อัปเดตล่าสุด 2020-08-20 09:13:52

ตอนที่ 16 บทแห่งความตาย (Death)

ตัวแทนยมทูตไซร้                        ไพ่ที่ สิบสาม

พึงเลี่ยงระวังมี                            เหตุร้าย

อุบัติเหตุถึงชี                              วิตอาจ ดับสูญ

ตั้งมั่นระลึกไว้                             อย่าได้ชะล่าใจ

 

มรณะกาลเข้าใกล้                        ชีวา

เตรียมจิตเข้มแข็งกล้า                  อย่าท้อ

สิบสามคร่าวิญญา                        ร้ายไม่ เหลือทน

แปลกลับอีกสักข้อ                        ‘เริ่มต้น’ คือนัย




 

บทแห่งความตาย (Death)

              

               ในความมืดอนธการแห่งฝันร้าย นักพยากรณ์แห่งไพ่ทาโรต์รับรู้ถึงสภาวะของตัวเองที่ถูกกระชากออกจากห้องโดยสารของรถยนต์ที่พลิกคว่ำ เด็กสาวกลิ้งกระแทกไม่รู้กี่ครั้งกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดแข็ง และแม้จะพยายามรั้งสติเอาไว้ ทว่าสุดท้ายเธอก็สลบไสล...และนี่คือภาพสุดท้ายในความฝันครั้งก่อนหน้า มันคือภาพชายหญิงสามคนที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาตัวเธอ

               ...

               เด็กสาวไม่แน่ใจว่าตัวเองหมดสติไปนานเท่าไร รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มีใครบางคนพยายามแกะนิ้วเพื่อดึงสิ่งที่เธอถือไว้ให้ออกจากมือ

               “ไม่มีสักอย่าง...เอ๊ะ แต่มือกำอะไรอยู่ไม่รู้” ใครคนหนึ่งพูด ธเรษตรีพยายามลืมตามอง ทว่าเปลือกตากลับหนักอึ้งจนไม่สามารถเปิดได้ เรี่ยวแรงทั่วร่างกำลังสูญสิ้น

               “อึ๊บ ๆ เอาไม่ออกแฮะ กำแน่นเลย” เจ้าของเสียงพยายามดึงสิ่งที่อยู่มือของธเรษตรี แต่ดูเหมือนมือที่ไร้การควบคุมจะเกร็งจับไว้แน่น

               “ของมีค่าหรือเปล่า?” แว่วเสียงอีกคน

               “เอ...ไม่ใช่นะ ดูเหมือนจะเป็นกล่องไพ่น่ะ ไร้สาระจริง ๆ จะตายอยู่แล้วยังกำของพวกนี้ซะแน่น” เป็นคำตอบของคนที่กำลังแกะนิ้วมือ ท่าทางเขาจะเลิกสนใจที่จะแกะมือของเธอแล้ว ธเรษตรีพยายามรวบรวมกำลังกายที่มีเพื่อส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

               “งั้นไปกันเถอะ” พวกเขากำลังจะไป?

               “เราแจ้งตำรวจหรือโรงพยาบาลดีไหมพี่” เป็นเสียงของผู้หญิง

               “แจ้งทำไม? ยังไงก็ตายอยู่ดี” เป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่เสียงฝีเท้าจะค่อย ๆ ห่างออกไป

               เสียงพูดคุยไกลออกไปทุกขณะ ในความคิดของธเรษตรี ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น…แต่เธอแน่ใจอย่างยิ่งว่าหากไม่สามารถลุกออกไปขอความช่วยเหลือ อันตรายจะต้องมาเยือนอย่างแน่นอน

               เด็กสาวจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อลุกขึ้นในทันที

               ได้ผล! เธอสามารถลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ! อีกทั้งกลุ่มชายหญิงยังเดินออกไปไม่ไกลนัก

               กลุ่มดังกล่าวมีกันสามคน ทั้งหมดกำลังเดินตรงไปทางรถยนต์ที่จอดตรงริมถนน

               ทว่า…ก่อนที่ธเรษตรีจะสืบเท้าเข้าไปถึงบุคคลทั้งสามนั้น

               เด็กสาวเห็นรถคันหนึ่งกลิ้งโค่โร่ยับเยินอยู่ข้างทาง…เป็นรถยนต์ที่คุ้นตามากเหลือเกิน?  

               รถนั่น!?…เป็นรถคันนั้นเป็นรถที่เธอนั่งมา? เป็นรถยนต์ที่ตัวเธอและครอบครัวนั่งกันมาตลอดทาง เป็นรถที่จะนำไปสู่จังหวัดเชียงรายอันเป็นจุดหมายปลายทาง!?

               [ พ่อ! แม่! พ่อกับแม่อยู่ที่ไหน? ] เป็นห้วงคำนึงแรกที่เด็กสาวนึกขึ้นได้ทันทีที่เห็นสภาพรถ

               จุดหมายที่จะวิ่งไปยังคนทั้งสามถูกเปลี่ยนทันควัน ธเรษตรีหันทิศทางไปทาง ‘ซาก’ ของรถยนต์ประจำครอบครัวในทันที

               “พ่อ! แม่!” เด็กสาวตะโกนลั่นด้วยหวังเสียงตอบรับจากบุพการี

               ทว่าสิ่งที่ตอบกลับ…คือความเงียบ!

               ไม่มีแม้เสียงครวญจากความเจ็บปวด!?

“พ่อจ๋า…แม่จ๋า!” ธเรษตรีร้องด้วยความกลัว…กลัวว่าสังหรณ์จะเป็นจริง!? หยาดน้ำปริ่มที่ขอบนัยน์ตาขณะที่พยายามวิ่งเข้าใกล้ซากรถ เด็กสาวรีบร้อนจนไม่ทันสังเกตว่ามือข้างหนึ่งนั้นยังกำวัตถุบางอย่างตั้งแต่ลุกขึ้นมาโดยไม่ยอมปล่อย  

               มันคือกล่องไพ่…กล่องที่ใช้ใส่สำรับไพ่ทาโรต์ !

               ช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ ธเรษตรีกำลังหยิบสำรับไพ่ทาโรต์ที่บังเอิญเก็บได้ที่โรงเรียน เด็กสาวตั้งใจที่จะทบทวนความหมายของไพ่แต่ละใบ เพื่อเวลาไปถึงเชียงรายแล้วจะไม่เสียฟอร์มเวลาตั้งตนเป็นแม่หมอนักทำนาย

               และสำหรับเรื่องของการดูหมอทำนายไพ่ มารดาเคยกล่าวกับเธอไว้ว่า

“แม่ว่าลูกฝนของแม่ดูแม่นนะ” ใช่แล้ว! คำกล่าวของมารดาเป็นเรื่องจริง!…ไม่มีครั้งใดเลยที่ธเรษตรีจะทำนายไม่ถูก! นับตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำนายด้วยไพ่ป๊อก ไพ่ทาโรต์ กระทั่งการเสี่ยงโยนหัวก้อย ทุกครั้งเธอจะทายได้ถูกต้องเสมอ!

หรือนั่นคือ ‘พรสวรรค์’

มันเป็นพรสวรรค์หรือคำสาปกันแน่? และเหตุใดจึงเกิดขึ้นกับสาววัยรุ่นเช่นตัวเธอ

หรือเพราะเธอคือ ‘ผู้ถูกเลือก’?

               “พ่อ! แม่! ตอบฝนด้วย!” ธเรษตรีเรียกเสียงลั่นเมื่อเข้าไปถึงซากรถ และในวินาทีเดียวกันกับที่ก้าวเท้าไปถึง

               หัวใจดวงน้อยก็หล่นวาบ

               ร่างของบุพการีในเบาะหน้าเต็มไปด้วยเลือด ทั้งคู่แน่นิ่งไม่ไหวติง!

               “ไม่นะ!” พ่อกับแม่จะตายงั้นหรือ? นั่นเป็นสิ่งที่สาวน้อยทำใจไม่ได้

               [ ไม่สิ! พ่อกับแม่อาจจะยังไม่ตาย บางทีอาจแค่สลบ!? เราต้องรีบขอความช่วยเหลือจากสามคนนั้น ] อีกครั้งที่ธเรษตรีหวนคิดถึงกลุ่มคนแปลกหน้า

               “พี่คะ ช่วยพ่อกับแม่หนูด้วย!” เด็กสาวเรียกเสียงดัง เธอตะโกนพร้อมกับวิ่งไปยังพวกเขา นั่นเพราะรู้ว่าแม้เพียงวินาทีเดียวก็มีค่าสำหรับชีวิตบุพการี

               ทว่าคนทั้งสามหาได้ตอบสนองต่อเสียงร้องเรียก? ทั้งหมดยังคงเดินคุยกันราวกับเด็กสาวไม่มีตัวตนอยู่ในโลก

               “พี่คะ! ช่วยพ่อแม่หนูด้วย” ธเรษตรีวิ่งไปรอบ ๆ คนทั้งสาม น้ำตาไหลนองหน้า เธอยกมือไหว้เพื่อขอความช่วยเหลือ

               คนทั้งสามยังคงไม่สนใจ?

               “พี่ว่ามันจะตายหรือยัง?” เสียงของผู้หญิงพูดขึ้น และนั่นทำให้ธเรษตรีต้องหยุดชะงัก

               “จะไปสนใจทำไม…ตาย ๆ ไปน่ะดีแล้ว ยังไม่ชินอีกเรอะงานอย่างนี้น่ะ” คำตอบของชายแปลกหน้าทำเอาเด็กสาวยิ่งงง

               “นั่นสิ รีบ ๆ ไปกันเถอะ เดี๋ยวตำรวจโผล่มาล่ะก็ซวยกันหมด” อีกคนพูดขณะที่ทั้งสามเดินไปถึงรถที่จอดอยู่

               “พี่คะ?” ธเรษตรีผู้สับสนพยายามคว้าที่แขนของหนึ่งในสาม พริบตาที่สัมผัส ภาพบางอย่างก็ปรากฏในห้วงมโนคติ

               มันเป็นภาพของถนนในป่าเขาแห่งนี้ ที่ถนนในระยะห่างออกไป เธอเห็นแสงไฟคู่หน้าของเก๋งคันหนึ่งกำลังแล่นตะบึงฝ่าความมืดตรงเข้ามา นักทำนายสามารถรับรู้ได้อย่างไม่ทราบเหตุว่าแสงไฟหน้ารถคันที่เห็นคือรถยนต์ที่พ่อ แม่และตัวเธอนั่ง

               ...หมายถึงว่าจินตภาพที่กำลังเห็นในตอนนี้ เป็นภาพความทรงจำของคนแปลกหน้าที่เธอได้สัมผัสตัวเขา?

               มันเป็นความทรงจำก่อนการเกิดอุบัติเหตุไม่ถึงหนึ่งนาที!

               แสงไฟสาดเข้าใกล้ทุกขณะ เจ้าของความทรงจำที่มองไปที่มือของเขาเอง...ในมือนั้นมีหินก้อนใหญ่!

               พุทธิปัญญาสว่างวาบ ธเรษตรีรู้โดยสัญชาตญาณว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

               “ไม่!” เด็กสาวกรีดร้อง

               ในภาพความทรงจำ...หินในมือของคนแปลกหน้าถูกขว้างออกไปสุดแรง เป้าหมายอยู่ที่กระจกหน้ารถที่ตะบึงเข้ามาใกล้

               ตูม!

               กัมปนาทดังสนั่น นักทำนายรีบปล่อยมือจากแขนของชายแปลกหน้ายังผลให้จินตภาพความทรงจำหลุดหายไป ทั้งสามยังคงเดินคุยกันอย่างไม่สนใจ ไม่รับรู้ว่ามีตัวเธอกำลังเดินอยู่ข้าง ๆ

               ‘ยังไม่ชินอีกเรอะงานอย่างนี้น่ะ’  ประโยคเมื่อครู่ดังก้องอยู่ในหู…ยังไม่ชิน? หมายถึงทำมาแล้วหลายครั้ง?

               ราวกับจิ๊กซอว์ทั้งหลายถูกเชื่อมเป็นหนึ่งเดียว จะมีอะไรที่มากไปกว่าการที่สามทรชนใช้หินปาเข้าใส่กระจกหน้ารถเพื่อก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

               หลังจากนั้นจึงเข้ามาปลดทรัพย์!

               “แก…แก! ไอ้ฆาตกร!” ธเรษตรีแผดเสียงลั่น ทว่าทั้งสามยังคงไม่สนใจ ทั้งหมดก้าวขึ้นรถเก๋งก่อนที่จะขับออกถนนราวกับไม่เคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

               วาบหนึ่งในความคิด…ทำไมพวกมันถึงปล่อยเธอไว้?

               พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์อีกทั้งยังเห็นหน้าค่าตาของมันอย่างชัดเจน…แล้วเหตุใดมันจึงปล่อยเธอให้มีชีวิตอยู่ต่อ

               ทำไมมันไม่ ‘เก็บ’ เธอซะ!?

               เสี้ยวสังหรณ์ทำให้ธเรษตรีหันหน้ากลับไปมองในทิศทางที่ก้าวผ่านมา

               สิ่งที่เห็นคือร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่ง … ร่างโชกเลือดนั้นกำกล่องไพ่ทาโรต์เอาไว้แน่น!? รูปร่างสำรับไพ่เหมือนกับที่เด็กสาวถืออยู่ในตอนนี้ทุกประการ

               ร่างที่นอนจมกองเลือดนั้น...

               คือตัวเธอ!

               “อะไรกัน? นี่มันอะไรกัน?” ธเรษตรีงุนงงยิ่ง ก็เธอยืนอยู่ตรงนี้

แล้วร่างที่เหมือนตัวเธอทุกกระเบียดนิ้วนั่นล่ะ?

หรือว่านั่นคือ ‘ร่างกาย’ ของเธอ…ส่วนที่ยืนอยู่ที่ตรงนี้ เวลานี้

คือวิญญาณ!?

 

“จำเหตุการณ์ทั้งหมดได้แล้วสินะ” เสียงหนึ่งดังข้าง ๆ ธเรษตรีสะดุ้งหันไปมอง

               ร่างในชุดดำยืนอยู่ประชิด แสงจันทร์ส่องให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุม…ให้ตายเถอะ! ใบหน้านั้นเหมือนกับเธอทุกกระเบียดนิ้ว

               “อย่างที่บอก ความทรงจำของเธอจะคืนกลับ...เพื่อการตัดสินชะตากรรมอย่างถูกต้อง หลังจากนี้เธอจะค่อย ๆ ระลึกฟื้นความทรงจำในชาติภพปัจจุบัน และต่อจากนั้นประตูแห่งความทรงจำในอดีตชาติก็จักเปิดออกด้วย” เสียงของธเรษตรีกำลังพูดกับตัวธเรษตรีเอง

               “เธอเป็นใคร” เด็กสาวนักทำนายถาม

               “ฉันเคยบอกแล้วไงล่ะว่าฉันก็คือเธอ ...เป็นความมืดของเธอ…อีกทั้งยังเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์ที่เธอมีด้วย”

               “พรสวรรค์?” สาวน้อยทวนคำ ถึงวินาทีนี้ ธเรษตรีรู้สึกวิงเวียนศีรษะ สัมปชัญญะกำลังจะหลุดลอย ทว่าโสตประสาทยังคงได้ยินคำพูดสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ

               “ใช่! พรสวรรค์ที่น่าเศร้า…นับจากวินาทีนี้ร่างจิตของเราทั้งคู่จะผสานกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้น ความทรงจำและพรสวรรค์ของเธอจะตื่นมากขึ้น และเมื่อการผสานจิตสมบูรณ์ บางทีเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”

               “แต่จงจำไว้เถิด...จำไว้อย่างหนึ่งถึงหน้าที่หลักของเธอ”

               “หน้าที่แห่งการตัดสิน…วันพิพากษากำลังจะมาถึง!”

               …

               …

               สายฝนซัดกระหน่ำเข้าที่ใบหน้าทำให้ต้องรีบลืมตาขึ้นในทันที นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร ทว่าเมื่อลืมตา ภาพตรงหน้าก็กระจ่างชัด

               ทีแรกนึกเพียงว่าเป็นเพียงแค่ฝนที่ตกหนัก

               แต่กลับไม่ใช่!?

               มันคือพายุที่รุนแรงยิ่ง เราไม่เคยเห็นสายน้ำที่กระหน่ำจากฟากฟ้ามากมายมหาศาลขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

               “อุ๊บ!” อุทานออกมาเมื่อรู้สึกว่าพื้นเกิดโคลงเคลง และเมื่อมองไปตรงที่เท้าเหยียบ อ้าว! ไม่ใช่พื้นดินนี่? ตอนนี้กำลังเหยียบอยู่บนพื้นที่ทำจากไม้

               “เฮ้! มาช่วยกันหน่อยXXX เด็กถูกพัดจนจะตกลงไปอยู่แล้ว” เสียงใครคนหนึ่งเรียก เรารับรู้ได้ว่าถ้อยพยางค์ที่ขาดหายไปนั้นคือ ‘ชื่อ’ ของเรา

               …แล้วเรามีชื่อว่าอะไรกันนะ? นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก?

               กระนั้นเท้าของเราก็ยังรีบจ้ำไปหาคนที่ขอความช่วยเหลือ ความโคลงเคลงและสายฝนที่กระหน่ำหนักทำให้การก้าวเดินเป็นไปอย่างยากลำบาก

               เมื่อบรรลุถึงจุดที่มีการร้องขอความช่วยเหลือ เราจึงรับรู้ว่าสถานที่ที่ยืนอยู่ในตอนนี้ก็คือ ‘เรือ’

               ที่รู้ก็เพราะเบื้องล่างคือสายน้ำที่เชี่ยวกราก เรือกำลังลอยอยู่เหนือกระแสน้ำอันบ้าคลั่ง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นโคลงเคลงอย่างรุนแรง

               ทะเล?

               พริบตาเดียวเท่านั้นที่สงสัย นั่นเพราะคำตอบอยู่เพียงเบื้องหน้า

               ไม่ใช่ทะเล!…ทำไมถึงรู้น่ะหรือ?

               ไม่ใช่ทะเลอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่โผล่พ้นเหนือกระแสน้ำอันแสนบ้าคลั่งนั้น

               ยอดไม้? หลังคาบ้าน? เนินเขา?

               และเมื่อมองให้ดี ๆ โอ…พระเจ้าช่วยเถิด! คนมากมายดำผุดดำว่ายในธารากระแสเชี่ยว ส่วนหนึ่งพยายามว่ายฝ่าพายุเพื่อตรงมายังเรือใหญ่ลำนี้

               ทว่าด้วยกระแสน้ำที่รุนแรง…ทำให้เขาเหล่านั้นมาไม่ถึงแม้สักคน!? 

               “ต้องช่วยพวกเขานะ เขาจะตายกันอยู่แล้ว!” ธเรษตรีตะโกนลั่นเพื่อให้ทุกคนในเรือช่วยเหลือคนที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ เด็กสาวทะลึ่งพรวดด้วยอารามตื่นเต้น มือสองข้างไขว่คว้าในอากาศ

               ทว่าเบื้องหน้าหาได้มีกระแสน้ำบ้าคลั่งฤๅฝนกระหน่ำ มีเพียงเฟอร์นิเจอร์คุ้นตาในห้องนอนเท่านั้น

               ความฝัน?

               เป็นความฝันที่แสนประหลาดยิ่ง? น้ำท่วม…ฝนตกห่าใหญ่ ? หมายถึงตัวเธอได้เคยผ่านสภาวการณ์เช่นนั้นมาก่อนแล้วอย่างนั้นหรือ ?

               แล้วฝันก่อนหน้านั้นล่ะ…ธเรษตรีนึกทบทวนถึงอีกหนึ่งความฝันที่ได้สัมผัสก่อนหน้าที่จะเห็นหายนะจากน้ำท่วม

               “พ่อ…แม่…” นักพยากรณ์ครางออกมาเมื่อสามารถจำเหตุความฝันที่เห็นภายใต้จิตไร้สำนึก

               อุบัติเหตุ! ในฝันพ่อกับแม่ไม่รอดชีวิต!

               ไม่ใช่ ! มันไม่ใช่อุบัติเหตุ … หากแต่เป็นการจงใจสร้างเหตุการณ์ขึ้น !

               เพียงเพื่อแค่ปลดทรัพย์สินของเหยื่อ...ไอ้พวกนั้น! พวกมันกระทำการโดยไม่สนแม้สักน้อยว่าคนอื่นจะเป็นเช่นไร

               บาดเจ็บ…ล้มตาย….หรือแม้แต่การพลัดพราก!  

               “ไอ้พวกเลวสามคนนั่น  พวกมนุษย์ชั่วช้า อภัยให้ไม่ได้!” นักทำนายคำรามลอดไรฟันที่ขบแน่น ธเรษตรีไม่ทันรู้สึกตัวว่าบัดนี้จิตใจที่เคยขาวผ่อง ใสบริสุทธิ์และร่าเริงนั้น บัดนี้เริ่มเจือด้วยสีดำแห่งความอาฆาตแค้น เพลิงกาฬจากการได้รับรู้ความจริง ถึงแม้จะเป็นเพียงความฝันแต่นักพยากรณ์ก็เชื่ออย่างมั่นใจ ราวกับเด็กสาวได้ผนวกมโนสำนึกเข้ากับอีกร่างที่เห็นในความฝัน…ร่างของตัวเองที่สวมใส่ชุดสีดำสนิท สีดำที่มืดมนด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยบาดแผล

               ‘ฉันก็คือเธอ  เป็นความมืดของเธอ…เป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวด’ หวนนึกถึงสำเนียงที่เคยได้ยินในจินตภาพยามนิทรา น้ำเสียงของร่างลึกลับเหมือนกับเสียงของเธออย่างไม่ผิดเพี้ยน

               คำถามที่ไร้คำตอบประดังประเดเข้าสู่จิตใจอันอ่อนล้าของนักพยากรณ์สาว

               ‘แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์ที่เธอมีด้วย’ เป็นสำเนียงอีกตอนหนึ่งที่จำได้
               ... พรสวรรค์? หมายถึงอะไรกัน?

               กริ๊งงงงงงงงง !

               เสียงนาฬิกาปลุกดังยาวทำให้ธเรษตรีจำต้องหยุดความคิดที่วนเวียนไร้ทางออก ด้วยเพราะเวลาที่ถูกเรียกขนานนามว่า ‘ชั่วโมงเร่งด่วน’ กำลังคืบเข้าใกล้

               ...

               ...

               ...

               แม้แยกประตูน้ำจะดูวุ่นวายและสับสน แต่ก็หาได้มีใครสนใจแวะเวียนเข้ามาทำนายที่ร้านไพ่ยิปซีของธเรษตรีแม้สักคน แต่ถึงกระนั้นนักพยากรณ์ก็ไม่ลุกขึ้นชักชวนเรียกลูกค้า สาเหตุก็เพราะเธอยังครุ่นคิดถึงแต่ความฝันในช่วงเช้ามืด

               ยิ่งกว่านั้นเด็กสาวยังรู้สึกว่าวันนี้มีบางอย่างที่ผิดแผกกว่าปกติ

               นั่นคือ ‘หูฝาด’ ?... ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกครั้งหรอก เป็นเพียงแค่บางครั้งเท่านั้นที่เกิด ‘ได้ยิน’ ขึ้นมา

               ธเรษตรีได้ยินเสียงบางอย่าง…บางอย่างซึ่งที่จริงแล้วก็เคยรับรู้ได้ยิน ‘เสียง’ นี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ใช้ไพ่ทาโรต์ทำนายให้แก่ลูกค้า

               ทว่าในขณะนี้ เพียงแค่นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ยังได้ยิน

               ได้ยิน ‘เสียงแห่งจิตใจ’!?

               นักพยากรณ์ต้องยกมือขึ้นปิดหูตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเพราะได้ยินสิ่งที่คนเดินถนนผ่านไปมาคิด หรือแม้แต่เพียงแค่ความรู้สึก เธอก็สามารถรับรู้มัน

               บางความคิด บางความรู้สึกของคนที่เดินผ่านหน้าร้าน นักพยากรณ์สาวถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน

               สิ่งผิดปกติที่บังเกิดกับตัวเธอ?...บางทีอาจเกี่ยวข้องกับประโยคในความฝัน

               ‘วันพิพากษากำลังจะมาถึง’  

 

               “นี่ไงครับ ร้านนี้ไงที่เขาว่าแม่นนักแม่นหนา” เสียงอ้อแอ้ของคนขี้เมา ธเรษตรีเงยหน้าพร้อมสลัดความคิดวกวนจากสมอง

               ขี้เมาสองคนกำลังเดินขาพันกัน เป๋ซ้ายทีขวาสองทีเข้ามาใกล้บริเวณหน้าร้าน

               “อาราย…ร้านนี้เรอะ ที่ขาวว่าหมอดูแม่นนนน…แม่นนนน” ชายอีกคนพูด สำเนียงที่ได้ยินแสดงอาการเมามากกว่าคนแรก

               “จริงครับ วันก่อนเพื่อนของคนรู้จัก…เขามีแม่เป็นมะเร็ง เจ้าตัวกำลังคิดฆ่าตัวตาย แต่พอมาดูหมอที่ร้านนี้ก็เลยเปลี่ยนความคิด” ท่าทางชายหนุ่มที่กำลังอธิบายจะเป็นลูกน้อง ที่เด็กสาวคิดเช่นนั้นก็เพราะได้ยินคำพูดที่มีหางเสียงอยู่บ่อย ๆ

               “ฮี่โธ่! จริงเหรอว้า…หมอเดาก็คู่กับหมอดูน่านแหละ มานจะปายเชื่ออารายด้าย!” คนเมามากเถียง ท่าทางเป็นเถ้าแก่ที่ไหนสักแห่ง สังเกตได้จากความอุดมสมบูรณ์แถว ๆ แนวเข็มขัด

               “ฮ้า! เขียนว่าแก้ปาญหาด้วยไพ่…ไพ่อะไรวะ? อ๋อ! ไพ่ทาโรต์เพียงบายเดียว หลอกกานเห็น ๆ!” เป็นคำดูแคลนที่นักพยากรณ์สาวไม่ชอบใจเอาซะเลย

               “คุณลูกค้าสนใจจะลองดูไหมคะ?” กระนั้นธเรษตรีก็ยังเป็นเจ้าของร้านที่ดี เธอพยายามพูดให้สุภาพที่สุด โชคดีที่เด็กสาวไม่ได้ยินเสียงแห่งจิตใจของสองคนนี้ ไม่เช่นนั้นคงประสาทเสียมากกว่านี้

               “เจ้านาย…ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ดูซะหน่อยเถอะครับ” ลูกน้องพยายามชักชวน เขาจูงเจ้านายไปนั่งแปะที่เก้าอี้ผู้รับการทำนาย

               “ถ้าจะดู ก็ต้องทำตามวิธีการของหนูนะคะ” ธเรษตรีเริ่มต้น

               “วิธี? บ๊ะ! มีกามาวิธีด้วยเรอ ” เสียงอ้อแอ้ของคนเมาทำให้คำว่า ‘กรรมวิธี’ ที่ตั้งใจจะพูดถูกเปลี่ยนความหมายอย่างสิ้นเชิง

               “ค่ะ ผู้รับการทำนายจะต้องเล่าเรื่องที่อยากทำนายให้ฟังก่อน หลังจากนั้นให้เลือกไพ่ทาโรต์จากกองนี้ด้วยมือข้างซ้าย…เพียงหนึ่งใบ” นักพยากรณ์อธิบายพร้อมหยิบสำรับไพ่เตรียมไว้ในมือ

               “ต้องเล่าด้วยเรอะ? แล้วจาอาวเรื่องอารายดีวะ” ประโยคหลังหันไปถามลูกน้อง

               “เอ…นั่นสิครับ เจ้านายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในชีวิต” ลูกน้องพูดพลางชำเลืองไปมองป้ายที่ตั้งบนโต๊ะหน้าร้าน ‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

               “ทายเรื่องครอบครัวสิครับ คุณนายกำลังท้องแก่ไม่ใช่หรือครับ? ผมว่าทายเรื่องพวกนี้น่าจะดีกว่านะ เรื่องอื่น ๆ ธุรกิจเอย อะไรเอย เจ้านายก็ราบรื่นเสียหมดทุกอย่าง” ลูกน้องแนะนำ เพียงแต่ประโยคหลังน่าจะเป็นการชเลียร์เสียมากกว่า

               “เออ…ดีเหมือนกาน ทายเรื่องครอบครัวก็ด้ายยยย” ชายขี้เมาตอบเสียงยานคาง

               “นี่แม่หนูน้ากทำนายยยย”

               “บอกก่อนน้า…ว่าที่จะแก้ขายปัญหาอารายให้พี่น่ะ ไม่มีโร้ก! พี่มานโคนที่มีพร้อมทุกอย่างแล้ว” แม้น้ำเสียงจะอ้อแอ้ กระนั้นชายขี้เหล้าก็ยังคุยโว

               “จริง ๆ นา ถามลูกน้องของพี่ก็ด้ายยยย” ว่าแล้วก็ชี้มือไปทางหนุ่มลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รายนั้นถึงเมาไม่มากเท่า แต่ก็อยู่ในระดับเซไปเซมาเหมือนกัน

               ทว่าถึงจะโม้อะไรไป แต่นักทำนายตรงหน้าก็หาได้มีการตอบสนอง จะมีการเคลื่อนไหวก็เพียงมือสองข้างที่สลับไพ่อย่างช้า ๆ แม้กระทั่งดวงตาก็ไม่เงยขึ้นมาสบกับสองหนุ่มขี้เมา นักพยากรณ์ได้แต่ก้มหน้ามองไพ่ทาโรต์ที่สลับในมือ

               “พี่ม่ายรู้ว่าจะให้น้องทำนายอาไร เอาเป็นเรื่องครอบครัวก็ด้าย นี่เมียพี่ก็โท้งแก่ ทายด้ายไหมว่าจะเกิดเมื่อไร จาด้ายเตรียมตั้งชื่อ…ถามหมอก็บอกด้ายแค่คร่าว ๆ หมออาไร้ ไม่รู้กราทั่งวันที่จาคลอด ม่ายหวาย ๆ” ขี้เมาพูดยาวเหยียด แต่ใจความมีแค่ให้ทำนายเรื่องของครอบครัว

               “เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือข้างซ้าย” เสียงเรียบจากหมอดู ไพ่ทั้งสำรับถูกคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ

               “มือซ้ายเรอะ” เสี่ยขี้เหล้าเอื้อมมือออกไป

               “เอ้า! เอาไป!” ชายขี้เมาเลือกออกมาหนึ่งใบก่อนที่จะโยนให้เจ้าของร้าน

               นักทำนายชุดดำเอื้อมมือไปหยิบไพ่ที่ลูกค้าเลือก เธอหยิบมันขึ้นมาพิจารณา

               “คุณลูกค้าถามเรื่องครอบครัว…และก็เลือกไพ่ใบนี้ออกมา” เสียงเย็น ๆ เล่นเอาชายขี้เหล้าหนาวเยือกที่สันหลัง   

“ไพ่อะไร? พี่เลือกได้ไพ่อะไร!?” น้ำเสียงชายขี้เมาฟังดูชัดเจนมากขึ้น อาการอ้อแอ้ดูจะเบาบางในบัดดล

               เด็กสาวผู้มีชะตากรรมแห่งไพ่ยิปซีค่อย ๆ หันหน้าไพ่ที่ถูกบรรจงวาดในแบบจิตรกรรมสมัยเก่าให้ลูกค้าทั้งสองเห็นหน้าไพ่

               ยมทูต!?

               ไพ่ทาโรต์ที่ชายหนุ่มขี้เมาเลือกออกมานั้น แทบไม่ต้องอธิบายเลยสักนิดว่าเป็นไพ่ที่ดีหรือไม่ดี นั่นเพราะภาพที่เห็นด้วยคลองจักษุตรงหน้า...มันคือภาพของเทวทูตผู้พรากวิญญาณ!

               ผ้าคลุมสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เปิดให้เห็นแต่เพียงใบหน้าอันเป็นกะโหลกขาวน่าพรั่นพรึง ในมือของปิศาจคือวัตถุแหลมโค้งคมกริบ…มันมีไว้เพื่อปลิดชีวิตเหล่ามนุษย์

               มันคือเคียวเกี่ยววิญญาณ!

            ชื่อที่ถูกจารึกทางด้านล่างของไพ่ยิ่งตอกย้ำความหมายอันโหดร้าย

               ไพ่แห่งความตาย…The Death!

 

               อาคันตุกะผู้มาเยือนเงียบกริบไปชั่วอึดใจหลังจากได้เห็นภาพดังกล่าว และเมื่อตั้งสติได้คนที่เป็นฝ่ายเลือกไพ่ก็พรวดลุกขึ้นพร้อมกับร้องออกมา

               “ไพ่นี้…หมายความว่าอย่างไร!?” คราวนี้ดูเหมือนจะหายเมาเข้าจริง ๆ บางทีอาจเพราะแอลกอฮอล์ได้ระเหยออกทางเหงื่อที่บัดนี้แตกพลั่กไปทั่วร่าง

               “นั่นสิ! หมายความว่ายังไง?” ลูกคู่ที่มาด้วยกันถามบ้าง ท่าทางเขาจะเป็นกังวลมากทีเดียว นั่นเพราะเขาเป็นคนชักชวนให้เจ้านายมาที่ร้านพยากรณ์แห่งนี้

               “ไพ่นี้ก็มีความหมายดังเช่นชื่อมัน” เสียงเรียบเอ่ย แม้จะพูดในลักษณะธรรมดา ๆ แต่ก็ทำให้เหงื่อกาฬของคนฟังแตกหนักมากขึ้น

               “นี่คือไพ่แห่งความตาย ในเมื่อคุณถามเรื่องครอบครัวแล้วเลือกได้ไพ่ใบนี้ นั่นก็หมายถึง…” นักทำนายเว้นระยะ ถึงตอนนี้ไม่มีใครกล้าขัดจังหวะ จะได้ยินก็เพียงเสียงลูกกระเดือกเคลื่อนจากการกลืนน้ำลายของหนึ่งในสองคนที่หน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน        

               “นั่นหมายถึงจะเกิดการสูญเสียในครอบครัวคุณ!...หรือแม้แต่ตัวคุณเอง!?” เป็นคำพยากรณ์ที่เลวร้ายและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้บุคคลทั้งสองจะเคยดูดวงมาไม่มากครั้ง แต่หมอดูที่กล้าพูดเรื่องร้าย ๆ ขนาดนี้ ทั้งคู่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

               “อย่า…อย่าพูดอะไรมั่ว ๆ!” ลูกน้องโพล่งออกมา

               “รู้ไหมว่าท่านนี้เป็นใคร! ท่านเป็นเจ้าของบริษัท…เชียวนะ” เขาพูดชื่อบริษัทขนาดใหญ่และคุ้นหูออกมา

               “ไม่มีทางที่จะเกิดอะไรขึ้นกับท่านและครอบครัว หรือหากมีล่ะก็...ผม! ผู้จงรักภักดีนี่แหละจะคอยปกป้องท่านเอง!” ยังไง ๆ สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่คำชเลียร์เท่านั้น

               “ไพ่ทาโรต์ไม่เคยโกหก!” เป็นคำพูดสั้น ๆ ถึงตรงนี้นักทำนายค่อย ๆ เงยหน้าเพื่อสบสายตากับอาเสี่ยเจ้าของบริษัท

               “อย่ามามั่ว! หมอดูก็คู่หมอเดานั่นแหละ ไอ้พวกไม่มีความรู้หลอกต้มคนไปวัน ๆ!” เศรษฐีหนุ่มกล่าวโต้ หนำซ้ำยังเสียดสีนักพยากรณ์ แต่กระนั้นเขาก็ไม่หาญกล้าสบตาเด็กสาวชุดดำตรงหน้าได้

               ด้วยเพราะเป็นดวงตาที่น่าสะพรึงขวัญยิ่ง!

               “แต่ถึงอย่างนั้นไพ่เดธนี้ก็ยังไม่เลวร้ายถึงขีดสุด” เป็นประโยคถัดมาจากปากผู้ทำนาย

               “หือ?” คราวนี้อาคันตุกะทั้งสองร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน

               “ไพ่มรณะยังมีความหมายกลับหัวอยู่…หมายถึงอีกความหมายหนึ่งของไพ่” เด็กสาวอธิบายให้ลูกค้าฟัง  

               “ความหมายกลับหัว? หมายถึงเวลาไปทายไพ่บางครั้งเขาก็ให้สลับแล้วเลือกไพ่เอง ทีนี้มันก็เลยมีทั้งไพ่หัวตั้งและไพ่หัวกลับอย่างนั้นใช่ไหม?” ลูกน้องที่ดูจะมีประสบการณ์ด้านดูหมอมากกว่าถาม

               “ใช่! และความหมายกลับหัวของไพ่แห่งความตายนี้ก็คือ…”

               “การเริ่มต้นใหม่…หรือการเกิดใหม่” นั่นคือความหมายอีกด้านของยมทูตผู้คร่าวิญญาณ

               “ก๊าก ฮ่า ๆๆๆๆ” เสียงหัวร่อดังลั่นจากอาเสี่ย เขาหัวเราะก่อนที่จะหันไปพูดกับลูกน้อง

               “เอ้า! จ่ายเงินไปซะ สนุกจริง ๆ เลย พาข้ามาเจอหมอดูลวงโลกซะได้” ท้ายประโยคเป็นการปรามาสนักพยากรณ์อย่างแรง เสี่ยหนุ่มพูดพร้อมกับลุกขึ้นเพื่อก้าวออกจากร้านก่อนลูกน้อง

               “หมายความว่ายังไงครับ” ชายที่เป็นลิ่วล้อถามเมื่อเดินตามหัวหน้าทัน

               “ก็เอ็งน่ะสิไปพูดตั้งแต่แรกว่าเมียข้าท้องแก่…เห็นไหมเด็กหมอดูนั่นก็เลยทายอย่างนั้นซะ เข้าท่าชะมัด การเกิดใหม่งั้นรึ! ก็แหงสิวะ เฮ้อ! หมอดูลวงโลกจริงๆ”

               “เจ้านายนี่เก่งจริง ๆ” ลูกคู่รีบขานรับตามประสาลูกน้องที่ดี

 

               ธเรษตรีมองตามหลังขี้เมาทั้งสองที่กำลังเดินห่างออกไป เมื่อสักครู่ขณะที่เด็กสาวสลับไพ่และทำการทำนายนั้น

               ...แม้จะยังเหมือนมีใครที่คอยบงการตัวเธอ

               แต่ครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา นั่นคือเด็กสาวสามารถรับรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่า ‘ตัวเธอ’ กำลังทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร

               ...และที่พิเศษกว่าทุกครั้ง

               พริบตาที่สบตากับผู้รับการทำนาย เสมือนมีบางอย่างที่ทำให้ธเรษตรีรับรู้ถึง ‘เสียงในใจ’ อย่างชัดแจ้ง กล่าวคือเด็กสาวสามารถรับรู้มุมมอง ความคิดความอ่านตลอดจนลักษณะนิสัยของตัวเขาได้ในชั่วพริบตา

               ธเรษตรีผู้แบกรับโชคชะตาอันเป็นปริศนาได้แต่มองตามแผ่นหลังของเสี่ยหนุ่มอย่างเป็นกังวล เธอก้มลงมองที่ไพ่ยมทูตในมืออีกครั้ง  

               ชายที่เข้ามาดูหมอเมื่อครู่ เธอรับรู้ได้จากสัมผัสลึกลับเหนือธรรมชาติ…เขาเป็นคนที่ ‘ดูถูก’ คนอื่นอย่างร้ายกาจ !

               ต่อจากนี้ หากไม่เกิดอะไรขึ้นก็คงจะดี?

               ...

               ...

               ...

               ทันทีที่ประตูทางออกเปิด หนุ่มพุงพลุ้ยท่าทางภูมิฐานรีบก้าวเท้าออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว มิใยที่จะสนใจการไหว้อย่างนอบน้อมของแอร์โฮสเตสที่ยืนข้างประตู

               “น่าเบื่อชะมัด ที่นั่งเฟิร์สคลาสก็ดันมาเต็มเสียอีก คนระดับเราเลยต้องทนนั่งปนกับพวกชั้นธรรมดา” ว่าแล้วก็ส่ายหัวดิก เบื้องหน้าของเขาคือประตูที่แสดงให้เห็นว่าสิ้นสุดการเดินโดยเครื่องบิน ถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงรอกระเป๋า

               ไม่นานนักเสี่ยวัยหนุ่มก็ได้สัมภาระของตน ถึงอย่างนั้นก็บ่นอุบไปหลายรอบค่าที่ว่ากระเป๋านั้นลำเลียงมาไม่ทันใจพระคุณท่าน

               “คุณถวิลครับ” เสียงนอบน้อมเรียกขณะที่เสี่ยใหญ่กำลังเดินออกมายังด้านนอกของจุดรอสัมภาระ

               “ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ” คนที่มารอรับพูดเอาใจพร้อมกับช่วยถือกระเป๋าในมือของชายหนุ่ม

               “เออ…แล้วดาล่ะ? ไม่มาหรือไง?” ‘ถวิล’ หรือเสี่ยหวินถามพลางหันซ้ายขวา

               “คุณลินดาไม่มาครับผม คุณนายท่านว่าท้องแก่มากแล้วไม่อยากออกไปไหนไกล” เป็นคำตอบที่ทำให้เสี่ยหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

               รถยนต์ส่วนบุคคลที่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบโฟร์วีลพาถวิลมาตามทางหลวงที่ตัดผ่านดอย ถนนหนทางขึ้น ๆ ลง ๆ แทบทุกระยะสิบเมตรทำให้รู้สึกเวียนหัวเนื่องจากไม่เคยชิน

               “ขับดี ๆ สิวะ!” เสี่ยสบถเสียงดังก่อนจะพ่นคำผรุสวาทมากมายออกจากปาก

               “ขอโทษครับนาย แถวนี้เนินเยอะหน่อยน่ะครับ” คนขับหันมาอธิบายเจ้านายที่นั่งเอกเขนกอยู่ด้านหลัง เขากำลังขอโทษในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของเขาแม้สักนิด

               “เออ ๆ ขับไปดี ๆ ก็แล้วกัน” เสี่ยหวินสั่งพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง จริง ๆ แล้วเขาเองก็ไม่ได้อยากถ่อมาที่ชนบทห่างไกลอย่างที่นี่หรอก ถึงแม้เขาจะมีที่ดินขนาดใหญ่และกำลังลงทุนก่อสร้างรีสอร์ทอยู่ก็เถอะ แต่ที่จำเป็นต้องมายังแม่ฮ่องสอนแห่งนี้ นั่นเพราะหญิงสาวที่ชื่อ ‘ลินดา’ ภรรยาที่เสี่ยถวิลรักยิ่งกว่าดวงใจกำลังพักอาศัยอยู่ที่นี่ อีกทั้งตอนนี้เธอยังอุ้มท้องลูกชายคนแรกของเขาอยู่

               ‘ให้ดาไปอยู่ที่แม่ฮ่องสอนนะคะ ที่นั่นอากาศดี อีกอย่างดาจะได้ช่วยดูงานก่อสร้างรีสอร์ทของคุณด้วยยังไงล่ะคะ’ เป็นคำขอร้องของเมียสุดที่รักที่ขณะนั้นยังตั้งครรภ์ได้เพียงแค่ 4 – 5 เดือน

               ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาจึงทำให้เสี่ยหนุ่มอนุญาตให้ลินดาขึ้นมาพักผ่อนที่แม่ฮ่องสอนนี้ เขารู้ดีว่าภรรยาชอบบรรยากาศในชนบท เขารู้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว นั่นเพราะเธอมักจะชวนเขาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อย ๆ

               ถึงแม้เสี่ยถวิลจะไม่ชอบคนบ้านนอกคอกนา เขาคิดว่าผู้คนในชนบทนั้นส่วนมากไร้การศึกษา พูดจาหยาบคาย ไม่มีกาลเทศะ แต่กระนั้นเสี่ยหนุ่มก็ยังยินดีที่จะไปท่องเที่ยวกับหญิงสาว...หนึ่งก็เพราะธรรมชาติในถิ่นห่างไกลนั้นยังคงสวยงามและน่าตื่นตา ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือตัวลินดาเองนั่นแหละ

 

               รถยนต์โฟร์วีลนำเสี่ยใหญ่มาถึงบ้านพักตากอากาศในอำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยถัดจากอาณาบริเวณบ้านก็จะเห็นงานก่อสร้างรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านหลัง

               รีสอร์ทแห่งนี้เองที่เสี่ยหวินวางแผนก่อสร้างเพื่อรองรับลูกค้าที่จะมีมากในช่วงฤดูหนาวอันเป็นช่วงเทศกาล ‘ดอกบัวตอง’ อันลือลั่น

               “เฮ้อ! ถึงซะที นั่งนานจนก้นด้านหมดแล้ว” ชายหนุ่มเจ้าของรีสอร์ทก้าวลงจากรถ เขารู้สึกยินดีมากที่เท้าได้สัมผัสพื้นดิน นั่นเพราะการขึ้น ๆ ลง ๆ เนินตลอดเส้นทาง ทำให้สมองโคลงเคลงไม่ต่างไปจากการเมาเรือเท่าใดนัก

               “พี่หวินคะ” เสียงใสเรียก

               ทันทีที่ถวิลหันไปก็พบหญิงงามคนหนึ่งที่บัดนี้อยู่ในชุดคลุมท้องที่โตใหญ่ใกล้คลอด

               “ลินดา” หญิงสาวผู้นั้นก็คือเมียรักที่ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายเดือน

               “เดินทางไกลเหนื่อยไหมคะ” ลินดาเดินเข้ามาใกล้พร้อมเอามือจับที่แก้มของชายหนุ่มอย่างคิดถึง

               “เหนื่อยจ้ะ แต่ตอนนี้หายแล้ว ก็ได้เห็นหน้าลินดานี่นา” เสี่ยหวินบอกพร้อมกับหอมฟอดใหญ่เข้าที่แก้มสีนวลอมชมพู

               “แน้…ปากหวาน อยู่กรุงเทพฯคนเดียวไปปากหวานกับใครบ้างรึเปล่า?” หญิงสาวกระเซ้าในทำนองงอนง้อ

               “ไม่มีหรอก แหม…ดาก็รู้นี่ ว่าผมน่ะไม่มีใครนอกจากดา” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับเดินจูงมือภรรยาเข้าสู่ตัวบ้าน

               “แล้วนี่ดาท้องกี่เดือนแล้วล่ะ ฝากท้องที่ไหน กับหมออะไร แล้วหมอเขาว่าจะถึงกำหนดคลอดเมื่อไร” อาเสี่ยยิงคำถามเป็นชุด สายตาจับจ้องบริเวณท้องโตที่ทายาทสืบสายเลือดกำลังนอนขดอยู่ข้างใน

               “ถามทีละอย่างสิคะ ดาตอบไม่ทันนะ” ภรรยาร้องออกมาพร้อมกับหัวเราะคิกอย่างร่าเริง

               “ก็คนมันอยากรู้นี่จ๊ะ” ว่าที่คนเป็นพ่อตอบเสียงอ่อย ๆ

               “ท้องได้แปดเดือนกว่าแล้วค่ะ ดาฝากท้องกับหมอสูติกรรมที่โรงพยาบาลในเมือง” ลินดาหมายถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตอำเภอเมือง

               “อ้อ…ดีแล้ว ๆ ดีกว่ามาฝากท้องหรือคลอดที่โรงพยาบาลแถวนี้” เสี่ยหวินหมายถึงโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอที่มีขนาดเพียง 30 เตียงเท่านั้น

               “อ้าว! ทำไมล่ะคะ?” หญิงสาวหันไปมองหน้าสามีงง ๆ

               “ ก็หมอที่อยู่โรงพยาบาลเล็ก ๆ น่ะส่วนมากฝีมือไม่ได้เรื่อง อีกอย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่พร้อม หรือถึงมีก็คงไม่ดีสักเท่าไร” ถวิลบอกเหตุผลที่ทำให้ลินดาเงียบไป หญิงสาวรู้ดีว่านิสัยชอบดูถูกดูแคลนของสามีนั้นป่วยการที่จะไปเถียง ดีไม่ดีจะเป็นเหตุชนวนของการทะเลาะกันเสียเปล่า ๆ

               “ว่าแต่โรงพยาบาลในเมืองนี่ก็ไกลนะ เดี๋ยวเกิดปวดท้องขึ้นมาจะไปทันเรอะ” ว่าที่พ่อคนยังไม่วายถามด้วยความเป็นห่วง เขาจำได้ว่าจากสนามบินกว่าจะมาถึงที่นี่ได้ก็ปาเข้าไปตั้งชั่วโมงกว่า

               “ดาตั้งใจจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองน่ะค่ะ ว่าจะไปสักอาทิตย์หน้า คงเอาเด็กไปด้วยสักสองสามคน เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกัน” ภรรยาสาวตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หลายเดือนที่มาอยู่ที่นี่ เธอสนิทสนมกับเหล่าคนงานแม่บ้านแทบทุกคน ดังนั้นเรื่องขอคนไปช่วยก็ไม่น่าจะมีปัญหา

               “อืมมมม…ก็ดี” จากนั้นทั้งสองก็ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก นั่นเพราะทั้งคู่เดินเข้ามาถึงเรือนใหญ่อันเป็นบ้านพักตากอากาศสุดหรู

 

บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่วันนี้พ่อครัวจัดเป็นพิเศษ ‘ถวิล’ ชายหนุ่มผู้เป็นเสี่ยตั้งแต่อายุไม่มาก กับภรรยาที่กำลังอุ้มท้อง ‘ลินดา’ ทั้งสองกำลังเตรียมที่จะรับประทานอาหารด้วยกันเป็นมื้อแรกในรอบหลายเดือน

               “ดา…คุณไม่คิดจะกลับกรุงเทพฯกับผมเหรอ” ผู้เป็นสามีเอ่ยในขณะที่กำลังตักข้าวเข้าปาก

               “ทำไมล่ะคะ” หญิงสาวถาม มือข้างหนึ่งลูบหน้าท้องเบา ๆ เมื่อรู้สึกถึงการดิ้นของลูกน้อย

               “ไม่ใช่อะไรหรอก…ผมว่าดาไม่น่ามาอยู่ที่นี่เลย ถึงอากาศจะดีก็เถอะ แต่ว่าผู้คนที่นี่ดู ๆ ไปไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ท่าทางไม่มีการศึกษา ผมไม่อยากให้ดาอยู่ในที่อย่างนี้” เสี่ยถวิลพูดพลางนึกถึงภาพระหว่างทางที่นั่งรถ เขาพบแต่พวกชาวเขาชาวดอย

               ลินดาเงียบไปอึดใจเมื่อได้ยินคำกล่าวของคู่สมรส
              
“แหม…พี่หวิน ตอนนี้ดาท้องแก่แล้วนะ เดินทางไกล ๆ มันเสี่ยง อีกอย่างเครื่องบินเขาก็ไม่รับแล้วล่ะค่ะ โย้ขนาดนี้” หญิงสาวพูดพร้อมก้มลงยิ้มให้กับท้องที่ใหญ่คล้ายฝาชีครอบกับข้าว

               “อืมมม นั่นสินะ ว้า…รู้อย่างนี้ผมไม่ปล่อยให้ดามาอยู่ที่นี่จนท้องแก่หรอก แถวนี้มีแต่พวกชาวเขาชาวดอย จะไว้ใจอะไรพวกนี้มากก็ไม่ได้” อาเสี่ยหนุ่มกินไปบ่นไป เขาพูดคำดูถูกออกมาโดยไม่สนใจหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่แม้สักนิด

               “ยังไงถ้าดาคลอดแล้ว สักสามเดือนรับรองว่าดาลงไปอยู่กรุงเทพฯกับพี่หวินแน่ ๆ ค่ะ” ภรรยาให้สัญญา

               “ว่าแต่คราวนี้พี่หวินจะอยู่แม่ฮ่องสอนสักกี่วันล่ะคะ” ลินดาถาม

               “คงสักสี่ห้าวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะเข้าไปดูรีสอร์ทหน่อย” เสี่ยหวินหมายถึงรีสอร์ทที่กำลังสร้างอยู่ทางด้านหลังของบ้านพัก

               “งั้นดาไปด้วยนะคะ” ลินดาบอกสามี อันที่จริงเธอเคยเข้าไปดูตรงสถานที่ก่อสร้างหลายต่อหลายครั้ง บางคราวก็ทำอาหารไปแจกจ่ายเหล่าคนงานอีกด้วย

               ด้วยความใจดีและไม่ถือตัวนี้เองที่ทำให้ลินดาเป็นที่รักของเหล่าแม่บ้านคนงาน

               จุดนี้เองที่เธอต่างกันกับสามีสุดขั้ว!

               ฝ่ายหนึ่งน่ารักไม่ถือตัว…แต่อีกฝ่ายกลับชอบดูถูกผู้อื่น! ถวิลคิดว่าชาวบ้านในเขตชนบทล้วนแล้วแต่ขาดการศึกษาและด้อยพัฒนา เขาจึงไม่อาจไว้วางใจคนเกรดสองพวกนี้ได้

               แล้วจะมีเหตุการณ์ใดเล่าที่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของชายหนุ่ม?

               ...

               ...

               รุ่งเช้าหลังจากเสร็จสรรพอาหารมื้อแรกของวัน สองสามีภรรยาพากันเดินไปยังรีสอร์ทที่กำลังปลูกสร้าง โดยระหว่างบ้านพักกับสถานที่ก่อสร้างนั้นมีตลาดเล็ก ๆ คั่นอยู่ตรงกลาง

               “ช่วยซื้อถั่วต้มของยายหน่อย กระป๋องละสิบบาท” หญิงชราที่ยืนเร่ขายถั่วต้มร้องเรียกเมื่อทั้งคู่ผ่านเข้าไปใกล้ ท่าทางยายแก่เหนื่อยล้าเต็มทนสังเกตได้จากเหงื่อที่ไหลย้อยไปทั่วใบหน้า

               “ยายขายตั้งแต่เช้าแล้วเหรอจ๊ะ” หญิงสาวเตร่เข้าไปถาม มือลูบท้องด้วยความเคยชิน

               “จ้า…ตั้งแต่เช้าแล้ว ถ้าขายไม่หมดก็ไม่มีเงินซื้อข้าว ยายเลยยังกลับไม่ได้” เป็นคำตอบที่น่าสงสารสำหรับคนชรา ลินดาเหลือบมองกระป๋องสังกะสีอันเป็นมาตรวัดแบบพิเศษสไตล์คนชนบท มันสามารถประเมินได้ว่าถั่วต้มพูนกระป๋องมีค่าเท่ากับสิบบาท และเมื่อกะด้วยสายตาก็คงเหลือราว ๆ สักสามกระป๋องกว่าจะหมด

               ถ้าอย่างนั้นเมื่อไรล่ะกว่าที่คุณยายท่านนี้จะได้กลับบ้าน?

               ตลาดคนน้อย ๆ อย่างที่นี่ กว่าจะขายได้หมดสามกระป๋องอาจไม่ใช่แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง!?

               “งั้นหนูเอาหมดนี่เลยค่ะ” ว่าที่แม่คนตัดสินใจ

               “ดา! ซื้อไปทำไมตั้งเยอะแยะ แค่กระป๋องเดียวก็กินไม่หมดแล้ว” เสี่ยหวินทักท้วง เขาไม่ชอบเลยที่ภรรยาซื้อของกินจากตลาดริมถนนอย่างนี้ ด้วยเพราะชายหนุ่มคิดว่ามันไม่สะอาดพอ เขาปักใจเชื่อว่าคนแถวนี้ไม่ค่อยสนใจรักษาความสะอาดในการประกอบอาหาร

               “แต่ว่าพี่หวินคะ ดาอยากช่วยยายแกค่ะ” ลินดาหันไปมองหน้าสามี แววตาอ้อนขอความเห็นใจ

               “แต่ว่า…” ถวิลลังเล

               “นะคะ ๆ” หญิงสาวยังไม่ลดความพยายาม ขณะที่หญิงชราได้แต่ทำตาปริบ ๆ

               “เอาก็ได้ แต่ดาห้ามกินถั่วพรรค์นี้เกินครึ่งกระป๋องนะ ผมว่ามันไม่สะอาด เผลอ ๆ มีเชื้อรา” ในที่สุดเสี่ยหนุ่มก็พ่ายแพ้ต่อประกายตาออดอ้อน

               “ค่ะ ดารับรอง” หญิงสาวตะเบ๊ะพรึ่บอย่างร่าเริง เธอไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับสามี ทั้งที่จริง ๆ แล้วถั่วต้มที่เห็นก็ดูสะอาดปลอดภัยดี

               ไม่ใช่แต่เพียงถั่วต้มเท่านั้นที่ดูสะอาด…จิตใจผู้คนก็เช่นกัน

               สิ่งนี้เองที่ลินดาคิดว่าหายากยิ่งในกรุงเทพฯ เมืองหลวง และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หญิงสาวหลบมาพักผ่อนเตรียมคลอดในสถานที่อันสงบสุขปราศจากความวุ่นวาย

               เมืองหลวงนั้น แม้อาหาร ร้านค้าจะแลดูสะอาดและคัดสรรมาอย่างดี ทว่าจิตใจของผู้คนกลับเหมือนถูกเมฆหมอกสีดำปกคลุม บางครั้งลินดายังเคยคิดว่าจิตใจที่แท้จริงของคนเมืองหลวงนั้นคงก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนชนบท

               ทว่ามีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนทั้งสองสถานที่มีความคิดแตกต่างกัน?

               นั่นคือ ‘การแข่งขัน’ หรือหากจะพูดด้วยถ้อยคำที่เลวร้ายนั่นก็คือ ‘การแก่งแย่ง’ หรือ ‘การชิงดีชิงเด่น’ นั่นเอง

               สิ่งนี้เหล่าเองที่ราวกับเป็นเมฆหมอกปกคลุมจิตใจ และบางคราวเมฆดำที่ปกคลุมเนิ่นนานก็อาจทำให้จิตใจใสสะอาดเหล่านั้นพลัดหลงทาง...จนกระทั่งลืม ‘หัวใจ’ ที่แท้จริง

               ถวิลผู้เป็นสามีก็เป็นเช่นหนึ่งในนั้น…หนึ่งในคนที่หลงทาง

               ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภรรยาอย่างลินดาพยายามชักชวนเขาออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ หญิงสาวหวังว่าสายลมอันบริสุทธิ์ของป่าเขาจะช่วยพัดพาเมฆหมอกออกจากจิตใจได้บ้าง

               ทว่า…ยังไม่เป็นผล

                แล้วจะมีเหตุการณ์ใดที่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของสามีได้?

 

               “ดาเคยได้มาดูงานก่อสร้างรีสอร์ทบ้างหรือเปล่าจ๊ะ” เสี่ยหวินถามภรรยาที่กำลังเคี้ยวถั่วตุ้ย ๆ ตอนนี้ทั้งสองเดินมาจนเกือบถึงสถานที่ก่อสร้างแล้ว

               “มาหลายครั้งแล้วค่ะ พวกพี่ ๆ ลุง ๆ คนงานน่ารักกันทุกคนเลย” ลินดาตอบอย่างจริงใจ ทว่าสามีทำเสียงจิ๊กจั๊กในคอเมื่อรู้ว่าภรรยาสุดที่รักลดตัวลงมาคลุกคลีกับพวกลูกจ้าง

               “แล้วดาเห็นเรือนใหญ่ของรีสอร์ทหรือยัง เรือนที่ติดกับลำธารน่ะ ผมออกแบบให้ชานเรือนชั้นสองหันหน้ายื่นยาวเข้าไปถึงกลางลำธารเลยนะ” เสี่ยหนุ่มโม้อย่างภูมิใจในฝีมือออกแบบของตน และเรือนหลังที่ว่าน่าจะเป็นจุดขายที่เด็ดที่สุดของรีสอร์ท

               “เอ๋? แต่…” ผู้เป็นภรรยาเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ทันได้พูด นั่นเพราะเบื้องหน้าตรงประตูรีสอร์ทชายชราผู้หนึ่งกำลังตรงเข้ามาหาคนทั้งสอง

               “สวัสดีครับคุณถวิล อ้าว! คุณนายลินดาก็มา” ชายสูงวัยยกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกล่าวทักทาย

               “จ้ะ วันนี้พี่หวินเขาจะมาดูความคืบหน้าของรีสอร์ทน่ะจ้ะ” หญิงสาวไหว้ตอบชายชราที่เธอคุ้นเคยดีว่าเป็นหัวหน้าคนงาน ขณะที่เจ้าของรีสอร์ทไม่สนใจ เขามองซ้ายขวาเพื่อดูสถานที่รอบ ๆ ว่าปรับแต่งเรียบร้อยหรือไม่  

               “แล้วรีสอร์ทริมธารเสร็จหรือยัง” อาเสี่ยถามถึงเรือนริมน้ำอันเป็นความหวังที่จะใช้กอบโกยเงินทอง

               “ครับ เกือบเสร็จแล้วครับ เจ้านายจะชมไหมครับ” หัวหน้าคนงานตอบอย่างพินอบพิเทา

               คราวนี้อาเสี่ยใหญ่หันมามองหน้าคนถามตรง ๆ

               “ไปสิวะ โง่จริง ๆ เลย! เอ้า…นำไปสิ!” ชายผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตะคอกใส่หัวหน้าคนงานซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีวัยวุฒิสูงกว่าเขาหลายปีนัก แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเป็นลูกน้องที่ดี ชายชราหัวหน้าคนงานจึงก้มหัวปะหลก ๆ ก่อนที่จะนำสองสามีภรรยาไปยังตัวเรือนใหญ่ริมธารน้ำ

               “อะไรวะ! ไม่เห็นเหมือนแบบแปลนเลยนี่หว่า?” ถวิลร้องลั่นทันทีที่เห็นตัวเรือนหลักของรีสอร์ทกลางยอดดอย เขาวิ่งเข้าไปในตัวบ้านที่ตอนนี้เริ่มมีเฟอร์นิเจอร์ เช่น ตู้ เตียง โต๊ะบ้างแล้ว เสี่ยใหญ่วิ่งขึ้นไปบนชั้นสองตามด้วยลินดาและกลุ่มคนงานที่ตามไปติด ๆ

               ตัวบ้านที่ชายหนุ่มวางแผนที่จะทำชานเฉลียงยื่นยาวสู่ลำธารนั้น ไม่ได้สร้างอย่างที่เขาตั้งความหวังไว้?

               แต่มันถูกสร้างอยู่ห่างจากริมลำธารเกือบสิบเมตร!

               “นี่มันบ้าอะไรวะ!?” เสี่ยหนุ่มดึงคอเสื้อหัวหน้าคนงานเฒ่าพร้อมตะคอกใส่ ตอนนี้ทุกคนที่กำลังทำงานล้วนจ้องจับสายตามาที่เสี่ยถวิลเพียงคนเดียว

               “พี่หวินใจเย็น ๆ มีอะไรค่อย ๆ พูดก็ได้ค่ะ” ผู้เป็นภรรยาร้องห้ามด้วยกลัวว่าสามีจะใจร้อนจนพลั้งเผลอทำรุนแรง

               “ตอบมาดี ๆ นะ ว่าทำไมถึงสร้างผิดตำแหน่งได้ขนาดนี้” ชายหนุ่มไม่ตอบรับคำเตือนของภรรยาแต่เลี่ยงไปถามหัวหน้าคนงานอีกคำรบหนึ่ง มือทั้งสองยังกุมคอเสื้อชายชรามั่น

               “เรา…แค่...เราสร้างตามแบบที่ได้มา...แค่ก ๆๆ” ชายชราพยายามตอบทั้งที่อึดอัดตรงคอหอย

               “ตรงแบบอะไรวะ? ห่างริมน้ำเป็นโยชน์!” คอเสื้อถูกกระชับแน่นขึ้นอีก

               “แค่ก ๆๆ” ชายสูงวัยผู้เป็นหัวหน้าคนงานทั้งสำลักและไอถี่มากขึ้น ถึงตอนนี้เหล่าคนงานชายหญิงเห็นท่าไม่ดีจึงพากันกรูเข้ามา

               “เดี๋ยวพวกเราจะอธิบายให้ฟัง นายช่วยปล่อยคอเสื้อก่อนเถอะนะ” หญิงคนงานนางหนึ่งนั่งยอง ๆ ยกมือไหว้ท่วมศีรษะขอร้องให้เจ้านายปล่อยมือที่ค้ำคอชายชราอยู่

               “นั่นสิครับ พวกเราก็ขอร้องด้วย” บรรดาคนงานทั้งหมดพากันคุกเข่าลง บ้างก็ก้มหน้านิ่ง บ้างก็ยกมือไหว้ราวกับชายหนุ่มเป็นรูปเคารพอย่างนั้น

               “ชิ!” เสี่ยหวินสบถออกมา ทว่ายังไม่ปล่อยมือออกจากคอเสื้อ

               “พี่หวินคะ ดาก็ขอร้องพี่หวินด้วยอีกคน ยังไงดาว่าฟังเหตุผลของพวกเขาก่อนเถอะค่ะ”  ลินดาพยายามช่วยเหลือเหล่าคนงานให้มากที่สุด

               เมื่อได้ฟังคำขอร้องจากเมียรัก ชายหนุ่มจึงจำต้องปล่อยคอเสื้อของหัวหน้าคนงาน

               “ไหนว่ามาซิ! มีเหตุผลอะไรกันนักหนาถึงกับต้องสร้างผิดแบบขนาดนี้” ชายผู้เป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อยถาม น้ำเสียงแสดงถึงความขุ่นมัวในใจ

               “พอดีนายช่างใหญ่เขามาตรวจงานคราวก่อน” คุณลุงเริ่ม นายช่างใหญ่ที่ว่าหมายถึงวิศวกรที่ควบคุมการก่อสร้าง

               “นายช่างมาตรวจดูแล้วให้เปลี่ยนแบบแปลน เห็นว่านายช่างจะโทรไปคุยกับเจ้านายเองไม่ใช่เหรอครับ” ลุงหัวหน้าคนงานอธิบาย

               “เฮ้ย! ไอ้ช่างมันไม่เห็นบอกอะไรสักนิดเลยนี่” เสี่ยหนุ่มโวยวาย

               “แต่…เอ๊ะ! ไอ้ช่างมันไม่สบายนี่? ป่วยหนักจนหมดสติ เห็นว่าต้องไปต่างประเทศ ไปเปลี่ยนตงเปลี่ยนไตอะไรของมันนี่นา” อาเสี่ยเจ้าสัวรำพึงเหมือนนึกขึ้นได้

               “อ้าว…นายช่างไม่สบายนี่เอง แล้วนายช่างได้บอกเจ้านายเรื่องแบบแปลนนี่หรือเปล่าครับ” คุณลุงหัวหน้าถาม

               “ไม่เห็นมันบอก” ชายหนุ่มกระชากเสียง

               “อย่างนั้นสงสัยนายช่างคงอาการหนักจริง ๆ ไม่อย่างนั้นคงโทรมาปรึกษาพี่หวินก่อนแล้ว” เป็นข้อความเห็นจากลินดาผู้เงียบฟังอยู่นาน

               “ไม่รู้ล่ะ! ยังไงพวกคนงานที่นี่ก็ต้องรับผิดชอบที่สร้างไม่ตรงแบบ” ถวิลตวาด ดูเหมือนเขาต้องการที่จะหาคนผิดให้ได้

               “ใจเย็นเถอะค่ะพี่หวิน มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่นายช่างบังเอิญมาป่วยหนัก…ดาว่าบางทีนายช่างเขาอาจจะมีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแบบแปลนก็ได้  ใช่ไหมจ๊ะลุง?” ท้ายประโยคลินดาผู้เป็นเถ้าแก่เนี้ยหันไปถามลุงหัวหน้าคนงาน

               “ใช่…ใช่ครับ นายช่างว่าแปลนที่ยื่นไปเกือบกลางลำธารมันเสี่ยงเกินไปขอรับ เพราะเวลาน้ำหลาก ลำธารก็จะลึกพอควร อีกอย่างกระแสน้ำอาจกัดเซาะตลิ่งจนพังได้ง่าย” ชายสูงวัยพยายามอธิบายเท่าที่สามารถจดจำจากปากของวิศวกรผู้เป็นหัวหน้า

               เสี่ยถวิลส่ายหัวโคลง นี่ทำไมไม่มีใครบอกเขาสักคน ถึงแม้วิศวกรคุมงานจะไม่สบายอย่างสุดวิสัย แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีใครโทรศัพท์บอกเขาสักนิด

               ทำอย่างนี้มันเหมือนข้ามหน้าข้ามตากันชัด ๆ!

               “อีกเหตุผลหนึ่งครับ…นายช่างเขาบอกว่า…” หัวหน้าคนงานพยายามอธิบายเหตุผล

               “มีเหตุผลอะไรอีก!” เสี่ยหนุ่มถามห้วน ๆ

               “นายช่างเขาว่าแถวนี้ดินมันอ่อน ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา บ้านที่โครงสร้างไม่สมดุลอาจจะพังได้ง่าย ๆ น่ะครับ”

               “แผ่นดินไหว? นี่แกเชื่อว่าจะประเทศไทยจะมีแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดนั้นเรอะ?” ท้ายประโยคแสดงความไม่พอใจสุด ๆ

               คราวนี้คนงานสูงวัยได้แต่เงียบ อันที่จริงเขาก็ไม่เคยเจอแผ่นดินไหวที่รุนแรงถึงขนาดบ้านช่องพังเลยสักครั้ง…จะมีบ้างก็เพียงอาคารร้าวเท่านั้น

               “พวกแกมันโง่! ใครพูดอะไรก็เชื่อไปเสียหมด” เจ้าของรีสอร์ทปรามาสคนงานทุกคนที่ยืนอยู่ ลินดาเองก็ได้แต่นิ่งฟังด้วยไม่สามารถพูดสอดแทรกได้

               “ไม่รู้ว่าสมองทำด้วยอะไร ไอ้พวกไม่มีการศึกษา ถุย!” พร้อมกับน้ำลายที่ถ่มลงพื้น แน่นอนว่าไม่มีใครอาจหาญโต้เถียง ทุกคนได้แต่กล้ำกลืนการเหยียดหยามจากผู้เป็นนาย

               “ไป! ลินดา อยู่ที่นี่แล้วเสียอารมณ์! แผ่นดินไหวอะไรกัน กลัวไม่เข้าเรื่อง!” เจ้าสัวหนุ่มหันหลังพร้อมจูงมือภรรยาเพื่อจะออกจากรีสอร์ทที่สร้างไม่ได้ดั่งใจ

               แต่แล้ว

               พริบตาที่เสี่ยถวิลและลินดาหันหลังกลับเพื่อเตรียมจะออกจากเรือนหลักของรีสอร์ทกลางป่า

               ครึ่ก!

            อะไรบางอย่างกำลังขยับอยู่ที่ใต้เท้า!

               สองสามีภรรยาหยุดเดินในทันที ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความงุนงงก่อนที่จะหันกลับไปมองบรรดาคนงานที่อยู่ด้านใน

               ทุกคนล้วนอยู่ในภาวะที่ประหลาดใจเช่นเดียวกัน!?

               ก่อนที่ทุกคนจะทันได้คิดหาสาเหตุของความผิดปกติเมื่อครู่

               ครึ่ก! ครึ่ก ๆๆ!

               เสียงแผ่นดินใต้เท้าสะเทือนลั่นอีกหลายคำรบ โคมไฟระย้าที่แขวนห้อยบนเพดานแกว่งกวัดไปมาอย่างเห็นได้ชัด

               แผ่นดินไหว!

            ครืน ๆๆๆๆ!

เสี้ยววินาทีถัดมา พลันบังเกิดกัมปนาทกึกก้องราวฟ้าถล่ม ทุกชีวิตที่อยู่ในเรือนใหญ่ทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงกัน และแม้บางคนจะพยายามวิ่งออกไปด้านนอก ทว่าการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของเปลือกโลกทำให้พวกเขาล้มคะมำด้วยไม่อาจที่จะฝืนทรงตัว

“พี่หวิน…ดากลัว…ดากลัว!” ภรรยาเจ้าของรีสอร์ทร้องเสียงหลงด้วยไม่เคยเจอะเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญเช่นนี้ และนั่นก็หาได้ต่างจากสามีไม่ ตัวถวิลเองได้แต่ประคองเมียรักไว้อย่างทำอะไรไม่ถูก

เปรี๊ยะ!…บางอย่างลั่น ใกล้ ๆ นี่เอง!? ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่กขณะที่แผ่นดินใต้เท้ายังสั่นไหวไม่หยุด

โครม! ตึง!

“กรี๊ดดดดด! ว้าย!” เสียงร้องลั่นจากทุกชีวิตที่ประสบภัยอยู่ในตัวบ้านที่บัดนี้ไม่ต่างไปจากกับดักที่มีหนูติดอยู่ข้างใน

เสาบ้านพังลงมาพร้อม ๆ กับพื้นชั้นสองบางส่วนกำลังยุบตัวลง!

“เฮ้ย! ว้าย! กรี๊ดดดดด!” เสียงร้องดังไม่ได้ศัพท์ประสานกันเซ็งแซ่

“ลินดา! ระวัง!” เสี่ยหวินร้องลั่นเมื่อเห็นพื้นใต้เท้าภรรยายุบตัว แต่การร้องเตือนเมื่อเห็นว่าพื้นยุบไปแล้วย่อมไม่ทันการณ์

“ช่วย…!” หลุดเสียงร้องเพียงแค่พยางค์แรกเท่านั้นก่อนที่ร่างของลินดาจะถูกกลืนหายไปจากชั้นสอง

“ดา!” เสี่ยหนุ่มร้องสุดเสียง เขาพยายามจะยันตัวลุกขึ้น ทว่าการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของเปลือกโลกทำเอาชายหนุ่มเซหลุน ๆ ไปอีกทาง

แต่กระนั้นถวิลก็ยังไม่ละความพยายาม เขาตะกายตัวโดยมีจุดประสงค์อยู่ที่บันไดที่จะนำสู่ชั้นล่าง

เหมือนพระเจ้ายังไม่ทอดทิ้ง แรงสั่นสะเทือนค่อย ๆ เบาลงจนดับสนิท นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่เสี่ยหนุ่มถลาลงบันไดบ้าน ถัดจากชายหนุ่มเจ้าของรีสอร์ทก็เป็นคนงานทุกคนที่อยู่ที่นั่น ไม่เว้นแม้แต่ชายชราผู้เป็นหัวหน้า

“ดา!” ชายหนุ่มตะโกนลั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

ภรรยาสาวกำลังนอนร้องครางอยู่ที่พื้นชั้นล่าง ท่าทางเธอยังมีสติครบถ้วน ทว่าบนร่างของลินดานั้นมีบางสิ่งบางอย่างทับอยู่

ตู้ไม้! ตู้สำหรับเก็บของใช้ทั่วไป มันถูกสร้างโดยใช้ไม้สักอย่างดีเพื่อแต่งเติมความหรูหราให้แก่รีสอร์ท

ทว่า…บัดนี้ความหรูหราอันหนักหน่วงกำลังทาบทับอยู่บนหน้าท้องของสตรีผู้เป็นคู่ชีวิต!

พริบตาที่ตั้งสติได้ เสี่ยหนุ่มถลาเข้าหาเมียรักตามติดด้วยคนงานอีกสี่ห้าคน ทั้งหมดช่วยกันยกตู้ไม้ออกจากตัวของนายผู้หญิง

“ดา…” ถวิลพูดได้เพียงชื่อของเมียรัก เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะเมื่อเห็นสภาพของลินดา

               ครึ่งล่างที่โดนตู้ไม้ล้มใส่นั้น โคนขาทั้งสองข้างมีแผลถลอกปอกเปิก บางแห่งปรากฏแผลฉีกขาดเป็นทางยาวมากกว่าสิบเซนติเมตร

            แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าที่ ‘ท้อง’

               ตรงบริเวณหน้าท้อง…ท้องที่ลินดากำลังตั้งครรภ์บุตรชายผู้สืบสกุลนั้น บัดนี้มีลักษณะที่บวมอืดมากขึ้น!…มากกว่าลักษณะของการตั้งครรภ์ปกติ

               ยิ่งกว่าความบวมก็คือ...บัดนี้ใบหน้าของลินดาค่อย ๆ ซีดลงทุกขณะ!

               “ตกเลือดข้างใน!” ใครคนหนึ่งพูดออกมา และนั่นก็เป็นสิ่งที่เสี่ยถวิลคิดอยู่ในใจเช่นเดียวกัน

               [ ต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ] เป็นความคิดอย่างแรกในหัวของเสี่ยหนุ่ม

               [ แต่จะไปอย่างไรล่ะ…เมื่อเช้าเห็นว่าไม่ไกลก็เลยเดินมา ถ้าจะกลับไปเอารถก็เกรงจะไม่ทันการ ] เสี่ยถวิลคิดคำนวณอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิธีการ แต่ละวินาทีมีค่ายิ่งกว่าทอง

               ชีวิตของลินดาและลูก…กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย!

               [ งั้นก็ขอรถพวกคนงาน! ] ปากของชายหนุ่มกำลังจะอ้าตามความคิด ทว่าเขากลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น

               ความรู้สึกบางอย่างกำลังทำให้เขากระดากปากในชั่ววินาทีเป็นวินาทีตาย

               เขาพึ่งจะด่าว่าคนงานพวกนี้อย่างกับหมูกับหมา แล้วตอนนี้กลับต้องมาขอร้องคนพวกนี้อย่างงั้นรึ!? แต่ก็ไม่มีทางอื่นใดให้เลือก ถึงตอนนี้ชีวิตของคนที่รักสำคัญมากกว่าศักดิ์ศรีของตัวเอง

               “เอ่อ…” ถวิลอ้าปากเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ

               “เจ้านายใช้รถของพวกผมเลยครับ จอดอยู่หน้าบ้านนี้เอง” ชายชราผู้เป็นหัวหน้าคนงานรีบบอก ในแววตาฝ้าฟางคู่นั้น เห็นได้ชัดเจนว่ามีแต่ความห่วงใยชีวิตของนายหญิง

               ถวิลรู้สึกขอบใจผู้เป็นลูกจ้างมาก แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาที่จะกล่าวคำ ๆ นั้น เสี่ยหนุ่มรีบคว้ากุญแจรถกระบะจากมือชายชราพร้อมกับอุ้มร่างเมียรักวิ่งตรงไปยังส่วนหน้ารีสอร์ททันที ทางด้านหลังบรรดาคนงานพากันวิ่งตามมาติด ๆ

               ครึ่ก ๆๆ

               แผ่นดินสะเทือนลั่นอีกคำรบ ทุกฝีเท้าชะงักชั่วขณะเพื่อทรงตัวไม่ให้เซล้ม คราวนี้ปฐพีสั่นไหวเพียงชั่วขณะแล้วก็หยุดนิ่ง

            อาฟเตอร์ช็อก!…อาจจะมีมาอีก!?

               นึกได้เช่นนั้นเสี่ยถวิลรีบพาร่างภรรยาขึ้นรถทางเบาะหลังทันที ส่วนตัวเขาขึ้นด้านคนขับ และนั่นไม่ช้าไปกว่าคนงานหญิงสองคนที่ขึ้นทางที่นั่งเบาะหลังซ้ายขวาเพื่อประกบดูใจคนป่วย ส่วนคนงานที่เป็นชายฉกรรจ์ห้าหกคนพากันโดดขึ้นที่กระบะหลังทันท่วงที

               บรืนนนนนน!

               รถกระบะสตาร์ทและเร่งเครื่องออกตัวในเวลาแทบจะเป็นวินาทีเดียวกัน ทุกเสี้ยวเวลาต่อจากนี้ล้วนแล้วมีค่าดั่งทองคำ

               รถยนต์พุ่งทยานออกไป สองข้างทางมีแต่ป่าไม้ ระยะทางจากรีสอร์ทกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอนั้นก็ตกราว ๆ สิบกว่ากิโลเมตร

               ไม่ไกลจนเกินไป!?

            ทว่า… ครึ่ก ๆๆๆ!

               แผ่นดินสะเทือนอีกครั้ง ถวิลรีบแอบรถเข้าข้างทาง คนงานผู้หญิงวี้ดว้ายเล็กน้อยในขณะที่คนงานชายทางด้านหลังร้องเอะอะดังลั่น

               “เฮ้ย! ข้างหน้า!” หนึ่งในคนงานตะโกนขึ้น

               โครม! ต้นไม้ขนาดย่อมถูกกระชากหลุดจากพื้น มันล้มขวางอยู่เบื้องหน้าถนนในเวลาเดียวกับที่อาฟเตอร์ช็อกสงบลงชั่วขณะ

               “ทำไงดีคะ?” คนงานหญิงที่นั่งในรถร้องออกมาเหมือนจะถามเสี่ยผู้เป็นเจ้านาย ทว่าชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรเหมือนกัน

               หรือชะตาชีวิตของเมียรักจะสิ้นสุดอยู่ที่นี่!?

               [ ลินดา…ลูก…นี่เราช่วยอะไรไม่ได้เลย ]

               พริบตานั้นเหล่าคนงานชายที่นั่งด้านหลังพากันกระโดดลงจากกระบะพร้อมกับวิ่งไปข้างหน้าอย่างลืมตาย ส่วนหนึ่งพกมีดพกค้อนอยู่ด้วยเพราะกำลังทำงานติดพัน เขาเหล่านั้นใช้เครื่องมือติดตัวตัดทุบเพื่อริดกิ่งใบออกบางส่วน ในขณะที่คนงานอีกฝ่ายที่มีเชือกติดตัวมาด้วยรีบพันเชือกมัดเข้ากับลำต้นของสิ่งกีดขวางการจราจร

               ส่วนคนที่ไม่ได้ถืออะไรติดมือต่างพากันเข้าประจำที่ทันที

               และการดึง ดันต้นไม้ที่ล้มกีดขวางถนนก็เกิดขึ้น เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ต้นไม้ขนาดย่อมก็ลงไปกองอยู่ตรงข้างทาง

               ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เหล่าคนงานก็รีบพากันขึ้นรถกระบะอีกครั้ง เสี่ยถวิลไม่รอช้าเขาเร่งเครื่องทันทีที่คนสุดท้ายเข้าประจำตำแหน่ง จังหวะนั้นคนงานหญิงร้องบอกเสี่ยหนุ่มว่าลินดาเริ่มหายใจถี่มากขึ้น

               รถกระบะเลี้ยวปราดเข้าที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ที่นี่ดูวุ่นวายบ้างเล็กน้อย ชายหนุ่มเห็นอาคารตรวจผู้ป่วยมีรอยร้าวเป็นแนวยาวแต่ไม่ถึงกับพังทลายเหมือนบ้านกลางรีสอร์ท
               ถวิลรีบอุ้มภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ลงจากรถ และนั่นเป็นจังหวะเดียวกับล้อเข็นจากหน่วยเปลฉุกเฉินของโรงพยาบาลตรงเข้ามารับ

               ร่างของลินดาถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน เสี่ยหวินสืบเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านหลังพวกคนงานเดินตามมาห่าง ๆ

               “คนไข้ด่วนงั้นหรือ” นายแพทย์หนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องฉุกเฉินพูดพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ตรวจผู้ป่วยเมื่อเปลนอนนำร่างของลินดาผ่านเข้าทางประตู

               “เดี๋ยวขอเชิญญาติคนอื่นรอข้างนอกก่อนนะคะ” นางพยาบาลบอกกับเหล่าคนงานที่กำลังจะเดินตามเข้าไป นั่นทำให้ทั้งหมดเลี่ยงไปนั่งชะเง้อคอยาวที่นอกห้อง ทิ้งญาติตัวจริงอย่างเสี่ยถวิลเอาไว้เพียงลำพัง

               “คุณเป็นญาติของคนไข้หรือครับ?” หมอหนุ่มถามเสี่ยหวิน สายตาของนายแพทย์มิได้จับจ้องมาที่คู่สนทนาแต่กลับมองไปยังตัวเลขสีแดง ๆ ของเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ดูเหมือนนายแพทย์หนุ่มจะเครียดไม่น้อยเมื่อเห็นตัวเลขเหล่านั้น

               “ครับ ผมเป็นสามี…ลินดาเป็นอย่างไรบ้างครับ?” ชายหนุ่มตอบพร้อม ๆ กับยิงคำถาม

               หมอใหญ่ประจำโรงพยาบาลชุมชนยังไม่ได้ให้คำตอบแก่เสี่ยหนุ่ม เขาทำการตรวจร่างกายสลับกับถามอาการของลินดาอย่างแคล่วคล่อง สายตาเหลือบมองยังตัวเลขที่หน้าปัดของเครื่องวัดความดันที่กำลังเริ่มวัดอีกครั้ง

               “เจ็ดสิบ / สี่สิบ” นายแพทย์ทวนคำตัวเลขบนหน้าปัดก่อนที่จะลอบถอนใจโดยไม่ให้คนไข้ที่นอนอยู่เบื้องหน้ารับรู้

               “เป็นอย่างไรบ้างครับหมอ?” อาเสี่ยตั้งแต่อายุยังน้อยถามอีกคำรบ

               “ขอเชิญญาติรอพบผมที่หน้าห้องเลยครับ เดี๋ยวผมจะตามออกไป” นายแพทย์บอกก่อนที่จะหันไปเร่งน้ำเกลือที่บัดนี้ต่อสายระโยงระยางอยู่กับแขนทั้งสองข้างของลินดา

               “คุณเป็นสามีของคนไข้?” หมอใหญ่ตามออกมาติด ๆ ตอนนี้บรรดาคนงานทั้งหลายต่างพากันกรูเข้ามาฟังด้วย

               “ครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยใจระทึกด้วยเพราะชีวิตลูกและเมียกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย 

               “ผมอยากจะแจ้งว่าตอนนี้ภรรยาของคุณ...เธอเสียเลือดมากจึงทำให้ความดันต่ำเรียกง่าย ๆ ว่าตอนนี้คนไข้อยู่ในภาวะช็อกครับ” เป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ ของคุณหมอ

               “เสียเลือด? ตรงไหนครับ?” เสี่ยหนุ่มถามออกไป ทั้งนี้นั่นเพราะเขาไม่เห็นว่าภรรยาจะมีบาดแผลภายนอกที่สำคัญ...แต่ก็นั่นแหละในใจยังคงนึกหวั่นเกี่ยวกับเลือดที่อาจตกภายใน

               “อยู่ในช่องท้องครับ อาจจะเป็นอวัยวะบางอย่างที่ฉีกขาด เช่น ตับหรือว่าม้าม?” เป็นคำสันนิษฐานของผู้มีความรู้ทางการแพทย์
               “แล้ว…แล้วต้องทำยังไงครับ?”

               “ก็คงต้องส่งไปโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อผ่าตัดหยุดเลือด เดี๋ยวผมจะเรียกรถพยาบาลให้นะครับ” คำแนะนำจากปากคุณหมอ สีหน้าของคนพูดเครียดไม่แพ้ชายผู้เป็นสามี

               “ส่งไปโรงพยาบาลจังหวัด?…ไกลขนาดนั้นนะครับ?” ถวิลอุทาน เขายังจำระยะทางที่ขึ้นเขาลงห้วยกว่าชั่วโมงครึ่งได้ อีกทั้งไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีสิ่งกีดขวางจากการเกิดอาฟเตอร์ช็อกด้วยหรือไม่

               “แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องส่งตัวผู้ป่วยไปครับ อย่างน้อยเด็กที่มีอายุครรภ์แปดเดือนก็ควรจะรอด หรือหากโชคดีมารดาก็อาจจะมีโอกาส...” พยางค์สุดท้ายเหมือนเสียงจะถูกดูดกลืนหายไปในลำคอที่แห้งผากของคุณหมอ

               “ที่นี่…ที่นี่ผ่าไม่ได้หรือครับ?” เสี่ยหวินถามตรง ๆ เขาไม่คิดว่าการส่งตัวภรรยาที่มีอาการหนักขนาดนี้ไปในระยะทางไกล ๆ นั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

               “อืมมมม…ให้ผมผ่างั้นหรือ จริง ๆ ห้องผ่าตัดก็มี แล้วเรื่องผ่าตัดมดลูกเพื่อเอาทารกออกนั้นผมก็พอมีประสบการณ์ไม่น้อย...ก็น่าจะพอไหวอยู่?” นายแพทย์รำพึงคล้ายกับจะวางแผนให้ตนเอง

               “งั้นก็ผ่าที่นี่ได้?” เสี่ยหวินถาม ขณะที่สายตาจ้องจับที่เครื่องวัดความดันอัตโนมัติที่บัดนี้วัดได้เพียง 60/30 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น

               “แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องธนาคารเลือด” นายแพทย์แจ้งข้อขัดข้องใหม่ให้รับทราบ

               “ธนาคารเลือด?…ที่นี่ไม่มีหรือครับ” ชายหนุ่มถามอย่างท้อใจเกี่ยวกับความไม่พร้อมของโรงพยาบาลที่ทุรกันดารห่างไกล

               “โรงพยาบาลในชนบทไกล ๆ ส่วนมากก็เป็นอย่างนี้นั่นแหละครับ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ” คุณหมอโค้งศีรษะขอโทษอย่างสุภาพ ซึ่งปกติแล้วเวลาอย่างนี้ถวิลคงต้องนึกดูหมิ่นเป็นแน่

               ทว่า ณ วินาทีนี้เขาทำเช่นนั้นไม่ได้

               นั่นเพราะชีวิตของลูกเมียขึ้นอยู่กับแพทย์หนุ่มในโรงพยาบาลระดับอำเภอที่เขาได้เอ่ยวาจาสบประมาทไปเมื่อวันก่อน

               โดยปัญหาสำคัญที่ปรากฏต่อหน้า ปัญหาที่ต้องจัดการแก้ไขเพื่อยืดชีวิตของภรรยา

               เลือด! ที่แห่งนี้ไม่มีธนาคารสำรองเลือด!…แล้วเขาจะไปหาที่ไหน?

               “ใช้เลือดพวกเราได้ไหมครับ” เสียงเหน่อ ๆ แบบชาวบ้านโพล่งขึ้น เหล่าคนงานที่ยืนฟังอยู่นานนั่นเอง

               ถวิลอ้าปากค้าง จริงสิ! เขายังมีพวกคนงานอยู่ นั่นหมายถึงอาจจะมีคนที่มีเลือดเข้ากันได้กับลินดา

               “ได้ไหมครับหมอ?” ถวิลหันไปถามนายแพทย์ที่บัดนี้มีสีหน้าครุ่นคิด

               “มีความเสี่ยงมากเกินไปครับ ทั้งเรื่องการเข้ากันได้ของหมู่เลือด ไหนจะเรื่องการติดเชื้อที่ต้องตรวจสอบอีก”  นายแพทย์ตอบ

               “แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ?” เสี่ยหวินถาม นั่นเพราะดูเหมือนอาการลินดาจะทรุดลง เห็นได้ชัดจากหน้าที่ซีดลงทุกที และหากส่งตัวไปจังหวัดล่ะก็...เป็นไปได้ว่าอาจจะเสียชีวิตระหว่างทาง

               “เราอาจต้องผ่าตัดด่วนที่นี่ โดยต้องให้มีการเสียเลือดน้อยที่สุด และระหว่างนี้ผมจะพยายามให้สาระลายทดแทนเลือด แต่มันก็ได้แค่ประวิงเวลาระหว่างการผ่าตัดและการส่งตัวเท่านั้น”

                ดังค้อนกระหน่ำที่ศีรษะของถวิล เขาดีใจที่คนงานพร้อมที่จะให้เลือด แต่กลับมีปัญหาในความไม่พร้อม ทว่าในตอนนี้เขาจำเป็นต้องตัดสินใจ

               นั่นเพราะทุกวินาทีของลินดาล้วนแล้วแต่มีค่ายิ่ง!

               ส่วนทางเลือกในการส่งตัวไปโรงพยาบาลใหญ่ หากเป็นพื้นที่ราบในเมืองก็คงดี ทว่าสถานการณ์ตอนนี้จะเป็นการส่งตัวกลางป่าเขา ระยะทางกว่าสองชั่วโมงนั้นคงไม่ปลอดภัยกับอาการที่หนักขนาดนี้ เช่นนั้นคงต้องฝากความหวังไว้กับฝีมือของคุณหมอหนุ่ม

               นายแพทย์และโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่เขาพึ่งจะพูดสบประมาทไปเมื่อวันวาน!?

               “พี่หวินคะ…” เสียงจากผู้ป่วยทำเอาทุกคนผวาเข้าไปด้านในห้องฉุกเฉิน ทั้งหมดยืนรุมรอบเตียงจนหมอใหญ่ต้องรีบกันออกไปบ้าง ให้เหลือเฉพาะตัวเขาและถวิลผู้เป็นสามีเท่านั้น

               “ดา…ผมอยู่นี่” เสี่ยหนุ่มกุมมือที่เย็นเฉียบของเมียรักไว้แน่น

               “พี่หวิน…อย่างน้อยก็ขอให้ลูกเราปลอดภัย” เป็นคำพูดพร้อมกับดวงตาที่ปริ่มน้ำ

               เมื่อได้ยินประโยคของภรรยาผู้ตั้งครรภ์ เสี่ยถวิลนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนที่จะหันหน้าไปหานายแพทย์ผู้ดูแลแล้วกล่าวอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

               “คุณหมอครับ ช่วยผ่าตัดช่วยชีวิตภรรยากับลูกของผมด้วยครับ” พร้อมกับการโค้งศีรษะลงเพื่อขอร้อง เขาไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาก้มหัวคำนับคนที่ไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อนอย่างนี้

               แต่เพื่อช่วยลินดากับลูกแล้ว…จะให้ทำอะไรก็ยอม

               “ก็ได้ครับ ผมจะลองพยายามให้เต็มความสามารถนะครับ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงไม่อาจรับประกันได้” ท้ายประโยคนายแพทย์พูดแบบกระซิบเพื่อไม่ให้คนไข้ได้ยิน

 

               ลินดาถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้ว ส่วนคนงานทั้งหลายถูกนำไปทดสอบหมู่เลือดอีกด้านหนึ่ง โดยหากคนไหนที่ทดสอบแล้วมีหมู่เลือดตรงกับนายหญิง ก็จะได้เตรียมส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในเมืองเพื่อทำการบริจาคโลหิต

               ถวิลนั่งกุมขมับอยู่หน้าห้องผ่าตัดที่บัดนี้เปิดไฟแดงอันแสดงสถานะว่ากำลังปฏิบัติการผ่าตัด ถึงตอนนี้ชายหนุ่มคงได้แต่นั่งรอ

               กระนั้นเขาก็ไม่ได้นั่งอยู่เพียงลำพัง ข้าง ๆ ยังมีคนงานอีกหลายคนที่อยู่เป็นเพื่อน คนงานเหล่านั้นไม่มีใครกล้าพูดคุยกับเขาสักคำ อาจเป็นเพราะเมื่อเช้าที่ชายหนุ่มได้ผรุสวาทด่าทอเหยียดหยามด้วยความโกรธเกรี้ยว

               ทั้งที่เหล่าคนงาน…คนที่เขาคิดว่าเป็นเพียง ‘ชนชั้นต่ำ’ ทว่าบัดนี้พวกเขากำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยชีวิตภรรยาที่รัก

               นับตั้งแต่การเดินทางมาโรงพยาบาลที่ยากลำบาก หากไม่มีพวกเขา ลินดาคงมาไม่ถึง...

               ไหนจะเรื่องเลือดที่ทุกคนพร้อมบริจาคให้แก่ลินดาอีก บุญคุณของคนที่เคยปรามาสดูถูกนั้น บัดนี้กลับยิ่งใหญ่จนไม่อาจทดแทนได้

               อีกทั้งการที่เขาเคยนึกดูหมิ่นโรงพยาบาลเล็ก ๆ นี้อีกเล่า? บัดนี้เขาจำต้องฝากชีวิตของภรรยาไว้กับสถานที่ ๆ เคยดูแคลน

               [ ที่ผ่านมาเราทำบ้าอะไรลงไป? ] นั่นคือพุทธิปัญญาที่บังเกิดขึ้นในสถานการณ์วิกฤติ ชายหนุ่มผู้หาใช่บัวใต้น้ำเกิดสำนึกในบุญคุณของทุกชีวิตที่ช่วยเหลือโดยไม่หวังซึ่งสิ่งตอบแทน และนั่นทำให้เสี่ยหวินเกิดความคิดบางอย่างขึ้น

               ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่

               แม้จะไม่เคยเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ ‘ถวิล’ คนนี้ก็จะขอกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะไม่ดูถูกคนที่ด้อยกว่าอย่างเด็ดขาด ดังนั้นคำขอต่อพระเจ้า…คำขอแรกและคำขอเดียวในชีวิต

               ลินดา…ขอให้ลินดากับลูกปลอดภัยทีเถิด!

 

               ‘นี่คือไพ่แห่งความตาย ในเมื่อคุณถามเรื่องครอบครัวแล้วเลือกได้ไพ่ใบนี้ นั่นก็หมายถึง…’

               ‘นั่นหมายถึงจะเกิดการสูญเสียในครอบครัวของคุณ!...หรืออาจจะหมายถึงตัวคุณเองก็ได้!’

 

               เสี่ยถวิลสะดุ้งลืมตาในทันที เขาเผลองีบบนเก้าอี้นั่งรอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ที่สำคัญดันฝันถึงลางร้ายจากการเสี่ยงทายเลือกไพ่ทาโรต์ได้ทูตแห่งความตาย

               ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ ไฟแดงหน้าห้องยังคงสว่าง นั่นหมายถึงการผ่าตัดยังคงดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มมืดสลัวด้วยพยับฝน บริเวณใกล้ ๆ นั้นบรรดาคนงานชายหญิงยังคงนั่งอยู่โดยรอบ ทุกคนทำหน้าเป็นห่วงติดแต่ว่าไม่กล้าเข้ามาใกล้ตัวเขาเท่านั้น

               “ผมไม่เป็นไรหรอก แค่ฝันน่ะ” เสี่ยถวิลบอก ตัวเขาเองก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่พูดกับคนงานโดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘ผม’

               ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อ ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก…ทั้งที่ไฟแดงยังไม่ดับ?

               พยาบาลคนหนึ่งในชุดเสื้อกาวน์ สวมหมวกใส่หน้ากากก้าวออกมา มือทั้งสองอุ้มสิ่งมีชีวิตตัวน้อยออกมาด้วย

               “ยินดีด้วยค่ะ คุณได้ลูกชายนะคะ ถึงจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็ดูแข็งแรงดีค่ะ” พยาบาลบอก แม้ไม่เห็นริมฝีปากที่ซ่อนภายใต้ผ้าปิดจมูกแต่เสี่ยหนุ่มก็รับรู้ว่าเธอกำลัง ‘ยิ้ม’

               ตัวเขาเองก็พลอยยิ้มไปด้วย…ลูกปลอดภัยแล้ว เหลือเพียงลินดาผู้เป็นภรรยาเท่านั้น

               ทารกน้อยถูกนำไปยังตึกเพื่อดูแล แต่เสี่ยหนุ่มยังคงนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดไม่ห่าง นั่นเพราะตอนนี้คนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือตัวลินดา ส่วนคนงานทั้งหลายนั้น ตอนนี้ส่วนมากแห่กันไปเห่อทารกผู้เป็นลูกของนายใหญ่ เหลืออยู่รอเป็นเพื่อนกับเสี่ยหนุ่มเพียงคนเดียว

              

               ‘ไพ่มรณะนี้ยังมีความหมายกลับหัวอยู่…หมายถึงความหมายอีกอย่างหนึ่งของไพ่’

               ‘และความหมายกลับหัวของไพ่แห่งความตายนี้ก็คือ…’

               ‘การเริ่มต้นใหม่…หรือการเกิดใหม่’

 

               แว่วเสียงของนักพยากรณ์ผู้ลึกลับ เสี่ยถวิลวาบในหัวใจ…หรือนี่คือคำทำนายที่แม่นยำ?

               การเกิดใหม่…หมายถึงลูกที่ถือกำเนิดก่อนครบกำหนดคลอดหรอกหรือ?

               แล้วลินดาล่ะ? ถึงตรงนี้เสี่ยหนุ่มไม่อยากคิด เขาไม่อยากนึกถึงคำว่า ‘ตาย’ อันเป็นความหมายหลักของไพ่มรณะ

 

               ไฟหน้าห้องดับลงพร้อมกับประตูที่เปิดออก นั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่บรรดาคนงานที่เห่อทารกน้อยกลับมาถึงพอดี

               “เป็นยังไงบ้างครับหมอ” ถวิลปราดเข้าไปเป็นคนแรก

               “ผมผ่าเข้าไป พบว่าในช่องท้องของคนไข้นั้นมีเลือดออกอยู่มาก คาดว่าเลือดที่ออกมากทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตลดต่ำ” นายแพทย์เริ่มเล่า ทุกคนที่ยืนรายรอบหุบปากเงียบสนิท

               “ผมจึงทำการให้สารละลายทดแทนเลือด จากนั้นจึงรีบทำการผ่าตัดมดลูกเพื่อช่วยทารกออกมาก่อน ซึ่งขั้นตอนผ่ามดลูก เอาทารกและรกออกรวมทั้งเย็บปิดแผลนั้นกินเวลาไม่เกินยี่สิบนาที”

               “หลังจากเด็กคลอดแล้วผมจึงพยายามหาจุดที่เลือดออก…และก็พบว่าเป็นตับ”

               “ตับ!” ถวิลและเหล่าคนงานอุทานพร้อมกัน

               “ครับ ตับมีแผลอยู่หลายแห่ง โชคดีที่แต่ละแผลไม่ลึกมาก เลือดเลยซึมออกมาทีละน้อย คนไข้จึงสามารถทนได้นานพอควร” นายแพทย์อธิบายต่อ

               “แต่ถึงอย่างนั้นเลือดที่ออกจากตับก็ไม่หยุดง่าย ๆ ผมจึงใช้วิธียัดผ้าซับเลือดกดเอาไว้ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ผลดีพอควร ตอนนี้เรื่องความดันโลหิตดีขึ้นมากแล้ว อีกสักครู่ผมจะนำรถโรงพยาบาลเพื่อทำการส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัด รวมถึงจะขอให้พี่คนงานที่มีหมู่เลือดตรงกับผู้ป่วยนั่งรถพยาบาลไปด้วยครับ”

               “จะปลอดภัยไหมครับ” ถวิลยังไม่วายกังวล

               “ยังไงก็ดีกว่าตอนแรกแน่ ๆ ครับ” เป็นคำพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ถวิลได้เห็นเป็นครั้งแรกจากนายแพทย์ผู้รักษา

               จังหวะนั้นเอง พยาบาลได้เข็นเปลที่ลินดานอนอยู่ออกมา

               “พี่หวินคะ” เสียงเพลีย ๆ จากคนไข้ เสี่ยถวิลใจชื้นมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเมียรัก

               “ดาไหวไหม? คุณหมอเขาช่วยดาไว้น่ะ” ชายหนุ่มบอกภรรยาสาว

               “ไม่ใช่หมอคนเดียวหรอกครับ” นายแพทย์บอกเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงยิ้มน้อย ๆ

               วินาทีนั้นแทบไม่ต้องคิด...นาทีนั้นไม่มีอะไรที่ชายหนุ่มจะทำให้ผู้มีพระคุณได้มากกว่านี้ เขายกมือขึ้นไหว้คุณหมอหนึ่งครั้ง

               ก่อนที่จะหันไปทางคนงานที่ยืนอยู่รายรอบ

               เสี่ยถวิลพนมมือพร้อมกับไหว้  เขาพยายามไหว้ให้สวยที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ คนงานเหล่านี้ช่วยลินดาและลูกของเขา…ช่วยอย่างบริสุทธิ์ใจ

               แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลน อีกทั้งโดนถ้อยคำผรุสวาทด่าทอมากมายแต่ก็หามีใครแค้นเคืองไม่ ทุกคนกลับยินยอมพร้อมใจที่จะช่วยเหลือ

               ถวิลรับรู้แล้วว่าตัวเขาเอง…ตัวเขาที่ยึดถือแต่ฐานะ ทรัพย์สมบัติ หรือกระทั่งโอกาสทางการศึกษา

               เขาเองที่เป็นคนผิด! เขาไม่ควรตีค่าของมนุษย์ด้วยสิ่งเหล่านี้

               หัวใจและความดีต่างหาก ที่ควรค่าแก่การยกย่อง

 

               บัดนี้ชายหนุ่มตั้งปณิธานว่าจะเป็นคนใหม่ เขาจะไม่ทำตัวดูถูกดูหมิ่นคนยากไร้ จะไม่รังเกียจผู้คนชนบทหรือคนด้อยการศึกษา

               ชายหนุ่มหัวเราะนิดหนึ่งขณะก้าวขึ้นรถส่งตัวของโรงพยาบาล

               เขาพึ่งเข้าใจความหมายของไพ่เดอะเดธ…ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง

               ‘นั่นหมายถึงจะเกิดการสูญเสียในครอบครัวของคุณ!...หรืออาจจะหมายถึงตัวคุณเองก็ได้’...ใช่แล้ว! มรณะกาลจะเกิดกับตัวผู้รับการทำนายเอง

               ‘และความหมายกลับหัวของไพ่แห่งความตายนี้ก็คือการเริ่มต้นใหม่…หรือการเกิดใหม่’ เช่นนั้นแล้วความหมายกลับหัวนี้ก็จะต้องหมายถึงตัวเขา ผู้เป็นผู้รับการทำนายเช่นเดียวกัน !?

               ตัวถวิลเองนั่นแหละที่ได้ตายไป…ถวิลที่เลวร้ายและชอบดูถูกคน

               และบัดนี้ถวิลคนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น…การเกิดใหม่อันเป็นความหมายแฝงของไพ่มรณะ

               ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

               [ ยมทูตแห่งไพ่มรณะเอย…ขอบคุณมาก จงนำความมืดในใจอันเป็นชีวิตของฉันคนเก่าไปเถิด ที่ตรงนี้มีแต่ชีวิตของคนที่หัวใจได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ]

[ ลาก่อน...เสี่ยถวิลผู้โง่เขลาเบาปัญญา ]


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น