อัปเดตล่าสุด 2020-09-03 09:03:46

ตอนที่ 18 บทของราชินี (The Empress)

ราชินีผู้เปี่ยมล้น                           เมตตา

พร้อมพรั่งทั้งกรุณา                      มากแท้

ดุจดั่งเทพธิดา                            จำแลง กายตน

จุติเกิดเพื่อแผ่                             แด่ผู้สิ้นทาง

 

อีกหน้าหมายเปรียบได้                 มารดา

ผู้รักบุตรธิดา                               ยิ่งฟ้า

โฉดชั่วหากแม้มา                         ฉุดพราก ทำลาย

ท่านจักปกป้องแม้                        สละชีพชีวา


 

บทของราชินี (The Empress)

 

               ...หลายเดือนก่อน...

เสียงปรบมือประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจากนักเรียนชั้นมัธยมที่อัฒจันทร์ข้างสนามฟุตบอล จังหวะได้ถูกกำหนดอย่างถูกต้องด้วยสัญญาณมือของลีดเดอร์สาวสวยผู้มีดีกรีระดับดาวโรงเรียน

               “เพ็ญ…ยอดไปเลย” เพื่อนสตาฟเชียร์เอ่ยชมพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูสำหรับซับเหงื่อให้เด็กสาวซึ่งออกมาพักและผลัดให้เชียร์ลีดเดอร์คนอื่นออกไปสลับหน้าที่

               “ไม่เท่าไรหรอกจ้ะ” ลีดสาวถ่อมตน ประกายนัยน์ตากับผมยาวสลวยของเธอนั้นแม้จะอยู่ท่ามกลางแดดร้อน ทว่าความสวยระดับดารายังสามารถคงความมีเสน่ห์ไว้ได้

               “แหม…สงสัยมีกำลังใจจากในสนามล่ะมั้ง” เพื่อนแซวพลางบุ้ยหน้าไปทางหนุ่มหล่อโรงเรียนเดียวกันที่ตอนนี้กำลังวาดลวดลายฝีเท้าในนามนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียน

               “บ้า! พี่มาโนชเขาก็แข่งของเขาไปสิ ไม่เกี่ยวกับเพ็ญซะหน่อย” เด็กสาวปฏิเสธเสียงแข็งทว่าใบหน้ากลับแดงระเรื่อเมื่อเอ่ยชื่อของเจ้าหนุ่มนักกีฬา

               “จ้า ๆ เอ้า! ถึงตาเธอแล้วล่ะ” สตาฟเชียร์บอกเมื่อเห็นสัญญาณจากหน้าแสตนด์

               สาวสวยผู้มีความงามระดับดาวโรงเรียนวิ่งออกไปแล้ว เพื่อนสตาฟเชียร์ส่ายศีรษะพร้อมกับยิ้มด้วยความเอ็นดู

               “แหม! เพ็ญรตาดาวโรงเรียน…เมื่อไรจะตกปากรับคำกับพี่มาโนชเขาซะทีนะ เพื่อน ๆ ลุ้นจะแย่อยู่แล้ว” เป็นคำพูดของสตาฟฟ์เชียร์ที่แซวไล่หลังนักเรียนสาวผู้เป็นลีดเดอร์นัมเบอร์วัน

               ...

               ...

               ...

               ใกล้อรุณรุ่ง ในเวลาปัจจุบัน ที่บ้านของธเรษตรี นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ผู้หลับไหล

               ในฝัน...ฉันเดินอยู่เพียงลำพัง รอบกายเป็นป่าโปร่งที่ดูคุ้นตา ถึงแม้จะวิตกอยู่บ้างกับการที่ต้องอยู่เพียงคนเดียว ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกหวาดกลัว

               ทำไมน่ะหรือ? นั่นก็เพราะฉันรู้…ฉันรู้ได้ด้วยจิตสำนึกว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน

               ฉันรู้อะไรอีกน่ะรึ? ฉันรู้ดีว่าสิ่งที่ฉันกำลังเห็นเป็นภาพฝันในขณะนี้...มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว!

...มันเคยเกิดเมื่อครั้งอดีตอันแสนยาวนาน อดีตที่ฉันถือกำเนิดขึ้นด้วยเจตจำนงของแผ่นดิน ซึ่งในบางคราวมนุษย์ก็จะเรียกเจตจำนงนี้ว่า ‘พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า’  

               อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ใช่พระเจ้าหรอก

ฉันเป็นแค่ตัวแทน…เป็นเพียงผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินชะตากรรมเท่านั้น หากจะเรียกฉันว่าผู้พิพากษาก็คงไม่ผิดนัก

               ฉันคือใครน่ะหรือ?

               โปรดอย่าได้ถามเลย เพราะตัวฉันเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน

               แต่เท่าที่ฉันรู้…รู้จากอะไรสักอย่างในตัวที่เริ่มตื่นขึ้น บางทีอาจเป็นสัญชาตญาณที่แฝงเร้นในดวงวิญญาณ ฉันรู้ว่าหน้าที่ ‘พิพากษา’  ได้เวียนวนใกล้จะมาถึงอีกครั้งราวกับเป็น ‘กงล้อแห่งชะตากรรม’

               กงล้อที่เคยหมุนวนบรรจบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน!

                

เท้าของฉันยังคงก้าวเดินต่อเนื่อง จากป่าโปร่งค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเรือกสวนไร่นา และเพียงแค่อึดใจ ฉันก็เห็นทางเดินอันจะนำสู่หมู่บ้านที่แลเห็นอยู่ไม่ไกลนัก

               หมู่บ้านของฉัน  

ฉันจำได้? ที่ตรงนี้เป็นจุดที่สุดเขตแดนของป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ต่อจากนี้ฉันจะต้องเดินไปตามถนนเพื่อเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน  

               “เฮ้ย! ไอ้คนขี้โกหกมาแล้วว่ะ” ใครบางคนตะโกนเมื่อฉันก้าวผ่าน

               “ดูสิมันไปตัดไม้มาตั้งเยอะว่ะ สงสัยจะเอาไปต่อเรือจริง ๆ” ตามด้วยเสียงหัวเราะครืนใหญ่ แต่ด้วยคำล้อเลียนจึงทำให้ฉันรู้สึกตัวว่ากำลังลากไม้ขนาดใหญ่ใส่ล้อเลื่อนมาด้วย

               ฉันจะเอาไม้พวกนี้ไปทำอะไร?

               และจากประโยคของคนเมื่อครู่ ฉันจำได้ว่า ฉันตั้งใจเอาไม้เหล่านี้ไปต่อเรือจริง ๆ…และมันจะกลายเป็นพาหนะของฉันในเวลาอีกไม่นานนับจากนี้

               ทว่าเวลานี้ เรื่องใดก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกในใจ

               ฉันเกลียด…ฉันเกลียดชาวบ้านที่อยู่ตรงหน้า! เกลียดคนในหมู่บ้านนี้!

               ตลอดเวลาที่ผ่านมามนุษย์ที่ฉันพบจะมีนิสัยชอบเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอด้อยโอกาสกว่าอยู่เสมอ แน่นอนว่าไม่ใช่แต่เพียงหมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้น แต่เป็นมนุษย์ในสังคมเกือบทั้งหมด!?

               และถึงแม้ฉันจะบอกหนทางการรอดชีวิตแก่พวกมัน…แต่กลับไม่มีใครสนใจ พวกมันยิ่งดูถูกเหยียดหยามฉันมากขึ้น! ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่เสียใจที่ได้ตัดสินใจพิพากษาลงโทษแก่พวกมัน! ขอเพียงตัวฉันและครอบครัวปลอดภัยเท่านั้นก็พอ...จากนั้นฉันจะคอยเฝ้าดูน้ำหน้าที่สิ้นหวังของพวกมนุษย์ใจหยาบ

               มนุษย์ใจหยาบ?  

               ฉันรู้ดี ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย จะกี่ครั้งกี่หนที่กงล้อแห่งกาลเวลานี้หมุนดำเนิน คนจำพวกนี้ก็จะยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งในอนาคตอันแสนไกล…อนาคตที่ฉันหยั่งรู้ได้จากพรสวรรค์อันวิเศษ โดยอีกนับพันนับหมื่นปีหลังจากนี้ฉันจะมีชื่อว่า ‘ธเรษตรี’ ฉันจะได้พบกับเหล่ามนุษย์โฉดชั่วที่กระทำการโหดร้ายเพียงแค่หวังทรัพย์สินของครอบครัวฉัน และเมื่อถึงเวลานั้น เวลาอันเป็นห้วงจังหวะที่จิตใจมนุษย์ตกต่ำจนสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘พระเจ้า’ ไม่อาจทนไหว...ตัวฉันในอนาคต ฉันในฐานะ  ‘ธเรษตรี’ ก็ต้องตัดสินชะตากรรมอย่างเช่นในชาติภพนี้

แต่ในนาทีนี้ฉันจะต่อเรือใหญ่เพื่อเป็นพาหนะแห่งความอยู่รอดให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หลังจากนั้นฉันจะเฝ้าดูใบหน้าแห่งความสิ้นหวังของเหล่ามนุษย์ใจหยาบ!

              

               …

               สายฝนกระหน่ำปะทะใบหน้าทำให้ฉันรู้ว่าความฝันได้แปรเปลี่ยนแล้ว จากทางเดินในหมู่บ้านที่ถูกล้อเลียน ด่าทอว่าเป็นคนขี้โกหก เป็นคนบ้าที่หอบไม้มากมายเพื่อมาต่อเรือลำใหญ่ บัดนี้ความฝันได้พาฉันมายังเรือที่กำลังฝ่าเกลียวคลื่นอันบ้าคลั่ง

               “ช่วยพวกเขาขึ้นมาด้วย!” ฉันตะโกนแข่งกับเสียงธาราสวรรค์ที่ตกกระหน่ำ

               “ไม่มีทางหรอก! พายุแรงมากและคนพวกนั้นก็อยู่ไกลเกินไปด้วย!” อีกคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างตะโกนตอบ

               ฉันวิ่งไปที่กราบเรือพร้อมมองลงไปเบื้องล่าง

กระแสน้ำอันบ้าคลั่งจากลมพายุและฝนที่ตกกระหน่ำราวกับจะถล่มโลก ทำให้ฉันมองไม่เห็นหนทางที่จะช่วยผู้คนในผืนนทีคลั่งเบื้องล่างได้

               คนพวกนั้นไม่มีเรือ...หรือถึงมีก็คงเป็นแค่เรือหาปลาในแม่น้ำที่มิอาจฝ่ากระแสคลื่นใหญ่ ทั้งนี้นั่นก็เพราะที่แห่งนี้ไม่เคยมีทะเล...แต่เวลานี้ ฉันมองไม่เห็นแม้แต่เสี้ยวของผืนดิน

มีแต่เพียงผืนน้ำอันบ้าคลั่งเท่านั้น!

ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ราวกับจักษุประสาทจะทำงานได้ดีผิดปกติ ฉันสามารถเห็นใบหน้าและแววตาของผู้คนเหล่านั้น

คนที่ติดอยู่ตามกิ่งไม้หรือหลังคาบ้านที่ปลูกสร้างไว้สูง ฉันรู้ว่าอีกไม่นานระดับน้ำก็จะท่วมจนมิด!

แววตาของคนเหล่านั้น

ฉันขอโทษ

ฉันขอโทษ

               ฉันขอโทษ

               …

               …

               …

               ธเรษตรีตื่นนอนในเวลาค่อนข้างสาย สาวน้อยนักทำนายรู้สึกมึนงงด้วยฝันตอนย่ำรุ่งช่างเหมือนจริงและสาหัสมากมายยิ่ง ผู้คนนับร้อยนับพันจมหายในกระแสคลื่นอันรุนแรง และเด็กสาวก็สามารถรับรู้ได้ว่า...

               เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแต่เกิดจากการตัดสินใจของตัวเธอ

               การเลือก? การตัดสินใจบางอย่าง?… ทำให้เกิดหายนะอย่างนั้นหรือ!?

               ยิ่งคิดยิ่งฉงน ตลอดทั้งวันธเรษตรีได้แต่ครุ่นคิดถึงปริศนาที่ปรากฏในรูปความฝัน ปริศนาที่ยิ่งผ่านไปก็เหมือนจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น และนักทำนายคงจะนั่งคิดไปตลอดหากเธอไม่สังเกตเห็นเด็กสาววัยรุ่นที่น่าจะมีอายุอานามไม่ต่างกับตัวเธอนัก เด็กสาวคนที่ว่ากำลังนั่งตรงเก้าอี้สาธารณะตรงข้ามกับร้านพยากรณ์

               เธอผู้นั้นมีใบหน้าอันงดงามราวเทพธิดาที่จุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ขนาดธเรษตรีเป็นผู้หญิงเหมือนกันก็ยังอดตะลึงมองไม่ได้ และนั่นก็ไม่ต่างไปจากบรรดาหนุ่มน้อยใหญ่ที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น ทุกคนต่างมองเหลียวหลังกันจนคอแทบเคล็ด

ทว่าในความสวยใสกลับมีบางอย่างแฝงอยู่ นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์รับรู้ได้จากความรู้สึก หรืออาจเป็นการรับรู้เหนือธรรมชาติในตัวเธอที่ ‘ตื่น’ ขึ้น และสิ่งนั้นทำให้ธเรษตรีสามารถเข้าใจอารมณ์ความคิดของผู้อื่นได้แม้จะอยู่ในระยะห่าง

               ความเศร้า?

               นอกเหนือจากความโศกเศร้าแล้ว ยังมีอีกหนึ่งความรู้สึก...นั่นคือความลังเล

               ลังเลที่ต้องเลือกระหว่างสิ่งที่รักยิ่ง…กับชีวิตของตัวเอง

               ด้วยความใคร่รู้รวมทั้งอยากช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนทำให้นักพยากรณ์ลุกจากที่นั่งพร้อมสืบเท้าตรงไปยังสาวสวยที่นั่งซึม

               “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ธเรษตรีเอ่ยทันทีที่เดินไปถึง

               เด็กสาวตรงหน้าเงยศีรษะขึ้นมามองอย่างงง ๆ เธอคงสงสัยที่จู่ ๆ มีคนไม่รู้จักเดินเข้ามาทัก หนำซ้ำยังแต่งตัวคล้ายพวกพ่อมดหมอผี

               “ไม่ต้องตกใจหรือกลัวหรอก พอดีเรานั่งอยู่ที่ร้านตรงข้ามนี่เอง เห็นเธอนั่งซึม ๆ ก็เลยเดินเข้ามาดูน่ะ” เด็กสาวรีบออกตัว

               คนสวยพยักหน้านิดหนึ่งก่อนจะชะเง้อมองร้านทำนายที่ตั้งตรงข้าม คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นป้ายที่ตั้งเด่นบนโต๊ะ

               “แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ” เธออ่านข้อความออกมาเบา ๆ สุ้มสำเนียงแสดงความประหลาดใจไม่แพ้ใบหน้า

               “ใช่จ้ะ เราเป็นนักพยากรณ์ไพ่ ถ้าเธอมีความทุกข์ล่ะก็ เล่าให้เราฟังก็ได้นะ รับรองไม่เอาไปบอกใคร แล้วยังจะช่วยบอกวิธีแก้ไขปัญหาด้วยนะ” ธเรษตรีใช้สรรพนามแทนตัวว่า ‘เรา’ และ ‘เธอ’ ทั้งนี้เพราะอายุของคนสวยตรงหน้านั้นน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับตัวตัวเธอ

               ‘อะไรกัน? ยายคนนี้…บ้าหรือเปล่า’ น้ำเสียงใครบางคนแว่วเข้าหูธเรษตรี นักพยากรณ์หันซ้ายแลขวาก็ไม่พบใครแถวนั้น เด็กสาวที่นั่งตรงหน้าก็ไม่ได้เอ่ยปาก

               แล้วใครกันเล่าที่เป็นคนพูด?

               “เป็นหมอดูไพ่เหรอคะ อายุน้อยจังเลย” เสียงใส ๆ จากสาวสวย ธเรษตรีอดนึกไม่ได้ว่าน้ำเสียงที่ได้ยินฟังแล้วคลับคล้ายกับเสียงลึกลับเมื่อครู่

               “ค่ะ แม่นด้วยนะ ถ้ายังไงเราจะช่วยดูให้เธอก็ได้นะ ไม่คิดเงินจ้ะ”

               ‘พวกสิบแปดมงกุฎหรือเปล่านะ? ต้องระวังตัวให้ดี’ เสียงประหลาดดังขึ้นอีก คราวนี้ชัดเจนมากว่าเป็นเสียงของสาวสวยอย่างแน่นอน

               ทว่าที่น่าแปลกก็คือริมฝีปากของเธอคนนั้น...ไม่ได้เผยอแม้แต่น้อย!?

               “ขอโทษค่ะ เมื่อกี้พูดอะไรหรือเปล่า” นักทำนายถามอย่างไม่แน่ใจ กระนั้นก็ยังมั่นใจว่าเสียงที่ ‘ได้ยิน’ เมื่อครู่มีลักษณะเหมือนกับเสียงของหญิงสาวคู่สนทนา

               “ไม่นี่คะ ไม่ได้พูดอะไร” คนหน้าสวยปฏิเสธ แต่ในพร้อมกันนั้นธเรษตรีกลับได้ยินอีกเสียงที่ดังแทรกเข้ามาในสมอง

               ‘ถ้าจะบ้า…ไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย เพี้ยน ๆ แฮะยายนี่’

               นักพยากรณ์พยายามตั้งสติ บางทีอาจเป็นเพราะความฝันประหลาดที่ทำให้เกิดความเครียดจนแว่วเสียงไปเอง

               “เธอกังวลเรื่องอะไรเหรอ เล่าให้เราฟังก็ได้นะ รับรองว่าไพ่ทาโรต์สามารถช่วยได้ แล้วก็ไม่คิดเงินด้วยจ้ะ” ธเรษตรีพยายามชักชวนด้วยความหวังดี

               “ก็ได้ ว่าแต่ฟรีจริง ๆ นะ”

 ‘ลองดูสักตั้งก็ได้ เห็นท่าไม่ดีค่อยหนีออกมาล่ะกัน’ นั่นเป็นสองคำตอบที่นักทำนายได้ยินในเวลาพร้อมเดียวกัน ประโยคหนึ่งได้ฟังจากหู ส่วนอีกประโยคสามารถรับรู้ได้จากจิตพิเศษเหนือธรรมชาติ

หรือมันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘อภิญญา’

แม้ไม่แน่ใจ แต่อภิญญาก็เป็นคำตอบเดียวที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดได้...หากว่าเธอไม่ใช่คนบ้าที่จิตหลอนไปเอง

“งั้นเชิญทางนี้” นักพยากรณ์ก็เชื้อเชิญอาคันตุกะเข้าไปยังร้านทำนาย

 

เมื่อทั้งสองนั่งตรงเก้าอี้ของโต๊ะที่บัดนี้ปูผ้าดำสำหรับเตรียมทำนายไว้เรียบร้อย ผู้เป็นเจ้าของร้านจึงเริ่มอธิบายขั้นตอนของการทำนาย

“เธอต้องเล่าสาเหตุที่กลุ้มใจเสียก่อนถึงจะทำนายได้” ธเรษตรีอธิบายเหมือนทุกครั้ง

“ต้องเล่าเหรอ เออ…วิธีทำนายแปลกดีนะ” คนสวยถามขณะที่ธเรษตรีเตรียมไพ่พร้อมไว้ในมือเพื่อจะสลับระหว่างการเล่าของผู้รับการทำนาย

ทว่า...คราวนี้ผิดแผกกว่าทุกครั้ง! ที่ผ่านมา ดวงจิตของเด็กสาวจะต้องสลับไปอยู่ ‘ด้านหลัง’ ส่วน ‘เบื้องหน้า’ ที่รับหน้าที่ทำนายจะต้องเป็นตัวเธออีกคน...ธเรษตรีในชุดสีดำคนนั้น!

ทว่าวันนี้กลับไม่ปรากฏอาการดังกล่าว สัมปชัญญะยังชัดเจนและครบถ้วน

[ เกิดอะไรขึ้น? ตัวเราอีกคนหายไปไหน? ] ธเรษตรีเริ่มวิตก เด็กสาวไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำนายได้แม่นยำเหมือนกับตัวเธอที่ใส่ชุดสีดำนั่น

ทว่ายังไม่ทันจะทำเช่นไร จิตวิญญาณของธเรษตรีก็สัมผัสกับเสียงหนึ่งที่ดังจากจิตใจของตัวเอง

[ ไม่ต้องห่วง...บัดนี้วิญญาณของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเหมือนเช่นในครั้งอดีต ] ธเรษตรีจำได้ว่าเป็นน้ำเสียงของตัวเอง เป็นเสียงของเด็กสาวชุดสีดำที่มีหน้าตาเหมือนกับเธอทุกกระเบียดนิ้ว

[ ฉันกับเธอก็คือคนเดียวกัน จิตของพวกเรารวมกันใกล้จะสมบูรณ์ บัดนี้ตัวของฉันซึ่งเป็นความทรงจำและพรสวรรค์จะคืนกลับสู่ตัวเธอ ดังนั้นจงทำนายไพ่ทาโรต์อย่างมั่นใจเถิด ] แว่วสำเนียงอีกครั้งในมโนจิตก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ

“ใช่ค่ะ ต้องเล่าให้ฟัง” ธเรษตรีตอบย้ำคำถามคู่สนทนา อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กสาวคนสวยเริ่มเล่าเรื่อง

 “โธ่เอ๋ย...เอ้า! เล่าก็ได้” หญิงสาวบ่นนิดหนึ่งก่อนจะเริ่มเล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องทำนองรัก ๆ ใคร่ ๆ ตามประสาวัยรุ่น ส่วนเหตุแห่งความทุกข์ของเด็กสาวนั่นก็คือ ฝ่ายชายไม่มีเวลาให้ ก็เลยทำให้ทะเลาะกัน

ไม่ใช่!

ธเรษตรีแน่ใจ…จะด้วยเพราะพรสวรรค์ที่คืนกลับ หรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่...ดูเหมือนเด็กสาวเพียงแค่ใช้ดวงตามองไปยังหญิงสาวที่นั่งตรงหน้า

เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ธเรษตรีนึกรู้ทันทีว่าเธอผู้นั้นกำลัง ‘โกหก’!

ความทุกข์ที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องที่พึ่งเล่า และในพริบตานั้นเอง ที่ธเรษตรีบังเกิดจิตรับรู้ในชั่วเสี้ยววินาที

เด็กสาวตรงหน้าไม่ได้มีวิญญาณเพียงดวงเดียว!?

เปล่า! เธอคงไม่ใช่ผี…ไม่ใช่คนสองวิญญาณอะไรหรอก เพียงแต่นอกจากวิญญาณดวงหนึ่งที่สถิตอยู่ตรงกลางใจแล้ว

...ยังมีอีกดวงที่สถิตอยู่ในช่องท้อง

เรียกง่าย ๆ ว่าอยู่ในครรภ์!?

 

ธเรษตรีแน่ใจว่าสุภาพสตรีที่อยู่เบื้องหน้ากำลังตั้งครรภ์ และเธอก็แน่ใจว่าเรื่องที่กำลังกลุ้มใจก็น่าจะเป็นเรื่องนี้ด้วย

“เรื่องที่เล่ามาน่ะ ใช่ปัญหาที่แท้จริงอย่างนั้นหรอกหรือ?” คำถามจากนักพยากรณ์ทำเอาคนเล่าถึงกับสะดุ้ง

“ก็ใช่…ก็ใช่น่ะสิ มีอะไรรึ?” สาวสวยในห้วงทุกข์โพล่งออกมาอย่างร้อนรน

นักทำนายถอนหายใจก่อนที่จะกรีดไพ่ทาโรต์เรียงแผ่บนโต๊ะอย่างชำนาญ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย”

“หนึ่งใบด้วยมือซ้าย” หญิงสาวทวนคำพร้อมเอื้อมมือไปหยิบไพ่ เธอไม่อยากสบตาของแม่หมอสักเท่าใดนัก นั่นเพราะแววตาของนักพยากรณ์ตรงหน้า...ราวกับจะสามารถสาดส่องแสงลงสู่กลางใจของเธอได้

ในที่สุดไพ่หนึ่งใบก็ถูกเลือกออกมา สตรีคนงามยื่นไพ่ใบที่เลือกให้แก่ผู้ทำนายโดยไม่ได้พลิกกลับดูด้านหน้า

ทันทีที่นักพยากรณ์รับไพ่ไปพิจารณา แวบแรกที่เปิดดูหน้าไพ่ สาวสวยผู้มาเยือนก็เห็นรอยยิ้มบางฉาบบนใบหน้านั้น ถึงแม้แววตาสีนิลนั่นจะดูน่ากลัว หากแต่เมื่อปรากฏรอยยิ้มพิมพ์ใจ ความน่ากลัวสยองเกล้าก็ดูจะผ่อนทุเลาลง

“ได้ไพ่อะไรคะ...ดีหรือเปล่า?” โฉมงามถามเมื่อไม่เห็นว่าจะได้รับคำอธิบาย

               หมอดูพลิกด้านหน้าของไพ่ทาโรต์ที่เก่าแก่คร่ำคร่ากลับมาให้เธอดู

               ด้านหน้าไพ่ปรากฏภาพหญิงอนงค์หนึ่งท่าทางสง่างามยิ่ง และการที่เธอนั่งอยู่บนบัลลังก์อันงดงาม อีกทั้งมงกุฎทองคำที่ประดับบนศีรษะ ทั้งหมดแสดงความหมายให้เห็นบรรดาศักดิ์สูงสุด

               ราชินี?

               ทว่าแม้สุภาพสตรีในไพ่จะมียศศักดิ์ที่สูงส่ง ทว่าใบหน้าของเธอกลับอ่อนโยนยิ่ง หาได้มีความถือตัวหรือเย่อหยิ่งไม่

               “นี่คือไพ่ราชินี...หรือจักรพรรดินี” น้ำเสียงเรียบ ๆ จากนักพยากรณ์ คนงามผู้รับการทำนายเหลือบมองชื่อไพ่ที่สลักลวดลายด้านล่างก็เห็นว่าตรงกับคำพูดของแม่หมอ

               ‘ไพ่ราชินี (The Empress)’

               “แล้วมีความหมายว่าอย่างไรคะ?” คนเลือกไพ่ถามด้วยความใคร่รู้ ดูเหมือนความเคลือบแคลงระแวงสงสัยในทีแรกจะลดน้อยลง

               “ก่อนที่จะอธิบายขอให้ดูเครื่องแต่งกายของสตรีในรูป” ธเรษตรีเริ่มอธิบาย

               หญิงงามเหลือบมองดูไพ่อีกครั้ง นอกจากมงกุฎที่แสดงถึงสถานะแล้ว เครื่องทรงที่นางในภาพสวมใส่นั้นเป็นเสื้อคลุมยาวประดับประดาด้วยรูปดอกไม้และขลิบทองสวยงาม

               “ทำไมล่ะ เครื่องแต่งกายมีอะไรหรือ?” ผู้รับการทำนายถามงง ๆ

               เป็นอีกครั้งที่ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของนักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์

               “ไพ่ราชินีใบนี้แสดงถึงตัวแทนของผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ วาสนา ทรัพย์สมบัติ ความสมบูรณ์ในด้านต่าง ๆ”

               “ทว่านอกจากความหมายดังกล่าวแล้ว...ยังมีความหมายอื่นซ่อนอยู่อีก”

               “ความหมายอื่น?” โฉมงามทวนคำ

               “ใช่ค่ะ...ความหมายอื่น ลองสังเกตชุดของสตรีในภาพสิ...ชุดคลุมยาวนี้ดูค้นตาไหม?” ธเรษตรีชี้นิ้วลงบนไพ่

               “ชุดคลุมยาว...ชุดคลุมยาว...เอ๊ะ! หรือว่า!?”

               “ใช่! ชุดคลุมท้องยังไงล่ะ ไพ่ราชินีสามารถแสดงความหมายถึงการตั้งครรภ์ได้ด้วย” นักทำนายอธิบายขณะที่คนฟังหน้าซีดราวไก่ต้ม

               “หรืออาจจะหมายถึง ‘ความเป็นแม่’ ที่อยู่ในตัวของผู้ที่เลือกได้ไพ่ใบนี้” เป็นคำพูดอธิบายของนักพยากรณ์ชุดดำก่อนที่คนทั้งสองจะเงียบกันไปชั่วขณะ

               “จะบ้าเหรอ! ท้องเทิ้งอะไรกัน! ทำนายมั่วนี่นา” หญิงคนสวยโพล่งออกมา เธอลุกพรวดขึ้นเดินฉับ ๆ ออกจากร้านทำนายในทันที

 

               ธเรษตรีรู้สึกวิงเวียนศีรษะนิดหนึ่ง เด็กสาวรู้สึกเหนื่อยกับการทำนาย การวิเคราะห์เรียนรู้สภาพจิตใจและความนึกคิดของผู้รับการทำนาย...นั่นเพราะสาวน้อยนักพยากรณ์สามารถรับรู้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจได้ เด็กสาวหวังว่าคำทำนายที่ได้อธิบายออกไปจะสามารถช่วยให้เธอคนนั้นตัดสินใจต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดได้อย่างถูกต้อง

               ...           

               ...

               ...

               “สวัสดีครับ คุณเพ็ญรตา” หนุ่มในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกล่าวทักทายสาววัยรุ่นผู้มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าที่จุติลงมาเกิดยังเมืองมนุษย์

               “สวัสดีค่ะ” เพ็ญรตาผงกศีรษะพร้อมกล่าวรับคำทักทาย เฉพาะวันนี้ก็เกือบสิบครั้งแล้วที่มีเด็กหนุ่มในโรงเรียนเข้ามาทัก เธอเองก็ได้แต่ตอบสวัสดีเพื่อเป็นมารยาทและจะได้ไม่หักหาญน้ำใจของอีกฝ่าย

               ทั้งที่จริง ๆ แล้วเด็กสาวรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก การที่รูปร่างหน้าตาของตนสะสวยโดดเด่นกว่าคนอื่นก็สามารถนำพาซึ่งสิ่งไม่ดีบางอย่างเข้ามาหาเช่นกัน นั่นก็คือเพื่อนผู้หญิงของเธอบางคน จู่ ๆ ก็ไม่พูดด้วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือกระทั่งเพื่อนนักเรียนชายทั้งหลายต่างก็พากันมาขายขนมจีบเสียจนน่าเอือมระอา

               ...ทั้ง ๆ ที่เธอมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว

               แฟนหนุ่มของเพ็ญรตาเป็นรุ่นพี่ ม. 6 ทั้งยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลประจำโรงเรียน และไม่เฉพาะเล่นกีฬาเก่งแต่เพียงอย่างเดียว การเรียนก็ไม่เป็นสองรองใครอีกต่างหาก เพ็ญรตาได้พบกับพี่เขาโดยบังเอิญเนื่องจากถูกขอร้องแกมบังคับให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียน 

               นับจากครั้งแรกที่พบกันข้างสนาม เพ็ญรตาจึงต้องกลายมาเป็นเชียร์ลีดฯ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มลงแข่งขัน

               แฟนหนุ่มนักกีฬาที่ว่าก็คือพี่มาโนช

               นับจากวันที่คบหากันเป็นคู่รัก เพ็ญรตากับมาโนชต่างก็ทำตัวราวกับปาท่องโก๋ กล่าวคือมาโนชอยู่ไหนก็จะพบเพ็ญรตาที่นั่น ขณะเดียวกันที่เพ็ญรตาอยู่ที่ใด มาโนชก็จะปรากฏกายไม่ห่างหาย ใครหลายคนในโรงเรียนต่างขนานนามคนทั้งสองว่าเป็นคู่เพอร์เฟ็คเลยทีเดียว

               ...ทว่า วันเวลาได้หมุนเวียนแปรเปลี่ยนราวกับกงล้อชะตากรรมที่เวียนวนไม่รู้จบ

 

               ณ วันนี้เด็กสาวผู้มีดีกรีระดับ ‘ดาว’ โรงเรียนหาได้มีความสุขสดชื่นเหมือนที่ผ่านมาไม่ แม้เพ็ญรตาจะพยายามตีหน้ายิ้มแย้มให้กับเพื่อน ๆ ที่เข้ามาทักทาย ทว่าในใจกลับไม่อยากพบเจอใครทั้งสิ้น

               คนเดียวที่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ก็คือพี่มาโนช

 

               ประตูห้องชมรมฟุตบอลถูกเปิดอย่างแผ่วเบา เพ็ญรตาค่อย ๆ ชำเลืองมองเข้าด้านใน

               “เพ็ญ…มาหาพี่เหรอ” เสียงทักทายก่อนจะเห็นตัวเสียอีก

               “ค่ะ พี่มาโนช...พี่พอจะมีเวลาให้เพ็ญหรือเปล่าคะ” เด็กสาวถาม ระยะสองสามอาทิตย์มานี้ เธอและแฟนหนุ่มไม่ค่อยมีเวลาได้ไปไหนมาไหนด้วยกันสักเท่าไร สาเหตุส่วนใหญ่ก็เพราะพี่มาโนชต้องซ้อมฟุตบอลหนัก

               “มีอะไรไว้คุยทีหลังก็แล้วกัน พอดีพี่นัดโค้ชกับเพื่อน ๆ ไว้ที่ร้านรองเท้ากีฬาน่ะ” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับหยิบกระเป๋าส่วนตัวเตรียมที่จะออกจากห้องชมรม

               “แต่…พี่มาโนชคะ เพ็ญมีเรื่องจะปรึกษา” เด็กสาวพยายามที่จะรั้งชายหนุ่มไว้

               “เอาน่า ไว้ทีหลังล่ะกันนะ บายจ้ะ” มาโนชลูบศีรษะคนรักหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งออกไปด้วยความรีบเร่ง

               สาวสวยผู้เป็นดาวประจำโรงเรียนได้แต่ยืนนิ่ง เธอพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะบอกบางสิ่งกับชายคนรัก ทว่าดูเหมือนจะยังไม่มีโอกาส

               ราวกับพี่มาโนชกำลังหลบหน้ายังไงยังงั้น?

               ไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากกลับบ้านด้วยความทุกข์ ไม่เป็นไร…พรุ่งนี้ยังมี

               ...

               ...

               “มาโนช แฟนมาหาแน่ะ” นักกีฬาตำแหน่งผู้รักษาประตูหนึ่งในสองคนที่กำลังซ้อมกันเองอยู่ที่ริมสนามตะโกนบอกเมื่อเห็นเพ็ญรตาเดินเข้ามาใกล้

               มาโนชได้ยินเช่นนั้นจึงผละจากการซ้อมแล้ววิ่งมาหา เด็กสาวไม่อยากคิดเลยว่าใบหน้าของคนรักกำลังฉายแววรำคาญที่เธอมาปรากฏกายในขณะที่เขากำลังซ้อมฟุตบอล

               “เพ็ญมาทำไม?” นั่นคือประโยคแรกของคนรัก นอกจากคำทักทายที่ฟังแล้วมีแววขุ่นเคือง ใบหน้าก็ยังเคร่งเครียดอีกด้วย

               สาวน้อยเพ็ญรตาเหลือบมองผู้รักษาประตูที่กำลังซ้อมรับลูก สองหน่อจึงเริ่มรู้สึกตัวว่าไม่ควรยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งคู่จึงชวนกันไปซ้อมต่อที่อื่น ปล่อยให้คนทั้งสองได้คุยกันตามสบาย

               “เพ็ญมีเรื่องจะปรึกษา”

               “มีอะไรกันนักกันหนา หืม?…พี่บอกแล้วว่าไม่อยากให้เพ็ญมาที่สนามซ้อม ไม่มีสมาธิกันพอดี” ชายหนุ่มพูดเสียงดังจนเกือบตวาด

               “เพ็ญ...ขอโทษ” เด็กสาวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

               “ยังไงเพ็ญกลับไปก่อนล่ะกัน พี่จะไปซ้อมต่อ” มาโนชหันหลังเตรียมที่จะวิ่งกลับไปยังสนามอีกครั้ง

               “พี่มาโนช…เพ็ญท้อง!”

               ได้ผล! คราวนี้ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าในทันที ใบหน้าที่หันกลับมาฉายแววตื่นตระหนกราวกับกำลังเผชิญหน้าสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดในชีวิต

               “เพ็ญแน่ใจเหรอ?” คราวนี้นักกีฬาคนเก่งไม่ตวาดแต่พูดเป็นเสียงกระซิบแทน

               “ประจำเดือนขาดไปสองเดือน เพ็ญเลยลองไปซื้อที่ตรวจมาตรวจเอง ปรากฏว่าแถบมันขึ้นสองขีด เพ็ญตรวจซ้ำตั้งสามครั้ง” เด็กสาวอธิบาย

               ชายหนุ่มกุมขมับ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเพ็ญรตาอีกครั้ง

               “แล้วรู้มานานหรือยัง?”

               “สักอาทิตย์กว่า ๆ นี่แหละ ก็พี่มาโนชไม่มีเวลาให้เพ็ญบอกเลยนี่” ประโยคหลังกึ่งตัดพ้อ

               มาโนชเงียบไปอีก ก่อนที่จะบอกกับเพ็ญรตา

               “วันนี้เพ็ญกลับไปก่อน แล้วยังไงพี่จะลองหาวิธีดู อย่าพึ่งบอกใคร อย่าพึ่งบอกพ่อกับแม่นะ” ชายหนุ่มนักกีฬาเน้นตรงประโยคหลังมากเป็นพิเศษ

 

               คืนนั้นเพ็ญรตาไม่สามารถข่มตานอนได้ เด็กสาวกดสวิทช์เปิดรายการโทรทัศน์เพื่อดูเป็นการฆ่าเวลา มือหนึ่งกดเปลี่ยนช่องไปมา ในขณะที่อีกมือคลำหน้าท้องเพื่อสำรวจขนาดที่อาจจะใหญ่จนคนอื่นผิดสังเกต

               ขณะที่ทีวีถูกเปลี่ยนไปมาจนกระทั่งมาหยุดที่รายการประเภทเจาะใจสัมภาษณ์บุคคล โดยนำเอาประเด็นที่น่าสนใจมาพูดนั้น กริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

               “เพ็ญเหรอ พี่เองนะ พรุ่งนี้มาเจอกันตอนบ่ายสามที่โรงพยาบาล…” นั่นคือเสียงคนรักที่เมื่ออธิบายเสร็จก็แทบจะวางหูไปในทันที

                [ โรงพยาบาล? พี่มาโนชจะให้เราไปทำอะไร ] เด็กสาวถามตัวเองขณะที่สายตาจ้องจับอยู่ที่หน้าจอทีวี

               [ หรือจะให้ไปฝากครรภ์? ] นั่นคือความคิดที่เวียนวนในสมอง กว่าเด็กสาวจะหลับก็จนรายการเมื่อครู่จบ และนั่นก็เป็นเวลาที่เลยเที่ยงคืนไปแล้ว

               ...

               ...

               ขณะนี้เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือชี้ที่เลขสาม พร้อมกันกับเข็มยาวที่กำลังจะแตะเลขสิบสองอันเป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง เพ็ญรตาชะเง้อคอมองหาแฟนหนุ่มที่นัดเธอไว้

               “เพ็ญ” เสียงห้าวคุ้นหูดังจากทางด้านหลัง

               “พี่มาโนช” สาวงามประจำโรงเรียนเอ่ยชื่อเมื่อหันไปเห็นหน้าหนุ่มคนรักที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

               “พี่พาเพ็ญมาที่นี่จะให้ฝากท้องเหรอคะ แต่พวกเรายังไม่ได้บอกพ่อกับแม่เลยนะ” เด็กสาวถาม เธอคิดว่าอย่างไรเรื่องการตั้งครรภ์ก็คงปิดบังได้ไม่ตลอด

               “จ้ะ ยังไงเราเข้าไปข้างในก่อนเถอะ เรื่องอื่นไว้ค่อยแก้ปัญหาทีหลัง” มาโนชยิ้ม ทว่าเพ็ญรตากลับรู้สึกได้ว่า…

               แววตาของเขาไม่ได้ยิ้มด้วย?

               เพ็ญเดินตามชายคนรักเข้าในตัวโรงพยาบาล เดินทะลุตึกนั้นตึกนี้จนกระทั่งบรรลุถึงแผนกสูติ - นรีเวชกรรม

               [ พี่มาโนชพาเรามาฝากท้องจริง ๆ ด้วย ] นั่นเป็นความคิดของผู้ที่กำลังจะเป็นแม่คน

               มาโนชพาเด็กสาวดาวโรงเรียนเข้าไปยังห้องหนึ่งด้านในแผนก จากนั้นชายหนุ่มให้เธอนั่งพักตรงเก้าอี้ เพ็ญรตานั่งรอตามที่คนรักบอก เธอสังเกตเห็นว่าตรงกลางห้องมีเตียงที่มีขาหยั่งสองข้างยกสูงเพื่อใช้สำหรับตรวจภายใน

               หนุ่มคนรักเดินเข้าไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งทางด้านใน ชายวัยกลางคนที่มาโนชกำลังคุยนั้นสวมใส่ชุดสีขาวเหมือน ๆ กับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล

               หมอ? ไม่แน่ใจ?

               “เหมือนทุกครั้งนะ” แว่วเสียงชายกลางคน

               “ครับ ฝากด้วยนะครับ นี่เป็นของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ” มาโนชกล่าวขอบคุณพร้อมยื่นธนบัตรปึกหนึ่งให้เขา เพ็ญรตาถึงกับฉงนใจที่เพียงแค่การฝากครรภ์ต้องใช้เงินมากขนาดนี้เชียวหรือ

               [ อ๋อ...บางทีอาจเป็นการฝากพิเศษ ] เด็กสาวคิดในแง่ดี อย่างไรก็ตามเธอก็ยังรู้สึกว่าการต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินจำเป็นอาจจะไม่คุ้มนัก แต่ก็นั่นแหละ อะไรที่พี่มาโนชเลือกให้มักเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ

               ...เพ็ญรตาเชื่อใจและเชื่อมั่นในสิ่งที่แฟนหนุ่มเลือกสรรให้

               ชายวัยกลางคนชุดขาวขอให้ดาวประจำโรงเรียนขึ้นนอนเพื่อตรวจครรภ์บนเตียงขาหยั่งกลางห้อง เพียงแต่เธอไม่ต้องยกขาพาดบนที่วางนั่น มาโนชจัดแจงเอาเตียงอีกตัวมาต่อก้นเพื่อให้เธอสามารถนอนหงายเหยียดยาวได้อย่างสบาย

               [ เห็นไหม ... พี่มาโนชรักเราจริง ๆ ]

               ทว่าก่อนที่เด็กสาวจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไซริงจ์ฉีดยาที่บรรจุน้ำสีเหลืองอ่อนก็ถูกฉีดเข้าบริเวณต้นแขนเสียแล้ว

               “โอ๊ย!” เพ็ญรู้สึกปวดแสบทันทีที่ยาถูกเดินเข้าเส้น

               “อดทนหน่อยเพ็ญ จะได้ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเวลาขูด” เสียงของชายคนรักกระซิบที่ข้างหู

               [ ขูด? ขูดอะไร? ]

               แม้สมองจะเริ่มมึนงงด้วยฤทธิ์ของยานอนหลับแต่กระนั้นเธอก็พยายามยิ่งที่จะวิเคราะห์คำพูดของแฟนหนุ่ม [ ขูด?...พี่มาโนชจะให้เจ้าหน้าที่คนนั้นขูดอะไร? ]

               สัมปชัญญะเริ่มดิ่งลงสู่สีดำแห่งการหลับไหล เพดานห้องพร่ามัวและหมุนไปมา โสตสำเนียงยังคงได้ยินขาด ๆ หาย ๆ

               “เดี๋ยวสักพัก เราจะเริ่มทำการขูด” เป็นเสียงของชายชุดขาว

               “ฝากด้วยนะครับ เอาออกให้หมด ๆ เลยครับ” ตามด้วยเสียงของพี่มาโนช

               เพ็ญรตาพยายามฝืนเปลือกตา สติสุดท้ายรู้สึกว่าชายทั้งสองกำลังยกขาของเธอขึ้นพาดบนขาหยั่ง

               [ เราท้อง...พี่มาโนชพามาโรงพยาบาล ] เพ็ญรตาพยายามฝืนสติต้านอำนาจของยานอนหลับ

               [ ตอนนี้เขาจับเราขึ้นเตียงขาหยั่งเพื่อที่จะขูด...ขูดอะไร? ]

               [ ขูดมดลูก!? … ทำแท้ง! ] ทันทีที่บรรลุคำตอบของปริศนา สติที่ดำดิ่งเหมือนจะคืนกลับมาในบัดดล

               “พี่มาโนช...จะทำอะไรเพ็ญ?” เด็กสาวฝืนความง่วงร้องตะโกนถาม

               มาโนชเห็นว่าหญิงคนรักฟื้นสติ จึงรีบเดินไปทางหัวเตียง

               “มีแต่ทางนี้เท่านั้น พวกเรายังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่พร้อมที่จะมีลูกหรอก”

               “แต่ลูกเรา...เพ็ญไม่อยากทำแท้ง!” น้ำตาเด็กสาวไหลพรากอาบแก้ม

               “เพ็ญ...ผมรักเพ็ญมากนะ รักเพียงคนเดียวด้วย ผมจะไม่ยอมให้ความผิดพลาดแค่ครั้งสองครั้งมาตัดสินอนาคตของเรา” มาโนชพยายามอธิบาย

               “เพ็ญสงสารลูก...ลูกเราไม่ได้ผิดอะไรที่เกิดมา” หรือนั่นคือสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ที่มีอยู่ในตัวผู้หญิงทุกคน

“เพ็ญ...ตั้งสติให้ดี พวกเรายังเรียนอยู่เลย หรือเพ็ญจะทิ้งอนาคตแล้วลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเลี้ยงเด็กคนนึง” เสียงของแฟนหนุ่มเข้มขึ้น

               ‘เด็กคนนึง?’…คำนี้ช่างบาดลึกในหัวใจของเพ็ญรตายิ่ง นี่หรือคือคำพูดของคนเป็นพ่อ?                [ หรือจะทำตามที่พี่มาโนชบอก...ยังไงเสียสิ่งที่พี่มาโนชเลือกให้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ]

               มันเป็นวินาทีแห่งการตัดสินใจที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เธอเคยเผชิญมา

 

               ‘ไพ่ราชินี (The Empress)’

               ‘หมายถึง ‘ความเป็นแม่’ ที่อยู่ในตัวของผู้ที่เลือกได้ไพ่ใบนี้’

 

               แว่วเสียงคำทำนายของนักพยากรณ์ แม้จะไม่ชอบหน้าเธอคนนั้น แต่ก็รู้สึกยอมรับถึงความแม่นยำราวกับสามารถอ่านจิตใจได้

ความเป็นแม่อย่างนั้นหรือ? ...เพ็ญรตากระหวัดความคิดไปสู่รายการประเภทเจาะใจที่ดูผ่าน ๆ เมื่อคืน

               รายการนั้นหยิบยกประเด็นผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียขึ้นมาพูด เพ็ญรตารู้จักโรคนี้เพราะเคยได้อ่านหนังสือมาบ้างว่า เด็กที่เป็นผู้ป่วยโรคเลือดจางธาลัสซีเมียนั้นหากเป็นในระดับรุนแรงแล้วจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน

               ทว่ามารดาของผู้ป่วยที่ออกรายการกลับไม่เคยท้อ บางรายมีอาชีพที่ต้องหาเช้ากินค่ำ เงินเก็บที่พอมีก็นำไปดูแลลูกที่เจ็บป่วย

               แม้เดี๋ยวนี้จะมีการรักษาฟรีก็เถิด...แต่ค่ากินอยู่ของญาติ อีกทั้งการที่จะต้องขาดรายได้ในวันที่มาเฝ้าไข้

            กระนั้นแม่เหล่านั้นกลับไม่เคยท้อแท้

               เธอต่างหาก! เธอต่างหากที่กำลังจะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาฆ่าลูก! ... ทั้งที่ตัวเธอก็ไม่ได้ป่วยไข้หรือมีกรรมพันธุ์โรคร้ายแต่อย่างใด

               สิ่งที่กำลังจะทำ...การทำลายชีวิตน้อยๆที่แสนบริสุทธิ์นั้นถูกต้องแล้วหรือ?

            เพ็ญรตารู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่ในใจ…เธอเป็นแม่ ส่วนเด็กที่อยู่ในท้องก็คือลูก

               การที่แม่จะปกป้องลูกก็ไม่เห็นจะผิดแปลกตรงไหน?

               เด็กสาวรวบรวมกำลังลุกขึ้นพร้อมใช้มือดึงสายน้ำเกลือที่ไม่รู้ว่าโดนแทงตั้งแต่เมื่อไรออกจากแขน จากนั้นจึงก้าวลงจากเตียง

               “เพ็ญ! จะทำอะไรน่ะ?” มาโนชร้องอย่างตกใจด้วยไม่คิดว่าจู่ ๆ แฟนสาวจะลุกลงจากเตียง

               “เพ็ญไม่ทำ! เพ็ญจะกลับบ้าน!” เด็กสาวยืนยันความคิดของตน เธอไม่เห็นด้วยที่จะทำลายชีวิตไร้เดียงสา ถึงแม้ว่าเธออาจถึงขั้นต้องออกจากโรงเรียน ถูกตราหน้าทางสังคม

               แต่นั่นก็เป็นปัญหาที่เธอต้องรับผิดชอบ

            หาใช่ต้องโยนบาปเคราะห์ไปสู่ลูกน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่!

               “ผมเองก็ไม่อยากทำอย่างนี้หรอก เพ็ญ…คิดดูดี ๆ เด็กที่เกิดมาในสถานะที่พ่อแม่ไม่พร้อม เขาจะมีความสุขหรือ?…เพ็ญกำลังจะสร้างเด็กที่มีปัญหาสังคมนะ” มาโนชพยายามชักแม่น้ำทั้งห้า

               “แต่เพ็ญสงสารลูก”

               “พี่ก็สงสารลูกเหมือนกัน แต่พวกเราผิดพลาดไปแล้วก็น่าจะแก้ไขได้ ดีกว่าเราจะปล่อยให้ความผิดบาปนี้ทำร้ายตัวเรา…ไม่ใช่แค่เราสองคนนะ พ่อแม่อีกล่ะ ท่านจะเสียใจสักแค่ไหน” ชายหนุ่มพยายามหว่านล้อมด้วยเหตุผลที่เพ็ญรตาไม่อาจโต้เถียงได้

               “พี่รักเพ็ญนะ เชื่อผมสิ” มาโนชบอก...คำว่า ‘รัก’ ในยามนี้ดูจะส่งอิทธิพลสั่นคลอนจิตใจได้มากพอควร

               [ หรือสิ่งที่พี่มาโนชบอกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง? ]

               [ คงจะจริงเพราะพี่มาโนชก็บอกว่ารักเรา…พี่เขาคงเลือกหนทางที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ]

               ทว่าเพียงชั่วพริบตาที่เด็กสาวเกิดความลังเลใจ ฉับพลันนั้น! ภาพบางอย่างได้ปรากฏขึ้นในมโนคติของเธออย่างปัจจุบันทันด่วน

               จินตภาพนั้นคือภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องตรวจนรีเวช...ห้องที่กำลังยืนอยู่ในปัจจุบัน!?

               ตรงกลางห้องมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังได้รับการขูดมดลูกอยู่ คนที่ขูดคือชายวัยกลางคนในชุดขาวของโรงพยาบาล เพ็ญจำได้ว่าเป็นคน ๆ เดียวกับที่ยืนอยู่ในห้องของโลกแห่งความจริง

               นอกจากนั้นเธอยังเห็นพี่มาโนชนั่งรออยู่ห่าง ๆ อีกด้วย ใบหน้าของชายหนุ่มในมโนภาพดูไม่ยินดียินร้ายกับการขูดมดลูกที่เกิดขึ้น

               ส่วนหญิงสาวที่กำลังโดนขูด…เพ็ญรตารู้สึกสับสนยิ่ง

               นั่นเพราะเธอรู้จักหญิงคนนั้น...สาวรุ่นพี่ชั้นปีเดียวกับพี่มาโนช!?

               ยังไม่ทันจะทำเช่นไร มโนภาพดังกล่าวก็ถูกตัดหายไปและแทนที่อีกครั้งด้วยจินตภาพใหม่ ราวกับกดรีโมทเพื่อเปลี่ยนช่องโทรทัศน์

               ภาพใหม่ที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากภาพแรก มันยังคงเป็นเหตุการณ์ขูดมดลูกที่มีมาโนชนั่งเฝ้าอยู่ห่าง ๆ

               ทว่าสิ่งที่ต่างกันกับเมื่อครู่นี้ก็คือ คนที่นอนอยู่บนเตียงนั่น...คราวนี้เพ็ญรตาคุ้นๆว่าเป็นนักเรียนหญิงรุ่นน้องซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะย้ายโรงเรียนไปแล้ว

               นี่มันอะไรกัน?

               หากภาพที่เห็นเป็นเรื่องจริง...แปลว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่พี่มาโนชพามาทำแท้ง?

 

                ‘เหมือนทุกครั้ง’

 

               เพ็ญรตาใจหายวาบเมื่อนึกถึงคำพูดของชายกลางคนเมื่อตอนที่เข้ามา ‘เหมือนทุกครั้ง’ เพียงแค่นี้ก็บอกได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่มาโนชมาที่นี่

               เช่นนั้นคำว่ารักเธอคนเดียวล่ะ หมายความว่าอย่างไร?

               “เพ็ญ! กลับขึ้นไปนอนบนเตียง!” มาโนชร้องบอกเกือบจะเป็นคำสั่ง

               ทว่าเด็กสาวรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เธอหันกลับไปที่ประตูพร้อมกับออกวิ่ง แม้จะโซเซจากฤทธิ์ยาแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

               เพ็ญรตาวิ่งออกจากโรงพยาบาลทั้งน้ำตานองหน้า ความเศร้าโศกที่รับรู้ถึงตัวจริงของชายคนรักทับถมในหัวใจ

               ทว่าเด็กสาวยังมีสิ่งที่จะต้องยึดเหนี่ยว…สิ่งที่ทำให้ต้องฝืนสู้ชะตาชีวิต

               นั่นคือลูก!

               ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะไม่มีทางทำร้ายลูกของตนเด็ดขาด ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะร้ายแรงเช่นไร

               เพ็ญรตาลูบท้องด้วยความรัก บัดนี้เธอรับรู้ถึงสัญชาตญาณของความเป็นแม่

               และนี่คือความหมายของไพ่ราชินี (The Empress) ที่มีอยู่ในตัวผู้หญิงทุกคน

               ...

               ...

               ธเรษตรียืนนิ่งอยู่ที่รั้วโรงพยาบาล นักพยากรณ์มองตามเพ็ญรตาที่โซเซพ้นเขตของโรงพยาบาล นักทำนายถอนใจนิดหนึ่ง โชคดีเหลือเกินที่คืนก่อนเธอได้ฝันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้...รวมถึงภาพอดีตที่มาโนชเคยพาผู้หญิงมาทำแท้ง

               บางทีอาจเพราะเป็นญาณหยั่งรู้ที่คุณตายายเรียกว่า ‘อภิญญา’

               ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธเรษตรีมาเฝ้ารอที่นี่ จากนั้นจึงทดลองที่จะถอดจิตบางส่วนเพื่อส่งมโนภาพที่ได้เห็นอดีตกรรมของมาโนชที่ทำลายชีวิตทารกมามากมาย

และมันก็ได้ผล! เพ็ญรตาที่ยังมีความดี มีความเป็นแม่อยู่ในใจสามารถรับรู้สิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ

               ในขณะเดียวกันธเรษตรีก็สามารถสัมผัสหัวใจของเพ็ญรตาที่บัดนี้เปี่ยมล้นด้วยความเป็นแม่...แม่ที่ประดุจราชินีผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาลูก

            แม่ผู้ไม่มีทางทอดทิ้งลูกเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

 

               ธเรษตรียิ้มเยือกเย็น เด็กสาวนักพยากรณ์พยายามตั้งสติให้มั่นคง เธอรับรู้ถึงอนาคตที่ยิ่งใหญ่...ชะตากรรมที่งวดเข้าใกล้กำลังกระชั้นเข้ามาทุกขณะ

               ความทรงจำและความสามารถหลายอย่างที่ตื่นขึ้น ล้วนบ่งบอกว่า ‘เวลา’ เหลืออีกเพียงน้อยนิด

               กงล้อแห่งชะตากรรมเอยจงหมุนไป…หมุนไป

               จนกว่าจะถึงวันแห่งการเลือก…วันแห่งการชี้ชะตา

               วันแห่งการตัดสิน (Judgement day)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น