋อง เขาชำเลืองมองเธอแว่บหนึ่งก่อนจะดื่มเบียร์ต่ออย่างไม่สนใจ

               ทรายเดินเข้าไปในร้านมินิมาร์ท หญิงสาวสัมผัสกับแอร์เย็นฉ่ำที่ยิ่งทวีความหนาวมากขึ้นเมื่อไอเย็นสัมผัสกับร่างที่เปียกปอน

               ‘เปียกงั้นหรือ?’ นักศึกษาสาวคิดได้ว่าตอนนี้เสื้อที่เป็นผ้าขาวนั้นชุ่มโชกด้วยน้ำฝน

               อัตโนมัติของร่างกายทำให้ทรายต้องยกมือขึ้นมาปิดบริเวณทรวงอกด้วยเพราะผ้าขาวที่เปียกฝนทำให้เห็นทะลุไปถึงผิวเนื้อและชุดชั้นใน

มิน่าเล่าพวกผู้ชายแต่ละคนถึงจ้องมองเธออย่างกับไม่เคยเห็นผู้หญิง และนั่นรวมถึงสายตาของชายร่างอ้วนอีกคนที่กำลังจ่ายเงินตรงเคาน์เตอร์ของร้าน ทันทีที่ทรายเดินเข้าไปปรากฏว่าทั้งชายอ้วนและพนักงานคิดเงินต่างพากันนิ่งมองเธอโดยลืมหน้าที่ของตนเสียชั่วขณะ  

               ทรายรู้สึกเหมือนว่าตนเองเป็นเหมือนลูกแกะที่ตกอยู่ในฝูงหมาป่ายังไงยังงั้น แต่ครั้นที่จะเดินตากฝนออกไปด้านนอกก็ใช่จะเป็นทางเลือกที่ดี หญิงสาวยังมั่นใจว่าแม้สายตาคนพวกนี้จะดูน่าเคลือบแคลงแต่ก็คงไม่มีใครทำอะไรอุกอาจท่ามกลางสาธารณชนได้

               หญิงสาวตัดสินใจที่จะอดทนต่อความหนาวของแอร์คอนดิชั่น อย่างน้อยรอให้ฝนซา…อย่างน้อยก็รอให้เสื้อขาวที่สวมใส่แห้งกว่านี้แล้วจึงค่อยออกไป นั่นเป็นความคิดขณะที่ยืนแอบ ๆ อยู่ในมุมหนึ่งของร้าน

               ในที่สุดฝนที่ตกราวกับฟ้ารั่วก็ค่อย ๆ ผ่อนบรรเทาลง…จนเกือบจะขาดเม็ด

               ทรายตัดสินใจที่จะเดินออกจากมินิมารท์เพื่อกลับบ้าน ก่อนกลับหญิงสาวตัดสินใจเลือกซื้อมันฝรั่งทอดถุงหนึ่งอย่างน้อย ๆ ก็เพื่อขอบใจร้านมินิมาร์ทแห่งนี้ที่ให้เธอหลบจากฝนและความมืด

               ความมืด!?

               ยิ่งคิดยิ่งสะท้านใจ ระยะทางเกินกว่าหนึ่งร้อยเมตรก่อนจะถึงตัวบ้านดูช่างไกลเหลือเกินในค่ำคืนอันตรายเช่นนี้ หญิงสาวคงไม่คิดอะไรมากหากไม่เจอสายตาของผู้ชายพวกนั้น อีกทั้งเข็มนาฬิกากำลังชี้บอกเวลาที่จะล่วงเข้าสู่วันใหม่มะรอมมะร่อ

               กระนั้นทรายยังพออุ่นใจได้บ้าง…นั่นคือเธอมีบางสิ่งที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าถือ

               หญิงสาวชำระเงินค่าขนมถุง ถึงตอนนี้ทรายสังเกตเห็นว่าพนักงานประจำร้านที่เมื่อครู่มีกันสองคนนั้น

               บัดนี้เหลือเพียงคนเดียว!?

               “อีกคนไปไหนล่ะคะ?” นักศึกษาถามออกไป หัวใจสั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง

               “อ๋อ…เอาขยะไปทิ้งหลังร้านครับ แล้วก็คงกลับบ้านเพราะนี่ก็เลยเวลาลงเวรแล้ว เหลือก็แต่ผมที่รอผลัดต่อไปน่ะครับ” เป็นคำตอบของพนักงานที่กำลังทอนสตางค์ให้เธอ

               “ว่าแต่รู้จักกันหรือครับ” พนักงานถามต่อ สายตาลอบมองผ้าขาวที่ตอนนี้แห้งเป็นบางส่วน

               ทรายส่ายหน้าก่อนที่จะรีบออกจากประตูร้าน เธอไม่ชอบสายตาแทะโลมของพนักงานขายคนนี้

 

               ที่หน้าร้านมินิมาร์ท ทันที่ที่ประตูปิดหญิงสาวเหลือบชำเลืองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยความระวังภัย ค่ำคืนนี้ทรายรู้สึกว่าบรรยากาศดูแปลกและน่าพรั่นพรึง

ด้านหน้า ชายหนุ่มพนักงานบริษัทคนเดิมกำลังเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าขณะที่เหยียดแขนออกไปด้านนอก ชะรอยเขากำลังประเมินเม็ดฝนที่ตอนนี้ปรอยจนเกือบหยุด ทรายมองเขาอย่างระวังก่อนที่จะหันไปอีกด้าน

               ไม่มีใครอยู่?…ตรงพื้นข้างประตูมีเพียงกระป๋องเบียร์เปล่า ๆ ที่วางทิ้งไว้ ส่วนเจ้าของที่มีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดคงจะลุกออกไปแล้ว

               ออกไปแล้ว?…ไปทางไหนล่ะ?

               ไปทางปากซอย…หรือว่าเข้าไปในซอยที่มืดมิด บางทีในความมืดอาจมีหลืบเงาที่สามารถซ่อนได้แม้กระทั่งตัวคน

               ทรายรู้สึกวูบหวิวในใจ มือข้างหนึ่งกำกระเป๋าถือไว้แน่น หญิงสาวรู้ดีว่าตอนนี้ที่สามารถเชื่อถือได้มีเพียงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเท่านั้น

               ก่อนที่จะตัดสินใจเช่นไร นักศึกษาสาวก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเรียก

               “เอ่อ…ขอโทษครับ กี่โมงแล้วครับ” คำถามธรรมดาจากชายหนุ่มพนักงานบริษัท ทว่ามันกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้

               “เที่ยงคืนพอดีค่ะ” ทรายตอบ ชายหนุ่มขอบคุณก่อนที่จะใช้กระเป๋าป้องศีรษะแล้ววิ่งย้อนออกไปทางปากซอย

               หญิงสาวถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับบ้าน ระยะทางไม่ไกลมากนัก หากคุมสติดี ๆ แล้วล่ะก็ เธอเชื่อว่าต้องสามารถผ่านพ้นมันไปได้

               แกร๊ก! เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อทรายเดินออกมาเพียงห้าหกก้าว

               นักศึกษาหันไปมองต้นเสียงทันที มือเอื้อมเข้าด้านในกระเป๋าถือโดยอัตโนมัติ

               เจ้าของเสียงอยู่ในชุดพนักงานมินิมาร์ท เขากำลังนั่งอยู่บนถังขยะที่ปิดฝาครอบ ปากคาบบุหรี่พร้อมกับอัดมะเร็งร้ายเข้าในปอด เขาหันมามองเธอแว่บหนึ่งก่อนที่จะหันไปดูดมะเร็งต่ออย่างไม่สนใจ ชายพนักงานที่เห็นคงเป็นคนที่เอาขยะออกมาทิ้งหลังร้านแล้วยังไม่ยอมกลับบ้าน

               หรือเขากำลังรออะไรอยู่!?

               เขาอาจจะรอเพียงให้ฝนซาเหมือนเช่นเธอและชายพนักงานบริษัท ทว่าความระแวงระวังกำลังกระตุ้นเตือน

               แต่ถ้าหากไม่ใช่ล่ะ? หากเขากำลังรอเธอผู้อยู่ในชุดผ้าขาวที่เปียกปอนล่ะ?

               ทรายพยายามควบคุมสติก่อนจะจ้ำเท้าออกมาอย่างไม่ให้มีพิรุธ หญิงสาวเคยดูภาพยนตร์ เธอจำได้ว่าหากกระโตกกระตากออกไป บางทีคนร้ายอาจจะตรงรี่เข้าทำอันตรายทันที

               นักศึกษาสาวเดินออกห่างจากร้านมินิมาร์ทแล้ว หญิงสาวหันกลับไปเพื่อระวังหลังบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เห็นว่าพนักงานคนนั้นจะลุกตามมาแต่อย่างใด ซึ่งนั่นทำให้ทรายมีสติที่เข้มแข็งมากขึ้น ครั้งแรกเธอตั้งใจจะโทรศัพท์ไปหาบิดาเพื่อให้ออกมารับ ทว่าเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้วก็คงไม่จำเป็น อีกทั้งการเรียกบิดาผู้ขาพิการให้เขยกออกมาท่ามกลางสายฝนนั้นคงไม่เป็นการดี

               เหลืออีกราวเกือบร้อยเมตรก่อนจะถึงบ้าน ระยะสายตาเริ่มเห็นไฟหน้าบ้านที่เปิดสว่างอยู่ไกล ๆ บริเวณรอบตัวเป็นเพียงที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ก็ห้องแถวที่ปิดร้าง โชคดีที่ไม่มีป่าหญ้าคา ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าเดินในซอยตอนนี้แน่ ๆ

               แกร๊บ!

               เสียงฝีเท้าเหยียบอะไรบางอย่างดังมาจากทางข้างหลัง นักศึกษาสาวสะดุ้งเฮือก มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายทันที

               ฝีเท้าของคน! มีใครเดินตามเธอมางั้นหรือ?

               พนักงานร้านมินิมาร์ท…หรืออาจจะเป็นชายหนุ่มพนักงานบริษัทที่วิ่งย้อนตามเธอมา ทรายหันกลับไปอย่างรวดเร็ว

               หญิงสาววาบที่หน้าอกก่อนที่หัวใจจะหล่นไปที่ตาตุ่ม

               ร่างตะคุ่มยืนห่างจากเธอไม่เกินห้าหกก้าว ทรายจำร่างนั้นได้ดีแม้จะมีแสงสว่างเพียงแค่สลัว ๆ

               ผู้ชายที่นั่งดื่มเบียร์ตรงหน้ามินิมาร์ท!

               เขาไม่อยู่ตอนที่เธอออกมาจากร้าน ทว่ากลับมาปรากฏร่างจากทางข้างหลัง!?

               แปลได้อย่างเดียวเท่านั้น…นั่นคือเขามา ‘ดักรอ’ เธอ!?

               ร่างของชายที่ดื่มเบียร์ค่อย ๆ สืบเท้าเข้าใกล้ ทรายสังเกตเห็นท่าทางที่เซเล็กน้อย เขาอาจจะเมา?…ถ้าเมาก็แปลว่าต้องดื่มมากกว่าเบียร์หนึ่งกระป๋อง และถ้าเมาจนเซ ก็หมายถึงสติความยั้งคิดที่ลดน้อยลงด้วย

               ยิ่งชายคนนั้นสืบเท้าเข้ามาใกล้ นักศึกษาสาวก็ยิ่งกระชับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ามั่น บางทีหากถึงที่สุดแล้วอาจจำเป็นต้องใช้มัน

               “น้องสาว” คำแรกจากปากของคนขี้เมา เสียงพูดยานคางแสดงถึงดีกรี-v’แอลกอฮอล์ที่เจือในกระแสโลหิต

               ตอนนี้วัตถุป้องกันตัวถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าถือ มันแอบอยู่ในมือเล็ก ๆ ของทราย

               “พี่ว่าเราไป…” ชายขี้เหล้าพูดอ้อแอ้พร้อมสืบเท้าเข้าใกล้

               “จะชวนชั้นไปไหนเรอะ! นี่แน่ะ ๆๆ!” พร้อมคำพูดสเปรย์พริกไทยในมือก็พุ่งออกเป็นสายไปยังดวงตาของคนขี้เหล้าทันที

               “โอ๊ยยยยยย!” ชายขี้เมาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เขาร้องพร้อมกับยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้า กระนั้นหญิงสาวก็ยังคงฉีดสเปรย์สำหรับป้องกันตัว ฉีด...ฉีดและก็ฉีด…เธอฉีดจนมันไม่มีเหลือแม้สักหยด ถึงตอนนี้ชายขี้เมาวิ่งหนีไปทางปากซอย มือสองข้างกุมใบหน้าพลางร้องโอดโอยฟังไม่ได้ศัพท์

               น้องทรายยืนนิ่ง น้ำตาเธอกำลังไหลด้วยความตื่นกลัว หญิงสาวสะอื้นมากขึ้นจนกระทั่งร้องไห้ออกมา หูของเธออื้ออึงจากจังหวะแห่งการร่ำไห้

               …และนั่นทำให้ไม่ได้ยินเสียงตะโกนของชายขี้เมาที่พึ่งวิ่งออกไป

               “อย่าเข้าไป…ในซอยมีคนดักรออยู่!”

 

               อันตรายจากไปแล้ว ทรายยืนร่ำไห้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะตั้งสติและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า เธอกลัวว่าหากกลับถึงบ้านทั้งน้ำตาแล้วล่ะก็ บิดาคงเป็นห่วง และเมื่อพร้อมเดินทางอีกครั้ง นักศึกษาสาวจึงเดินลึกเข้าไปในซอยอันมีจุดหมายคือบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

               ในความมืดของบรรยากาศที่มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากหลอดนีออนเพียงไม่กี่เสา แสงจากไฟทางนั้นให้ความสว่างได้เพียงรัศมีเท่านั้น และนั่นทำให้ทางเดินในซอยมืดทึมสลัวแลดูน่ากลัว

               หญิงสาวพยายามเร่งฝีเท้า หากพ้นพื้นที่ว่างและอาคารห้องชุดร้างตรงนี้ล่ะก็ จะเหลืออีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงบ้าน เธอเดินไวจนเกือบเป็นวิ่ง เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ยังคงสร้างความหวาดผวาในหัวใจ

               แกรก!

               เสียงฝีเท้าดังขึ้น คราวนี้มันดังจากมุมตึกข้าง ๆ ที่กำลังจะเดินผ่าน นักศึกษาสาวหันขวับไปมองด้วยสัญชาตญาณระวังภัย เบื้องหน้าอีกเพียงสี่ห้าสิบเมตรก็จะถึงรัศมีแสงไฟหน้าบ้าน

               “ใครน่ะ!” หญิงสาวร้องถาม น้ำเสียงสั่นด้วยความกลัว

               เงาดำที่มุมตึกไม่ตอบแต่มันกลับค่อย ๆ โผล่ออกมาจนหญิงสาวเห็นได้ชัดในแสงสลัวนี้

               ร่างของชายคนหนึ่งปรากฏให้เธอเห็น...ชายร่างอ้วนผู้ซึ่งกำลังจ่ายเงินในตอนที่เธอเดินเข้าประตูมินิมาร์ท! หญิงสาวจำได้ว่าเขามองร่างเปียกชุ่มของเธอด้วยตาไม่กะพริบ

               “มี...มีอะไร?” ทรายถามออกไปขณะที่มือควานหาสเปรย์ในกระเป๋าแต่เธอก็ฉุกคิดได้ว่า

               เธอใช้มันหมดไปแล้ว!

               ร่างท้วมของชายในมุมมืดไม่ตอบคำของหญิงสาว เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงเป็นตับ หญิงสาวรับรู้ในทันทีที่เห็นรอยยิ้มนั้น

               ...คน ๆ นี้ไม่ได้มาดีแน่!

               ขยับจะถอยหนี ทว่าจังหวะกลับช้าจนเกินการณ์ ชายลึกลับพุ่งปราดเข้าประชิดเสียก่อน ทรายแทบจะร้องลั่นเมื่อเห็นวัตถุที่เขาถืออยู่ในมือ

               ทว่าไม่ทันที่จะร้อง ความปวดแปลบวูบแล่นไปทั่วร่าง สติสัมปชัญญะของหญิงสาวนักศึกษาหลุดลอยทันทีเมื่อกระแสไฟแรงสูงพุ่งเข้าสู่ร่างกาย

               [ พ่อ...พ่อจ๋า ]

นั่นคือสำนึกสุดท้ายก่อนความมืดจะกล้ำกราย...โชคดีที่เหตุการณ์หลังจากนี้ทรายไม่อาจที่จะรับรู้ได้  

               และเธอคงไม่มีโอกาสที่จะรับรู้...ตลอดไป

               ...

               ...

               ผู้พิพากษาเว้นจังหวะการเล่านิดหนึ่งด้วยรู้สึกคอแห้ง

               “เชิญเล่าต่อเลยค่ะ...ยังไม่จบนี่คะ” เป็นคำพูดของนักพยากรณ์ชุดดำ ท่านผู้พิพากษานึกฉงนใจอยู่ครามครัน เด็กสาวตรงหน้าพูดเหมือนรู้ว่าเรื่องที่เล่านั้นยังไม่จบ อีกทั้งยังไม่ถึงประเด็นที่ทำให้ตัวเขาต้องลำบากใจ

               อาคันตุกะแห่งโลกความฝันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

               “หลังจากนั้นไม่นาน ราว ๆ สักชั่วโมง พ่อของนักศึกษาผู้โชคร้ายจึงตัดสินใจออกจากบ้าน เขาตั้งใจที่จะมารอรับลูกที่หน้าปากซอย เพราะรู้สึกกังวลใจมากที่ติดต่อลูกสาวไม่ได้นานเป็นชั่วโมงแล้ว”

               …

               …

               สมศักดิ์’ คือชื่อจริงของชายสูงวัยที่เกือบจะเรียกได้ว่าขาพิการ แต่ที่ยังไม่ถึงขั้นนั้นก็เพราะเขายังพอที่จะเดินได้แบบลาก ๆ ขา ทว่าถึงสมศักดิ์จะขาไม่ดีแต่หัวจิตหัวใจของคนเป็นพ่อยังคงเข้มแข็ง

               ด้วยหากไม่มีพ่อแล้วลูกสาวที่ยังเรียนอยู่จะเอาใครเป็นที่พึ่ง…นั่นเป็นความคิดที่ทำให้สมศักดิ์มีกำลังใจต่อสู้ชีวิต

               ชายสูงวัยเขยกขาออกจากหน้าบ้าน เป้าหมายอยู่ที่ปากซอย ทรายบอกว่าอาจจะกลับบ้านช้าหน่อย แต่ตอนนี้มันดึกมาก…ดึกจนเลยเที่ยงคืนมากว่าชั่วโมงแล้ว สมศักดิ์จึงคิดจะไปยืนรอที่หน้าปากซอย โดยระหว่างนั้นเขาจะลองพยายามโทรติดต่อลูกสาว

               เพียงระยะไม่กี่สิบเมตรที่คนเป็นพ่อเขยกขาออกมา ชายสูงวัยก็แทบสะดุ้งที่จู่ ๆ ก็มีชายร่างอ้วนโผล่มาจากห้องแถวร้างข้างทาง

               “ขอโทษครับ” ชายร่างท้วมพยักหน้าขอโทษ สมศักดิ์จำได้ว่าเคยเห็นเขาคนนี้อยู่บ้านใกล้ ๆ ปากซอย

               ยังไม่ทันจะว่ากระไร ผู้ชายอ้วนก็รีบจ้ำออกไปทางปากซอยอย่างรีบเร่ง

               [ สงสัยจะรีบกลับบ้าน ว่าแต่ถ้าบ้านอยู่ปากซอยแล้วเข้ามาทำอะไรแถวนี้นะ ] เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในใจของสมศักดิ์

พริบตาเดียวกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจ อะไรบางอย่างที่เรียกได้ว่า ‘สังหรณ์’ ทำให้ทุกอย่างในหัวของสมศักดิ์นั้นเชื่อมโยงกันทันที และไม่ทันที่จะคิดหาคำตอบ ขากะเผลกของชายสูงวัยก็พาเขาเข้ามาอยู่ในที่ห้องแถวร้าง…ที่ซึ่งเมื่อครู่ชายอ้วนโผล่ออกมาอย่างผิดสังเกต

               สมศักดิ์ไม่ต้องคิดหาคำตอบอีกต่อไป

               เขากรีดร้องดังลั่น กรีดร้องให้กับคำตอบที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า

              

               งานศพผ่านพ้นไปแล้ว ตำรวจยังคงสืบเสาะหาตัวคนร้ายโดยไม่อาจตามเบาะแสที่มีเพียงน้อยนิด แน่นอนว่าจริง ๆ แล้วมีพยานปากเอกอยู่สองคนที่รู้ว่าใครเป็นฆาตกร...หนึ่งคือชายขี้เมาที่โดนสเปรย์พริกไทยฉีดใส่ดวงตา โชคร้ายที่เขาไปนอนรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดข้างเคียง เหตุเพราะเขามีญาติทำงานเป็นนางพยาบาลอยู่ที่นั่น

               ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชายขี้เมาไม่มีโอกาสรับรู้ว่าสิ่งเลวร้ายที่เขาเกรงจะอุบัติขึ้นนั้น...ได้เกิดขึ้นจริง ๆ

               ...ส่วนอีกคนที่รู้ว่าคนร้ายคือใคร

               สมศักดิ์ผู้เป็นบิดาของผู้ตาย! เขารู้ว่าฆาตกรคือใคร...ทว่าชายสูงวัยหาได้แจ้งข้อมูลนี้แก่ตำรวจไม่

               [ แจ้งตำรวจ...ถึงจับได้ โทษทัณฑ์จะสักเท่าไรกัน ]

               [ จะโดนประหารชีวิตให้ตายตกตามกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ] สมศักดิ์ไม่แน่ใจว่าความผิดระดับนี้จะมีโทษที่หนักหนาเพียงใด และถึงแม้ฆาตกรชั่วจะได้รับโทษสูงสุดด้วยการประหารก็ตาม แต่สมศักดิ์ก็รับรู้จากหน้าหนังสือพิมพ์ว่าวิธีการประหารนั้นได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว

               จากการยิงเป้า...สู่การฉีดยาพิษ!

               ถึงฆาตกรจะต้องโทษประหาร โทษหนักที่ต้องตายตกตามกัน แต่กระนั้นโทษทัณฑ์จากการฉีดยาพิษก็หาได้ทรมานไม่

               สมศักดิ์จำสภาพลูกสาวในคืนนั้นได้ติดตา

               มันยุติธรรมแล้วหรือ!?

               เด็กสาวที่มีอนาคตอันสดใส เธอเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพ่อ แต่แล้วดั่งผีห่าซาตานส่งมารร้ายมาเกิดในคราบมนุษย์ สมศักดิ์คิดว่าไม่ควรที่จะพิพากษาให้มันตายด้วยความสบาย…ซึ่งจริง ๆ แล้วแม้โทษประหารเอง มันจะได้รับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้

               ไม่ใช่กลายเป็นจำคุกเพียงแค่สิบยี่สิบปี เสร็จสรรพก็ออกมาเดินร่อนสบาย ๆ

               โทษทัณฑ์เพียงเท่านี้…ไม่เพียงพอต่อสิ่งที่ทรายได้รับ!

 

               สมศักดิ์เฝ้ารอวันนี้มานาน ด้วยความกว้างขวางและมีเพื่อนฝูงมากมายในสมัยหนุ่ม เพื่อนที่เขาคบหานั้น...มีทั้งดีและร้าย

               ชายสูงวัยวางกุญแจผีที่เขาได้รับจากเกลอเก่าลงบนโต๊ะในบ้านที่อยู่บริเวณปากซอย มืออีกข้างกำวัตถุสีดำมะเมื่อมที่บรรจุกระสุนไว้จนเต็มแม็กกาซีน ปืนสั้นที่ถืออยู่ในเวลานี้ เพื่อนเก่าก็ช่วยจัดหามาให้โดยไม่ถามเหตุผลสักคำ

               [ เพื่อนเรานี่ดีจริง ๆ ] นั่นเป็นความคิดของสมศักดิ์ขณะที่ได้ยินเสียงไขประตูบ้าน

               เจ้าของบ้านกลับมาแล้ว

              

               …

               “หลังจากนายสมศักดิ์ทำการสังหารนายอเนกที่คาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายในคดีข่มขืนฆ่านางสาวทรายแล้ว นายสมศักดิ์ตั้งใจที่จะกระทำอัตวินิบาตกรรม แต่โชคยังดีที่กระสุนปืนเกิดขัดลำกล้องขึ้นหลังจากที่ยิงได้เพียงหกนัด” ผู้พิพากษาเล่าพร้อมกับถอนใจยาว ๆ

               “หกนัด?” เป็นคำเอ่ยแรกที่ท่านตุลาการได้ยินจากปากนักทำนายหลังจากที่นิ่งฟังเขาเสียนาน

               “ใช่…หกนัด! คุณสมศักดิ์ทำการทรมานนายอเนกด้วยการยิงที่แขนขาอย่างละหนึ่งนัดก่อนจะส่งนัดที่ห้าเข้าที่...เอ่อ...อวัยวะเพศ จากนั้นจึงยิงนัดสุดท้ายที่ศีรษะ” ผู้พิพากษาอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด เขานึกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของคู่สนทนาบ้าง อย่างเช่นเบะหน้าหรือทำสีหน้าสยดสยองอะไรเทือกนั้น

               แต่กลับไม่มีสักนิด มีเพียงใบหน้าเฉยชากับแววตาดำสนิทราวกับลูกแก้วเท่านั้น!

               “แล้วปัญหาของคุณที่ต้องมาปรึกษาคืออะไรคะ?” คราวนี้เป็นคำถามจากนักพยากรณ์

               “คือ…ผมได้รับให้พิพากษาคดีนี้ หมายถึงคดีที่นายสมศักดิ์ตกเป็นจำเลยในการฆาตกรรมนายอเนก” ตุลาการอธิบายสิ่งที่กำลังอึดอัดใจ

               “รูปการแน่ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการฆาตกรรม นายสมศักดิ์เองก็ยอมรับสารภาพ”

               “แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น ทนายฝ่ายจำเลยบอกว่าการฆาตกรรมครั้งนี้เกิดจากการลุแก่โทสะที่ต้องสูญเสียบุตรี”

               “ทว่าอัยการก็แย้งว่าเหตุการณ์นี้เป็นการฆาตกรรมโดยการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน คือมีทั้งกุญแจผี มีทั้งปืนเตรียมไว้พร้อม”

               “จุดนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา...มันเป็นการกระทำที่เตรียมการวางแผนอย่างแน่นอน ซึ่งโทษทัณฑ์จะหนักมากกว่าการกระทำที่เกิดจากบันดาลโทสะ” ผู้พิพากษาเล่า ซึ่งหากเป็นโลกแห่งความจริงแล้วเขาคงไม่สามารถพูดได้ถึงขนาดนี้

               “นี่เป็นคดีที่ตรงไปตรงมา…แต่กลับเป็นคดีที่ผมไม่อยากตัดสิน”

               “เพราะ…เพราะผมเองก็เคยมีลูกสาวคนหนึ่ง...ลูกพลอยของผมเสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนจากอุบัติเหตุรถยนต์ แม้จะเป็นอุบัติเหตุแต่ผมก็เกือบที่จะทำใจไม่ได้”

               “เมื่อคิดดูแล้ว หากน้องพลอยต้องประสบเคราะห์เช่นนางสาวทราย...ผมอาจต้องทำอย่างนายสมศักดิ์เช่นกัน” ตุลาการพูดอย่างปวดใจ นั่นเพราะตามหลักฐานของคดีจะทำให้สามารถตัดสินได้โดยง่าย

แต่หากเรื่องบัดซบอย่างนี้บังเกิดกับลูกของเขาเอง…เขาก็คงรับไม่ได้เหมือนเช่นนายสมศักดิ์ เขารู้...รู้ว่าการประหารแบบสบาย ๆ…การตายอย่างสบาย ไม่เพียงพอกับสิ่งที่นางสาวทรายได้รับ

               นี่หรือคือความยุติธรรม!?

               และเขาควรพิพากษานายสมศักดิ์ผู้ประกอบการฆาตกรรมด้วยการวางแผน วินิจฉัยตามหลักแห่งตุลาการ…ใช่! มันต้องเป็นเช่นนั้น!?

               ทว่ากลับค้านความรู้สึกส่วนตัวเป็นอย่างยิ่ง!

               การฆาตกรรมนั้นผิดแน่…โทษที่ได้กระทำนั้น นายสมศักดิ์ต้องได้รับผล หากแต่โทษทัณฑ์จำเป็นต้องหนักหนาสาหัสอย่างนั้นหรือ?

               เขาจะทำเช่นไร? พิพากษาลงโทษสถานหนักฐานก่อเหตุฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน…หรือพิพากษาโทษเพียงการฆาตกรรมโดยลุแก่โทสะ

               คำตอบควรเป็นเช่นไร?

            ดวงจิตของธเรษตรีสามารถรับรู้ถึงความสับสนในหัวใจของท่านผู้พิพากษา เด็กสาวรับรู้จากอภิญญาอันสามารถหยั่งรู้จิตใจมนุษย์ ชายกลางคนที่อยู่ตรงข้ามฝั่งโต๊ะ แม้เขาจะเป็นผู้พิพากษาซึ่งสูงส่งคุณธรม ทว่าเขาเองก็ไม่ต่างไปจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

               นั่นคือยังมีความมืดในหัวใจ!

               ความมืดอันก่อเกิดความลังเลต่อหลักยุติธรรมที่ยึดมั่น เพียงเพราะความรู้สึกส่วนตัวที่สูญเสียบุตรสาวไปก่อนหน้า บางทีเขาอาจซ้อนทับภาพบุตรีเข้ากับน้องทรายผู้เสียชีวิตอย่างทรมาน

               ธเรษตรีสูดลมหายใจช้า ๆ เด็กสาวหวังว่าไพ่ทาโรต์จะสามารถปัดเป่าความมืดและความสับสน จะสามารถเยียวยาและมองเห็นหนทางที่แท้จริง

               “เชิญเลือกหนึ่งใบค่ะ ด้วยมือซ้าย” เสียงจากนักทำนายปลุกท่านตุลาการจากห้วงคำนึงอันสับสน

               “หนึ่งใบนะครับ” ผู้พิพากษาถามขณะยื่นมือซ้ายออกไปยังไพ่ทั้งหมดที่ถูกคว่ำหน้า

               ใบหนึ่งที่หยิบออกมา ตุลาการแห่งศาลอันศักดิ์สิทธิ์พลิกดูด้านหน้าทันที

               ขนทั่วสรรพางค์กายลุกชันทั่วทั้งร่าง ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นหน้าไพ่เก่าคร่ำคร่าเป็นรูปชายกลางคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ มือข้างหนึ่งของเขากำลังถือสิ่งที่ท่านตุลาการคุ้นเคยและเห็นอยู่บ่อย ๆ

               คันชั่งอันเป็นเครื่องหมายแห่งจักรราศีตุลย์…ราศีแห่งความเที่ยงธรรม

               ด้านล่างของไพ่ทาโรต์ที่เลือกปรากฏคำที่จารึกชื่อภาพไว้

               The Justice…ไพ่แห่งความยุติธรรม  

               “ไพ่ใบนี้หมายถึง…” นักทำนายเริ่มอธิบายเมื่อเห็นผู้พิพากษาคืนไพ่ให้

               ทว่าท่านผู้พิพากษากลับยืนขึ้นตัวตรงก่อนที่จะโค้งคำนับให้แก่นักพยากรณ์

               “ขอบคุณมากครับที่ทำให้ผมสำนึกได้ ไพ่ตุลาการใบนี้ทำให้ผมรู้ตัวว่าจรรยาชีพผู้พิพากษาเช่นผมควรเลือกตัดสินใจอย่างไร” ตุลาการศาลกล่าว

               “ผมเป็นผู้พิพากษา...ดังนั้นจึงต้องดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรง ไม่ควรที่จะยึดความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ขอบคุณมากครับที่ทำให้ผมตาสว่าง ถึงแม้จะเป็นตาสว่างในขณะที่หลับฝันก็เถอะ” ชายกลางคนกล่าวติดตลก

               พริบตาที่ได้คำตอบแห่งจิตใจ ดูเหมือนภาพมายาแห่งความฝันกำลังค่อย ๆ เลือนหาย ผู้พิพากษากำลังจะตื่นจากห้วงนิทรา

               และเขาก็รู้ดีว่าเมื่อตื่นขึ้น เมื่อนั้นจะไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป

               ความยุติธรรม...เป็นสิ่งเดียวที่ตุลาการต้องรักษาไว้ให้มั่น แม้ว่าจะขัดกับความรู้สึกส่วนตัวในหัวใจก็ตาม

               [ ขอบคุณมากนักทำนายแห่งความฝัน ] เป็นอนุสติสุดท้ายของท่านผู้พิพากษาก่อนที่ความรู้สึกจะคืนกลับสู่โลกแห่งความจริง

               ...

               ...

               ...

               ธเรษตรีตื่นขึ้นในตอนเช้า เด็กสาวจดจำเหตุการณ์ในฝันเมื่อคืนได้อย่างแม่นยำ ความฝันที่คลับคล้ายว่าตัวเธอจะถอดจิตออกไปพบกับใครบางคนที่กำลังเดือดร้อนลังเลใจ

               ท่านผู้พิพากษา ผู้ซึ่งปกป้องความยุติธรรมด้วยหัวใจ

               ธเรษตรีรับรู้ว่าลูกค้าในความฝันหมดสิ้นการลังเล…ท่านตุลาการคงเลือกหนทางที่ยุติธรรมที่สุดในความคิดของท่าน

               นักทำนายลุกจากเตียงด้วยความสดชื่น เรื่องราวเมื่อคืนให้แง่คิดแก่เธอเป็นอย่างดี

               หากเมื่อใดที่ต้องตัดสินชะตากรรมครั้งสำคัญ บางคราวเหตุผลและความรู้สึกส่วนตัวอาจขัดแย้งกัน…เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะต้องยึดมั่นในความยุติธรรมมากยิ่งกว่าความรู้สึกของตัวเอง

               ด้วยเพราะความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินทุก ๆ อย่าง

               รวมถึงการตัดสินในวันแห่งชะตากรรม!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น