อัปเดตล่าสุด 2020-08-27 09:01:14

ตอนที่ 17 บทของความเปลี่ยนแปลง (Temperance)

ทางแพร่งเลือกเดินได้                   ฉันใด

ชีวิตลิขิตได้                                เช่นนั้น

จักดีชั่วเช่นไร                              ขึ้นอยู่ ตัวเรา

หากผิดจงคิดสู้                            เปลี่ยนให้คืนดี



 

บทของความเปลี่ยนแปลง (Temperance)

 

               ในฝัน ... ฝันที่เห็นอดีตอันแสนไกล ไกลเสียยิ่งกว่าความทรงจำในชาตินี้

               ธเรษตรีเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไม่นานนักเธอจึงเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ดูคึกคักด้วยมีตลาดขายของสดขนาดใหญ่ตั้งตรงปากทางเข้า ประกอบกับอากาศที่แจ่มใสทำให้มีผู้คนมากมายจากต่างถิ่นเดินทางเพื่อนำสินค้ามาแลกเปลี่ยน

               “แฮ่ก ๆๆ...” เด็กสาวหอบหายใจถี่จากการเดินด้วยความรีบเร่ง

               “ทุกคนฟังทางนี้!” ทันทีที่ทุเลาการหายใจหอบ เธอก็ตะโกนดังลั่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้ยิน เด็กสาวแปลกใจเล็กน้อยที่เสียงของตนทุ้มต่ำคล้ายผู้ชาย

               หลายคนหยุดเลือกสินค้า สายตาหลายคู่หันมามองร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

               “มีอะไรหรือXXX” ใครคนหนึ่งถาม คำลงท้ายประโยคเป็น ‘ชื่อเรียก’ ของเธอ...ทว่านี่เป็นอีกครั้งที่ไม่อาจได้ยิน?

               “ทุกคนรีบกลับบ้านไปซะ!” เสียงของธเรษตรีบ่งบอกความร้อนรน

               “หือ? ทำไมล่ะ?” คนเดิมถามต่อจุดประสงค์ที่ไม่ได้รับคำชี้แจง

               “………………..” ประโยคเอ่ยจากปาก ทว่าตัวธเรษตรีเองกลับไม่ได้ยิน?

               “ฮ่า ๆๆ ก๊าก ๆๆ” เสียงหัวเราะครืนใหญ่จากทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น บางคนส่ายหัวแล้วเดินเลือกสินค้าในตลาดต่ออย่างไม่สนใจ

               “ทุกคนต้องเชื่อนะ มันจะเกิดขึ้นจริง!” เด็กสาวยืนยันคำพูด

               ชายคนแรกที่ถามเดินเข้ามาใกล้ ใช้มือตบบ่าก่อนที่จะพูดว่า

               “จะบ้าหรือไงXXX” คำต่อท้ายที่ดูเหมือนจะเป็นชื่อ...ทว่าฟังไม่ถนัดอีกแล้ว?

               “จะโกหกอะไรก็หัดดูดินฟ้าอากาศ ดูตาม้าตาเรือบ้างนะไอ้หนุ่ม เฮ้อ! ไม่ไหว ๆ” พูดเสร็จก็ส่ายหัวด้วยความระอาใจ

               ถึงตรงนี้ธเรษตรีรู้สึกประหลาดใจที่ชาวบ้านคนนั้นเรียกเธอว่า ‘ไอ้หนุ่ม’ แต่กระนั้นเด็กสาวก็ยังพูดอย่างร้อนรน

               “ทุกคนต้องเชื่อ...ขอร้องล่ะ ทุกคนต้องเชื่อ!”

               “ไม่อย่างนั้นทุกคนจะตายกันหมด!”

               สิ้นสุดประโยคเหมือนผืนฟ้าและแผ่นดินจะหมุนเวียนจนธเรษตรีไม่อาจจะทนฝืนลืมตาตื่นได้

              

               เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเด็กสาวผู้มีนามกรว่า ‘ธเรษตรี’ ก็ประจักษ์แก่ใจว่าหาได้อยู่คนเดียวไม่ เบื้องหน้าปรากฏเงาสองร่างยืนอยู่ หนึ่งสวมชุดสีขาวสะอาดตา ส่วนอีกหนึ่งสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าอาคันตุกะทั้งสองอยู่ในวัยชราภาพ

               “ท่าน...” คำแรกจากปากหลังจากปรับสายตากับแสงที่ดูจะสว่างจ้ามาจากทิศด้านหลังของบุรุษชราลึกลับ และเด็กสาวก็พบว่าชายสองร่างขาวดำเบื้องหน้านั้น

               …มีใบหน้าที่เหมือนกันราวฝาแฝด!

               “ท่านครับ ผมขอยกเลิกสิ่งที่ผมตัดสินใจได้ไหมขอรับ” เสียงอ้อนวอนจากปากของธเรษตรี...ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยเอื้อนกลับเป็นเสียงผู้ชาย? หาใช่สำเนียงของเด็กสาววัยแรกแย้มไม่?

               ดวงหน้าของร่างชราในชุดขาวสลดลงนิดหนึ่งในขณะที่ร่างดำคงอารมณ์นิ่งเรียบ

               “ไม่ได้หรอกXXX สิ่งที่เลือกแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้” พยางค์ที่ขาดหายไปน่าจะเป็นชื่อเสียงเรียงนามของใครสักคน...หรืออาจเป็นชื่อของเธอ?

               ทั้งที่แท้จริงแล้ว ในชาติปัจจุบันนี้เธอคือ ‘ธเรษตรี’ เด็กสาวชั้นมัธยมปลายโรงเรียนสตรีศึกษา

               ทว่าก่อนหน้านี้เล่า ในอดีตชาติที่ผ่านพ้น...เธอคือใครกัน?

               สติของนักทำนายพร่าเลือนอีกครั้ง โสตสัมผัสได้ยินเสียงกริ่งนาฬิกาแว่วมาแต่ไกล เด็กสาวกำลังจะตื่นจากความฝันอันวกวน

               ‘เธอคือใคร’ เป็นคำถามสุดท้ายที่ก้องอยู่ในสติสัมปชัญญะ

               …

               …

               “แม่ขา...ชื่อหนูแปลว่าอะไรคะ? คุณครูถาม” หนูฝนในวัยละอ่อนวิ่งลงจากรถยนต์ที่บิดาขับไปรับจากโรงเรียนชั้นประถมศึกษา

               “แล้วไม่ถามพ่อล่ะจ๊ะ” หญิงสาววัยทำงานท่าทางใจดีถามกลับ เธออุ้มธเรษตรีตัวน้อยไว้กับอกพลางหอมแก้มเบา ๆ อย่างทะนุถนอม

               “ถามแล้วค่ะ พ่อบอกว่าจำไม่ได้ ให้มาถามแม่”  เด็กน้อยบอกกึ่ง ๆ ฟ้อง เรียกเสียงหัวเราะจากบิดาที่กำลังเดินตามเข้ามา

               “อืม...บอกอีกทีเดียวนะจ๊ะ หนูก็โตจนอยู่ชั้น ป.3 แล้ว คราวหน้าต้องเปิดพจนานุกรมเองนะคะ” ผู้เป็นแม่ลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่

               “ค่ะ” ฝนรับสัญญา

               “ชื่อธเรษตรีของลูกแปลว่า ‘โลกหรือแผ่นดิน’ ที่แม่ตั้งให้อย่างนี้ก็เพราะแม่อยากให้ลูกฝนโตขึ้นเป็นคนดี เสียสละและทำประโยชน์ให้แก่โลก แก่แผ่นดินของพวกเรา” มารดาบอกความหมายพร้อมสบตากับลูกน้อย

               “โอ้โห! จริงหรือเปล่านั่น?” เสียงแซวจากผู้พ่อ

               “คุณก็...อย่ากวนสิคะ กำลังสอนลูกอยู่นะ” ผู้แม่สวนกลับเล่นเอาคนแซวรีบเดินเลี่ยงไปจากห้อง

               “ฝนสัญญาค่ะว่าจะเป็นคนดี ทำประโยชน์ให้แก่โลกของเรา” เด็กน้อยรับคำ

               “ดีแล้วล่ะจ้ะลูก ว่าแต่ไม่อยากรู้หรือจ๊ะว่าทำไมลูกถึงมีชื่อเล่นว่าฝน?” ผู้เป็นมารดาจุมพิตที่หน้าผากบุตรสาวอีกครั้ง

               “อยากรู้ค่ะคุณแม่”

               “ก็คล้าย ๆ กันจ้ะลูก...ฝนก็คือน้ำฝน...น้ำฝนที่ตกลงจากฟ้าช่วยบรรเทาความรุ่มร้อนและก่อให้เกิดความเย็นชุ่มฉ่ำ แม่หวังใจว่าลูกจะเป็นได้ดั่งน้ำฝนอันชื่นใจ ทำให้คนรอบข้างคลายพ้นทุกข์โศกกังวล” นั่นเป็นทั้งคำแปลและคำสอน

               ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะกล่าวอะไรต่อ สติก็เริ่มเลือนรางอีกครั้งพร้อม ๆ กับเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังรบกวนมากขึ้นทุกขณะ

               ...

               ...

               ...

               เป็นเช้าแรกที่ธเรษตรีตื่นขึ้นพร้อมน้ำตา ฝันซ้อนฝันสามสี่คราในคืนเดียวไม่หนักหนาเท่าฝันสุดท้ายก่อนอรุณรุ่ง มันเป็นความฝันอันแสนเศร้า...ฝันถึงความทรงจำครั้งยังเด็กที่ลบเลือนหาย ธเรษตรีรู้สึกเหมือนหัวใจโดนฉีกกระชากด้วยความเปลี่ยวเหงา

               แต่กระนั้นเด็กสาวนักพยากรณ์ยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงมาฝันเรื่องนี้ หรือเพราะความทรงจำกำลังคืนกลับมา?...ก็อาจเป็นได้

 

               ‘ความทรงจำของเธอจะคืนกลับมาเพื่อที่จะได้ตัดสินชะตากรรมอย่างถูกต้อง หลังจากนี้เธอจะค่อย ๆ ระลึกฟื้นความทรงจำในชาติภพปัจจุบัน…และต่อจากนี้ประตูแห่งความทรงจำในอดีตชาติก็จักเปิดออกด้วย’ แว่วเสียงที่ตัวเธออีกคนเคยกล่าวเอาไว้

 

               หมายความว่าความฝันเมื่อคืนเป็นอดีตที่ลืมเลือน? ฝันที่ได้คุยกับมารดา...เป็นอดีตเมื่อครั้งสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม ทว่าอีกหนึ่งความฝันที่ตนเองเป็น ‘ผู้ชาย’...เป็นชาวบ้านที่พยายามบอกอะไรบางอย่างกับคนอื่น ๆ แต่กลับไม่มีใครเชื่อนั้นเล่า?  

               ...หรือมันคือความทรงจำแห่งอดีตภพ และที่เธอเห็นมันก็เพื่อการตัดสินชะตากรรมบางอย่าง

               ‘สิ่งที่เลือกแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้’

               เป็นคำกล่าวของบุรุษชราชุดขาวดำลึกลับ หมายความว่าเคยมี ‘ชะตากรรม’ บางอย่างที่เธอได้ ‘เลือก’ มาแล้ว? ในอดีตชาติ…เมื่อครั้งที่ใช้ชื่ออื่น? และบัดนี้กงล้อแห่งชะตากรรมได้นำพาโชคชะตาให้หวนกลับสู่ตัวเธอ...ผู้บัดนี้ชื่อ ‘ธเรษตรี’ นักเรียนมัธยมสาวผู้ทำนายไพ่ทาโรต์

               แล้วชะตากรรมที่ว่านั้นคืออะไร?

 

               ‘วันพิพากษากำลังใกล้เข้ามา’

 

            เด็กสาวขนลุกวาบที่ต้นคอเมื่อนึกถึงประโยคที่เคยได้ยินจากสองชายชราผู้ลึกลับ...วันพิพากษา? คลับคล้ายเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

               วันพิพากษา…Judgement Day!

พิพากษาใคร?

ใครเป็นคนลงทัณฑ์?

แล้วโทษนั้น...คืออะไร?

               ธเรษตรีมีเวลาพิเคราะห์ความฝันพิสดารได้เพียงครู่เดียว เด็กสาวก็ต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและทำกิจวัตรประจำวัน

               ...

               ...

               ...

               เย็นย่ำแล้ว ที่ร้านทำนายไพ่บริเวณแยกประตูน้ำ บัดนี้ธเรษตรีกำลังเผชิญหน้ากับอาคันตุกะวัยรุ่นสองคนที่เหมือนจะไม่ได้มาดีสักเท่าไร

               “น้องสาว...มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ?” น้ำเสียงยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างจากสองวัยรุ่นที่ยืนเคี้ยวหมากฝรั่งหยับ ๆ ตรงหน้าร้าน

               “ก็เปิดร้านทำนายดวงค่ะ” ธเรษตรีตอบอย่างระมัดระวัง เด็กสาวไม่แน่ใจว่าสองหน่อที่เข้ามาคุยด้วยนั้นต้องการอะไร

               “โอ...หมอดูแม่น ๆ” หนึ่งในสองวัยรุ่นร้องออกมาพร้อมทำท่าทางเหมือนตกตะลึงพรึงเพริดเสียเต็มประดา

               “ค่ะ จะลองรับการทำนายโชคชะตาดูไหมคะ” นักพยากรณ์ถามอย่างสุภาพ

               “น้องสาวจ๊ะ คืองี้...พวกพี่อยู่แถวนี้มานาน ยังไงดีล่ะ...ใคร ๆ เขาก็ว่าที่นี่น่ะ พวกพี่เป็นเจ้าถิ่น”

               “แล้วคุณน้องมาเปิดร้านที่นี่น่ะ คุณน้องสาวจ่ายค่าที่หรือยังล่ะจ๊ะ?” นั่นคือจุดประสงค์

               “เอ๋...หนูจ่ายค่าเช่าร้านแล้วนี่คะ” ธเรษตรีหมายถึงค่าเช่าสำหรับเปิดร้านทำนาย เด็กสาวอาศัยพื้นที่ด้านในคูหาของร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งซึ่งปิดให้บริการในช่วงหลังสี่โมงเย็น

               คราวนี้สองวัยรุ่นส่ายหัวพร้อมเพรียงกัน

               “ไม่ใช่ ๆ พี่หมายถึงค่าคุ้มครองไงน้อง”

               “หนูไม่มีเงินหรอกค่ะ” เด็กสาวนักทำนายบอกออกไปตามจริง

               “เอาอย่างนั้นหรือ?...แต่ถ้าคุณน้องไม่จ่ายล่ะก็ สงสัยพี่คงต้องหมั่นมาตรวจตราแถวนี้บ่อย ๆ เสียแล้วล่ะ” น้ำเสียงและแววตาของ ‘เจ้าถิ่น’ ดูเข้มขึ้น

               ปรี๊ดดดดดดดด!

               เสียงนกหวีดดังยาวขัดจังหวะ วัยรุ่นมาเฟียเจ้าถิ่นรีบผละชิ่งหนีในทันที และเมื่อธเรษตรีหันไปมองก็ปรากฏพบนายตำรวจคนหนึ่งค่อย ๆ พาร่างตุ้มตุ้ยเข้ามาใกล้

               “ปะ...ปะ...ปลอดภัยนะครับ ไม่เป็นไรนะ” ตำรวจร่างท้วมถามไปพลางหอบไปพลาง ดูเหมือนการเดินเพียงแค่นิดหน่อยก็สามารถสร้างความเหน็ดเหนื่อยได้มากมายสำหรับเขา

               “ค่ะ...ขอบคุณมากนะคะ” เด็กสาวลุกขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้จากใจจริง

               “ ไม่เป็นไรครับ มันเป็นงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่แล้ว ” นายตำรวจพูดพร้อมกับยืดอกอย่างภาคภูมิ

               “ หนูต้องขอบคุณผู้หมวดจริง ๆ ค่ะ ” นักพยากรณ์ขอบคุณอีกครั้งก่อนจะผายมือเชื้อเชิญนายตำรวจให้นั่งที่เก้าอี้ตรงกันข้าม

               “ง่า...ผมมียศจ่าน่ะครับ” จ่าพูดแก้

               “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ยังไงขอให้หนูได้ตอบแทนคุณลุงจ่านะค่ะ” นักทำนายสังเกตเห็นป้ายชื่อที่หน้าอกเขียนติดไว้ว่า ‘แสวง พูลพรั่งทรัพย์’

               “ไม่เป็นไรหรอกครับ เล็กน้อย ๆ” จ่าแสวงโบกมือแสดงเจตนาว่าไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

               “เอาอย่างนี้ไหมคะ หนูทำนายโชคชะตาให้ลุงจ่าฟรี ๆ เลยก็ได้ค่ะ ไม่คิดเงิน” ธเรษตรีเสนอ

               “หา! เอางั้นเลยเหรอ?” ตำรวจยศจ่าทำหน้างง ตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยสนใจดูหมอหรืออะไรเทือกนี้เลยสักครั้ง อย่างมากก็อ่านดวงชะตาตามหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น

               “ค่ะ...แต่ลุงจ่าต้องเล่าปัญหาที่อยากรู้ให้หนูฟังก่อนนะคะ”

               “ เอางั้นเหรอ ” จ่าแสวงหยุดคิดนิดหนึ่ง เขาไม่แน่ใจว่าการดูดวงปกติแล้วจะต้องเล่าปัญหาต่าง ๆ ให้พวกหมอดูฟังด้วย

               “เอ้า! เอาก็เอา” จ่าตำรวจนึกสนุกเลยตอบตกลง อีกอย่างตอนนี้ก็เป็นเวลาเลิกงาน เขากำลังจะกลับบ้าน พอดีเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ เช่นนั้นหากจะรับการดูหมอก็คงไม่มีใครสามารถต่อว่าได้

               “เชิญค่ะ” นักพยากรณ์ไพ่กล่าวเรียบ ๆ จ่าตำรวจสังเกตเห็นมือทั้งสองของนักทำนายกำลังตัดสลับไพ่อย่างช้า ๆ

               “ยังไงดีล่ะ...คือผมเป็นตำรวจมาตั้งนาน ยังไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยสักนิด วัน ๆ ได้แต่ทำงานเอกสารในโรงพักเท่านั้น”

               “เงินก็ไม่ค่อยมี แถมเวลาทำงานก็มักจะผิดพลาดอยู่เสมอ ตอนนี้ก็โดนเจ้านายเพ่งเล็งอยู่ ผมไม่รู้จะทำตัวอย่างไร เฮ้อ...” ท้ายประโยค จ่าแสวงถอนใจยาวซึ่งนั่นแสดงถึงปัญหาที่แบกไว้มันช่างหนักอกเหลือหลาย

               “เชิญค่ะ เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” เป็นคำพูดแรกของนักพยากรณ์หลังจากที่นิ่งฟังอยู่นาน นายจ่าสังเกตเห็นแววตาของนักทำนายส่องประกายลี้ลับ อีกทั้งไม่ได้มองที่คู่สนทนาอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย

               ดวงตาดำสนิทคู่นั้นจับจ้องแต่เพียงไพ่ทาโรต์ที่บัดนี้คว่ำหน้าเรียงแถวอยู่บนโต๊ะ

               “ด้วยมือซ้ายเหรอครับ?” นายตำรวจถามย้ำ นักทำนายตอบด้วยการพยักหน้า

               ตำรวจยศจ่าเอื้อมมือซ้ายหยิบไพ่หนึ่งใบที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นจึงพลิกดูหน้าไพ่ทันที

               The Temperance…ไพ่แห่งการเปลี่ยนแปลง

               “ไพ่นี่หมายความว่ายังไงครับ” แสวง พูลพรั่งทรัพย์ถามด้วยความสงสัย หน้าไพ่ที่เลือกเป็นรูปเทวดามีปีกกำลังรินน้ำจากถ้วยใบหนึ่งไปสู่อีกใบ

               “นั่นคือไพ่แห่งการเปลี่ยนแปลง” ประโยคจากปากผู้พยากรณ์ น้ำเสียงฟังแล้วเย็นเยือก

               “เปลี่ยนแปลง? หมายความถึงอะไรครับ” จ่าแหวงชักงงหนักขึ้น

               “เรื่องที่คุณถาม เรื่องที่คุณกังวล...ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนแปลง” นักทำนายชุดดำยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จ่าตำรวจถึงกับถอยออกด้วยสัญชาตญาณ แววตาสีดำสนิทของนักทำนายช่างน่ากลัวและไร้ซึ่งแววแห่งชีวิต

               “บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ ตั้งสตินึกทางเลือกแล้วตัดสินใจให้ดี...บางทีการเลือกหนทางที่ถูกต้องอาจมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต” นั่นคือคำแนะนำจากไพ่พยากรณ์

 

               หลังจากนั้นไม่กี่นาทีจ่าแสวง พูลพรั่งทรัพย์ก็ขอตัวกลับ ทั้งนี้เพราะตำรวจอย่างเขาเกิดนึกกลัวแววตาประหลาดของคู่สนทนามากขึ้นทุกขณะ แต่กระนั้นก่อนจากกันจ่าตำรวจยังสัญญาว่าจะหมั่นแวะมาเยี่ยมเยียนและคอยระวังพวกรีดไถให้

               ...

               ...

               ...

               นายตำรวจลืมตาตื่นด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้าจับเข้าที่เปลือกตา เช้าวันศุกร์ก็ยังเหมือนเช่นทุกเช้า นั่นคือเป็นวันทำงานที่รีบเร่งของเมืองกรุง หากออกจากบ้านช้าไปเพียงสิบนาทีนั่นเท่ากับสายไปเป็นชั่วโมง ชายร่างตุ้ยรีบวิ่งเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันเมื่อพบว่าเข็มสั้นของนาฬิกาที่อยู่มีเพียงเรือนเดียวในบ้านชี้เลยเลขเจ็ดไปแล้ว

               “ศรี!… ศรี ทำไมไม่ปลุกผม แล้วเอสตื่นรึยัง ” จ่าวัยกลางคนตะโกนร้องถามภรรยาคู่ทุกข์ยาก พร้อมๆ กับถามหาลูกชายคนเดียวที่มักจะนอนตื่นสายเหมือนพ่อ

               “ศรี!” นายตำรวจแต่งตัวไปพลางเดินเรียกภรรยาไปพลาง นั่นทำเอาเกือบหกล้มขณะที่รีบสวมถุงเท้าไปพร้อม ๆ กับการก้าวเดิน

                ‘ศรีไปก่อนนะ วันนี้เจ้าเอสให้ไปส่งแต่เช้าเพราะมีกิจกรรมที่โรงเรียน’ นั่นเป็นข้อความบนกระดาษโน้ตที่วางไว้บนโต๊ะ

               “โธ่...ศรีนะศรี แวะปลุกกันสักนิดก็ไม่ได ” ตำรวจร่างท้วมคว้าเสื้อเครื่องแบบตัวใหญ่จากราวเพื่อสวมใส่อย่างรีบเร่ง ป้ายชื่อที่ปักบนอกบอกให้รู้ถึงชื่อเจ้าของ

               ‘ แสวง พูลพรั่งทรัพย์’ เป็นชื่อของนายตำรวจ เขานึกขำเยาะตัวเองทุกครั้งเมื่อเห็นนามสกุล บางทีสมัยก่อนวงศ์ตระกูลของเขาคงร่ำรวยเหมือนเช่นนามสกุล แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบที่ทำให้รุ่นของ ‘แสวง’ ต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้

               ชายหนุ่มมีเวลาคิดไม่มาก เขารีบออกจากบ้านทันทีด้วยเกรงว่าจะไปไม่ทันเรียกแถวตอนแปดโมงเช้า

 

               แสวง พูลพรั่งทรัพย์ ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายหน้าปากซอย อันที่จริงในเวลาปกติแล้ว ตัวเขาก็พอเดินไปทำงานไหว ด้วยสถานีตำรวจอยู่ห่างจากปากซอยหน้าบ้านเพียงไม่ถึงสามป้ายรถเมล์ แต่ด้วยขนาดของร่างกายทำให้เดินได้ช้า อีกทั้งเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้ ตัดสินใจนั่งรถเมล์ไปน่าจะดีกว่า

               [ ตัดสินใจรึ?... เมื่อคืนเราดูไพ่ทำนายมา หมอดูแปลก ๆ นั่นบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ] นายตำรวจนึกทบทวนเรื่องเมื่อคืนขณะชะเง้อคอมองรถเมล์ที่ยังไม่เห็นแม้แต่เงา

               [ หมอดูบอกว่าให้เราตั้งสตินึกทางเลือกแล้วตัดสินใจให้ดี...บางทีการเลือกทางที่ถูกต้องอาจมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต ] แสวงทบทวนคำทำนาย สายตายังชะเง้อมองหารถเมล์สายที่ต้องการ แต่ถึงจะพยายามเขย่งเท้าดูยังไงก็ไม่เห็นรถเมล์ เห็นแต่หัวดำ ๆ ของคนข้างหน้าที่ชะเง้อคอกันสลอนเหมือนเช่นเขา

               [ เอาน่า ยังไงก็ลองดู ลองทำตามคำแนะนำประหลาด ๆ นั่นสักวันสองวัน ] นายตำรวจตัดสินใจพร้อมกับยิ้มออกมาเมื่อเห็นรถเมล์สายที่ต้องการแล่นเข้ามาใกล้

 

               บนรถเมล์ยามเช้า ผู้คนเบียดเสียดกันพอควรแต่ถึงอย่างนั้นด้านในก็ยังพอมีที่ว่าง แสวงจึงพยายามพาร่างเบียดเข้าไปยังส่วนที่ว่างพอสำหรับการยืนอย่างสบาย ๆ

               ที่ตรงกลางที่เขาจะไปยืนได้นั้น ทางซ้ายเป็นป้าซิ้มแก่ ๆ หิ้วตะกร้าผัก ท่าทางดูแกแข็งแรงพอตัว ส่วนอีกทางเป็นนักศึกษาสาวที่นุ่งกระโปรงสั้นเต่อจนเห็นขาขาว อีกทั้งเสื้อที่สวมใส่ยังรัดติ้วจนเห็นส่วนสัดชัดเจน สาวนักศึกษากำลังยืนใกล้ ๆ กับเบาะที่มีเด็กนักเรียนนั่งอยู่

 

               [ เราต้องยืนตรงที่ว่างนั่น...แต่จะยืนชิดไปทางไหนดี ]

  1. ชิดไปทางนักศึกษานั่นสิ แล้วก็ลุ้นให้รถเมล์เบรกแรง ๆ   
  2. ชิดไปทางป้าซิ้มแก่คนนั้น บางทีช่วยแกถือของก็คงดีนะ

 

 ตำรวจแสวงยืนพิจารณาอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจได้

[ ตะกร้าผักของป้านั่นดูแล้วคงไม่หนักเท่าไร ซิ้มแกจะได้ออกกำลังกายด้วย...งั้นเรายืนชิดไปทางน้องสาวนั่นดีกว่า อิอิ ] ว่าแล้วนายตำรวจก็เขยิบเข้าไปใกล้ โดยระวังไม่ให้ร่างกายไปโดนตัวนักศึกษาคนนั้น ทว่าในใจกลับภาวนาให้รถเบรกกะทันหัน

ทันทีที่เขยิบไปตามที่ตัวเองคิด

               อ้วก!

               อาเจียนจากเด็กนักเรียนที่นั่งอยู่ตรงเบาะใกล้ ๆ พุ่งมาโดนขากางเกงของนายตำรวจเข้าจังเบอร์ แท้ที่จริงแล้วควรจะต้องโดนขาสวย ๆ ของน้องนักศึกษา แต่จากที่ร่างตุ้ยนุ้ยของแสวงเขยิบเข้าไปทำให้สาวน้อยเสื้อรัดรูปนั่นจำต้องขยับถอยออกไปเล็กน้อย

               ผู้รับเคราะห์จากการเมารถของเด็กจึงตกเป็นจ่าแสวงด้วยเหตุนี้แล

 

               [ นี่...นี่ตูจะทำยังไงดี ]

               1. โกรธ! และด่าไอ้เด็กเวร อ๊ะ! แต่เราเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แล้วตอนนี้ก็ดูเหมือนจะมีสายตาใครต่อใครกำลังมองดูว่าเราจะทำยังไงต่อเสียด้วยสิ

               2. ยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความใจดี…และใจเย็น ฮึ่ม! กรอด...จากนั้นก็ทนนั่งรถต่อไป เหลืออีกแค่สองป้ายเท่านั้นเองน่า แต่ตอนนี้ไอ้ที่เปรอะกางเกง มันเริ่มย้อยยืดเข้าไปที่กุงเกงในแล้วง่า...ทั้งเขรอะทั้งเหนียวที่ช้างน้อย แปร๋น ๆๆ

               3. ลงจากรถดีกว่า กลับบ้านที่ตอนนี้ยังห่างแค่ป้ายรถเมล์เดียวเพื่อเปลี่ยนกางเกง แต่ไปสายแน่ ๆ ไอ้คุณสารวัตรสวดยับร้อยเปอร์เซ็นต์...แต่ขืนไม่เลือกข้อนี้ ช้างน้อยจะกลายเป็นช้างเน่า!

 

               สุดท้ายแสวงก็ตัดสินใจยิ้มแห้ง ๆ ให้กับเด็กและรีบลงจากรถไปโดยไม่ด่าว่าสักคำ จ่าตำรวจวิ่งกลับบ้านด้วยความทุลักทุเล ทั้งเหนื่อยทั้งเหนอะหนะแถมยังเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอันเป็นธรรมดาของเสื้อผ้าที่เปื้อนเปรอะด้วยอาเจียน

               ...

               ...

               “จ่าแสวง เดี๋ยวมาพบผมในห้องหน่อย” สารวัตรเดินออกมาเรียกทันทีที่ก้นของจ่าร่างอ้วนสัมผัสกับเบาะรองเก้าอี้

               “ครับ สารวัตร” นายจ่าลุกขึ้นยืนทำความเคารพทันทีที่เห็นผู้บังคับบัญชา แต่สารวัตรหาได้ใส่ใจหรือตอบรับการทำความเคารพ สารวัตรพูดเสร็จก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน

               “พี่แหวง เอาตัวรอดให้ได้นะพี่” นายตำรวจรุ่นน้องที่นั่งโต๊ะติดกันกระซิบด้วยความเป็นห่วง ด้วยเขารู้ว่าจ่าแหวง หรือ แสวง พูลพรั่งทรัพย์ผู้นี้โดนสารวัตรเพ่งเล็งมาตั้งนานแล้ว ทั้งเรื่องที่มาสายเป็นประจำ แถมยังไม่เคยมีผลงาน ก็ขนาดเดินตรวจท้องที่อยู่ดี ๆ โจรวิ่งราวต่อหน้ายังทำอะไรไม่ถูก ไล่จับก็ไม่ทัน พอให้มาทำงานเอกสารก็ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ผิดถูกไปหมด

               “เออ ขอบใจว่ะ แต่ไม่เป็นไรมั้ง สารวัตรแกคงมีธุระน่ะ” จ่าแหวงทำใจดีสู้เสือ ทว่าเหงื่อที่ออกทั่วตัวมันฟ้องถึงหัวใจที่กำลังสั่นไหว

 

               ในห้องทำงานของสารวัตร นายตำรวจผู้บังคับบัญชากำลังนั่งเคาะปากกากับโต๊ะ เขาหยุดเคาะทันทีที่เห็นหน้าอ้วน ๆ ของแสวง พูลพรั่งทรัพย์โผล่เข้ามา

               “เชิญนั่ง จ่าแสวง” เสียงเรียบ ๆ จากสารวัตรที่มีวัยวุฒิอ่อนกว่า

               “ครับ เอ่อ...สารวัตรมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ” แสวงถามหลังจากที่ประคองร่างอวบอ้วนลงบนเก้าอี้แคบ ๆ ที่มีพนักแขนสองข้างอันเกะกะสำหรับคนตัวใหญ่

               “อืมมม...จะว่ายังไงดีล่ะ ผมเป็นคนพูดตรงนะ” ประกายตาคมปลาบมองแสวงตั้งแต่หัวจรดเท้า เล่นเอานายจ่ากลืนน้ำลายแทบไม่ลง

               “จ่ารู้ไหมว่า...จ่าน่ะไม่เหมาะกับการเป็นตำรวจเลยสักนิด” นั่นเป็นคำพูดที่เหมือนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะของนายตำรวจผู้ซึ่งมีทั้งลูกและเมียให้ดูแล

               “ทำ...ทำไมล่ะครับ” จ่าถาม ทั้งที่จริง ๆ แล้วตัวเขาก็พอรู้ตัวอยู่ แต่จะให้ยอมรับทันทีก็คงทำใจไม่ได้

               “ยังไงดีล่ะ งั้นจะพูดตรง ๆ ให้ฟังก็ได้”

               “จ่าแสวง คุณน่ะไม่มีผลงานเลยสักนิด มาก็สายประจำ อ้วนก็อ้วน วิ่งไล่จับผู้ร้ายก็ไม่ทัน ขนาดโจรวิ่งราวอยู่ตรงหน้ายังทำอะไรไม่ถูก แล้วอย่างนี้จะว่าเหมาะกับการเป็นตำรวจได้ยังไง”

               “พอย้ายมาทำงานเอกสาร ก็มั่วไปหมด โง่ชะมัด!” ท้ายประโยคฟังยังไงก็เป็นคำด่าชัด ๆ

 

               [ ไอ้สารวัตรเด็ก มาถึงก็ด่าเอา ๆ ตูอาบน้ำร้อนมาก่อนนะเฟ้ย ทำไมไม่พูดกันดี ๆ ฟะ ] แม้บางประโยคบางข้อความนั้นจะเป็นอย่างที่ผู้บังคับบัญชาพูดแต่ถึงกระนั้นในใจก็ยากที่จะยอมรับคำกล่าวหา

               [ งั้นเราจะทำอย่างไรต่อ ]

  1. ชกหน้าสารวัตรมันเสียเดี๋ยวนี้ แล้วลาออกซะ ให้มันสะใจ!...ว่าแต่ตูจะติดคุกไหมนี่
  2. เชลียร์เลยครับเชลียร์...รับรองรอดแน่ แผลบ ๆ
  3. ครับ ๆ ไปก่อน แล้วลองปรับตัวอีกสักตั้ง ถ้าไม่สำเร็จ ค่อยกลับมาดูข้อหนึ่งกับข้อสองเมื่อกี้ใหม่

 

“ครับผม ยังไงผมจะลองปรับปรุงตัวนะครับ” จ่าแหวงเลือกข้อสาม

“เอางั้นก็ได้ ลองปรับปรุงตัวล่ะกัน ส่วนวันนี้คุณไปลางานหยุดเสีย ลองกลับบ้านไปทบทวนดู” ผู้บังคับบัญชาบอกก่อนจะโบกมือไล่จ่าแสวงให้ออกไปได้

 

               “เป็นไงมั่งพี่” ลูกน้องคนเดิมปราดเข้าถามทันทีที่เห็นจ่าตำรวจพาร่างอวบอั๋นออกจากห้องทำงานของสารวัตร

               “ปะ... เปล่า ไม่มีอะไรหรอก  เออ...เดี๋ยวพี่ขอลาหยุดวันนี้หนึ่งวันนะ” ว่าแล้วนายจ่าตำรวจก็รีบเก็บของลงกระเป๋าแล้วเดินออกไปโดยไม่ตอบคำถามของเพื่อนร่วมสถานี

 

               แม้จ่าแสวงจะเดินผ่านผู้คนมากมายในบริเวณตลาดที่ตอนนี้ครึกครื้นเนื่องจากเป็นเวลาใกล้พักเที่ยง ทว่าในใจของตำรวจตกยากหาได้ครื้นเครงไปกับบรรยากาศไม่ ด้วยเพราะกระแสความคิดของเขากำลังวนเวียนอยู่ที่อนาคตและปากท้องของลูกเมีย หากต้องตกงาน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร

               แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเขาเองที่ไม่สามารถสร้างผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน และก็ถูกอย่างที่สารวัตรว่า ‘น้ำหนักตัว’ ของเขาเป็นอุปสรรคต่อการทำงานมากพอควร เพราะถ้าหากสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมากกว่านี้ โจรวิ่งราวเมื่อปีกลายคงไม่รอดจากการจับกุม

               แต่นี่ ... เพียงแค่ไล่ตามไปไม่ถึงสองสามนาที เขาก็นั่งหอบแล้ว!

               จ่าตำรวจตัดสินใจที่จะทำงานให้ดีมากกว่าเดิม อย่างน้อยงานเอกสารที่เขาทำผิด ๆ ถูก ๆ อยู่เป็นประจำนั้นก็ควรปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อจะได้รอดจากการตกงาน

 

               “ช่วยด้วย!” เสียงหนึ่งตะโกน ไม่ห่างจากจุดที่จ่าแหวงยืนอยู่

               “ช่วยด้วยค่ะ! โจรขโมยทอง!” เสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นอีก ต้นเสียงอยู่ที่ร้านทองกิมเหลงที่นายตำรวจพึ่งจะเดินผ่าน

               แสวง พูลพรั่งทรัพย์หันไปมองทันที...แต่ในขณะเดียวกัน จ่าตำรวจก็รู้สึกว่าคนแถวนั้นที่ได้รับทราบเหตุการณ์พร้อม ๆ กัน

               ทุกคนหันมามองเขา...ผู้อยู่ในเครื่องแบบตำรวจ!

               ที่หน้าร้านทองปรากฏร่างชายวัยรุ่นท่าทางขี้ยาวิ่งพรวดออกมา ในมือมีสร้อยทองที่บัดนี้เปลี่ยนสภาพเป็น ‘ของกลาง’ อยู่สองสามเส้น

               จุดที่จ่าแสวงยืนอยู่กับที่เกิดเหตุนั้นห่างกันเพียงแค่ไม่กี่ก้าว!

               และดูเหมือนเจ้าขี้ยาจะไม่มีพรรคพวกที่ประมาณว่าติดเครื่องรถจักรยานยนต์รอไว้แต่อย่างใด สังเกตได้จากการพยายามวิ่งหนีไปทางตลาดเพื่อปะปนกับคนเดินถนนที่มีอยู่ค่อนข้างมาก

 

               [ ตายละวา!…ทำยังไงดี? ]

  1. บอกกับทุกคนว่าเราออกเวรแล้ว มนุษย์ที่ไหนจะไปทำงานได้ตลอดทุกวัน ใคร ๆ ก็ต้องมีวันหยุด ถ้าบอกอย่างนี้ทุกคนก็ต้องเข้าใจเราแน่ ๆ
  2. วิ่งตามขี้ยานั่นไป แต่ไม่ทันชัวร์ แล้วผลลัพธ์ก็จะซ้ำรอยกับเมื่อปีก่อน
  3. ชักปืนออกมายิง!...ขณะที่คิดถึงทางเลือกนี้ สายตาก็มองเห็นผู้คนที่พร้อมจะโดนลูกหลงเดินอยู่ขวักไขว่มากมายในบริเวณนั้น
  4. วิทยุเรียกเพื่อนมาช่วยกันจับ
  5. ไม่ใช่คร้าบ! ผมไม่ใช่ตำรวจ นี่คอสเพลย์ต่างหาก...แบบว่าชอบแต่งตัวเป็นคนในเครื่องแบบง่ะ

“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือปลุกจ่าแสวงให้กลับสู่โลกของความเป็นจริง

บัดนี้ทุกสายตาพุ่งเป้ามาที่นายตำรวจอย่างชัดแจ้ง

               [ เอาก็เอาวะ ] จ่าผู้เป็นความหวังหนึ่งเดียวตัดสินใจ เขาวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับใช้มือคลำข้างเอวที่มีวิทยุเหน็บอยู่

               ทว่ามือนั้นก็ผ่านเลยวิทยุไป...เลยไปยังวัตถุสีดำที่เสียบอยู่ในซอง

               ปืนพกจุดสามแปด!

            ข้อสาม...ชักปืนออกมายิง!

บัดนี้ปืนถูกเตรียมขึ้นในมือพร้อมกับปลดเซฟตี้ล็อก หลายคนวี้ดว้ายเมื่อได้เห็นการตัดสินใจของตำรวจไทยแลนด์แดนสยาม

               เบื้องหน้านั้น ขี้ยาหนุ่มวิ่งฝ่าฝูงชน แม้จะห่างจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่ถึงสิบเมตรแต่การจะวิ่งตามไปนั้นทำได้ยากยิ่ง เหตุหนึ่งเนื่องเพราะผู้คนที่ออกมารับประทานอาหารยามเที่ยงเริ่มหนาตามากขึ้น

               มีทางเดียวคือ...ใช้ปืนยิง!

               ปืนถือกระชับมั่นในมือ เสี้ยวเวลานี้คือการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หากทำไปแล้วจะไม่มีการถอยหลังอีก

               “อย่า! เดี๋ยวโดนคนอื่น!” ใครสักคนตะโกนแต่นั่นไม่อาจสั่นคลอนจิตใจของจ่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้

               ผลงาน! มันเป็นเวลาของการสร้างผลงาน!

               ปืนถูกเล็งไปที่แผ่นหลังของหัวขโมยกลางฝูงชนที่ส่วนมากยังไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น คนที่เห็นเหตุการณ์หลายคนอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

               ศูนย์ปืนที่ตอนแรกจับที่กลางแผ่นหลังของเป้าหมายค่อย ๆ แหงนเลยขึ้นยังศีรษะ...ก่อนที่จะเลยสูงขึ้นไปยังทิศด้านบน

               เปรี้ยง!

จุดสามแปดดังกึกก้อง วิถีกระสุนถูกปล่อยไปบนฟ้า

               แม้จะอยากสร้างผลงานแต่ แสวง พูลพรั่งทรัพย์ก็ไม่บ้าพอที่จะเสี่ยงชีวิตของผู้บริสุทธิ์คนอื่น  

               ทันทีที่กัมปนาทปืนระเบิดขึ้น ทั่วบริเวณก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องพร้อมกับทุกคนที่ทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นตามสัญชาตญาณ

               ดังนั้นที่นี่...ตอนนี้ จึงมีเพียงสองคนที่ยืนอยู่โดยไม่หมอบราบกับพื้น

            โจร และ ตำรวจ!

            นี่แหละคือแผนของจ่าแหวง ตอนนี้ไม่มีใครบังวิถีกระสุนอีกต่อไปและดูเหมือนหัวขโมยสิ้นคิดจะรู้ตัวดีถึงหยุดไม่ยอมขยับตัวไปไหน ระยะแค่นี้ถึงจะอ้วนใหญ่ยังไงก็เข้าไปจับได้ทันท่วงทีแน่

               แสวง พูลพรั่งทรัพย์ยิ้มยืดภูมิใจ จริง ๆ แผนนี้เขาคิดได้มานานแล้ว คิดวางแผนด้วยความเจ็บใจจากการพลาดจับขโมยวิ่งราวเมื่อปีก่อน ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าจะได้ใช้แผนในตอนนี้ เขายิ้มอย่างดีใจเมื่อก้าวไปถึง ‘ผลงาน’ ที่ทำได้ จ่าแหวงจับขี้ยาใส่กุญแจมือก่อนที่จะเก็บปืนลงซองข้างเอว

                “เฮ!” เสียงไทยมุงที่ตั้งสติได้เฮลั่น

               “สุดยอดครับ คุณตำรวจ”  เสียงชื่นชมจากใครสักคน

               “เก่งจริง ๆ”  เสียงสาว ๆ กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่

“โอ้โห...แน่ไปเลยครับ เด็ดมากผู้กอง” ใครก็ไม่รู้มาเลื่อนยศให้

[ นี่แหละผลของการตั้งใจ ] นายจ่ายืดอกยกไหล่ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ผลงานมีแล้วเฟ้ย ไอ้สารวัตรไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม

 

กริ๊งงงงงงงงงงงง!

ฉับพลันนั้น! เสียงกริ่งดังยาว จากบริเวณใกล้ ๆ?

               “ช่วย...ช่วยด้วยค่ะ ” ตามด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

               เมื่อฮีโร่หมาด ๆ หันไปทางต้นเสียง หญิงสาวผู้หนึ่งที่บริเวณหน้าผากมีแผลแตกเลือดอาบเป็นทาง การแต่งกายเหมือนแบบฟอร์มพนักงานที่ไหนสักที่

               “เกิดอะไรขึ้นครับ” ตำรวจผู้ผดุงความดีก้าวเท้าไปหาทันที ส่วนขี้ยาที่จับล็อกกุญแจได้นั้นฝากไว้กับกลุ่มไทยมุง

               “ธนาคารค่ะ” พลางชี้มือไปยังธนาคารที่อยู่ถัดไป สังหรณ์ในใจตงิด ๆ

               “ธนาคาร? ธนาคารทำไมครับ”

               “โจรปล้นธนาคารค่ะ!” คำตอบเหมือนสายฟ้าที่ผ่าเข้ากลางศีรษะ

               “ไม่เป็นไรครับ ที่นี่มีตำรวจเก่ง ๆ อยู่” หนึ่งในบรรดาไทยมุงพูดขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม

               “ใช่ ๆ” เสียงตอบรับจากหลาย ๆ คนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่

               [ เฮ้ย ๆ ขี้ยาวิ่งราวกับโจรปล้นธนาคารนั่นมันคนละเรื่องกันเลยนะเฟ้ย ] จ่าตำรวจแสวงพยายามเกร็งขาไว้ไม่ให้สั่นพั่บ ๆ จนดูน่าเกลียด

               “ลูกพี่เข้าไปลุยกับมันเลย” ใครไม่รู้ยุขึ้นมา หันไปดู โธ่! ไอ้เวรขี้ยาน่ะเอง สงสัยจะหาทางแก้แค้น

 

               [ ทำยังไงดี...ว้าเว้ย? ]

  1. บอกให้ทุกคนเข้าใจว่าผมออกเวรแล้วคร้าบ
  2. เนียนว่าจะไปส่งขี้ยาวิ่งราวที่โรงพัก...เออ เข้าทีแฮะ
  3. เข้าไปดวลกะโจรข้างใน...พระรอดก็ไม่ได้ใส่ แถมตัวใหญ่อุ้ยอ้ายล่อเป้าอีกต่างหาก
  4.  วิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ดื้อ ๆ...แล้วจะมีคนวิ่งไล่ตูไหมนี่

[ เอาน่ะ เลือกข้อสองไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยวิทยุเรียกคนอื่นมาจัดการ ] ในที่สุดจ่าร่างอ้วนก็

ตัดสินใจเด็ดขาด เขาเลือกผลงานเล็ก ๆ ดีกว่าผลงานใหญ่ที่เผลอ ๆ อาจจะได้เลื่อนยศทีเดียวสิบขั้นแถมด้วยลูกตะกั่วไปเป็นของขวัญที่ยมโลก

               “คุณตำรวจลุยเข้าไปเลยครับ ผมโทรแจ้ง 191 แล้ว เดี๋ยวขี้ยานี่ฝากไว้กับพวกผมก็ได้” นั่นใครกันฟะดันเสนอความคิดแย่ ๆ นี้ออกมา

               “เอาเลยครับ...เอาเลย ๆๆ” ทีนี้บรรดาประชาชนคนไทยมุงทั้งหลายต่างพากันเชียร์จ่าตำรวจซูเปอร์ฮีโร่กันใหญ่

               [ เอา...เอาไงดี ] จ่าแหวงของเราเหงื่อแตกพลั่ก จะปฏิเสธตอนนี้ก็ใช่ที่

               “คือ...คือว่า ” จ่าตำรวจพยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุด อย่างน้อย ๆ เดี๋ยวกำลังตำรวจก็จะมาถึงแล้ว

               “ไปเลยครับผู้หมวด” ใครไม่รู้เพิ่มยศให้พร้อมกับรุนหลังไปที่หน้าธนาคาร

               [ นี่เราทำอะไรอยู่ฟะ ] แสวง พูลพรั่งทรัพย์นึกในใจขณะที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าธนาคาร บรรดาไทยมุงรวมถึงคนที่ดันหลังนายตำรวจฮีโร่ตอนนี้ถอยไปยืนเชียร์ในที่หลบกำบัง

               ตำรวจยศจ่าเหลียวกลับไปทางไทยมุงอีกครั้ง จ่าแหวงเห็นแววตาของบรรดาคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ ประมาณว่ากำลังจะได้เห็นฮีโร่ของเขาปราบเหล่าร้ายยังไงยังงั้น

               [ ยังงี้ก็ถอยไม่ได้สิฟะนั่น ] ว่าแล้วจึงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะผลักประตูธนาคารเข้าไป

               “หยุดนะนี่เจ้าหน้าที่ตำ...” จ่าแหวงพรวดเข้าไปพร้อมปืนในมือ เขาตะโกนก้องแบบเดียวกับที่เคยเห็นในภาพยนตร์ ทว่าจ่าของเราพูดได้ไม่ทันจบประโยค

               ปากกระบอกปืนกำลังจ่อตรงหน้า!

               คนร้ายมีสองคน คนแรกสวมหมวกไอ้โม่งถือปืนสั้น ส่วนอีกคนสวมไอ้โม่งเหมือนกันแต่ไม่เห็นลูกตาเพราะพรางไว้ด้วยแว่นสีดำ ไอ้คนนี้ถือปืนลูกซองยาว!

               “ตำรวจมาว่ะพี่” โจรปืนสั้นหันไปคุยกับโจรลูกซอง

               “มาคนเดียวทำอะไรได้วะ ดูสิแม่ง ขาสั่นพั่บ ๆ...เอ้ามึงไปยึดปืนมันมา” ลูกพี่โจรสั่งลูกน้องให้เข้ามาปลดอาวุธประจำกาย โดยแม้จะคุยกับลูกน้อง ทว่าปลายกระบอกลูกซองยังจับจ้องอยู่ที่ทรวงอกของจ่าแหวงตลอดเวลา

 

               [ ถ้าโดนยึดปืนไปก็จบกัน ทำไงดี ๆ ]

  1. ยอม ๆ มันไปเถอะ เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว อะจึ๋ย! นั่นยามธนาคารนี่นา นอนจมกองเลือด! ตายรึยังฟะ...เฮ้ อย่างนี้มันจะปล่อยตูไปไหมนี่?
  2. ขัดขืนเลย! ยังไงก็สู้แค่ตาย...แต่นั่นคือทางเลือกสุดท้าย
  3. ยอมไปก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีอีกครั้ง

[ เอาวะ ข้อสามไปก่อน คอยดูท่าทีมัน ] ในที่สุดอาวุธของจ่าตำรวจก็ตกไปอยู่ในมือของ

คนร้ายจนได้

               “มึงเฝ้าตำรวจกับตัวประกันนี่ไป เดี๋ยวกูจะไปขนเงิน” ลูกพี่โจรสะพายปืนยาวขึ้นบ่าพร้อมกับเดินไปหยิบถุง ตอนนี้โจรลูกน้องเก็บปืนสั้นของตัวเองเข้าที่ข้างเอวและใช้ปืนประจำกายของจ่าแหวงเป็นอาวุธแทน

               [ ตอนนี้ล่ะ ] จ่าพระเอกนึกแผนเด็ดได้ในพริบตา ถ้าจะลงมือก็มีแค่ตอนนี้เท่านั้น!...สิ่งที่จ่าตำรวจ แสวง พูลพรั่งทรัพย์นึกได้ก็คือปืนของเขานั้นปกติแล้วนัดแรกที่ใส่จะเป็นกระสุนเปล่า ซึ่งนั่นเป็นมาตรการป้องกันอุบัติเหตุจากการเกิดปืนลั่นซึ่งคนที่เป็นตำรวจคุ้นเคยดี

               แต่โจรอาจจะไม่รู้!

 

               [ ลุยเลยดีไหม ]

  1. ลุยเลย! มีจังหวะแค่ตอนนี้เท่านั้น จัดการลูกน้องก่อน แย่งปืนคืนมาแล้วค่อยจัดการโจรลูกพี่ที่ตอนนี้ประมาทสะพายปืนยาวไว้ที่บ่า
  2.  เอาไว้วันหลังล่ะกัน เรื่องเสี่ยงน่ะขอเถอะ
  3. ไปนั่งกับตัวประกันอื่น ๆ แล้วฟอร์มเป็นหลับ
  4. แกล้งบ้า

จ่าแสวงสั่นศีรษะด้วยความคิดทางเลือกเพี้ยน ๆ เริ่มเข้ามารบกวน และนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โจรลูกน้องเบนสายตาไปดูตัวประกันคนอื่น

               “ย้าก!” จ่าตำรวจร้องตะโกนพร้อมกับโถมร่างไปยังเป้าหมาย

               “เฮ้ย! อะไรวะ?” ลูกน้องโจรตกใจเมื่อหันกลับมาเห็นร่างยักษ์ของนายตำรวจพุ่งเข้ามาใกล้ แต่กระนั้นปืนสั้นจุดสามแปดก็หันมาทางจ่าแหวง

               [ ยิงเลยเฟ้ย! นัดแรกกระสุนเปล่าว่ะ ] จ่าพระเอกไม่สนใจตรงรี่เข้าหาโจรร้าย

               เปรี้ยง!

               ความรู้สึกของจ่าแหวงคล้ายมีอะไรพุ่งเฉียดแก้มไปนิดเดียว...นั่นคงเป็นอุปทานของมนุษย์ที่เมื่อเห็นการยิงปืนก็ต้องคิดไปว่ามีลูกออกมาเสมอไป

               พล่อก!

               หมัดของจ่าตำรวจหวดเข้าที่ปลายคางของไอ้โม่งเต็มรัก ด้วยน้ำหนักตัวบวกกับแรงพุ่งทำให้พลังหมัดเพิ่มทวีคูณจนเกือบถึงระดับเฮฟวี่เวทเล่นเอาโจรปล้นธนาคารถึงกับสลบเหมือดกลางอากาศ

               ปืนสั้นหลุดกระเด็นออกจากมือไถลเข้าไปอยู่ใต้เคาน์เตอร์ธนาคาร !?

               “ชิบเป๋ง! ปืนตู!” ใจหายวาบ แผนการที่จะเอาปืนมาสู้ต่อพังทลาย

               “เฮ้ย! มึงทำอะไรวะ?” โจรลูกพี่ตะโกนด้วยความโกรธแกมตกใจ มันคิดไม่ถึงว่าจะมีใครหาญต่อกร โจรร้ายพยายามปลดปืนยาวจากบ่ามาสู่มือ

               [ แย่แล้ว...ไม่ทัน! มุดโต๊ะยังไงก็ไม่ทัน จะก้มไปหยิบปืนข้างเอวของไอ้โจรที่สลบไปแล้วก็ไม่ทันแน่ ๆ ] นั่นเป็นวาบความคิดที่รู้ถึงชะตากรรมของตน

               บัดนี้ปืนลูกซองถูกปลดพร้อมอยู่ในมือของโจรร้าย!

               “ไอ้ตำรวจงี่เง่า!” เสียงคำรามจากลูกพี่โจร ปากกระบอกหันมาทางหน้าอกของจ่าแสวง

               โพละ!

               เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่โจรลูกพี่ล้มฮวบลงทันที

               แจกันดอกไม้ใบเขื่องที่มีไว้ประดับธนาคารลอยมาจากทิศทางของกลุ่มตัวประกัน และมันก็แม่นพอที่จะตกลงบนศีรษะของโจรชั่ว

               ทันทีที่โจรร้ายทรุดลง เหล่าตัวประกันชายหญิงก็ดูจะรู้หน้าที่ ทั้งหมดพากันฮือออกมาด้วยความแค้น ทันทีที่ยื้อแย่งอาวุธจากมือโจรร้ายได้...รายการสหบาทาก็เริ่มขึ้น

 

               “คุณตำรวจใจกล้ามากเลยค่ะ” พนักงานธนาคารสาวสวยวิ่งเข้ามาหาจ่าแหวง แววตาของเธอปลาบปลื้มเป็นประกายไม่ต่างจากไทยมุงข้างนอกสักเท่าไร

               “นิดหน่อยน่ะครับ” จ่าตำรวจเผลอตอบไปแบบเก็กเสียงหล่อ

               “เท่ห์มากเลยนะคะ วิ่งสวนกระสุนปืน ดีที่ไม่โดน เฉียดไปแค่นิดเดียว” สาวแบ็งค์อีกคนเข้ามาสมทบ ตอนนี้ไทยมุงหลายคนเริ่มเข้ามารุมล้อมมากขึ้น

               “แหม...ไม่หรอกครับ” แสวง พูลพรั่งทรัพย์รู้สึกอายนิด ๆ เขารู้ดีว่าอันที่จริงนัดแรกไม่ใช่มีกระสุน

               “ดูสิคะ กระสุนที่เฉียดไปน่ะ โดนนาฬิกาพังเลย” สาวพนักงานธนาคารคนเดิมพูดพลางชี้ไปทางซากนาฬิกาที่หล่นลงมาพังยับอยู่กับพื้น

               “ไม่หรอกครับ...หา! เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?” จ่าแหวงสะดุ้งเมื่อได้ยินว่านาฬิกาโดนกระสุนจนพัง

               “อ๋อ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ นาฬิกาพังแค่เรือนเดียว ช่างมันเถอะค่ะ...ว่าแต่เมื่อกี้ใครกันนะขว้างแจกันมาได้จังหวะพอดี” ประโยคหลังดูเหมือนสาวธนาคารจะพูดกับตัวเอง ทว่าจ่าแหวงหูอื้อไปเสียแล้ว

               [ ปืนมีลูก!? มีได้ยังไง ก็...ก็นัดแรก? ]

               [ เฮ้ย! คิดออกแล้ว! ]

               [ นัดแรกตูยิงขึ้นฟ้าไปแล้วนี่หว่า!? งั้นเมื่อกี้...เมื่อกี้...คร่อก! ] คิดได้ถึงตอนนี้ตำรวจผู้เป็นฮีโร่ถึงกับหน้ามืดเป็นลมไปดื้อ ๆ

               “ว้าย! คุณตำรวจเป็นลม” พนักงานสาวพากันกุลีกุจอแย่งกันปฐมพยาบาลบีบนวดนายตำรวจผู้สร้างผลงานชิ้นเยี่ยม

 

ที่มุมหนึ่งของธนาคาร...ทิศทางเดียวกับที่แจกันลอยมาปรากฏร่างของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายผู้หนึ่ง เธอเดินหลีกบรรดาไทยมุงเพื่อที่จะออกจากเหตุการณ์วุ่นวายในธนาคาร

               ก่อนที่สาวน้อยจะเดินออกทางประตูหน้า ธเรษตรีแวะหันไปมองตำรวจร่างอ้วนที่กำลังเป็นขวัญใจให้กับทุกคนในที่นี้

               “เป็นการตอบแทนที่ช่วยหนูจากพวกรีดไถในวันนั้น แต่อันที่จริงเป็นเพราะความกล้าหาญของคุณตำรวจด้วย”

               “ถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจะเกิดขึ้นตามคำทำนายของหนู...แต่คนที่ทำให้มันเกิด  คนที่ตัดสินใจเลือกทางชีวิตก็คือคุณตำรวจเองนั่นแหละค่ะ”

 

               ธเรษตรียิ้มเยือกเย็น ก่อนหน้านี้มีอยู่สองครั้งที่เธอไปปรากฏกายในที่เกิดเหตุ หนึ่งคือโรงพยาบาลที่มีการตกตึกของนักกีฬาวอลเลย์บอล กับอีกแห่งก็คือการวางแผนฆาตกรรมสามีผู้จัดการโรงแรมกับประชาสัมพันธ์สาวชู้รัก

               นักทำนายสาวรู้แล้วว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมในทั้งสองเหตุการณ์...ทว่าสองครานั้นเธอไม่ได้เป็นคนบังคับร่างเนื้อ หากแต่เป็นร่างชุดดำที่มีใบหน้าเหมือนกับเธอราวฝาแฝดต่างหากที่พา ‘ตัวเธอ’ ไป

               แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เช่นคราวก่อน ภาพเหตุการณ์ล่วงหน้าของการปล้นธนาคารที่รับรู้ในความฝันจึงทำให้ธเรษตรีเดินทางมายังที่เกิดเหตุในวันนี้...ในสติที่สมบูรณ์ เธอช่วยเหลือจ่าตำรวจด้วยการขว้างแจกันเท่านั้น หาใช่การแทรกคลื่นจิตเข้าสู่สมองดังเช่นในสองเหตุการณ์แรก ซึ่งนั่นเป็นการกระทำของ ‘ตัวเธออีกคน’... ธเรษตรีในชุดคลุมสีดำ

และถึงตอนนี้แม้เด็กสาวจะรู้สึกไม่ดีต่อมนุษย์จากการสัมผัสจากความทรงจำที่หวนคืน อีกทั้งยังสามารถรับรู้ ‘ความมืดในใจ’ จากพรสวรรค์ที่ตื่นขึ้น...ดังนั้นเธอจึงไม่คิดอยากช่วยเหลือมนุษย์คนไหนอีกหากไม่จำเป็น

               ทว่านายตำรวจผู้นี้ แม้เขาจะยังมีจิตใจที่สับสน ทว่าธเรษตรียังสามารถรู้สึกถึง ‘ความดี’ ที่ตกตะกอนแฝงอยู่ในตัว เด็กสาวรับรู้ได้จากเสียงในใจที่ได้ยินขณะทำการทำนายในคืนก่อน

               เช่นนั้นแล้วก็อาจคุ้มค่าหากจะลองช่วยคุณตำรวจที่พยายามเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ธเรษตรีก้าวพ้นประตูธนาคาร ใช่แล้ว! มนุษย์ทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลาทั้งในแง่ที่ดีขึ้นหรือในแง่ที่เสื่อมลง นายตำรวจผู้นั้นก็เช่นกัน…ความรับผิดชอบในฐานะตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำให้เขาตัดสินใจเลือกหนทางที่สามารถก้าวเดินต่อไป

นักพยากรณ์ผู้สร้างลำนำ ‘บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์’ หันไปมองบรรดาสื่อมวลชนที่กำลังเข้าไปรุมล้อมจ่าแสวงคนเก่ง นายตำรวจผู้เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น เด็กสาวยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะเดินออกจากธนาคาร

ทว่าธเรษตรีจะรู้ตัวหรือไม่หนอ…ว่าบัดนี้ตัวเธอเองก็เกิดความเปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน

ความรู้สึกและมุมมองที่มีต่อ ‘มนุษย์’!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น