อัปเดตล่าสุด 2020-08-06 09:05:37

ตอนที่ 15 บทของคนโง่ (The Fool)

หนุ่มน้อยผู้อับสิ้น                         ปัญญา

ถนนซึ่งควรยาตรา                        มากแท้

โง่เง่ากลับเลือกฝ่า                        ทางล้วน หุบเหว

อุปสรรคมากเกินแก้                     ร่ำร้องอ้อนวอน

 

หนทางแม้จะใกล้                         หรือไกล

เหวหุบแลเปลวไฟ                       เจิดจ้า

ถึงโง่แต่มั่นใน                             ทางเลือก ของตน

ไม่หวั่นวันข้างหน้า                       ฝ่าสู้ถึงฝัน




 

บทของคนโง่ (The Fool)

 

            20:30 น. ธเรษตรีเสร็จากการสวดมนต์ไหว้พระและเตรียมที่จะเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เธอรู้สึกเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง แม้วันนี้เด็กสาวจะหยุดพักการทำนายที่แยกประตูน้ำ ทว่าความอ่อนล้าก็หาได้ผ่อนลดบรรเทาลงไม่...นั่นเพราะแท้จริงแล้วความเหน็ดเหนื่อยที่กำลังจู่โจมนั้น เป็นความเหนื่อยล้าทางด้านจิตใจมากกว่าทางด้านร่างกาย

               นับตั้งแต่วันนั้น วันที่ธเรษตรีฝันเห็น ‘ตัวเองอีกคน’ ในชุดของนักพยากรณ์ ร่างลึกลับได้ทำนายไพ่ทาโรต์ให้ตัวเธอ ซึ่งตอนนั้นธเรษตรีได้เลือกหยิบไพ่ผู้วิเศษ (The Magician) ออกมา...หลังจากนั้นทุกค่ำคืน ทุกนิทรา เด็กสาวจะต้องฝันทุกครั้งไป และทุกครั้งจะเป็นฝันที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุในคราวนั้น   

               หรือความทรงจำกำลังจะหวนคืน?

               นักพยากรณ์หัวใจเต้นแรง กระนั้นเธอก็ยังไม่แน่ใจนัก ด้วยไม่ได้รับรู้อะไรมากไปกว่าภาพในรถยนต์ที่เหวี่ยงพลิกคว่ำไปมา เธอไม่สามารถเก็บรายละเอียดใด ๆ มากไปกว่านั้น แต่ถึงแม้จะไม่มีรายละเอียดมากนัก ธเรษตรีก็ยังพยายามนึกวิเคราะห์หาเหตุผลของปริศนาแห่งความทรงจำ

               อาจมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำนั้น...บางทีอาจเกี่ยวพันกับชะตากรรมที่ต้องมาทำหน้าที่ทำนายไพ่ทาโรต์ให้แก่ผู้คน

               ธเรษตรีนอนคิดนึกได้ไม่ช้านานเท่าไร เปลือกตาบนล่างก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาบรรจบกัน

              

               …

               …

ดวงตาทั้งสองลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ธเรษตรีรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ อีกทั้งไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยับเขยื้อนร่างกายได้ ทว่าแม้สติจะยังไม่ฟื้นเต็มร้อย หากแต่เด็กสาวก็ยังสามารถรับรู้ต่อภาพที่ปรากฏตรงหน้า   

               ใครบางคนกำลังยืนอยู่

            สองคน!? เงาร่างเบื้องหน้าคือชายชราสองคน...คนหนึ่งสวมใส่ชุดสีขาว ส่วนอีกคนนสวมชุดสีดำ ทั้งคู่มีใบหน้าที่เหมือนกันราวกับฝาแฝด

“บัดนี้...ความทรงจำของเจ้าจะค่อย ๆ กลับคืนมา รวมถึงความทรงจำในอดีตชาติ” หนึ่งในสองพูด

“เพื่อที่ตัวเจ้าจะได้ประจักษ์ในหน้าที่ และพึงสำนึกในชะตากรรมที่ต้องกระทำ” คนเดิมพูดต่อ

               “นั่นเพราะวันพิพากษา (Judgement Day) กำลังใกล้เข้ามา” ชายสูงวัยอีกคนพูดเสริม

               “คุณเป็นใคร?” ธเรษตรีตั้งคำถาม ทว่าสุ้มเสียงแหบแห้งจนไม่อาจเปล่งจากลำคอได้

               “เราเป็นใครน่ะหรือ?”

               “วันใดที่เราได้เจอกัน...ในโลกแห่งความจริงที่มิใช่เพียงความฝันเฉกเช่นในคืนนี้ เมื่อนั้นจะหมายถึงเวลาที่ต้องตัดสินชะตากรรม” แว่วสำเนียงเหมือนอยู่ห่างไกล เปลือกตาของนักพยากรณ์เริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง

               ธเรษตรีพยายามฝืนความง่วงที่กำลังทาทับสัมปชัญญะ เด็กสาวมองเห็นใครคนหนึ่งในชุดนักพยากรณ์...ใครคนนั้นปรากฏกายเบื้องหลังชายชราทั้งสอง

ร่างในชุดดำที่พึ่งปรากฏนั้น เธอเคยพบมาก่อนแล้ว!...ในความฝันครั้งก่อนหน้า!?

บุคคลลึกลับในชุดนักทำนายแบบเดียวกับของธเรษครีกำลังเดินตรงเข้ามา และเมื่ออยู่ใกล้ เด็กสาวจึงสามารถเห็นได้ว่า ทั้งใบหน้าตลอดจนรูปร่างทรวดทรงนั้นเหมือนกับตัวเธออย่างไม่ผิดเพี้ยน? อีกทั้งธเรษตรียังมั่นใจว่าร่างตรงหน้าเป็นคนเดียวกันกับที่เธอเจอในความฝันอันน่าพรั่นพรึง...ความฝันประหลาดที่ตัวเธอเลือกไพ่ทาโรต์ได้ไพ่ผู้วิเศษ (The Magician)  

ราวกับสามารถ ‘อ่านใจ’ ได้ ชุดดำลึกลับที่มีใบหน้าเหมือนเด็กสาวราวกับฝาแฝด ได้ยื่นหน้าเข้าหาธเรษตรี ริมฝีปากจ่อประชิดติดกับใบหู

“ไม่ต้องกลัว...ฉันคือเธอและเธอก็คือฉัน เมื่อใดที่เธออยู่ด้านหน้าฉันจะอยู่ด้านหลัง ยามใดที่เธอต้องการพลัง ฉันจึงจะมาอยู่เบื้องหน้า...เราทั้งสองต่างเป็นคน ๆ เดียวกัน” เสียงกระซิบเย็นเยียบ ให้ตายเถอะ! นั่นมันเสียงของตัวเธอชัด ๆ

“เธอ?...เธอเป็นใคร?” ธเรษตรีถามเสียงสั่น ทั่วร่างกายหนักอึ้งจนไม่สามารถกระดิกดิ้น สตรีปริศนาหันไปมองบุรุษสูงวัยในชุดขาวดำทั้งสองคน ก่อนที่หันกลับมาตอบเด็กสาว

“ฉันและเธอก็เหมือนกับชายชราคู่นั้น...เขาเองก็เป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันที่แสงสว่างและความมืด” เป็นคำอธิบายที่ยิ่งฟังยิ่งงงแกมขนลุก

“ฉันคือความมืดของเธอ ทั้งยังเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวดของเธอด้วย” ใบหน้าในชุดพยากรณ์สีนิลสบตากับธเรษตรี กระทั่งแววตาก็ไม่ต่างไปจากเด็กสาว...เหมือนกันแม้กระทั่งความโศกเศร้าที่แฝงเร้นอยู่ภายใน  

“เป็นไปไม่ได้!” ธเรษตรีสั่นศีรษะอย่างไม่ยอมรับ

“ไม่เป็นไร หลังจากนี้เธอจะค่อย ๆ นึกออกเอง  ทั้งความทรงจำที่แสนเจ็บปวดในชาตินี้...และในอดีตชาติที่ผ่านมา” นอกเหนือจากคำพูดแล้ว ‘ธเรษตรีอีกคน’ ยังขยับเข้ามาใกล้ จนบัดนี้ร่างกายของทั้งคู่ได้แนบชิดกัน จากนั้นร่างทั้งสองจึงเริ่มผสานดูดกลืนซึ่งกันและกัน เหตุการณ์ที่จะเกิดต่อจากนี้ ธเรษตรีไม่อาจรับรู้ได้เนื่องจากสติของเธอค่อย ๆ หลุดลอยคล้ายเคลิ้มหลับฝัน

              

               ธเรษตรีสะดุ้งสุดตัวเมื่อฝ่าเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับความเปียกชื้นของใบหญ้า เมื่อมองไปโดยรอบจึงรับรู้ว่าตัวเธอกำลังเดินเล่นในทุ่งหญ้าริมถนน เด็กสาวกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางจากกรุงเทพฯเพื่อไปเยี่ยมคุณตาคุณยายที่จังหวัดเชียงราย

               “ฝน…อย่าวิ่งไปไกลนะ” แว่วเสียงจากเนินดินที่อยู่ใกล้ ๆ สาวน้อยนักทำนายหันไปมองหญิงชายวัยกลางคนที่จอดรถนั่งกินอาหารตรงที่พักริมทาง เธอโบกมือให้ครั้งหนึ่งก่อนจะตะโกนเพื่อรับคำ

               “ค่ะ แม่” ถึงตรงนี้นักพยากรณ์สาวจำได้แน่ชัดว่า สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีที่นั่งตรงศาลาริมทางคือบุพการีของเธอ

               พลัน! มายาภาพค่อย ๆ แปรผัน ธเรษตรีรู้สึกมึนและปวดที่ศีรษะอีกครั้ง เด็กสาวจึงรีบหลับตาลงเพื่อผ่อนบรรเทาอาการเจ็บปวดและวิงเวียน...ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอจึงพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่ทุ่งหญ้าข้างศาลาพักรถอีกต่อไป

               ภาพสลัวของทิวทัศน์ในความมืดแล่นผ่านไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว บัดนี้ธเรษตรีกำลังนั่งอยู่ในเบาะหลังของรถยนต์ เด็กสาวมองไปยังเบาะหน้าก็พบว่าบิดาของเธอเป็นคนขับ ส่วนที่นั่งด้านข้างก็คือมารดาที่ปล่อยอารมณ์มองป่าเขายามราตรีอยู่เงียบ ๆ

               ตอนนั้นเองที่เด็กสาวรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในมือ

               กล่องสี่เหลี่ยม...กล่องใส่สำรับไพ่ทาโรต์!? 

               ธเรษตรีนึกทบทวนเหตุการณ์...ราวกับความทรงจำที่ผุดขึ้นอย่างกะทันหัน เด็กสาวจำได้เลา ๆ ว่ากำลังเดินทางเพื่อกลับบ้านเกิดของมารดาที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างทางอันมืดมิด เธอเกิดนึกเบื่อ ๆ จึงหยิบไพ่ทาโรต์สำรับเก่าแก่ที่บังเอิญพบวางอยู่บนโต๊ะเรียน...ธเรษตรรีพยายามสอบถาม แต่ก็ไม่ปรากฏเจ้าของ ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงเก็บเอาไว้ด้วยต้องชะตาไพ่เก่าแก่สำรับนี้นัก

ธเรษตรีพยายามนึกทบทวนความหมายของไพ่เมเจอร์ อาร์คานาแต่ละใบ แน่นอนว่าเด็กสาวตั้งใจจะนำมันไปเล่นกับเพื่อนเก่าที่เชียงราย เธอมีความมั่นใจในการเล่นเป็นหมอดูมาก เนื่องเพราะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเธอ ‘ดูหมอแม่น’

               ทว่ายังไม่ทันท่องสำรับไพ่ได้ครบถ้วนทุกใบ พลันปรากฏเสียงดังสนั่น

               ตูม!

               กัมปนาทพร้อมกับเสียงเอะอะด้วยความตกใจจากพ่อแม่

               “เฮ้ยยยย! ระวัง!”

               “ว้ายยยยย!”

               เอี๊ยดดดดดด!…โครม!

            ราวกับมีแรงจากช้างสักสิบเชือกพุ่งเข้ากระแทก ร่างของธเรษตรีถูกเหวี่ยงกระชากทะลุออกทางประตูซึ่งฉีกกระจุยเหมือนกระดาษบาง ร่างของเด็กสาวลอยคว้างอยู่กลางอากาศลก่อนที่จะตกลงกระแทกกับพื้นข้างถนน ศีรษะเฉียดก้อนหินขนาดใหญ่ไปเพียงคืบ

               ดูเหมือนธเรษตรียังสามารถควบคุมสติที่เหลือเพียงริบหรี่ไว้ได้ แม้อาการเจ็บปวดจะทวีไปทั่วทั้งสรรพางค์กายแต่เธอก็ยังพยายามเหลียวมองหาร่างของพ่อแม่ที่อาจรอดชีวิต เด็กสาวไม่แน่ใจว่าสองบุพการีจะกระเด็นทะลุรถเหมือนเช่นตัวเธอหรือไม่

               “อยู่นั่นไง” เสียงใครบางคน

               “งั้นพวกเราเข้าไปดูกัน” อีกประโยคจากทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้าใกล้

               ธเรษตรีพยายามมองไปทางกลุ่มคนลึกลับ แม้สายตาที่เริ่มพร่ามัว แต่กระนั้นเธอก็ยังแน่ใจว่าพวกเขามีกันทั้งหมดสามคน เด็กสาวพยายามเปล่งเสียงขอร้องให้ช่วย ทว่าไม่มีสำเนียงใด ๆ ที่สามารถหลุดรอดผ่านลำคอที่เต็มไปด้วยก้อนเลือด

               ...และในที่สุดภาพความฝันก็ดับวูบลง พร้อมกับที่ธเรษตรีที่สะดุ้งตื่นขึ้นจากที่นอนในกลางดึก เด็กสาวมั่นใจว่าความฝันที่ได้เห็นอุบัติเหตุเมื่อครู่จะต้องเป็นเรื่องจริง และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในความทรงจำที่สูญหาย

               ใช่! มันต้องเป็นเช่นนั้น!?

               ...

               ...

               วันต่อมา 19.00 น. ที่ร้านพยากรณ์ซึ่งบัดนี้ว่างเหงาจากลูกค้า ทางด้านหน้าร้านอันเป็นม้านั่งสาธารณะ ปรากฏเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนชั้นมัธยมกำลังนั่งซึมเซา สายตาของเขาเหมือนจะเหม่อลอยไปข้างหน้า...บางทีเขาอาจจะมองเลยไปไกล ไกลจากที่วุ่นวายแห่งนี้

               ธเรษตรีสังเกตหนุ่มคนนี้มาหลายวันแล้ว ดูเหมือนเขาจะมานั่งปล่อยอารมณ์ตรงนี้เป็นประจำ อย่างน้อยก็สักหนึ่งอาทิตย์ให้หลังมานี้

               [ เขามีความทุกข์อะไรหนอ? ทุกข์ที่เขามีจะเทียมเท่าความโศกเศร้าของตัวเราไหม? ] ฤๅจะเป็นกลไกทางความคิดที่ปกป้องจิตใจของตัวเองจากความเจ็บปวด...อย่างน้อยหากได้รับรู้ว่ามีมนุษย์คนอื่นที่ทุกข์หนักเท่า ๆ กันหรือมากกว่าตัวเราแล้ว จิตใจที่อ่อนล้าก็อาจมีกำลังมากขึ้น

               [ หากเขาทุกข์ใจจริง...ไพ่ทาโรต์ของเราจะช่วยได้ไหมนะ? ] แม้ธเรษตรีจะรับรู้ว่ามนุษย์นั้นมีทั้งดีและเลว กระนั้นนักพยากรณ์ก็ยังอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่ดี

               ไม่ใช่เพียงแค่เป็นเพื่อนร่วมความทุกข์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขามานั่งอยู่หน้าร้านพยากรณ์ไพ่ แต่เพราะในแววตาเหม่อลอยของเด็กหนุ่มผู้นี้...มีบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ภายใน

               ประกายประหลาดนี้เองที่ทำให้ธเรษตรีตัดสินใจลุกเดินออกไป เด็กสาวอยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งที่เธอเอะใจนั้นมันคืออะไร?

               “สวัสดีค่ะ” นักพยากรณ์เป็นฝ่ายเข้าไปทักก่อน

               “สะ...สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มที่อายุไม่ต่างจากเธอตอบ ท่าทางเขาดูงง ๆ ที่จู่ ๆ ก็มีคนใส่ชุดหมอดูเข้ามาทัก

               “ไม่ต้องกังวลหรือกลัวนะคะ คือฝนเป็นหมอดูอยู่ที่ร้านตรงข้ามนี่เองค่ะ” พลางชี้มือประกอบคำพูด

               “อ๋อ...ครับ เอ่อ...แล้วมีธุระอะไรกับผมหรือครับ?” เด็กหนุ่มถามอย่างระมัดระวัง

               “คือ...พูดตรง ๆ นะคะ ฝนเห็นคุณมานั่งเหม่อตรงนี้หลายวันแล้ว ก็เลยคิดว่าอาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง” นั่นคือเหตุผลจากใจจริง

               “ขอบคุณครับ แต่ผมไม่ชอบดูหมอ เงินก็ไม่มีครับ” ว่าแล้วหนุ่มมัธยมก็เตรียมตัวหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาไว้ในมือ

               “แต่ฝนคิดว่า...ฝนจะดูหมอให้คุณฟรี ๆ นะ แต่ถ้าคุณไม่วางใจล่ะก็ ไม่ต้องเข้าไปในร้านก็ได้ค่ะ ดูกันตรงนี้เลยก็ได้” ธเรษตรีพยายามชักจูงขณะที่พยายามใช้สายตาจับจ้องค้นหา ‘บางอย่าง’ ที่ซ่อนอยู่ใต้ประกายตาคู่นั้น

               “ดูฟรี? เดี๋ยวนี้หมอดูใจดีขนาดนี้เลยหรือครับ?” น้ำเสียงฟังแล้วน่าจะเป็นอาการแปลกใจมากกว่าประชดประชัน

               “ทุกทีก็ไม่ฟรีหรอกค่ะ...แต่คราวนี้ฝนอยากช่วยคุณจริง ๆ”

               “ฟรีหรือครับ? ผมว่าไม่มีคำว่าฟรีในโลกนี้หรอก?” เด็กหนุ่มยังคงระแวงตามสัญชาตญาณ

               “จะว่าไม่ฟรีก็ได้ค่ะ คือจริง ๆ แล้วที่ฝนเข้ามาทักคุณ ก็เพราะฝนนึกสนใจในตัวคุณน่ะค่ะ” ในที่สุดก็บอกจุดประสงค์ออกไป เธอคิดว่าพูดไปตรง ๆ จะเป็นการดีมากกว่า

               “หา?” แต่นั่นยิ่งทำให้คู่สนทนางงหนักเข้าไปอีก

               “ง่า...ไม่ใช่หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ” นักทำนายละล่ำละลักบอกเนื่องจากรู้ตัวว่าใช้คำพูดผิดความหมาย

               “ฝนหมายถึงว่าคุณมีบางอย่างในแววตาที่น่าสนใจ ประมาณว่าในห้วงทุกข์กังวล...กลับมีบางอย่างที่คล้ายประกายสดใสซุกซ่อนอยู่...อะไรบางอย่างนั้นล่ะค่ะที่ฝนอยากรู้”

               “ฮ่ะ ๆๆ คุณนี่เก่งสมเป็นนักทำนายเลยนะครับ เอ้า! ตกลงผมจะให้คุณดูหมอให้ก็ได้”

               “ขอบคุณมากค่ะ แล้วจะดูที่ตรงนี้เลยไหมคะ” เด็กสาวผู้มีญาณหยั่งรู้ถาม

               “ไม่เป็นไรครับ ไปดูที่ร้านของคุณก็ได้...ว่าแต่คุณอยากรู้เรื่องของผม อยากรู้บางอย่างในตัวผมที่คุณรู้สึกว่ามันสว่างสดใส คุณอยากรู้ไปเพื่ออะไรครับ?” เด็กหนุ่มตั้งคำถามกลับบ้าง

               “ก็...ก็เพราะฝนเองก็มีทุกข์ที่หนักหนาสาหัสเหมือนกันค่ะ”

               “เอ้า! ก็ได้ครับ จะทำนายยังไง ให้ทำยังไงก็บอกมา ว่าแต่ฟรีจริง ๆ นะครับ?”

               “ฟรีค่ะ!” ธเรษตรียืนยัน

 

               ในที่สุดทั้งสองก็เข้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะทำนายซึ่งปูผ้ากำมะหยี่ไว้เรียบร้อย ไพ่ทาโรต์อันเป็นอุปกรณ์สำหรับทำนายถูกแกะออกจากกล่องและนำมาไว้ในมือของเด็กสาวเจ้าของร้าน

               “ใช้ไพ่ใบเดียวเองหรือครับ...หมายถึงในการทำนายแต่ละครั้งน่ะ?” เด็กหนุ่มที่อายุอานามไม่ทิ้งกันถามเมื่อสังเกตเห็นป้ายโฆษณาที่วางอยู่ในร้าน

               “ค่ะ ใช้แค่ใบเดียวเท่านั้น”

               “แล้วต้องทำอย่างไรบ้างครับ” ผู้รับการทำนายถาม

               “ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่คุณเล่าถึงเรื่องที่อยากให้ทำนาย...เรื่องที่กังวลใจให้ฝนฟัง หลังจากนั้นใช้มือข้างซ้ายเลือกไพ่ออกมาหนึ่งใบจากกองสำรับ” ธเรษตรีอธิบาย ในขณะที่จิตสำนึกเริ่มไกลห่างจากร่างกายทุกขณะ กายเนื้อของเธอกำลังจะถูกครอบครองโดยจิตวิญญาณที่มีรูปลักษณ์เหมือนเธอ...ดวงวิญญาณของธเรษตรีผู้อยู่ในชุดสีดำนั่น

               พริบตานั้นราวกับภาพความฝันปรากฏขึ้นกลางมโนสำนึก มันเป็นภาพร่างเด็กสาวที่หน้าตาเหมือนตัวเธอทุกกระเบียดนิ้ว...ร่างแฝดลึกลับกำลังเดินตรงเข้าใกล้ก่อนที่จะผสานร่างกายเป็นเนื้อเดียวกับเธอ

               ‘ฉันคือเธอและเธอก็คือฉัน เมื่อใดที่เธออยู่ด้านหน้าฉันจะอยู่ด้านหลัง ยามใดที่เธอต้องการพลัง ฉันจึงจะมาอยู่เบื้องหน้า...เราทั้งสองต่างเป็นคน ๆ เดียวกัน’ แว่วเสียงตัวเธออีกคน มันเป็นคำพูดปริศนาในฝันประหลาด

               ในวินาทีนั้น ความง่วงและมึนศีรษะพลันหายไปในบัดดล ภาพที่เห็นในจิตสำนึกครั้งนี้ปรากฏเด่นชัดกว่าทุกคราที่ทำนาย แม้เธอจะยังควบคุมร่างกายและคำพูดไม่ได้ ทว่าเป็นครั้งแรกที่สามารถคงสติได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงสามารถคิดวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้เต็มสัมปชัญญะ

 

               “ต้องเล่าจริง ๆ หรือครับ?” คำถามของหนุ่มมัธยมผู้รับการทำนาย

               “ค่ะ ต้องเล่า” เสียงตอบเรียบ ๆ ดวงจิตของธเรษตรีในห้วงจิตสำนึกรับรู้ว่าคนที่พูดนั้นไม่ใช่ตัวเธอ...ถึงแม้ว่าจะมีใบหน้าที่เหมือนกันก็เถอะ

               จากนั้นไพ่จึงถูกสลับในจังหวะเดียวกับที่เด็กหนุ่มตรงหน้าเริ่มเล่าถึงปฐมเหตุแห่งความทุกข์

               “คุณหมอดูครับ เคยไหมครับที่รู้ว่าตัวเองนั้นเกิดมาเพื่อบางสิ่ง?” คนเล่าเริ่มเรื่องด้วยประโยคคำถาม และนั่นทำเอาธเรษตรีที่อยู่ ‘ข้างใน’ สะดุ้งเฮือก แต่ดูเหมือนธเรษตรีที่อยู่ ‘ข้างนอก’ จะยังนิ่งเฉยและสลับไพ่ต่อไป

‘เพื่อที่ตัวเจ้าจะได้ประจักษ์ในหน้าที่ และพึงสำนึกในชะตากรรมที่ต้องกระทำ’ แว่วเสียงชายชราในความฝัน เด็กสาวจำไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นคนชุดขาวหรือว่าชุดดำที่พูด แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับคำ ๆ หนึ่งที่ฟังแล้วสะดุดหู

‘ชะตากรรม’ คำ ๆ นี้ ช่างมีความหมาย เพราะแม้จะไร้ความทรงจำในอดีต ทว่าเด็กสาวนักพยากรณ์ก็สามารถรับรู้ได้ว่าตนเองกำลังแบกรับ ‘หน้าที่’ อะไรบางอย่าง

‘นั่นเพราะวันพิพากษา (Judgement Day) กำลังใกล้เข้ามา’ คำพูดต่อมาของชายชราลึกลับทำเอาธเรษตรีรู้สึกหนาววูบที่ต้นคอ

หรือชะตากรรมที่ต้องแบกรับไว้นั้นคือการต้องตัดสินอะไรบางอย่าง? อะไรล่ะ? เธอคงไม่มีทางที่จะรู้ได้นอกจากรอให้ถึงวันที่ถูกกล่าวถึง

               ‘Judgement Day’…วันแห่งการตัดสิน!

 

               “ผมรู้ตัวเองดีครับว่าเกิดมาเพื่ออะไร” เสียงหนุ่มมัธยมตรงหน้าเรียกสมาธิของธเรษตรีให้กลับมาจดจ่อกับเรื่องราวแห่งความทุกข์อีกครั้ง

               “ผม...เอ่อ ไม่ได้โม้นะครับ ผมเชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักดนตรี” อาคันตุกะหยุดเล่านิดหนึ่งเพื่อสังเกตว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นใดจากคนฟัง แต่เมื่อเห็นว่านักทำนายเอาแต่สลับไพ่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขาจึงเล่าต่อ

               “ผมชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก...เล่นกีตาร์น่ะครับ”

               “แต่ทีนี้คุณพ่อผม...ท่านเป็นหมอ ผมก็เข้าใจว่าท่านเป็นห่วงผมที่เป็นลูกชายคนเดียว แต่ก็นั่นแหละครับ เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อย ๆ” ท้ายประโยค เสียงของหนุ่มวัยรุ่นเบาลงคล้ายแฝงด้วยความรู้สึกผิดลึก ๆ

               “แล้วยังไงต่อคะ”

               “ผมตั้งใจที่จะเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจให้ได้ แต่คุณพ่อของผม ท่านอยากให้ผมเรียนต่อในด้านที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะท่านหวังให้ผมเป็นหมอเหมือนท่าน” สิ้นประโยค ธเรษตรีที่อยู่ ‘ด้านใน’ รับรู้ได้ทันทีว่าประกายสุกใสในแววตาที่ทุกข์ทนของเด็กหนุ่มคืออะไร

               มันคือประกายแห่งความหวัง!  

               ความหวังอันเจิดจรัสของวัยหนุ่ม แม้หนทางจะลำบากยากเข็ญ หากแต่ความฝันจะเป็นเครื่องต่อเติมกำลังใจ มิให้ย่อท้อ

               “ช่วง ม.4 – ม.5 ยังไม่เท่าไร แต่ตอนนี้ผมอยู่ ม.6 แล้ว ผมตั้งใจจะเดินทางในสายของดนตรี ดังนั้นจึงอยากจะสอบเข้าคณะที่เกี่ยวกับดนตรี แต่พ่อของผมท่านไม่ยอม ผมก็เลยต้องมานั่งกลุ้มใจอย่างที่เห็นนี่แหละครับ” และนั่นคือความทุกข์ของคนที่มีฝันแต่มิอาจก้าวข้ามอุปสรรคได้

               ทันทีที่เล่าเรื่องราวของตนจบ หนุ่มนักดนตรีก็เงยหน้าขึ้นสบสายตากับนักทำนายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ…และนั่นทำเอาเขาหนาววาบที่สันหลัง

               สายตาดำมืดของนักพยากรณ์กำลังจ้องมองตรงมายังเขา มันเป็นแววตาที่แปลกประหลาด ลี้ลับยิ่ง ราวกับจะสามารถอ่านและเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงในใจได้

               “...แต่อย่างไรคุณก็ตัดสินใจไว้แล้ว” น้ำเสียงอันเยือกเย็นจากปากนักพยากรณ์

               “หา?” เด็กหนุ่มอุทานงง ๆ ด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่หมอดูต้องการจะสื่อ

               “ช่างเถอะ เชิญเลือกไพ่หนึ่งใบด้วยมือซ้าย” หมอดูบอกวิธีการพร้อมกับคลี่กระจายไพ่ทั้งหมดในมืออย่างเป็นระเบียบคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ

               “เลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” หนุ่มนักดนตรีทวนคำก่อนจะเอื้อมมือออกไป

               ในที่สุดไพ่ก็ถูกเลือกออกมาใบหนึ่ง แน่นอนว่าคนเลือกรีบพลิกดูหน้าไพ่ทันที

               รูปที่เห็น…หนุ่มน้อยท่าทางร่าเริงยิ่ง เขากำลังก้าวเดินไปข้างหน้า ในมือเทินไม้ยาวพาดไว้ตรงบ่า ที่ปลายไม้ผูกถุงผ้าไว้หนึ่งถุง ลักษณะคลับคล้ายนักเดินทางที่เคยเห็นในนิทานอีสป

               สายตาของหนุ่มในภาพแหงนมองขึ้นบนฟ้า ประกายตาและสีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง…ทว่าที่พื้นตรงใต้เท้าที่กำลังจะเหยียบย่าง

               หุบเหวกำลังรออยู่!

               และอักษรที่จารึกนามแห่งไพ่…The Fool ไพ่คนโง่!  

 

            “นี่หมายถึงอะไรครับ ไพ่คนโง่? นี่หมายความว่าผมโง่อย่างนั้นหรือที่ไม่เชื่อคำสอนของพ่อ?” หนุ่มนักกีตาร์เหลือบตามองคู่สนทนา

               “The Fool อาจหมายถึงคนโง่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้…อีกทั้งความหมายที่แท้จริงของไพ่ใบนี้ ยังมีอยู่อีกอย่าง” นักพยากรณ์เริ่มอธิบาย

               “ความหมายที่แท้จริง?”

               “รูปที่แสดงนั้นชัดเจนยิ่ง เดอะฟูล…เขาคือคนโง่ในสายตาของคนอื่น ทว่าแท้จริงแล้วตัวเขาพร้อมที่จะก้าวเดิน…พร้อมที่จะออกผจญภัยด้วยความฝันและความหวัง”

               “แม้จะมีอุปสรรคมากมายรออยู่ตามเส้นทางที่ก้าวย่าง…ทว่าเดอะฟูลก็จะไม่ย่อท้อ เขาจะฟันฝ่าปัญหาเหล่านั้นไปให้จงได้ เหตุนั่นเพราะสายตาของเขาหาได้จ้องจับที่อุปสรรคนั้น”

               “หากแต่สายตาของเขาสถิตอยู่ที่เป้าหมายของการผจญภัยเสียมากกว่า” นั่นคือคำอธิบายยาวเหยียดของแม่หมอนักทำนาย

               เด็กหนุ่มขนลุกซู่ ใช่แล้ว…ตัวเขาเองก็เป็นเช่นเดอะฟูลที่แสนโง่เง่า แต่เขาเองก็ต้องการที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน แม้จะยาก แม้จะลำบากสักเพียงใด

               นักดนตรีระดับโลก...เป็นความฝันอันสุดแสนจะไกลห่าง

               ทว่าหากไม่เริ่มเสียแต่วันนี้…ฝันก็จะเป็นเพียงฝัน

               ไม่มีวันที่จะเป็นความจริงขึ้นมา!

 

            “ขอบคุณมากครับ ได้ประโยชน์และคำแนะนำที่ดีมากเลย” หนุ่มนักกีตาร์ลุกขึ้นพร้อมโค้งคำนับเพื่อขอบคุณ การที่เขาเลือกไพ่ใบนี้ออกมา ไม่ว่าจะบังเอิญ หรือนักทำนายลึกลับช่วยให้เขาได้หยิบไพ่ใบนี้…ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม เขาก็ได้รับคำแนะนำและกำลังใจที่ดียิ่ง ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงคิดว่าการโค้งคำนับเพื่อขอบคุณนั้นจำเป็นและเหมาะสมอย่างที่สุด

               “ค่ะ ขอให้โชคดีนะคะ” เป็นคำร่ำลาจากหมอดูสาว เด็กหนุ่มสังเกตว่าน้ำเสียงและสีหน้าแววตาของนักพยากรณ์กลับเป็นเช่นปกติแล้ว ทว่าเขาก็ไม่ได้ทักอะไรมากไปกว่าการขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะเดินจากมาด้วยหัวใจที่แช่มชื่น

               ...

               ...

...

               “กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ ลูกธัช ” ผู้เป็นแม่ทักเมื่อหนุ่มนักดนตรีก้าวเท้าเข้าในบ้าน  ‘ธัช’ ที่ว่าเป็นชื่อเรียกเล่น ๆ ที่ย่อมาจาก ‘ธัชณรงค์’ อันเป็นชื่อจริง

               “ครับ กลับมาแล้วครับ” เด็กหนุ่มเดินไปสวมกอดบุพการีพร้อมสอดส่ายสายตาหาบิดา

               “พ่อเขาไม่อยู่จ้ะลูก” มารดาบอกราวกับสามารถอ่านความคิดของลูกชาย

               “พ่อเขาถูกตามตัว พอดีมีคนไข้โรคหัวใจอาการกำเริบฉุกเฉินจ้ะ” คำบอกของมารดาทำให้ธัชณรงค์พยักหน้ารับรู้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อถูกตามตัวด่วน

               “ธัชเห็นไหมจ๊ะว่าอาชีพหมอมีความสำคัญ มีเกียรติและก็มีรายได้ที่ดีด้วย ธัชไม่คิดที่จะเจริญรอยตามพ่อเหรอจ๊ะ แม่เห็นผลการเรียนของธัชแล้ว คิดว่าธัชน่าจะสอบเข้าได้ไม่ยาก” คนเป็นแม่พยายามเกลี้ยกล่อมเมื่อเห็นว่ามีจังหวะ

               “แม่ครับ” หนุ่มนักฝันหันมาสบสายตากับมารดา

               “แม่ก็รู้นี่ครับว่าผมอยากเป็นนักดนตรี…และผมก็มั่นใจว่าทำได้”

               “ธัชคงไม่ได้อยากเป็นเพราะกระแสดาราหรือเพราะอยากเด่นอยากดังนะ?” มารดาถามด้วยความห่วงใย เธอเกรงว่าความตั้งใจของลูกชายจะเป็นเพียงแค่กระแสแฟชั่นประเดี๋ยวประด๋าว

               ลูกชายคนเดียวของบ้านสบตานิ่งกับมารดา

               “แม่เห็นผมเป็นคนอย่างนั้นหรือครับ” เด็กหนุ่มยืนยันความตั้งใจของตนก่อนที่จะขอตัวเข้าห้อง

 

               เสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านประตูรั้วทำให้หนุ่มผู้ล่าฝันวางหนังสือเพลงและกีตาร์ประจำตัวลง จริง ๆ แล้วธัชณรงค์กำลังเพลิดเพลินกับการแกะทำนองเพลงที่ชื่นชอบ มันทั้งสนุกและเป็นการฝึกหัด ลับฝีมือทางด้านดนตรีอีกด้วย

               แต่ตอนนี้บิดากำลังเข้าบ้าน ธัชณรงค์ต้องวางมือจากตรงนี้เนื่องเพราะเขามีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณพ่อ

               “สวัสดีครับ” ธัชยกมือไหว้ทันทีที่เห็นหน้าผู้บังเกิดเกล้า

               “กลับมาแล้วเหรอลูก กินข้าวหรือยังล่ะ” บิดาถามขณะนั่งถอดถุงเท้า ท่าทางพ่อเหน็ดเหนื่อยจากการที่ต้องออกไปตรวจรักษาคนไข้โรคหัวใจฉุกเฉิน

               “ครับ กินแล้วครับ” แต่ธัชณรงค์ก็ตัดสินใจแล้วว่าวันนี้ต้องคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง

               “เหรอ…แล้วนี่มีอะไรจะพูดกับพ่อหรือเปล่า เห็นมายืนรออยู่?”

               “คือผมจะมาบอกพ่อเรื่อง…เรื่องที่ผมจะไม่สอบเข้าคณะแพทย์น่ะครับ” หนุ่มนักฝันตัดสินใจพูดออกไปให้ ‘ตรง’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้

               และประโยคนั้นเป็นประโยคที่ก่อให้เกิดความเงียบในบัดดล

               ราวกับเป็นความเงียบก่อนที่พายุใหญ่จะถาโถม!

“ธัช! เรื่องนี้เราเคยคุยกันแล้วนะ พ่อคิดว่าคะแนนลูกน่าจะสอบผ่านและเข้าเรียนหมอได้โดยไม่ยาก” บิดาพยายามใจเย็นและอธิบายเหตุผล

               “แต่…แต่ผมไม่ชอบอาชีพหมอ” ธัชณรงค์บอกเหตุผลของตนบ้าง

               “ทำไมล่ะธัช? อาชีพหมอ…อาชีพอย่างพ่อน่ะมีทั้งเกียรติ ไปไหนมาไหนใครก็นับถือ แถมรายได้ก็ไม่เลว ถึงแม้ไม่รวยล้นฟ้าแต่ยังไงก็ไม่อดตาย” ผู้พ่อลุกขึ้นเดินไปรินน้ำจากตู้เย็น ที่ข้าง ๆ ประตู ผู้เป็นภรรยากำลังยืนฟังบทสนทนาอยู่เงียบ ๆ

               “ก็ใช่ครับ ผมเองก็คิดว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่ดีและยังได้ช่วยเหลือคน ผมก็รู้สึกยินดีที่พ่อเป็นหมอและรู้สำนึกถึงพระคุณของอาชีพนี้ที่เลี้ยงผมมาด้วย” หนุ่มนักกีตาร์พยายามพูดอย่างระมัดระวัง

               “เฮ้อ…แล้วอย่างนั้นธัชจะไปเรียนอะไรล่ะ?” นายแพทย์ถอนใจก่อนหันไปมองตาลูกชายแล้วถามอย่างจริงจัง

               “พ่อก็ทราบนี่ครับว่าผมชอบและอยากที่จะเป็นอะไร” ธัชณรงค์ไม่เชิงตอบคำถามซะทีเดียว

               “นักดนตรี? ถ้าเกิดได้เป็นขึ้นมาจริง ๆ แล้วจะเอาอะไรที่ไหนกิน”

               “ลูกก็รู้นี่ ว่านักดนตรี  นักกีตาร์ที่ได้รับคำเยินยอว่าเก่งกาจน่ะมีมากมายเกลื่อนฟ้าเมืองไทย แต่กลับมีน้อยรายนักที่จะเด่นดังจนสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยเพียงอาชีพนักดนตรีเท่านั้น” คนเป็นพ่อกล่าวยาวยืด

               “ถ้าอย่างนั้นเราก็เก่งให้ถึงสุดยอด…เราก็ฝึกฝนให้เก่งที่สุดในประเทศนี้ให้ได้สิครับ” ธัชกล่าวคำพูดที่ฟังแล้วง่ายทว่าทำได้ยากเย็นยิ่ง

               “ธัช…ลูกไม่เข้าใจ แม้ว่าลูกจะเก่งกีตาร์ขนาดไหน แต่พ่อคิดว่าลูกคงไม่เก่งขนาดไปถึงดวงดาวที่ห่างไกลอย่างนั้นได้หรอก” พร้อมคำพูดของบิดา ธัชณรงค์เห็นแววตาที่แฝงด้วยความเจ็บปวด

               “ถ้าอย่างนั้นผมจะพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น”

               “ธัชจะทำยังไง?”

               “ผมจะลงสมัครรายการแข่งขันทางด้านดนตรี ‘โคคา มิวสิค อวอร์ด’” ธัชณรงค์หมายถึงรายการประกวดผลงานด้านดนตรีที่มีมาแต่เก่าก่อน รายการนี้สนับสนุนโดยน้ำอัดลมยี่ห้อดัง แต่นั่นไม่สำคัญเท่าการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ลงสมัคร

               “ผมกับเพื่อนในวงก็ส่งเทปเดโมไปสมัครแล้ว…ผ่านเรียบร้อย” เด็กหนุ่มยืดอกด้วยความภูมิใจ

               “ถ้าอย่างนั้นธัชจะไปแข่ง?” บิดาอ่อนเสียงลง

               “ใช่ครับ ปีนี้นอกจากจะประกวดวงแล้วยังมีการประกวดเครื่องดนตรีแยกออกเป็นแต่ละชิ้นด้วย…ผมจะคว้าอันดับหนึ่งของประเภทกีตาร์ให้ได้”

               นายแพทย์เงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะตัดสินใจเด็ดขาดแล้วกล่าวเสียงเข้มกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

               “ธัช…พ่อว่าลูกคิดดูใหม่เถอะ ไปประกวดก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่างถึงชนะเลิศจริงก็ใช่ว่าจะมีอนาคตที่สดใสในวงการดนตรีนี่”

               “แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อยากลอง” เด็กหนุ่มยืนยัน

               “ธัช! ทำไมลูกไม่เข้าใจที่พ่อพูด นักดนตรีมันเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง อนาคตอาจต้องตกระกำลำบาก ทำไมโง่อย่างนี้นะเราน่ะ!”

               โง่!?

               ใช่! เขาอาจเป็นคนโง่ (The Fool) ในสายตาของใครคนอื่น…แม้แต่พ่อที่เขารัก

               แต่คนโง่คนนี้ก็มีความฝัน อย่างน้อยก็อยากที่จะมีอิสระในการเลือกทางเดินของชีวิต แม้มันจะราบเรียบ แม้มันจะยากลำบาก

               ...หรือแม้มีหุบเหวรออยู่เบื้องหน้า

               แต่สายตาของเขา…สายตาของ ‘The Fool’ ก็จะเงยหน้ามองดวงดาวแห่งความหวังต่อไป

 

               “พ่อครับ ผมอาจจะโง่อย่างที่พ่อบอก แต่ผมก็อยากที่จะลองตามล่าฝันดู ถ้าคราวนี้ไม่สำเร็จผมจะทำตามที่พ่อบอกทุกอย่างครับ” เป็นคำพูดพร้อมกับน้ำตาลูกผู้ชายที่คลอหน่วย

               นายแพทย์นิ่งไปก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมถอนใจยาว

               “เอาล่ะ ๆ เอาอย่างนี้ ถ้าการประกวดครั้งนี้ธัชไม่ได้รางวัลอะไรกลับมาสักอย่างล่ะก็ ธัชต้องสอบเข้าคณะแพทย์ ตกลงนะ” นั่นคือการประนีประนอม?

               “ขอบคุณมากครับพ่อ รับรองว่าผมจะต้องทำได้” เป็นน้ำเสียงดีใจของธัชณรงค์ ดูท่าเขาจะมีความมั่นใจในตัวเองค่อนข้างมาก

 

               ธัชณรงค์วิ่งกลับขึ้นไปบนห้องแล้ว ทิ้งให้บิดาและมารดาอยู่กันเพียงลำพัง

               “ไม่ไหว ๆ เจ้าลูกคนนี้” นายแพทย์ส่ายศีรษะพลางก้มหน้าลงต่ำด้วยความกลุ้มใจ

               “แต่แม่ว่าธัชน่ะเหมือนพ่อมากนะ” ภรรยาที่นิ่งฟังสองพ่อลูกอยู่นานเอ่ยเป็นคำแรกพร้อมกับวางมือลงบนบ่าของหัวหน้าครอบครัว

               “เหมือนกับผม?” หมอโรคหัวใจหันไปถามภริยา

               “ใช่ค่ะ เขาเรียกลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

 

ธัชณรงค์ตั้งอกตั้งใจแกะรหัสท่วงทำนองเพลงตั้งแต่ช่วงเย็น หลังจากที่คุยกับบิดา เด็กหนุ่มรู้ดีว่าพ่อกับแม่คงจะคุยกันต่ออยู่นานด้วยเพราะแว่วเสียงบุพการีอยู่อีกเกือบชั่วโมง บางทีเขาอาจเป็นชนวนให้ท่านทั้งสองทะเลาะกัน? เหตุหนึ่งก็เพราะมารดาของเขาไม่ได้กำหนดบังคับอนาคตมากมายเท่าผู้พ่อ

...ตอนนี้เป็นเวลาค่ำคืนแล้ว ทว่าที่นี่เป็นเมืองหลวงซึ่งไม่เคยหลับ ดังนั้นสองสามทุ่มก็ถือว่ายังไม่วิกาลมากมายนัก

               โสตสัมผัสแว่วเสียงกีตาร์โปร่งลอยมาตามสายลม

               ท่วงทำนองโชยพลิ้วไหว อ่อนโยนราวปุยเมฆที่ลอยล่อง เมื่อหลับตาลงก็จะพบภาพราวป่าอันชุ่มชื้น ทว่าหากก้าวเดินเลยดงไม้ออกไปเพียงน้อยนิดก็จะพบกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง

               เด็กหนุ่มรีบคว้ากีตาร์ของตนขึ้นมาเพื่อดีดตามพร้อมพยายามแกะท่วงทำนอง หากแต่กีตาร์ของเขาเป็นกีตาร์ไฟฟ้าที่แข็งกระด้าง ความไพเราะอ่อนโยนจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็งและจริงจัง

               ธัชณรงค์คลอกีตาร์ไปตามจังหวะท่วงทำนองจากสายลม ไม่น่าเชื่อว่าเขาสามารถเล่นบทเพลงที่ไม่เคยรู้ทำนองมาก่อนได้ อีกทั้งจังหวะที่เขาลีดนั้นก็ผสานกลมกลืนเข้าจังหวะ ราวกับกีตาร์ทั้งสองได้ถูกโซโล่โดยคนเดียวกัน

               ใครหนอที่ดีดกีตาร์ได้ไพเราะถึงเพียงนี้?

               ฤๅจะเป็นหนึ่งในผู้สมัคร ‘โคคา มิวสิค อวอร์ด’ เช่นตัวเขา…ก็เป็นไปได้ นี่ก็กระชั้นวันแข่งใกล้เข้ามาทุกที การที่จะมีคนนั่งซ้อมจนถึงดึกดื่นก็ไม่แปลก

 

               เสียงกีตาร์โปร่งเงียบไปแล้ว ชะรอยคนเล่นอาจเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ หรือไม่ก็สายลมอาจพัดแปรเปลี่ยนทิศทางเสียงไปด้านอื่น

               เช่นนั้นจะมีวันใดอีกหนอที่จะได้เล่นกีตาร์คู่กันอีก…กีตาร์โปร่งผู้ลึกลับ  

               ...

               ...

               และแล้วก็ถึงวันประกวดวงดนตรี ‘โคคา มิวสิค อวอร์ด’ โดยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งจึงทำให้สามารถจัดมาได้ถึงครั้งที่ 40 และที่สำคัญยิ่งคือในปีนี้จะเริ่มมีการประกวดเครื่องดนตรีแยกชิ้นนอกเหนือจากการประกวดเป็นวง

               “พร้อมไหมวะ ธัช” เสียงสั่น ๆ ของเพื่อนร่วมวง การแสดงของวงก่อนหน้าใกล้จะจบลง คิวต่อไปคือวงของหนุ่มน้อยเดอะฟูลผู้ล่าฝัน

               ธัชณรงค์พยักหน้าหันไปยิ้มให้กับเพื่อนสนิท เด็กหนุ่มเห็นได้ชัดว่าสหายรักแต่ละคนล้วนอยู่ในอาการเกร็งและตื่นเต้น

               ตัวเขาไม่ตื่นเต้นเลยหรอกหรือ?

               ตื่นเต้นสิ!…ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยนั้น ธัชณรงค์รู้สึกถึงความพลุ่งพล่านจากประกายไฟในจิตใจ

               เขาตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อคิดว่าวันนี้แหละ...จะเป็นวันที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน

               ยิ่งคิดขนอ่อนยิ่งลุกชูชัน ประหนึ่งเลือดลมในกายจะโหมทวีเพื่อให้เจ้าของร่างพร้อมที่จะต่อสู้และปลดปล่อยความสามารถฝีมือทั้งหมด

               มุมมืดของเงาเวทีที่เขายืนแอบอยู่เพื่อรอคิวต่อไป ด้านนอกกลางเวทีล้วนสว่างสวยงามด้วยแสงสี

               เพียงแค่ก้าวเดินออกไป...ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

               ความฝันก็จะเริ่มต้น!

 

               เสียงปรบมือลั่นกึกก้องทั่วทั้งหอประชุม นั่นเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าวงดนตรีก่อนหน้าสิ้นสุดการแสดงแล้ว

               “ไอซ์ครอส! ไอซ์ครอส! ไอซ์ครอส!” เสียงเชียร์กระหึ่มเรียกชื่อวงที่พึ่งบรรเลงเสร็จสิ้น ‘ไอซ์ครอส - กางเขนน้ำแข็ง’ คือชื่อวงที่ได้รับการโหวตว่าเป็นเต็งหนึ่งในปีนี้ และที่สำคัญวง ‘แน้ป’ ของธัชณรงค์ต้องแสดงต่อจากวงที่เก่งสุดยอดอย่างไอซ์ครอสเสียด้วย

               “ไอซ์ครอส! ธีรพัทธ์! ไอซ์ครอส! ธีรพัทธ์!” มีเสียงเรียกชื่อใครคนหนึ่งจากกองเชียร์แทรกขึ้นมา

               “ชื่อใครวะนั่น?” เพื่อนมือกลองถาม

               “อ๋อ...คุณธีรพัทธ์ กีตาร์ลีดของวงไอซ์ครอสไง ได้ข่าวว่าเป็นเต็งหนึ่งของการแข่งขันแยกชิ้นดนตรีประเภทกีตาร์ด้วยนะ” เพื่อนอีกคนที่รักษาตำแหน่งกีตาร์เบสบอก ธัชณรงค์ได้แต่นิ่งฟังเฉย ๆ ตอนนี้เขาไม่อยากให้เรื่องใด ๆ มารบกวนสมาธิทั้งสิ้น

               “แล้วเราดันต้องเล่นดนตรีต่อจากวงไอซ์ครอสของไอ้คุณธีรพัทธ์นี่เสียด้วย” มือกลองใจฝ่อบ่นกับตัวเอง

               “จะต่อใครหรือตามใครยังไงเราก็เล่นตามที่ซ้อมมานั่นแหละ” ธัชบอกเพื่อน ๆ ตามที่คิดซึ่งดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง คนอื่น ๆ ดูจะสงบใจลงได้เล็กน้อย

 

               “ต่อไปนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับวงสุดท้ายของการประกวดในครั้งนี้...วงแน้ปครับผม!” เสียงโฆษกประกาศดังลั่น สหายทั้งห้าวิ่งออกไปพร้อมอาวุธคู่กาย เว้นเสียแต่มือกลองที่เครื่องดนตรีตั้งตระหง่านอยู่กลางเวทีอยู่แล้ว สำหรับเครื่องประจำกายของนักรบนั้นถูกจูนอัพเป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนเริ่มการประกวด เหลือเพียงลองเสียงอีกเล็กน้อยภายในช่วงเวลาห้านาทีที่กำหนด

               “เชิญน้อง ๆ แนะนำตัวก่อนแสดงครับ” โฆษกคนเดิมประกาศ ตอนนี้เขาถอยห่างออกไปไกลเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับเตรียมการแสดง

               “นราวุฒิครับ ย่อว่า N” มือกลองเริ่มก่อน

               “ผมอภินันท์ครับ A” นักร้องนำกล่าวต่อ

               “พงศกรครับ ย่อเป็น P” และนั่นเป็นมือเบสประจำวง

               “ส่วนผม...ประภาสครับ P เหมือนกัน” อิเล็กโทนเป็นลำดับสี่

               ธัชณรงค์เดินออกมาด้านหน้าสุด มือซ้ายประคองคอกีตาร์ที่ตอนนี้แขวนห้อยอยู่กับไหล่ด้วยสายหนังอันแข็งแรง ส่วนมือขวากำปิ๊กที่ใช้ดีดไว้แน่น

               “ธัชณรงค์...T ครับ” และนั่นคือตัวย่อชื่อของพวกเขา วงแน้ป (NAPPT)

 

               และแล้วการแสดงดนตรีของวงแน้ปก็เริ่มต้นขึ้น ทั้งห้าชีวิตที่มีชื่อย่อรวมกันเป็นชื่อวงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคว้าชัยให้ได้

               หากแต่การที่พยายามทำดีที่สุดนั้นหาใช่จะได้เป็นอันดับหนึ่งเสมอไป

               นั่นเพราะอันดับหนึ่งมีไว้ให้เพียงวงที่เก่งที่สุดเท่านั้น

 

               “วงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ…ได้แก่…วงไอซ์ครอสครับ!” สิ้นเสียงประกาศก็ตามด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความดีใจของบรรดาแฟนคลับและแม่ยกทั้งหลาย ดูเหมือนเต็งหนึ่งจะนอนมาอย่างที่คาด

               “กลับกันเถอะ ไว้ปีหน้าค่อยเอาใหม่” ใครคนหนึ่งในวงแน้ปพูดขึ้น

               “เดี๋ยว! ขอฟังผลเครื่องดนตรีแต่ละชนิดก่อน” ธัชณรงค์บอก ความหวังยังไม่สิ้น

               “จริงสิ ยังมีรางวัลแบบแยกประเภทอีกนี่นา” เพื่อนคนเดิมพูดพร้อมกับหันไปใจจดใจจ่ออยู่กับมอนิเตอร์ที่ฉายการประกาศผลที่หน้าเวที

               “ผู้เล่นกลองชุดยอดเยี่ยมได้แก่…น้องสมเดชจากวงไอซ์ครอสครับ!” รางวัลแรกถูกประกาศ สมาชิกของทีมไอซ์ครอสกวาดไปอีกหนึ่งรางวัล

               “รางวัลกีตาร์เบสยอดเยี่ยมได้แก่…น้องเพทายจากวงกรีนสเปรย์!” รางวัลต่อมาไม่ได้เป็นของวงที่ได้แชมป์ คราวนี้ทุกคนที่ดูมอนิเตอร์อยู่เริ่มมีความหวังที่รู้ว่าคณะกรรมการไม่ได้คิดที่จะผูกขาดรางวัลไว้ที่วงดนตรีเพียงวงเดียว

               “รางวัลอิเล็กโทนยอดเยี่ยมประจำปีนี้ได้แก่…น้องพฤทธิรัชต์จากวงหยดน้ำครับ!” รางวัลต่อไปเริ่มทยอยประกาศ คนที่ได้รับรางวัลก็ไชโยโห่ร้อง ส่วนคนที่ไม่ได้ก็ปรบมือให้เพื่อแสดงน้ำใจ

               เหลืออีกเพียงสองรางวัล นักร้องนำยอดเยี่ยมกับกีตาร์ลีดยอดเยี่ยม

               “อันดับต่อไปนะครับท่านผู้ชม รางวัลกีตาร์ลีดยอดเยี่ยม…” เสียงประกาศจากลำโพงทำเอาธัชณรงค์แห่งวงแน้ปใจเต้นตูมตาม

               “ธีรพัทธ์! ธีรพัทธ์! ธีรพัทธ์!” เสียงแฟนคลับดังกระหึ่มทั่วฮอลเรียกชื่อเต็งหนึ่ง กีตาร์ลีดแห่งวงกางเขนน้ำแข็ง

               “รางวัลกีตาร์ลีดยอดเยี่ยมประจำปีนี้…เอ๋?” เสียงโฆษกสะดุดอะไรบางอย่าง

               “เอ่อ…เดี๋ยวผมจะทำการประกาศรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมก่อนนะครับ” มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ ธัชณรงค์ถึงกับยืนงง เมื่อหันไปมองธีรพัทธ์ที่เป็นเต็งหนึ่งก็เห็นทำหน้างง ๆ เหมือนกัน ส่วนแฟน ๆ ข้างนอกเริ่มส่งเสียงคุยด้วยสับสนในพฤติกรรมของโฆษกผู้ประกาศ

               “เอาล่ะครับ รางวัลนักร้องนำยอดเยี่ยมได้แก่…น้องราชันย์จากวงหยดน้ำครับ!” ม้ามืดจากวงหยดน้ำคว้าไปถึงสองรางวัล

               “เอาล่ะครับทุกท่านทั้งที่อยู่ในฮอลล์และท่านผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ สำหรับผลการตัดสินกีตาร์ลีดยอดเยี่ยมที่ผมเลื่อนมาประกาศสุดท้าย นั่นก็เพราะรางวัลนี้จะเป็นไฮไลต์ของการประกวดในปีนี้” สิ้นเสียงพิธีกรทั่วทั้งฮอลพลันเงียบในบัดดล ผลการตัดสินพลิกโผอย่างนั้นหรือ?

               “ผลการตัดสินรางวัลกีตาร์ลีดยอดเยี่ยมของโคคา มิวสิค อวอร์ดครั้งที่ 40 นี้ได้แก่…”

               “น้องธีรพัทธ์จากวงไอซ์ครอสครับ!” สิ้นเสียงประกาศบรรดาแม่ยกด้านหน้าเวทีต่างพากันกรี๊ดลั่น ไม่มีอะไรพลิกไปจากโผ?

               “แต่เดี๋ยวก่อนครับ…ยังมีน้องอีกคนที่คณะกรรมการได้ให้คะแนนเท่ากันกับน้องธีรพัทธ์พอดี” ประโยคต่อมาทำเอาเสียงกรี๊ดกร๊าดเมื่อครู่เงียบในบัดดล ทั่วทั้งมิวสิคฮอลถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศตื่นเต้นอีกครั้ง

               “น้องธัชณรงค์จากวงแน้ปครับ!  ขอเชิญกีตาร์ลีดทั้งสองออกมาหน้าเวทีตอนนี้เลยครับ” ถึงแม้จะมั่นใจฝีมือตนเอง ทว่าตอนนี้ธัช…ผู้เป็นตัว T ของวงแน้ปก็ยังตกตะลึงตัวแข็งด้วยความตื่นเต้น  

               บนเวทีที่เด็กหนุ่มก้าวเดินออกไป ทุกสายตาจับจ้องเขาเหมือนตัวประหลาด บางสายตา บางกระแสความคิดที่สัมผัสได้ล้วนมีแต่ความรู้สึก ‘ไม่อยากเชื่อ’ ว่าไอ้หนุ่มคนนี้จะมีฝีมือเทียมเท่ากีตาร์ลีดอัจฉริยะแห่งวงไอซ์ครอส

               จริง ๆ แล้วธัชณรงค์เองก็ไม่อยากเชื่ออยู่เหมือนกัน

               “เอาล่ะครับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้หารือกันแล้วครับว่าจะให้น้องทั้งสองทำการลีดกีตาร์อีกครั้งเพื่อเป็นการตัดสิน…อย่าลืมนะครับว่าผู้ชนะจะได้โอกาสเข้าสู่โลกของวงการดนตรี” เป็นคำพูดของพิธีกรที่ทำให้หนุ่มนักฝันตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

               ถ้าได้เข้าสู่วงการ…นี่จะเป็นหนทางของการพัฒนาฝีมือที่ดียิ่ง

               เช่นนั้นต้องชนะเวทีนี้ให้ได้เสียก่อน!

               “วิธีการตัดสินนั้นไม่ยาก  เพียงแต่ให้น้องทั้งสองผลัดกันลีดกีตาร์เพลงใดก็ได้ที่คิดว่ามั่นใจมากที่สุด โดยให้น้องเลือกเครื่องดนตรีเพียงหนึ่งชิ้นที่จะเล่นร่วมเพื่อให้จังหวะ ซึ่งเครื่องดนตรีร่วมนั้นจะเล่นโดยนักดนตรีมืออาชีพครับ”   

“แน่นอนว่าถ้ายิ่งเป็นเพลงยาก คะแนนที่ได้ก็จะสูงและมีค่ามากกว่าเพลงง่าย ๆ นะครับ” โฆษกอธิบายตามโพยที่ได้รับมาจากคณะกรรมการ

               “และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญน้องธีรพัทธ์ก่อนเลยครับ” พิธีกรบอกพร้อมกับส่งสัญญาณให้ธัชณรงค์หลบมายืนรอที่ข้างเวทีก่อน

               นักกีตาร์แห่งวงไอซ์ครอสเลือกกีตาร์เบสเป็นเครื่องดนตรีร่วม เขานัดแนะกับนักดนตรีมืออาชีพผู้ซักซ้อมอยู่เพียงครู่เดียวก็พร้อมที่จะแสดง

               ธีรพัทธ์ อัจฉริยะแห่งกางเขนน้ำแข็งค่อย ๆ จรดปิ๊กลงที่สายของกีตาร์ หลับตาทำสมาธิเพียงชั่วอึดใจเท่านั้นก่อนที่ปลายนิ้วจะเคลื่อนไหวอย่างไวว่องราวศิลปินผู้ชำนาญ

               บทเพลงของธีรพัทธ์ตรึงสะกดให้คนฟังรู้สึกขนลุกไปกับความยิ่งใหญ่ของตัวโน้ต พริบตาเดียวนั้นราวกับมีเข็มแห่งดนตรีนับล้านเล่มล่องลอยอยู่ในอณูอากาศ และเข็มเหล่านั้นต่างวิ่งผ่านทะลุร่างคนฟัง

               เปล่าเลย! ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดทรมานแม้สักนิด

               แต่กลับรับรู้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านทั่วทุกรูขุมขนที่เข็มเหล่านั้นวิ่งผ่าน…จากร้อนเป็นเย็น…จากเย็นเป็นหนาวเหน็บ

               พริบตานั้นราวกับอุณหภูมิในฮอลเกิดติดลบในฉับพลัน ชะรอยจะเกิดโลกแห่งน้ำแข็งในบัดดลนี้

               ทว่าในขณะที่ผู้ชมทั้งหลายรู้สึกหนาวเหน็บด้วยน้ำแข็งแห่งดนตรีกำลังจะห่อหุ้มทั่วทั้งดวงวิญญาณ…เสียงกีตาร์ลีดก็แปรเปลี่ยนไป

               เบื้องหน้าของทุกคน…ทุ่งหญ้าเขียวขจี ดอกไม้และผีเสื้อ ธารน้ำใสกำลังรออยู่

               ฤดูใบไม้ผลิ!?

               ธัชณรงค์รับรู้ถึงความอัฉริยะของคู่แข่งได้ในทันที ธีรพัทธ์สร้างมโนภาพด้วยโน้ตดนตรี ความหนาวเหน็บดุจนรกยะเยือก แต่แล้วกลับพาเหล่าผู้ฟังขึ้นจากขุมอเวจีสู่ดินแดนแห่งความอบอุ่น

               เช่นนี้จะทำให้ความอบอุ่นของการบรรเลงนั้นมีค่ากว่าเท่าทวี!

               เขาแพ้แล้ว! ธีรพัทธ์แห่งกางเขนน้ำแข็งคงจะปิดฉากที่ฤดูใบไม้ผลิอันน่าประทับใจ และนั่นทำให้เขาผู้ต้องแสดงทีหลังไม่สามารถเรียกคะแนนได้มากกว่า

               พ่ายแพ้อย่างหมดรูป…เขาคือคนโง่ที่หาญต่อกรอัจฉริยะ?

 

               เสียงปรบมือกึกก้องปลุกธัชณรงค์ให้ตื่นจากอาการตะลึง คู่แข่งบรรเลงจบไปแล้ว ต่อจากนี้คือคิวของเขา

               เพลงอะไรล่ะที่จะใช้ต่อกรได้?

               ธัชณรงค์ลืมเพลงที่เตรียมจะใช้ลีดในวินาทีนั้น แต่ถึงไม่ลืม เด็กหนุ่มก็ไม่อาจเล่นเพลงที่รู้ว่าต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนได้

               มันต้องมีเพลงที่ดีกว่านี้…เพลงที่จะกินใจและสะกดคนได้ทั่วทั้งฮอล

               ธัชณรงค์ได้แต่ยืนนิ่ง เขาไม่มีทางสู้ ไม่มีทางไปต่อ...ไม่รู้แม้กระทั่งจะเลือกเครื่องดนตรีใดมาร่วม

               เขามันโง่จริงๆ สมแล้วที่เลือกได้ไพ่ The Fool!

 

               “จะเล่นไหม! ถ้าไม่เล่นก็ลงไป!” เสียงคนดูหน้าเวทีตะโกนขึ้นมา ก็คงเป็นแฟนคลับของคุณธีรพัทธ์นั่นแหละ

               “ใช่! รู้ตัวว่าแพ้แล้วก็ไปเถอะ!” เสียงตะโกนดังขึ้นมาอีก ตอนนี้ทั่วฮอลเริ่มมีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่

               “กลับไปซะ! กลับไป!” เสียงด่าทอเริ่มมีมากขึ้น หรือเขาควรยอมรับความพ่ายแพ้ก่อนที่จะเสียหน้ามากไปกว่านี้

               แต่แล้วหูของธัชณรงค์ได้ยินเสียงหนึ่งจากด้านข้างเวที

               “สู้เขาลูก! อย่ายอมแพ้!” เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคย

               “พ่อ!?” ธัชณรงค์เอ่ยอย่างตกใจ พิธีกรชายหันไปมองด้วยความงุนงงไม่แพ้กัน

               “ถ้าตั้งใจแล้วต้องทำให้สุด ๆ” นายแพทย์ผู้เป็นบิดาของหนุ่มธัชเดินไปนั่งยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งของกลองชุดพร้อมของในมือ ไมโครโฟนตรงนั้นไม่ได้ปิดเอาไว้

               กีตาร์โปร่ง!?

               ธัชณรงค์ตะลึงงัน พ่อเอากีตาร์ขึ้นมาทำไม? แถมยังทำท่าเหมือนจะเล่นอีกด้วย พ่อของเขา…พ่อที่เป็นหมอบ้างานเนี่ยนะเล่นดนตรีเป็น?

               ตรึ๊งงงง!

               เสียงกีตาร์โปร่งฟังแล้วเบาสบายดังผ่านไมโครโฟนไปทั่วทั้งฮอล ผู้ชมทั้งหมดหยุดส่งเสียงพูดคุยในทันที และนั่นเป็นจังหวะให้พ่อหมอบรรเลงต่อโดยไม่ขาดตอน

               ธัชณรงค์ขนลุกวาบ เขาจำเพลงนี้ได้

               บทเพลงในคืนนั้น กีตาร์โปร่งผู้ลึกลับคือพ่อของเขาหรอกหรือ? ไวเท่าความคิดหนุ่มธัชลีดกีตาร์ของตนเข้ากับจังหวะกีตาร์ของบิดาในทันที

               สายตาพ่อลูกสบกัน จังหวะทั้งสองหยุดพร้อมกันในเสี้ยวของวินาที ช่วงจังหวะนี้เปิดโอกาสให้ต่างคนต่างยิ้มให้กันนิดหนึ่ง

               พริบตานั้นสองพ่อลูกดีดกีตาร์ขึ้นพร้อมกัน…โดยไม่ได้นัดหมาย

               ราวกับเป็นคนเดียวกันที่ลีดกีตาร์สองตัว!

               ท่วงทำนองเพลงแรกเริ่มช่างสดใสและสดชื่น ราวกับแสดงถึงความยินดีปรีดา คลับคล้ายกับคนที่ได้รับสมบัติล้ำค่าของชีวิต

               พริบตาท่วงทำนองนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นจังหวะสนุกสนาน ธัชรู้สึกสนุกจนต้องเคาะจังหวะเท้าไปพร้อม ๆ กับการลีดกีตาร์

               ผู้ชมในฮอลก็เช่นกัน ทั้งหมดหลับตาพริ้ม บางคนเคาะเท้า บางคนเคาะนิ้วมือ

               ทว่าในจังหวะสนุกสนานนั้นมีอะไรบางอย่างที่เด็กหนุ่มรู้สึกได้…ความเศร้า? ไม่ใช่! ความห่วงหาอาทรต่างหาก…ยามใดที่เขารู้สึกว่าคนที่รักต้องเริ่มห่างไกล เขาคงรู้สึกถึงท่วงทำนองนี้เช่นกัน

               จังหวะในช่วงต่อไปค่อย ๆ แปรเปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยความเศร้า ความผิดหวัง…ดูเหมือนจะเป็นความเสียใจผิดหวังในตัวคนที่รัก

               ถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็บรรลุในความคิดทันที

               ท่วงทำนองเพลงนี้…นี่มันชีวิตของเขา?

               ความยินดีปรีดาของพ่อเมื่อลูกที่รักถือกำเนิด ความสนุกสนานของการเจริญวัยทว่ากลับต้องเป็นห่วงกังวลเมื่อลูกต้องเริ่มเข้าสู่วัยเรียน เริ่มย่างสู่วัยรุ่นและออกห่างจากอกพ่อแม่

               นี่คือความรู้สึกของพ่อที่เขาไม่เคยรับรู้ และตอนนี้พ่อกำลังบอกผ่านท่วงทำนองเพลง

               ส่วนจังหวะที่กำลังลีดในตอนนี้ ความผิดหวังของพ่อ? พ่อผิดหวังที่ลูกชายไม่อาจรักดี ลูกชายไม่เลือกในสิ่งที่พ่อจัดเตรียมไว้ให้

               เช่นนั้นเขาก็เป็นคนเนรคุณ!?

               ทว่าพริบตาที่ธัชณรงค์กำลังสับสนต่อความคิดและอนาคตของตน จังหวะพลันแปรเปลี่ยนอีกครั้ง

               เพลงมาร์ช! เพลงปลุกใจในรูปแบบของลีดกีตาร์ ท่วงทำนองแห่งการฟื้นฟูกำลังใจ…พ่อรู้ถึงหัวใจลูก

               พ่อรู้ว่าลูกชายกำลังจะถอดใจจากการแข่งขัน

            พ่อรู้ว่าลูกกำลังสับสนในใจ…สับสนในทางที่อุตส่าห์เสี่ยงเลือกเดิน

            เพราะพ่อรู้พ่อจึงมา

 

               เสียงปรบมือกึกก้องดังกระหึ่มไปทั่วทั้งฮอล ครานี้น่าจะดังเสียยิ่งกว่ากีตาร์อัจฉริยะธีรพัทธ์เสียอีก

               บนเวทีนั้นสองพ่อลูกยืนตรงข้ามกัน สบตากัน

               ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของคนทั้งสอง…นั่นเพราะสิ่งที่อยากพูดนั้นได้สื่อถึงกันไปหมดแล้วด้วยบทแห่งท่วงทำนอง

“ครับ! ก่อนที่ผมจะประกาศผลรางวัลกีตาร์ลีดยอดเยี่ยมประจำปีนี้ ผมขอแนะนำกีตาร์โปร่งที่เป็นเครื่องดนตรีร่วมเมื่อสักครู่” พิธีกรชายพูดขึ้นพร้อมกับเหลือบตาไปมองโพยที่พึ่งได้รับจากทีมงาน

“ท่านเป็นมือกีตาร์ประจำวงเดอะซูที่เคยชนะเลิศโคคา มิวสิค อวอร์ด ในครั้งที่แปด” คำแนะนำทำเอาคนข้างล่างฮือฮากันใหญ่ ส่วนธัชณรงค์เองแม้จะตกใจแต่ก็ไม่มากมายสักเท่าไร ถึงตอนนี้ถ้าพ่อเขาจะเป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมาก็คงไม่แปลก

“ผลการประกวดกีตาร์ลีดยอดเยี่ยมประจำปีนี้...ได้แก่!”

“น้องธีรพัทธ์จากวงไอซ์ครอสครับ!” เป็นไปตามที่เด็กหนุ่มคาด ฝีมือของคู่แข่งนั้นยอดเยี่ยมและเป็นของจริง ส่วนตัวเขานั้นหากไม่ได้พ่อมาช่วยก็คงไม่อาจลีดกีตาร์อย่างนั้นได้ และเหนืออื่นใดการใช้เครื่องดนตรีร่วมเป็นกีตาร์โปร่งก็ผิดกฎกติกาอยู่แล้ว

 

ธัชณรงค์เก็บข้าวของ แม้ปีนี้จะพลาดไม่ได้แม้สักรางวัลแต่โอกาสหน้ายังมี ถึงเขาจะสอบเข้าเรียนคณะแพทย์แต่หากเจียดหาเวลาว่างเพื่อซักซ้อมดนตรีก็น่าจะพอไหว

               “ธัช” เสียงบิดาเรียกจากข้างทางเดิน

               “ครับ” เด็กหนุ่มผู้เป็นลูกชายหันไปตามเสียงก่อนที่จะบอกให้เพื่อนในวงเดินไปก่อน มีหลายต่อหลายอย่างที่เขาอยากจะคุยกับบุพการี

               “พ่อครับ ผมอยากจะบอกว่าผมขอบคุณมาก ๆ สำหรับวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อผมคงเล่นกีตาร์ไม่ออกและก็คงกลายเป็นตัวตลกในสายตาของคนทั่วทั้งฮอล” นั่นเป็นความรู้สึกจากใจจริงของลูกชายนักล่าฝัน

               “ผมจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ...ผมจะสอบเข้าหมอ แต่ก็จะไม่เลิกเล่นดนตรีหรอกครับ ผมจะหาเวลาว่างมาฝึกบ่อย ๆ” ธัชณรงค์บอกถึงการตัดสินใจ

               “ธัช...ทำไมลูกเป็นคนอย่างนี้” น้ำเสียงของบิดาฟังดูมีกระแสของความผิดหวัง

               “พ่อ...” เด็กหนุ่มพยายามอธิบาย เขาอยากจะบอกว่าอย่างน้อยก็ขอเล่นดนตรีบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี

               “ไม่ต้องพูดเลยธัช พ่อเคยสอนอยู่เสมอว่าถ้าทำอะไรแล้วต้องมุ่งมั่นให้สำเร็จ และพ่อไม่ชอบคนครึ่ง ๆกลาง ๆ จำได้ไหม?” บิดาเอ่ยถึงคำเคยสอน

               ธัชณรงค์พยักหน้า ทว่าพ่อไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาอธิบาย

               “เรียนหมอน่ะหนักมาก ธัชไม่มีทางแบ่งเวลาได้แน่ หรือถ้าทำทั้งสองอย่าง พ่อรับรองว่าลูกคงล้มเหลวทั้งสองทาง”

               “ดังนั้น...ไปเถอะลูก ไปเรียนวิทยาลัยที่สอนด้านดนตรีเถอะ” ประโยคนี้ทำเอาธัชหันไปมองหน้าบิดาอย่างงง ๆ

               “พ่อ?” เด็กหนุ่มเอ่ยได้แค่นั้น เขาไม่นึกฝันว่าพ่อจะอนุญาตในสิ่งที่เขาเพียรอ้อนวอนมานาน

               “ทำไมพ่ออนุญาตล่ะครับ?”

               “ทำไมน่ะหรือ? เพราะพ่อเห็นความตั้งใจของธัชน่ะสิ ไม่น่าเชื่อว่าสายเลือดนักดนตรีช่างเข้มข้นเหลือเกิน...พ่อก็เคยเป็นอย่างธัช แต่พ่อไม่สามารถตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเลือกเดินทางที่ฝัน”

               “เพียงเพราะพ่อมัวแต่กลัว...กลัวว่าอาชีพนักดนตรีจะไม่มีงาน ไม่มีเงินเลี้ยงตัว แต่ธัชได้แสดงความมุ่งมั่น แสดงฝีมือให้พ่อเห็น” คำอธิบายยาวเหยียด

               ธัชณรงค์น้ำตาคลอเบ้า เอื้อมมือไปจับฝ่ามือหยาบกร้านของผู้บังเกิดเกล้า

               “ผม...ผมขอบคุณพ่อมากครับ”

               “ธัชต้องไปขอบคุณแม่เขาด้วย แม่ช่วยพูดกับพ่อจนพ่อยอมมาดูธัชในวันนี้ อ้อ! แม่เขาเป็นนักร้องนำวงเดอะซูที่เคยชนะเลิศด้วยนะ” นั่นเป็นเบื้องหลังที่ทำให้ยอดกีตาร์อ้าปากค้าง

               “นั่นไง ๆ น้องธัชณรงค์ที่ดวลกีตาร์เมื่อกี้” เสียงโหวกเหวกจากทางเดินห่างออกไป เมื่อหันไปมองก็พบกองทัพนักข่าว อีกทั้งยังมีบรรดาตัวแทนค่ายเพลงต่าง ๆ ที่กรูเข้ามา

               “รู้สึกยังไงคะที่ได้ดวลกีตาร์จนเกือบได้รับรางวัลชนะเลิศ”

               “น้องธัชครับสนใจที่จะออกเทปไหมครับ”

               “น้องธัชณรงค์ครับ ทางเรายินดีจะออกค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อให้ ขอเพียงออกเทปกับค่ายเรา...”

               “น้องคะ เราอยากให้น้องเดโมเทป...”

               “คุณธัชณรงค์ครับ ผมเสนอชื่อน้องไปที่ค่ายเพลง...”

               “……”

“……”

 

‘รูปที่แสดงนั้นชัดเจนยิ่ง เดอะฟูล…เขาคือคนโง่ในสายตาของคนอื่น ทว่าแท้จริงแล้ว ตัวเขาพร้อมที่จะก้าวเดิน…พร้อมที่จะออกผจญภัยด้วยความฝันและความหวัง’

               ‘แม้จะมีอุปสรรคมากมายที่รออยู่ตามเส้นทางที่ก้าวย่าง…ทว่าเดอะฟูลก็จะไม่ย่อท้อ เขาจะฟันฝ่าปัญหาเหล่านั้นไปให้จงได้ เหตุนั่นเพราะสายตาของเขาหาได้จ้องจับที่อุปสรรคนั้น’

‘แต่สายตาของเขาสถิตอยู่ที่เป้าหมายของการผจญภัยเสียมากกว่า’

 

ในใจหวนคำนึงถึงไพ่ทาโรต์...บัดนี้ความหมายทั้งหมดกระจ่างแจ้งในใจ

               ธัชณรงค์รู้แล้วว่าการเลือกทางเดินชีวิตนั้นสำคัญยิ่ง แม้หนทางข้างหน้าจะไม่ราบเรียบ แม้เบื้องหน้าจะมีอุปสรรคขวากหนามเฝ้ารออยู่

               แม้ใครต่อใครจะหัวเราะเยาะดูถูกว่าเลือกหนทางที่โง่เง่า

               แต่เขาก็จะเลือกทางที่ฝัน...แม้จะยาก แม้จะลำบากหรืออาจจะล้มเหลว  แต่นั่นก็เป็นทางที่เขาเลือกที่จะเดินเอง

ชีวิตของเรา…ทางเดินก็ต้องเป็นของเรา

อุปสรรคของตัวเอง...ก็ย่อมต้องฟันฝ่าด้วยตัวเอง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น