อัปเดตล่าสุด 2020-07-23 09:09:28

ตอนที่ 13 บทแห่งพลัง (Strength)

ราชสีห์สูงศักดิ์จ้าว                       แห่งป่า พงไพร

ไม่ขลาดฤๅกลัวใคร                      แกร่งกล้า

เขี้ยวเล็บเปี่ยมฤทธา                    นุภาพ ทำลาย

หาไม่มีใครกล้า                            ปราบจ้าวสิงโต

 

โฉมงามผู้มากแท้                         ความดี

กำลังไม่แม้มี                               สักน้อย

เพียงความอ่อนโยนที่                   มีแต่ เกิดมา

จ้าวป่าจึงสยบย่อ                         พ่ายแพ้หัวใจ

 

บทแห่งพลัง (Strength)

 

            ธเรษตรีผู้บัดนี้อยู่ในชุดสีดำสำหรับใส่ให้เข้ากับบรรยากาศของการพยากรณ์ สนธยานี้ก็เหมือนทุกวันที่เธอรับหน้าที่เป็นหมอดู...งานพิเศษอันมีเป้าประสงค์เพื่อฟื้นความทรงจำ บัดนี้ได้กลายเป็นกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรื่องราวของผู้รับการทำนายที่เด็กสาวได้เห็นในจินตภาพ ทั้งหมดทำให้เธอได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง

               โดยเฉพาะ...ความมืดในจิตใจมนุษย์!

               นักพยากรณ์ก้าวเดินมาตามถนน ถัดจากบ้านมาเพียงไม่กี่เมตร เธอก็พบเพื่อนบ้านสองคนกำลังยืนคุยกัน ธเรษตรียิ้มให้นิดหนึ่งด้วยเคยเป็นคนที่เห็นหน้ากันอยู่บ่อย ๆ

               ‘ดูเด็กคนนั้นสิ คนที่พ่อแม่ตายจากอุบัติเหตุ’ แว่วสำเนียงของเพื่อนบ้านที่เธอเดินผ่านมาเมื่อครู่ ธเรษตรีรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะเวลานี้ เธออยู่ในระยะห่างที่ไม่ควรได้ยิน...หากแต่กลับ ‘ได้ยิน’ อย่างไม่น่าเชื่อ?

               ‘ไม่รู้อยู่ได้ยังไง ตัวคนเดียว’ แว่วเสียงนินทาอีกครั้ง ธเรษตรีนึกขัน ก็ความจริงแล้ว เธอไม่ได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย ยังมีคุณตาคุณยายเป็นที่พึ่งพา พวกแม่บ้านเหล่านี้คงได้แต่ซุบซิบเรื่องของคนอื่น หากแต่ไม่เคยสังเกตเลยหรือว่าบ้านเธอมีคนอยู่ด้วยกันถึงสามคน

               นักพยากรณ์หยุดความคิดไว้ เธอรีบเดินทางต่อเพื่อที่จะไปให้ถึงร้านทำนายไพ่ทาโรต์

               ...

               ...

               ...

               ผู้คนที่แยกประตูน้ำในเวลาเย็นย่ำช่างพลุกพล่านเสียเหลือเกิน ทว่าแทบทั้งหมดได้แต่เดินผ่านร้านพยากรณ์ ไม่มีใครสนใจที่จะแวะเวียนเพื่อเข้ามาทำนาย จะมีบ้างก็แค่หยุดยืนดูอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็เดินจากไปอย่างไม่เหลียวแล ถึงแม้ธเรษตรีจะพยายามชักชวนแต่ก็หามีใครสนใจไม่        

               “น้องคะ? น้อง?” เสียงเรียกทางด้านหน้าขณะที่เด็กสาวกำลังเหม่อด้วยต้องนั่งว่างๆมาหลายชั่วโมง

               “คะ?” นักพยากรณ์ขานรับ ธเรษตรีพบว่าคนเรียกเป็นผู้หญิง ใบหน้าถูกซ่อนไว้ใต้แว่นสีชาขนาดใหญ่ ลักษณะสัดส่วนรูปร่างสูงเพรียว ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนสาวทำงานที่เห็นกันดาษดื่น

               “ที่นี่เป็นร้านทำนายใช่ไหมคะ?” เป็นคำถามของอาคันตุกะผู้มาเยือน หญิงสาวถามพลางหันหน้าไปมองป้ายที่ติดไว้บนโต๊ะ

                ‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

            “ใช่ค่ะ พี่ลองทำนายดูไหมคะ” ธเรษตรีตอบด้วยความดีใจเนื่องเพราะไม่มีลูกค้าเข้าร้านมาหลายวันแล้ว

               “พี่ตั้งใจมาทำนาย...เพื่อนที่ทำงานบอกว่าที่นี่ทายแม่น” ผู้มาเยือนบอกจุดประสงค์ ขณะเอื้อมมือไปถอดแว่นสีชา

เมื่อใบหน้าปราศจากแว่นพรางตา ธเรษตรีรู้สึกว่านวลหน้างามนั้นช่างดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน...เด็กสาวจำได้ว่าเคยเห็นใบหน้านี้ในโทรทัศน์บ่อย ๆ สาวมั่นผู้นี้เป็นทั้งดารา ทั้งผู้ประกาศข่าว อีกทั้งยังเป็นพิธีกรหลากหลายรายการทางโทรทัศน์ช่อง 4...โดยเฉพาะรายการยอดฮิตช่วงข่าวสองทุ่ม ‘เก็บข่าวตกหล่น’

               ‘ลักษณา บุษยมาส’ คือชื่อของสาวสวยในวงการบันเทิง ผู้ซึ่งบัดนี้นั่งอยู่ตรงหน้า ธเรษตรีรู้สึกแปลกใจอยู่ครามครันที่จู่ ๆ มีคนดังในวงการบันเทิงดั้นด้นปลอมโฉมมาให้ทำนายดวงชะตา...แต่ช่างปะไร งานก็คืองาน ลูกค้าจะเป็นใครเธอก็สามารถทำนายดวงชะตาได้เหมือนๆกัน

               “พี่ลักษณาตัวจริงหรือคะ?” นักทำนายถาม

               “จริงสิคะ น้องพูดเหมือนพี่เป็นคนหน้าโหลอย่างนั้นแหละ” ดาราและพิธีกรสาวตอบ เธอสวมแว่นตาพรางใบหน้าไว้ตามเดิม

               “แล้วพี่จะให้หนูทำนายเกี่ยวกับอะไรล่ะคะ” ธเรษตรีถาม รู้สึกเกร็งเล็กน้อยที่ต้องทำนายดวงให้กับคนดัง

               “ก็...ก็...เอ่อ...” คราวนี้ผู้มาเยือนอึกอัก

               “วิธีการทำนายของหนู...พี่ต้องเล่าเรื่องหรือสาเหตุที่กลุ้มใจให้หนูฟังค่ะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถทำนายได้” นักพยากรณ์อธิบายพร้อมหยิบสำรับไพ่เตรียมไว้ในมือ วินาทีนั้นธเรษตรีรู้สึกวูบหวิวในศีรษะ เธอรู้ดีว่านี่เป็นอาการก่อนที่สัมปชัญญะจะถอยไปอยู่ ‘ด้านหลัง’ เพื่อเปิดทางให้ ‘ธเรษตรีอีกคน’ เข้ารับทำหน้าที่ทำนายไพ่

               “อย่างที่เพื่อนบอกจริง ๆ” ลักษณา บุษยมาสพึมพำกับตัวเอง

               “เอาวะ...เอาก็เอา!” ดูเหมือนพิธีกรสาวจะสามารถตัดสินใจได้เด็ดขาด

               “คืองี้นะ...น้องก็เห็นบุคลิกพี่ในทีวี” ลักษณาหมายถึงบุคลิกที่เป็นหญิงเหล็ก เก่ง แกร่งและบ้างาน อีกทั้งไม่ยอมลงให้ใครง่าย ๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชาย

               “ตัวจริงของพี่ก็เป็นเหมือนกับที่น้องเห็น” คนดังผู้มาเยือนอธิบายเสียงอ่อย ๆ เหลือบตามองนักทำนายก็เห็นนั่งเงียบเอาแต่ก้มหน้าก้มตาสลับไพ่ในมือ

               “น้องฟังอยู่หรือเปล่าคะ?” พิธีกรข่องสี่ถามเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจะไม่เล่าเก้อ

               “เชิญเล่าต่อได้เลยค่ะ” เสียงเย็น ๆ ที่ตอบกลับทำให้ลักษณาตัดสินใจเล่าต่อ

               “ทีนี้บุคลิกของพี่...ทำให้ เอ่อ...” อึกอักอีกครั้งเมื่อเล่ามาถึงจุดนี้

               “ทำให้ไม่มีคนสนใจ ง่า...พูดง่าย ๆ คือไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบน่ะ!” ในที่สุดก็หลุดออกจากปากจนได้

               “ที่จริงพี่ก็ไม่แคร์หรอก” ดาราสาวยักไหล่

               “แต่ตอนนี้...เอ่อ…ยังไงดีล่ะ”

               “ว้าเว้ย! น้องอย่าไปบอกใครนะ” ลักษณาร้องขอคำยืนยัน ทว่านักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์ยังคงก้มหน้านิ่ง

               “คือพี่...พี่ไปชอบผู้ชาย...เขาเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่เอง” แม้ยังไม่ทันได้ยินคำตอบ ลักษณาก็เล่าออกมารวดเดียว เหมือนหาที่ระบายความลับของหัวใจมานานแล้ว

               “แต่นิสัยพี่...คือกระด้างไม่สมหญิง ไม่มีความอ่อนโยนเป็นกุลสตรี”

“เลยทำให้ไม่มีใครกล้าสนใจ ไอ้เราจะไปแสดงออกมากก็ไม่ดี แถมจะดูแปลกพิลึกเสียอีกที่คนห้าว ๆ อย่างพี่จะไปทำตัวอ่อนโยนหวานแหวว...เฮ้อ! นี่แหละค่ะสาเหตุที่พี่กลุ้มใจจนต้องมาให้น้องทำนายไพ่เพื่อแก้ไขปัญหา” หญิงสาวเล่ายาวเหยียดไม่ติดขัดสมแล้วที่เป็นพิธีกรชื่อดัง

               “ถ้าเช่นนั้นเชิญหยิบไพ่หนึ่งใบด้วยมือข้างซ้าย” น้ำเสียงเย็นเยียบจากนักทำนายที่ตอนนี้นั่งก้มหน้าไม่มองใคร ราวกับมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอให้ความสนใจ...นั่นคือไพ่ทาโรต์ที่เรียงคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ 

               ลักษณา บุษยมาสหาได้สังเกตเห็นความผิดปกติของคู่สนทนาไม่ ด้วยเพราะเธอกำลังตั้งอกตั้งใจหลับตาอธิษฐานก่อนจะเอื้อมมือซ้ายออกไปช้า ๆ จุดหมายอยู่ที่ไพ่ทาโรต์บนโต๊ะ

               ดาราสาวหยิบไพ่ออกมาใบหนึ่ง จากนั้นจึงพลิกดูด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น

               The Strength…ไพ่แห่งพลัง!

               รูปจารึกเก่าคร่ำคร่าบนหน้าไพ่ถูกวาดในแนวศิลปะแบบโบราณ มันเป็นรูปสุภาพสตรีที่สวมชุดขาวบางเบาและพลิ้วไหว มือของนางจับตรงบริเวณปากของสิงโตตัวผู้ที่กำลังนอนหมอบอยู่ข้างกาย

               ลักษณารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นภาพดังกล่าว สตรีในรูปดูบอบบาง ไร้กำลัง ทว่าเธอกลับสะกดราชสีห์ เจ้าแห่งพงไพรได้ด้วยสองมืออันอ่อนนุ่ม และที่น่าแปลกยิ่งกว่า นั่นก็คือสิงโตในภาพก็ดูพร้อมที่จะยินยอมตกอยู่ใต้อาณัติบัญชาของหญิงสาว

               “ไพ่นี้หมายความว่าอย่างไรคะ?” พิธีกรช่องสี่ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

               “ไพ่นี้คือไพ่แห่งพลัง!” เป็นคำอธิบายด้วยเสียงเรียบพร้อม ๆ กับเงยหน้าขึ้นมองดาราสาว และด้วยเหตุที่ลักษณาจำต้องใส่แว่นดำเพื่อพรางโฉม เธอจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นแววตาของนักพยากรณ์ไพ่

               มันดำสนิทไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต! ราวกับเป็นดวงตาของคนที่ตายแล้ว!?

               “แล้วยังไงต่อคะ?” พิธีกรถามด้วยความตื่นเต้น

               “ไพ่แห่งพลังใบนี้แสดงถึงลักษณะของผู้หญิงที่เก่ง ทำงานได้หลายอย่าง ฉลาดและมีพรสวรรค์ ขนาดที่ผู้ชายยังไม่อาจทัดเทียมได้ เปรียบดังรูปตรงหน้าไพ่ ที่แม้แต่ราชสีห์อันมีความหมายถึงพลัง อำนาจและหมายถึงบุรุษเพศ...ยังต้องยอมสยบ” เป็นคำอธิบาย

               “งั้นหรือคะ?” ผู้รับการทำนายยิ้มออกมาเมื่อคำพยากรณ์เป็นไปในด้านดี

               “แต่” คำนี้ทำเอาคนที่ยิ้มแก้มปริเมื่อครู่ต้องหุบลงโดยพลัน

               “แต่ด้วยความที่เก่งจนเกินไป ความมั่นใจที่เกินตัว...สิ่งเหล่านี้ทำให้สตรีผู้ถือไพ่แห่งพลังนี้ต้องพบกับความผิดหวังในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคนหาคู่ยาก”

               “แล้ว...แล้วพี่ต้องทำยังไง?” ลักษณาถามอย่างร้อนรน หญิงสาวถอดแว่นดำที่พรางใบหน้าออก

               คราวนี้ไม่มีอะไรขวางกั้น สายตาของทั้งคู่ตรงสบกัน พิธีกรโทรทัศน์ช่องสี่หนาวเยือกที่ไขสันหลังโดยบัดดลนั้น ด้วยเพราะเห็นสายตาที่จ้องตรงมา...มันคือความดำมืดอันแปลกประหลาดและน่าพรั่นพรึง ราวกับความมืดอนธการนั้นจะพุ่งเข้าสู่จิตใจของเธอ ราวกับโดนเข็มสีนิลนับร้อยนับพันพุ่งตรงเข้าสู่จิตใต้สำนึก

               และเข็มแหลมเหล่านั้นกำลังแทงทะลวงเข้าสู่ประตูหัวใจ!

               ลักษณารับรู้ได้ด้วยจิตสังหรณ์...เธอกำลังถูกอ่านใจ?  

            “หึ...หึ...ไม่ต้องกลัวไปหรอก” น้ำเสียงเย็นเยียบจากปากนักทำนาย

               “มะ...ไม่ต้องกลัวเรื่องอะไร” ผู้ประกาศข่าวถามเสียงสั่น หมอดูตรงหน้าสามารถรับรู้ว่าเธอกำลังกลัว...เช่นนั้นแล้ว หมายถึงเธอกำลังถูกอ่านใจจริง ๆ?

               “ก็เรื่องไพ่แห่งพลังนั่นไง...แท้จริงแล้วความหมายของไพ่ยังมีมากกว่านี้” ลักษณา บุษยมาสหูผึ่งเมื่อได้ยินว่ามีคำทำนายมากกว่าที่ได้รับรู้

               “ยังไงล่ะ บอกพี่หน่อยเถอะ” ดาราสาวถึงกับลืมความตระหนกเมื่อครู่ไปจนสิ้น

               “สังเกตดูที่ไพ่” นักพยากรณ์เริ่ม พิธีกรทีวีมองตามไปที่หน้าไพ่

               “เห็นหญิงสาวที่สามารถสยบสิงโตไหม...แท้จริงแล้วนางไม่ได้ใช้กำลังเลยแม้แต่น้อย” ลักษณาพิจารณาแล้วก็เห็นว่าจริงตามคำหมอดู ภาพในไพ่ไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายต่อสู้กันแม้สักน้อย ดูไปแล้วเหมือนสตรีในภาพกำลังใช้มือลูบศีรษะสิงโตด้วยความรักอีกต่างหาก

               ไฉนราชสีห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นจ้าวแห่งพงไพรจึงยอมศิโรราบต่อผู้หญิงตัวเล็ก ๆ?

               “คงสงสัยล่ะสิว่าทำไมนางในภาพถึงสามารถสยบสิงโตที่ดุร้าย...สิงโตที่มีความหมายถึงเพศชายได้”

               นั่นเพราะความอ่อนโยน...สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่คือพลัง (Strength) และเป็นพลังที่แท้จริงของเพศหญิง”

               “แล้วพี่...พี่จะอ่อนโยนแบบกุลสตรีได้ยังไง?” ดาราสาวตั้งคำถาม ทว่าแท้จริงแล้วเหมือนลักษณาจะรำพึงกับตนเองเสียมากกว่า

               “อันความอ่อนโยนนั้น สตรีเพศทุกคนล้วนมีอยู่ เพียงแต่อาจปรากฏในรูปแบบและการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป” เป็นคำตอบของนักพยากรณ์

               “แล้วพี่จะทำยังไงดี?” ดาราพิธีกรถามเมื่อยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาหัวใจ

               “พี่ก็ตั้งใจและพยายามในแบบของพี่สิคะ หนูเอาใจช่วยค่ะ” เสียงใส ๆ จากนักทำนาย พริบตาเดียวเท่านั้นที่บรรยากาศประหลาดลึกลับเมื่อครู่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

               หลังจากนั้นพิธีกรดาราประจำช่องสี่ได้สอบถามต่ออีก 4 – 5 ประโยค และเมื่อเห็นว่าไม่ได้สาระอะไรเพิ่มจึงชำระเงินค่าทำนายก่อนจะขอตัวกลับ โดยก่อนจากกันเธอได้แจกลายเซ็นไว้ให้นักทำนายด้วย

               ...

               ...

               ...

               ประตูทางเข้าอาคารที่เป็นทั้งสำนักงานและห้องส่งสัญญาณแพร่ภาพโทรทัศน์ช่อง 4 ถูกเปิดออกพร้อมกับการก้าวเท้าเข้ามาของ ‘ลักษณา บุษยมาส’ ดาราพิธีกรผู้มากความสามารถ เธอรับทั้งงานผู้ประกาศข่าว งานแสดงละคร – ภาพยนตร์ ตลอดจนพิธีกรรายการโทรทัศน์ หากจะขาดไปบ้างก็มีแค่การร้องเพลงเท่านั้นที่ยังไม่เคยทดลอง

               “สวัสดีครับคุณลักษณา” หนุ่มพนักงานสองคนที่กำลังยืนปรึกษางานตรงทางเดินเอ่ยทักทาย พิธีกรสาวยิ้มรับด้วยไมตรี

               “คุณลักษณายิ้มให้ข้าด้วยว่ะ” หนึ่งในสองกระซิบเมื่อเธอเดินเลี้ยวพ้นมุมสายตา ทว่าหูเรดาห์ของยอดหญิงทำหน้าที่ได้อย่างดี

               “เออ...คุณลักษณาก็น่ารักดี แต่เอ็งรู้ไหมตอนทำงานน่ะคนละอย่างเลยว่ะ” อีกคนตอบโดยหารู้ไม่ว่าคนที่ถูกกล่าวถึงได้ชะลอฝีเท้าก่อนที่จะย่องถอยกลับมายังมุมทางเดินเพื่อแอบฟังการนินทาระยะเผาขน

               “เป็นยังไงวะ?” คนแรกถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

               “อย่าไปบอกใครเชียวนะ แม่ดุชิบ! คนอะไรไม่รู้ ห้าวเหลือเกิน ไม่มีความอ่อนโยนเป็นผู้หญิง แถมยังเถรตรงขวานผ่าซากอีกต่างหาก อย่างนี้ถึงสวยยังไงก็ไม่ไหวว่ะ” นั่นเป็นข้อมูลที่ทำให้คนแอบฟังถึงกับหน้าถอดสี ทุกคนที่ทำทีเป็นยิ้มแย้มต่อหน้า ทว่าเบื้องหลังล้วนแล้วแต่คิดกันอย่างนี้เองหรอกหรือ? จะว่าไปจริง ๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เธอได้ยินเรื่องพวกนี้...หลายต่อหลายครั้ง มากต่อมากหนที่ได้รับรู้เสียงติฉินนินทา ลักษณารู้ดีว่ามีคนมากมายไม่ชอบนิสัยเถรตรงไม่ยอมคนของเธอ

               ‘นางปิศาจ’...คือฉายาที่พวกเขาพากันเรียก

               ลักษณา บุษยมาสพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองทีละนิดโดยหวังว่าจะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น และด้วยความพยายามดังกล่าวทำให้เพื่อนสนิทหลาย ๆ คนเริ่มรับรู้การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทีละน้อย แม้จะยังไม่ชัดเจนนักในสายตาของคนทั่วไป...ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาปรับปรุงยาวนานกว่าจะสำเร็จ ทว่าตอนนี้ดาราสาวไม่อาจอดทนรอได้ต่อไป

               นั่นเพราะได้เจอเขา...คนที่ใฝ่ฝันเมื่อแรกเห็น คนที่หลงรักเมื่อแรกพบ

               รักแรกสำหรับหญิงผู้อุทิศตัวเพื่องาน ลักษณาเฝ้าสังเกตนิสัยและการทำงานของเขา ผลก็คือชายที่เธอหมายปองนั้นเป็นคนนิสัยใจคอที่เรียกได้ว่าดีทีเดียว

               ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หญิงสาวร้อนรนมากขึ้น เพราะไม่ใช่มีแค่เธอเท่านั้นที่เฝ้าหลงใหล ยังมีสาวน้อยสาวใหญ่อีกมากมายที่จ้องจะแวะเวียนเข้ามาเกาะแกะ เช่นนั้นแล้วดาราพิธีกรผู้อ่อนเชิงในเรื่องรักจึงต้องพยายามให้เร็วที่สุด

               “อ้าว! ลักษณา” เสียงเรียกข้างหลังทำเอาหญิงสาวสะดุ้งโหยง และเมื่อหันไปทางต้นเสียงก็ได้พบกับสองหนุ่มสาวที่เธอรู้จัก

               “สวัสดีค่ะ จะไปไหนกันคะ” ลักษณาทักทาย

               “จะไปดูฤกษ์แต่งงานกันน่ะ” ชายหนุ่มบอกพลางพยักหน้าให้สาวสวยที่มาด้วยกันเดินนำไปก่อน

               “แหม...ผดุง หมั้นไม่ทันไรจะแต่งแล้วเหรอ” ยอดหญิงพิธีกรถามเสียงสูงด้วยความตื่นเต้น ลักษณาสนิทกับชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่สมัยเข้าวงการใหม่ ๆ หนุ่มคนนี้เป็นผู้จัดการดาราผู้มีทั้งฝีมือและนิสัยที่ดีทีเดียว ที่สำคัญเพื่อนคนนี้กำลังจะมีข่าวดีกับ ‘เมลิสสา’ ดาราที่เขาดูแล...ดูเหมือนจะเป็นความรักตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ

               “วัยรุ่นใจร้อนน่ะ ว่าแต่ไปดูหมอตามที่ผมบอกหรือยัง” ชายหนุ่มถาม

               “ไปแล้วล่ะ ว่าแต่แม่นจริง ๆ เหรอ” พิธีกรรายการสาวถามกลับ

               “จริงสิ! ที่ผมมาลงเอยกับเมย์ได้นี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะไพ่ทาโรต์ที่ได้ทำนายกับน้องหมอดูคนนั้น” ผู้จัดการดาราตอบพร้อมโฆษณาให้เสร็จสรรพ ชายหนุ่มเคยไปทำนายไพ่ โดยแม้ครั้งนั้นเขาจะเมามาย ทว่าการตัดสินใจทำตามคำแนะนำของไพ่รถศึก (The Chariot) ก็ทำให้สามารถลงเอยกับหญิงสาวที่แอบหลงรัก

               “จริงเหรอ?” พิธีกรสาวเปรยอย่างไม่แน่ใจ

               “ลองดูก็แล้วกัน เอ่อ...ผมไปแล้วนะ เมย์กวักมือเรียกแล้ว” ว่าแล้วผดุงก็รีบวิ่งออกไปทันทีปล่อยให้ ‘นางปิศาจ’ ประจำช่อง 4 เกาหัวแกรก ๆ ด้วยไม่รู้วิธีหรือแนวทางที่จะอ่อนหวานอ่อนโยนตามคำอธิบายของแม่หมอนักพยากรณ์

               ...

               ...

               “สวัสดีค่ะ พบกับลักษณา บุษยมาสในรายการ ‘เก็บข่าวตกหล่น’ อีกแล้วนะคะ” พิธีกรสาวทำหน้าที่อย่างช่ำชองในการถ่ายทำบันทึกเทปรายการยอดนิยม ด้วยบุคลิกร่าเริงแจ่มใสกอปรกับการพูดจาฉะฉานตรงไปตรงมาทำให้เรตติ้งรายการพุ่งทะลุแซงช่องอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน

               ทว่าวันนี้ทีมงานในห้องส่งต่างก็รู้สึกได้ชัดว่าพิธีกรสาวมีบางอย่างที่ไม่เข้าที่เข้าทาง ลักษณาพูดผิด ๆ ถูก ๆ หลายครั้ง บางคราวสลับบทไปมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพิธีกรหญิงผู้นี้จะตั้งใจในการทำงานมาก ๆ อาจจะมากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ หญิงสาวจะท่องบทอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้สักนิด...และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลักษณาไม่พอใจคนอื่น ๆ ที่meไม่ไค้ตามที่เธอคาดหวัง บางครั้งถึงกับเข้าไปต่อว่ากันตรง ๆ...และนี่เองเป็นที่มาของฉายา ‘นางปิศาจ’

               แล้วไฉนนางปิศาจกลับเงอะงะราวกับพิธีกรหน้าใหม่!?

               ไม่มีใครรู้...นอกจากหัวใจของเจ้าตัวเท่านั้น ทุกครั้งลักษณายังพอควบคุมอาการประหม่าไว้ได้ ด้วยเพราะทุกเทปที่ผ่านมา ‘เขาคนนั้น’ จะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับเวที

               แต่วันนี้ตากล้องที่เคยประจำการเกิดท้องเสียกะทันหัน และนั่นทำให้ ‘เขา’ คนที่เธอแอบหลงใหลอาสาทำหน้าที่แทน

               แค่คิดก็แทบลมใส่...แค่นึกก็ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

               เบื้องหลังกล้องตัวนั้น เขากำลังจ้องมองเธอ...จ้องจับทุกอากัปกิริยา

 

               “ลักษณา! วันนี้แกเป็นอะไรยะ?” เพื่อนพิธีกรช่องเดียวกันถามขณะรับประทานอาหารที่ชั้นล่างของตัวตึก

               “เป็นอะไร? ฉันเป็นอะไรเหรอเจี๊ยบ?” คนมีความรักแสร้งตีหน้าเซ่อ

               “จะอะไรเสียล่ะ ได้ข่าวว่าถ่ายเทปแค่ไม่ถึงสิบนาที เล่นไปซะแปดเก้าเทค” เจี๊ยบพูดเรื่องจริง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในกองถ่ายนั้น นั่นหมายถึงข่าวที่เธอ...นางปิศาจทำพลาดคงลือไปทั่วทั้งตึกแล้ว

               “ก็...ก็ไม่มีอะไรหรอก มันไม่ค่อยมีสมาธิน่ะเลยหลุด ๆ ไปบ้าง” ยอดพิธีกรไม่ยอมบอกสาเหตุที่แท้จริง

               “เอ...แปลก นางปิศาจของช่อง 4 คนที่ไม่เคยผิดพลาดกลับบอกว่าไม่มีสมาธิ...มันต้องมีเรื่องอะไรแน่ ๆ” เพื่อนซี้รำพึงซ้ำยังพูดฉายาให้เจ้าตัวได้ยินอีกต่างหาก

               “หรือว่า...ฮั่นแน่!” คิดไปคิดมา อยู่ดี ๆ ก็ทำเหมือนนึกขึ้นได้พร้อมส่งสายตาเจ้าเล่ห์มายังหญิงสาว

               “อะไร! อะไรยะ!?” ลักษณาสะดุ้ง นี่เพื่อนเธอเดาเหตุการณ์ออกอย่างนั้นหรือ?

               “หรือว่าที่ไม่มีสมาธิก็เพราะเรื่องหัวใจยะ?” โป๊ะเช๊ะเข้าให้นั่น

               “ไม่...ไม่แฟน...อะไรกัน? ไม่มี...ฉันไม่เคย ไม่มีแฟน! ไม่เคยนะ!?” เฮ้อ นี่แหละหนา สาวซื่อผู้ไม่เคยมีรัก พอถูกถามตรง ๆ ก็อายจนหน้าแดงก่ำ ปฏิเสธเสียจนลิ้นพันกัน หาได้รู้ไม่ว่า ยิ่งปฏิเสธเท่าใดก็ยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความในเท่านั้น เจี๊ยบผู้เพื่อนถึงกับหัวร่อก๊ากจนเกือบตกเก้าอี้

               “ฮ่า ๆๆๆ โอย....เอาล่ะ ๆ แล้วทำไมเธอไม่มาปรึกษาฉันล่ะยะ” เพื่อนผู้อารีถามหลังจากเพลาการหัวเราะลงได้บ้าง

               คำกล่าวของเพื่อนประดุจชี้ทางสว่าง ใช่แล้ว! หากปรึกษาเกลอผู้นี้อาจมีหนทางที่ดี...อาจจะดีเสียกว่าไปนั่งดูหมอที่บอกให้ทำตัวอ่อนหวาน แต่จะให้ทำอย่างไรกลับไม่บอกวิธีให้ชัดแจ้ง

               แต่หากปรึกษา ‘เจี๊ยบ’ ผู้ผ่านประสบการณ์เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาแล้วน่าจะได้คำแนะนำที่ดีมากกว่า

               “เจี๊ยบ...คือว่า...เอ่อ...” ถึงตัดสินใจแล้วแต่ก็ยังพูดยากอยู่ดี ดูเหมือนนิสัยเถรตรงขวานผ่าซากจะหายหดไปหมดเกลี้ยง

               “เอ้า! มีอะไรก็ว่ามาสิยะ รับรองไม่บอกใครหรอก” เพื่อนสนิทพูดกลั้วหัวเราะ

               ได้ยินประโยคดังกล่าวกอปรกับความเชื่อใจทำให้ลักษณาตัดสินใจเล่าทุกอย่างจนหมดเปลือก จะเว้นไว้บ้างก็แต่เรื่องที่ไปดูหมอเท่านั้น เพราะเธอไม่อยากถูกเพื่อนตราหน้าว่าเป็นพวกงมงายพึ่งพาไสยศาสตร์

               “อืมมมม...แต่คนที่เธอชอบ...คุณสรวิศน่ะแม้จะเก่ง ทำงานได้หลากหลาย แต่ดูจะเป็นคนเฉย ๆ เหมือนไม่ค่อยสนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นะ” ผู้เพื่อนทำท่าตรึกตรองหลังจากฟังเรื่องจนจบ

               ‘สรวิศ’ คือคนที่ลักษณาแอบชอบ ชายหนุ่มเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมาก อีกทั้งยังเก่งในหลาย ๆ ด้าน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หญิงสาวถูกใจมากมายนัก ปัญหาก็คือสุภาพสตรีอย่างเธอคงไม่เหมาะที่จะเป็นฝ่ายรุก...เช่นนั้นมีเพียงหนทางเดียว นั่นคือเธอต้องเป็นฝ่ายทำให้เขาประทับใจและสนใจที่จะมองตัวเธอในฐานะ ‘ผู้หญิง’

               นี่จึงเป็นที่มาของปัญหาที่ว่าเธอจะอ่อนหวานอ่อนโยนตามแบบสุภาพสตรีได้อย่างไร...ไพ่ทาโรต์ของหมอดูลวงโลกก็ดีแต่พูดรวม ๆ ไม่เห็นบอกวิธีเลยสักนิด

               เพื่อนของเธอ...เจี๊ยบ ดูจะพึ่งพาได้มากกว่าแม่หมอหน้าอ่อนนั่น

               “แล้วต้องทำยังไงบ้างล่ะ แนะนำหน่อยสิเจี๊ยบ”

               “เอ...เอายังไงดี เอาอย่างนี้ขั้นแรกเธอต้องเปลี่ยนลุคก่อน ต่อจากนั้นก็...” คำแนะนำมาเร็วทันใจ ต่อด้วยแผนการที่กระซิบกระซาบราวกับเป็นความลับระดับชาติยังไงยังงั้น

               ...

               ...

               เบื้องหน้าของลักษณา บุษยมาสผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดังก็คือห้างฯหรูหราใจกลางเมือง ลักษณะเด่นของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ก็คือความไฮโซ อีกทั้งราคาสินค้าที่แพงสุดกู่  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ห้างฯนี้ถูกเรียกว่า ‘ห้างผีหลอก’ นั่นคือไม่ค่อยมีคนมาซื้อสินค้าสักเท่าใด จะมีก็เพียงพนักงานขายที่ว่างเหงาเสียจนต้องแอบจับกลุ่มคุยกันตามซอกหลืบของชั้นวางสินค้า

               แม้ลักษณาจะรู้สึกอึดอัดกับความฟุ่มเฟือยที่จะต้องซื้อเครื่องทรงต่าง ๆ ที่มีราคาแพงระยับ แต่กระนั้นหญิงสาวก็ถูกที่ปรึกษาส่วนตัว ‘เจี๊ยบ’ ลากมาจนได้

               “จะดีจริง ๆ หรือเจี๊ยบ แต่ละชุดที่เธอเลือกให้น่ะแพง ๆ ทั้งนั้นเลยนะ” ลักษณาผู้พรางตัวด้วยแว่นสีชาบ่นอุบกับเพื่อน บัตรเครดิตถูกรูดเงินหมดไปหลายด้วยความจำยอม

               “ดีสิจ๊ะ ดีแน่นอน เชื่อมือแม่สื่อเจี๊ยบคนนี้เถอะ รับรองอีตาสรวิศ...หรือแม้กระทั่งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในห้องส่งจะต้องเหลียวหลังมองเธอกันคอบิดคอเบี้ยวเลย เชื่อสิ! แล้วยังไงก็คงดีกว่าชุดเธอตอนนี้แน่ย่ะ” จอมวางแผนคุยโว แถมยังพูดเหน็บเสื้อยืดสีมอ ๆ กับกางเกงยีนส์ตัวเก่าของเธออีกต่างหาก

               “แล้วจะให้ฉันใส่ชุดใหม่นี่ไปอวดคุณสรวิศวันไหนล่ะ วันจันทร์นี้เลยไหม” ดาราพิธีกรถามถึงแผนการ

               “วันจันทร์อาจจะเร็วไป...เอาไว้ใส่วันพิเศษดีกว่า” เจี๊ยบรำพึงขณะทำท่าครุ่นคิด

               “เธอต้องหาโอกาสคุยกับตาสรวิศ เอาอย่างนี้! เธอทำทีขอนัดกินข้าวกันตอนวันเสาร์ไง...ว่างไม่ใช่เหรอวันเสาร์น่ะ” คนวางแผนยักคิ้วอย่างเจ้าเล่ห์

               “ต้องไปกันสองต่อสองรึเปล่า?” ลักษณาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที

               “ลุยไปเลย สองต่อสองก็สองต่อสองสิ...ยังไงเสียผู้ชายน่ะถ้าได้ไปกับดารานี่เขาก็จะรู้สึกยืดอยู่แล้ว รับรองโอเคแน่ ๆ” เจี๊ยบให้ความเชื่อมั่นขณะทั้งสองกำลังเดินออกจากห้างสรรพสินค้าสู่บาทวิถีริมถนน

               “อย่างนั้นมันก็เป็น ‘เดท’ น่ะสิ” ดาราสาวถามเสียงกระซิบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งเขินอาย

               “เดทก็เดทสิ...เชื่อฉันเถอะ งานนี้ด้านได้อายอดนะจ๊ะ” คำพูดของที่ปรึกษาทำเอาลักษณาต้องรวบรวมความกล้าจากทั่วทั้งร่างทีเดียว

               “แต่...เวลาเขาเดทกันต้องทำยังไงบ้างน่ะ แถมฉันเองก็ไม่ค่อยเป็นผู้หญิงเท่าไรนะ”  นั่นคือข้อกังวลของพิธีกรสาว

               “ก็ทำอย่างที่ฉันบอกไงล่ะ ทำตัวให้สมหญิงเข้าไว้ แล้วจะไปเดทที่ไหนบ้างเดี๋ยวเจ๊วางแผนให้ รับรองโดนใจ” เสนาธิการประจำตัวยืนยันว่าแผนของตนได้ผลอย่างแน่นอน

               “จริง ๆ นะ” ลักษณาถามด้วยไม่ค่อยมั่นใจ

               “รับรอง” เจี๊ยบให้คำมั่น แต่แล้วยังไม่ทันคุยหรือวางแผนอะไรกันต่อ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงเอะอะจากร้านค้าข้างหน้า

               เพล้ง! โครม!

               เสียงข้าวของแตกกระจายตามด้วยของหนักตกปะทะกับพื้น ยังไม่ทันที่สองสาวประจำช่องสี่จะตั้งคำถาม คำตอบก็โผล่ออกมาจากคูหาเบื้องหน้าอันเป็นห้องของต้นเสียง

               หญิงสาวนางหนึ่ง อายุอานามราว ๆ เดียวกับลักษณา เธอถอยหลังกระเซอะกระเซิงออกมาจากประตูห้อง ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่

               “พี่ อย่าทำฉันเลย ฉันกลัวแล้ว” หญิงสาวผู้บาดเจ็บยกมือไหว้ปะหลก ๆ น้ำตานองหน้า

               “เอาเงินมาสิวะ!” เจ้าของร่างที่หญิงกระเซอะกระเซิงยกมือไหว้ด้วยความกลัวปรากฏโฉม มันคือชายร่างใหญ่หนวดเครารุงรัง กลิ่นสุราฟุ้งเหม็นทั่วทั้งตัว

               “ฉันให้พี่ไปหมดแล้ว” หญิงสาวพยายามบอกทั้งที่ปากคอสั่น เธอคงเจ็บปวดที่โดนทำร้าย...เจ็บทั้งกาย แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าก็คือ ‘ใจ’

               “ถุด! ไม่เชื่อโว้ย! เอามา!” ชายกักขฬะถ่มน้ำลายรดพื้นพร้อมกับย่างสามขุมเข้าใกล้โดยไม่สนใจไทยมุงที่ได้แต่ยืนดู

               “หยุดนะ! จะทำอะไรน่ะ!?” ลักษณา บุษยมาสตะโกนพร้อมก้าวออกไปยืนขวาง แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแต่เธอไม่อาจอดกลั้นที่จะเข้าไปขวางได้

               โดยเฉพาะคนที่ถูกรังแกเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เท่านั้น!

               “ใครวะ? อย่ามายุ่งเรื่องของผัวเมีย!” ขี้เมาคำรามใส่ ลักษณาชะงักแต่ยังประสานสายตาสู้

               “ทำไมต้องรุนแรงกันด้วย พูดกันดี ๆ ก็ได้” พิธีกรสาวตวาดสวนออกไป

               “เฮอะ! ถ้าพูดดี ๆ แล้วมันให้เงินก็ดีสิวะ! รึว่ามึงอยากจะโดนด้วย?” ว่าแล้วชายขี้เมาก็เงื้อมือขึ้นสูง ทำท่าเหมือนจะฟาดลงมายังลักษณา

               “คุณตำรวจคะทางนี้ค่ะ” เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้น เจ้าคนทรามผู้ร่ำสุราถึงกับทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนที่จะรีบเดินแหวกฝูงชนหนีออกจากที่ตรงนั้น

               ลักษณาถึงกับหายใจโล่ง เมื่อหันไปดูจึงพบว่าเจ้าของเสียงเมื่อครู่ก็คือยายเจี๊ยบ...แน่นอนว่าไม่มีตำรวจอะไรนั่นหรอก อำกันซึ่ง ๆ หน้า

               “ไปกันเถอะ คนมุงเยอะแล้ว” ว่าแล้วเจี๊ยบก็รีบจูงแขนพิธีกรสาวออกจากที่ตรงนั้น

               “ลักษณา ทีหลังเธออย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาอีก ดูสิ! เกือบต้องมาเจ็บตัว แล้วก็เวลาอยู่ต่อหน้าคุณสรวิศน่ะอย่าทำเป็นเก่งอย่างนี้เชียว ผู้ชายเขาจะหนีหมด เฮ้อ!” เพื่อนผู้ได้รับการอุปโลกน์ให้เป็นสิราณีบ่นอุบ ซึ่งหญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับ

               ...ทว่าในใจนั้นกลับคัดค้าน

               [ ก็เห็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ กำลังเดือดร้อน ช่วยเขาหน่อยก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนี่นา]

               [ เฮ้อ...เป็นกุลสตรีนี่มันยากจริงหนอ]

               ...

               ...

               แผนการดำเนินไปตามที่ลักษณาวางไว้ เธอใช้ข้ออ้างว่าต้องการปรึกษาเรื่องรายการ ‘เก็บข่าวตกหล่น’ ที่อยากจะปรับเปลี่ยนการนำเสนอ แน่นอนว่าสรวิศผู้ทำหน้าที่กำกับเวทีก็ยินดีที่จะให้คำปรึกษาอย่างเต็มที่ หญิงสาวจึงนัดชายหนุ่มในวันเสาร์ถัดจากนั้น

               และแม้การเดทครั้งนี้จะเริ่มต้นจากการปรึกษางาน แต่ลักษณา บุษยมาส...นางปิศาจก็อดที่จะคิดฝันในใจไม่ได้

               [คุณสรวิศเขาอาจตอบตกลงเพราะสนใจเราก็ได้]

               [ดีไม่ดีบรรยากาศอาจไปได้สวยจนมีนัดครั้งต่อไป]

               [หรืออาจถึงขั้นคบหากันเป็นแฟนก็ได้...กรี๊ดดดด]

               ...

               ...

และแล้ววันประหาร เอ้ย! วันดีเดย์ก็มาถึง!

เขาและเธอ...ลักษณาและสรวิศ...สองต่อสอง ทั้งคู่นัดเจอกันที่หน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง พิธีกรผู้มากความสามารถพรางใบหน้าด้วยแว่นสีชาดังเช่นทุกครั้ง และสิ่งที่แตกต่างจากวันที่มาซื้อของกับที่ปรึกษาเจี๊ยบนั่นก็คือ...

วันนี้หญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดเสื้อแขนกระดิ่งสีขาว ส่วนกระโปรงสั้นเหนือเข่าเป็นสีชมพูอ่อนที่ขลิบชายด้วยดอกไม้ดูแล้วอ่อนหวานและแปลกตาเป็นที่สุด ชุดทั้งหมดนี้ยายเจี๊ยบเป็นผู้จัดสรรโดยกำชับไม่ให้ไปทำอะไรเปรอะเปื้อนให้เสียงาน เสียฟอร์มกุลสตรีที่ได้ฝึกซ้อมกันมาก่อนจะถึงวันจริง

               “สวัสดีครับ รอนานไหมครับคุณลักษณา” เสียงทุ้มคุ้นหูดังทางเบื้องหลัง พิธีกรสาวหันไป เมื่อเห็นว่าเป็นสรวิศ เธอจึงยิ้มอย่างอ่อนหวานตามที่ได้เตี๊ยมไว้กับเพื่อนรัก

               (จำไว้ให้ดี เฟิร์สอิมเพรสชั่น แรกเห็นที่น่าประทับใจจะสะกดผู้ชายให้อยู่มือ)

               “โอ้โห!” ผู้ที่เข้ามาทักร้องยาวเมื่อเห็นใบหน้าและกิริยาอ่อนหวานผิดธรรมดา

               “อะไรกันคะคุณสรวิศ? ทำตาโตอย่างกับตกใจอะไร” ลักษณายิ้มน้อย ๆ ถามชายหนุ่ม ท่าทางเหล่านี้ล้วนฝึกฝนมาอย่างดีจากเทรนเนอร์ประจำตัว...จะใครที่ไหน ก็ยายเจี๊ยบนั่นแหละ

               “อ๋อ...ปะ...เปล่าครับ คือวันนี้คุณลักษณาดู...เอ่อ...ดูเปลี่ยนไปนะครับ” ท่าทีของสรวิศดูเขินอายเล็กน้อย ต่างจากทุกครั้งในห้องส่งที่เห็นทำเฉย ๆ

               (สังเกตให้ดีนะ ถ้าคุณสรวิศเกิดอายไม่ค่อยยอมสบตาเธอนะ โป๊ะเช๊ะเข้าให้! เขาอาจสนใจเธอแล้ว...ต่อจากนั้นให้เริ่มแผนขั้นต่อไป) เสียงเทรนเนอร์ก้องในโสตสัมผัส

               จริงและได้ผลดังคำเพื่อนรัก ดูท่าทางสรวิศจะเขินเสียจนไม่ค่อยยอมสบตากับเธอ ทว่าบางครั้งกลับสังเกตเห็นได้ว่าชายหนุ่มลอบมองเธออยู่บ่อย ๆ

               โอ...งานนี้ถ้าสำเร็จต้องเลี้ยงยายเจี๊ยบซะแล้ว!

               (แต่อย่าเหลิงจนเสียการนะ ค่อย ๆ ให้เขาสนใจเรา รุกทีละนิด) แว่วเสียงเตือนสติของเพื่อนผู้มากประสบการณ์

               “งั้นเราจะไปปรึกษางานที่ไหนกันดีล่ะคะ” หญิงสาวพยายามทำตามคำบอกของเพื่อนอย่างเคร่งครัด

               (อย่าทำตัวเป็นผู้นำเป็นอันขาด เธอต้องจำเอาไว้ให้ดี ว่าผู้ชายส่วนมากน่ะชอบเป็นผู้นำกันทั้งนั้น)

               “เอ...ถ้าอย่างนั้นเราไปรับประทานอาหารกันดีไหมครับ ระหว่างนั้นจะได้ปรึกษางานไปด้วย” สรวิศเสนอซึ่งลักษณาก็ตั้งใจที่จะตกลงอยู่แล้ว

               ใช่แล้ว...ลักษณา ดาราและพิธีกรช่องสี่ได้ร่วมมือกับเพื่อนซี้เพื่อวางแผนการเดทในวันนี้ไว้อย่างละเอียด อันดับแรกก็คือกินข้าวกลางวัน จากนั้นก็ชวนไปซื้อของ เสร็จแล้วก็ดูภาพยนตร์ หลังจากดูหนังก็จะพอดีเวลาเย็นเลยชวนกันต่อดินเนอร์...สุดท้ายก็ให้คุณสรวิศไปส่งที่บ้าน หลังจากนั้นจะทำอะไรกันต่อก็ตามใจ

               แว้ก! ไม่ใช่ ๆ ไอ้ตอนท้ายนี่ยายเจี๊ยบมันใส่เข้ามาเอง ไม่มีหรอกเรื่องอย่างนั้น คนอย่างเธอแม้จะรักชอบใครสักเท่าไหน ก็ต้องขอดูใจและทำตามประเพณีนิยมให้ถูกต้อง กระนั้นถึงแม้จะวางแผนขั้นตอนการเดทไว้ดิบดีแต่สาวสวยประจำช่องสี่ก็ยังอดหนักใจไม่ได้

               ที่หนักใจและเป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทอดสะพานให้คุณสรวิศหรอก

               หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำตัวให้อ่อนหวานสมกับเป็นกุลสตรีต่างหาก...แค่คิดก็คันยุบยิบตามตัวแล้ว เฮ้อ!

            เอาน่ะ! มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ต้องลุย!

 

               ขั้นที่ 1 : อาหารกลางวัน

               หญิงสาวผู้เป็นทั้งพิธีกรและดาราโทรทัศน์ถึงกับออกอาการเกร็งโดยไม่รู้ตัว เมื่อต้องพาตัวเองพร้อมชายผู้ที่แอบชอบเข้ามารับประทานอาหารกลางวันในภัตตาคารสุดหรูแห่งนี้

               ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่เกิดมาจนได้เป็นดารานักแสดง ลักษณาเคยเข้าสถานที่หรูหราขนาดนี้นับครั้งได้ นั่นเพราะทั้งวัน...และทุกวัน หญิงสาวได้แต่ทุ่มเทให้กับงาน กินก็ง่าย ๆ ไม่ต้องให้เปลืองสตางค์ แต่ก็นั่นแหละด้วยอุปนิสัยเช่นนี้จึงทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นดาราด้วยกัน อีกทั้งหลายต่อหลายคนก็ดูกลัว ‘นางปิศาจ’ เช่นตัวเธอ ซึ่งทั้งหมดน่าจะเป็นผลพวงจากความเอาจริงเอาจังที่ต้องการให้งานออกมาเนี้ยบที่สุด

               ทว่าวันนี้นางปิศาจกลับต้องแหกกฎเพื่อพาตัวเองเข้าสู่ร้านอาหารที่หรูหราและสิ้นเปลือง ไม่แพ้ชุดหวานแหววที่กำลังสวมใส่ ที่เป็นเช่นนี้นั่นก็เพราะ...

               นางปิศาจผู้นี้กำลังเริ่มมีหัวใจดังเช่นมนุษย์

            หัวใจแห่งรัก!

               “เป็นอะไรครับคุณลักษณา?” เสียงทุ้มหล่อถามทำเอาหญิงสาวตื่นจากภวังค์

               “เอ้อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีคิดเรื่องงานเพลินไปหน่อย” ดาราสาวรีบตอบไม่ให้คุณสรวิศจับไต๋ได้ว่าเธอนั่งเหม่อ

               “โอ้โห...คุณนี่เป็นคนที่จริงจังกับงานอย่างที่ใคร ๆ เขาก็พูดกันจริง ๆ” เป็นคำพูดกลั้วหัวเราะแต่รูปประโยคเล่นเอาวาบที่สันหลัง

               [ตายล่ะ! ถ้าอย่างนั้นฉายาปิศาจบ้าบอนั่น คุณสรวิศก็รู้หมดน่ะสิ...แล้วเขาจะคิดยังไงกับเรานะ] นี่เป็นสิ่งที่ลักษณากังวลมากที่สุด นั่นเพราะบรรดาข่าวลือ ข่าวร้าย ๆ ที่เธอถูกนินทาคงเข้าหูคุณสรวิศบ้างไม่มากก็น้อย

               แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ...เขาคิดอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวที่ว่า?

            “แล้ว...แล้วคุณสรวิศคิดว่าตัวลักษณาเป็นยังไงล่ะคะ” กลั้นใจรวบรวมความกล้าถามออกไปจนได้ แต่เสียงงี้เบาเชียว

               “หา? อะไรนะครับ ขอโทษทีพอดีผมไม่ได้ยินน่ะครับ” สรวิศทำหน้างง ด้วยเพราะไม่ได้ยินเสียงของหล่อนที่เบาจนเกือบเป็นกระซิบ

               “เอ่อ...อ่า...” ตายล่ะ เมื่อกี้รวมความกล้าพูดออกไปแล้ว จะให้รวบรวมแล้วพูดใหม่น่ะมันยากนะคะคุณ

               “ง่า...หมายถึง รายการเก็บข่าวตกหล่นรูปแบบใหม่ที่วางแผนไว้น่ะค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ” โธ่ถัง! สุดท้ายก็ไพล่ไปเรื่องงานจนได้

               “อ๋อ...ก็ดีครับ ผมคิดว่าน่าสนใจมาก สมกับเป็นรูปแบบใหม่ที่คุณลักษณาคิดเลยล่ะ ว่าแต่ผมเห็นคุณยังรับประทานอาหารได้น้อยอยู่เลย ยังไงผมว่าคุณรับประทานจนหมดแล้วค่อยคุยเรื่องงานก็ได้ครับ” ชายหนุ่มชวนหญิงสาวให้กินข้าวต่อด้วยความเกรงใจ เนื่องเพราะเห็นว่าเธอยังกินข้าวได้น้อยมาก ๆ

               “ค่ะ” พิธีกรชื่อดังตอบสั้น ๆ ก่อนรับประทานอาหารเงียบ ๆ เธอกำลังสะสมความกล้าอีกครั้ง

               [โธ่...คุณสรวิศขา จริง ๆ แล้วฉันน่ะกินข้าวเร็วนะจะบอกให้...แต่ที่วันนี้กินช้าก็เพราะเชื่อที่ยายเจี๊ยบบอกหรอกค่ะ] ลักษณาคิดในใจไปพลางเคี้ยวข้าวไปพลาง นั่นเพราะแม้แต่การกินข้าว ยอดสิราณียังอุตส่าห์วางแผนไว้เสร็จสรรพ

               (ยายลักษณาจ๋า เวลากินข้าวน่ะนะ เธอต้องสำรวมให้ดี จะมากินแบบที่กินกับฉันไม่ได้เชียว มีอย่างเรอะ! พูดไปด้วยเคี้ยวข้าวเต็มปากตุ้ย ๆ ไปด้วย เป็นผู้หญิงยิงเรือต้องตักข้าวแค่พอดีคำ จะกินเสียงดังก็ไม่ได้ สูดน้ำแกงซู้ด ๆ ก็ไม่ได้ จำไว้นะยะ ผู้ชายพายเรือเขาไม่ชอบ)

               (เวลาจับช้อนจับส้อมก็ต้องให้มันเข้าท่าเข้าทาง แขนศอกน่ะอย่าไปกางออกกว้างเกินงาม มันดูไม่ดี! อ้อ! แล้วอย่าไปกลืนข้าวเร็วนัก เคี้ยวให้มันนาน ๆ บางครั้งแสร้งเอาผ้าสำหรับเช็ดขึ้นมาซับริมฝีปากบ้างจะดูดีไม่น้อย)

               (เฮ้ย! ยายลักษณา ฉันบอกว่าให้ซับเบา ๆ นี่เล่นเอาผ้าถู ๆ เลยเรอะ...เอาเข้าไป! เวรกรรมของคนสอน)  

               (และที่สำคัญถ้ามีข้าวอยู่ในปาก อย่าไปอ้าปากคุยเหมือนตอนอยู่กับฉันล่ะ เธอน่ะบางทีอ้าเสียกว้าง เห็นหมดว่ากินอะไรอยู่ แหวะ! ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองคุณสรวิศต้องเห็นว่าเธอเป็นคนอ่อนหวาน เป็นกุลสตรีอย่างแน่นอน เชื่อเจ๊ดันเถอะ)

              

               การเดทขั้นแรกในวันนี้แม้ลักษณาจะมีความสุขมากมายเพราะได้อยู่กับผู้ชายตนที่แอบหลงรัก แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่รู้สึกสุขีเต็มร้อย นั่นก็เพราะ...

               [โธ่...จะไม่ไหวแล้วนะ ทำไมกินข้าวแบบกุลสตรีถึงยากอย่างนี้ฟะ]

               [ฮึ่ย! อิ่มก็ได้ ไม่กงไม่กินมันแล้ว!] ลักษณาตัดสินใจวางช้อนส้อมลงก่อนที่จะเอาผ้าขึ้นซับริมฝีปากเบา ๆ ตามที่ได้ฝึกมา ในใจยังนึกว่าโชคดีที่กับข้าวไม่มีน่องไก่ของโปรด...นั่นเพราะทุกทีต้องใช้มือหยิบกินถึงจะอร่อย

               “อิ่มแล้วเหรอครับ กินน้อยจังหรือว่ากำลังไดเอ็ท?” สรวิศถามเมื่อสังเกตได้ถึงปริมาณอาหารที่น้อยเกินควรสำหรับหญิงสาว

               “ค่ะ” ผู้เป็นดาราตอบเบา ๆ หัวสมองกำลังคิดดำเนินการตามแผนในขั้นต่อไป

               (ลักษณาเอ๋ย...เธอจะให้เดทครั้งแรกจบลงแค่กินข้าว คุยเรื่องงานไม่ได้นะยะ เธอต้องแสดงให้คุณสรวิศรู้...หรืออย่างน้อยก็ต้องให้เขาสงสัยว่า เธอน่ะกำลังสนใจเขาอยู่)

               (ดังนั้นเธอต้องชวนเขาไปต่อให้ได้...เช่น ชวนไปซื้อของที่ห้างฯ คืออย่างน้อยก็เพื่อยืดเวลาที่อยู่ด้วยกันให้ยาวออกไปอีก จะได้มีโอกาสมากขึ้นยังไงล่ะ เข้าใจนะยะ)

               “เข้าใจย่ะ”

               “หืม? คุณลักษณาว่าอะไรนะครับ” สรวิศถามด้วยความสงสัยที่ได้ยินคำพูดแปลก ๆ จากคู่สนทนา

               “ปะ... เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ อย่า...อย่าใส่ใจเลย” ดาราสาวร้อนวาบที่ใบหน้า เธอเผลอหลุดปากตอบยายเจี๊ยบที่อยู่ในห้วงความทรงจำ

               “ว่าแต่ เดี๋ยว...เดี๋ยวว่าจะไปซื้อของต่อน่ะค่ะ” เอาล่ะ นี่คือการโยนหินถามทางสู่ขั้นตอนต่อไป

               “เหรอครับ” ชายหนุ่มตอบเฉย ๆ พลางใช้ช้อนเขี่ยเศษผักชีในจานข้าวเล่น

               [ง่ะ ไม่สนใจเลยเหรอ...ตานี่บุคลิกเฉยชาจริง ๆ ด้วย] หญิงสาวรีบคิดหาวิธีต่อไปทันที เธอไม่อยากให้มันจบลงแค่การรับประทานอาหารกลางวัน ครั้นจะอ้างเรื่องปรึกษางานก็ไม่ได้ เพราะเสร็จสรรพไปตั้งแต่ก่อนกินอาหารแล้ว...เอาล่ะสิ! จะทำอย่างไรดีล่ะที่จะชวนเขาได้อย่างเนียน ๆ

               “คุณสรวิศคะ คือฉันจะไปซื้อของ ไม่ทราบว่าคุณสรวิศว่างไหมคะ ฉันอยากจะชวนคุณไปด้วยน่ะค่ะ” [ปัดโธ่...นี่มันชวนกันโต้ง ๆ เลยนี่นา ไม่เห็นจะเนียนตรงไหน]

               “อ๋อ ได้สิครับ ผมว่างอยู่พอดี งั้นเดี๋ยวเราเช็คบิลแล้วไปกันเลยดีกว่า” หนุ่มผู้กำกับเวทีตอบตกลงพร้อมกับลุกไปจ่ายค่าอาหาร ตรงจุดนี้ขลุกขลักนิดหน่อยเพราะทั้งคู่เกิดอาการแย่งกันเป็นเจ้ามือแต่สุดท้ายสงครามเล็ก ๆ ก็สงบลงด้วยอเมริกันแชร์

              

               ขั้นที่ 2 : เดินห้างฯ

แผนเลเวล 2 หรือขั้นลำดับต่อไปตามแผนการของยายเจี๊ยบ สุดยอดสิราณีก็ได้ฤกษ์ปฏิบัติจนได้ ตอนนี้ที่เดินอยู่ทางด้านขวาของลักษณาผู้เป็นทั้งดาราและพิธีกรชื่อดังนั้นก็คือ ‘สรวิศ’ ชายหนุ่มผู้ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกับตัวเธอ ต่างกันที่หญิงสาวคือ ‘เบื้องหน้า’ ส่วนเขาคือ ‘เบื้องหลัง’ 

               แต่ใครจะเบื้องหน้าใครจะเบื้องหลังนั้นไม่สำคัญ...ที่สำคัญก็คือตอนนี้ได้อยู่ ‘เคียงข้างกัน’ มากกว่า

               “จะซื้ออะไรหรือครับ” ชายหนุ่มหันมาถาม

               “ว่าจะไปเลือกเสื้อสักชุดน่ะค่ะ” ลักษณาตอบพลางนึกทบทวนคำเตือนต่าง ๆ ที่ได้รับฟังจากเพื่อนซี้

               (ยายลักษณา ถ้าได้เดินห้างฯนะ เธอจะซื้อของอะไร ฉันไม่ว่า ขออย่างเดียวเถอะ...อย่าไปบ่นเรื่องราคามากนัก อย่างเมื่อกี้ตอนที่เราไปเลือกชุดด้วยกัน ฉันน่ะอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ก็เธอเล่นต่อราคาซะเสียงดัง...ถ้าไม่ซื้อก็อย่าไปต่อราคาเขาเลย ก็ในห้างฯอย่างนี้น่ะลดไม่ได้หรอก )

               (ที่สำคัญนะ อย่าได้เลือกนาน เดินดูโน่นดูนี่นานเดี๋ยวคุณสรวิศเขาจะเมื่อย เอาไว้ถ้าเป็นแฟนกันก่อนค่อยเลือกนาน ๆ ได้)

               “คุณลักษณาครับ คุณลักษณา” เสียงเรียกของสรวิศทำเอาดาราพิธีกรรายการ ‘เก็บข่าวตกหล่น’ สะดุ้งจากห้วงคำนึง

               “คะ?” หญิงสาวมองหน้าคนที่เธอแอบหลงใหล

               “ถึงแผนกเสื้อผ้าสุภาพสตรีแล้วครับ คุณลักษณาเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? วันนี้ดูเหม่อ ๆ ไม่สมกับเป็นคุณเลย” ชายหนุ่มถามด้วยความห่วงใย อันที่จริงเธอก็ควรจะปลื้มอยู่หรอก ติดแต่คำว่า ‘ไม่สมกับเป็นคุณ’ นี่มันหมายความว่ายังไงหว่า?

               “ขอบคุณค่ะ” พิธีกรสาวเดินเข้าไปทำทีเลือกซื้อสินค้าโดยมีชายหนุ่มยืนมองอยู่ใกล้ ๆ

               [หา? แพงชะมัดเลยแฮะ ชุดบ้าอะไรนี่!?] ลักษณา บุษยมาสบ่นดัง ๆ ในใจ จริง ๆ แล้วเธอแทบไม่มีชุดราคาแพงอย่างนี้เป็นสมบัติส่วนตัวเลย ไอ้ชุดสวย ๆ แพง ๆ ที่ใส่ออกทีวีก็เป็นชุดของผู้อุปถัมภ์รายการ (ที่จะได้โฆษณาไปในตัว) ใส่เสร็จ บันทึกเทปเสร็จเขาก็เอาคืนไปหมด

               [ไม่ได้ ๆ...บ่นไม่ได้ เดี๋ยวดูไม่ดี] ลักษณาพยายามนึกถึงคำเตือนของเพื่อนรัก ยอดพิธีกรปั้นสีหน้ายิ้มละไม เดินดูนั่นดูนี่ด้วยท่าทางกุลสตรีที่สุดเท่าที่สามารถเค้นออกมาได้

               “อุ๊ย! นั่นใช่ลักษณาหรือเปล่า” เสียงใครคนหนึ่งดูเหมือนจะเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ยืนดูเสื้อเยื้อง ๆ กับตัวเธอ

               “ลักษณาไหนยะหล่อน” เพื่อนชายที่ดูท่าทางตุ้งติ้งถามกลับ

               “ก็ลักษณา บุษยมาส พิธีกรรายการเก็บข่าวตกหล่นของช่องสี่ไงล่ะ” คนแรกตอบ

               “ไหน ๆ ว้าย! จริง ๆ ด้วยสิ! ” หนุ่มวัยรุ่นหันมามองพร้อมทำท่าตื่นเต้นสุดขีด ถึงตอนนี้เจ้าตัวที่เป็นดาราเริ่มรู้สึกอึดอัด ดูเหมือนแว่นสีชาที่ใส่เพื่อพรางตัวจะไร้ประโยชน์

               “นี่...พวกหล่อน ลักษณาตัวจริงล่ะเธอ” หนุ่มท่าทางตุ้งติ้งหันไปเรียกบรรดาเพื่อนคนอื่นที่กำลังเลือกดูสินค้าอยู่ เสียงของเขาดังใช่ย่อย ถึงตอนนี้ใคร ๆ ที่เดินอยู่แถวนั้นต่างพากันสนใจ

               [ตายล่ะ...ตอนนี้เรากำลังถูกทุกคนรุมมอง แล้วอย่างนี้จะเดทกับคุณสรวิศต่อได้ยังไง] หญิงสาวเหงื่อแตกพลั่ก สมองเค้นหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สถานการณ์นี้ ยัยเจี๊ยบไม่ได้วางแผนเผื่อไว้

               “อุ๊ย!” ลักษณาสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่ามือถูกใครบางคนจับแน่น

               “คุณลักษณาครับ อยู่ตรงนี้นานไม่ดีแน่ เรารีบไปกันเถอะ” เจ้าของเสียงทุ้มข้างหู อัศวินขี่ม้าขาวของเธอ ‘คุณสรวิศ’

               ยังไม่ทันที่พิธีกรหญิงประจำช่องสี่จะตอบเช่นไร หญิงสาวก็รู้สึกถึงแรงจากมือหยาบใหญ่ที่ดึงตัวเธอให้ออกจากที่ตรงนั้น ที่ซึ่งไทยมุงเริ่มมีเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ

               ลักษณา บุษยมาสได้แต่ก้าวเท้าตามหลังชายหนุ่ม คลองจักษุไม่อาจเห็นภาพอื่นใดได้อีก มีเพียงภาพแผ่นหลังที่กว้างราวกับสามารถปกป้องภยันตรายทุกอย่างที่จะเข้ามาทำร้ายตัวเธอ ยิ่งกว่านั้นดูเหมือนว่าเส้นประสาทสัมผัสทั่วร่างของพิธีกรสาวจะไปกระจุกตัวรวมกันอยู่ที่มือ...

               มือข้างที่คุณสรวิศกำลังจับจูง!  

               โอ... นี่หรือคือการได้จูงมือกับคนที่เรารัก มันช่างอบอุ่นและน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร ถึงจะไม่ใช่การจูงมือในสภาวะปกติก็เถอะ

               “คุณลักษณาครับ ที่นี่ไม่ค่อยมีคนเยอะแล้วล่ะครับ” สรวิศบอกพลางยืนหอบแฮ่ก ๆ ขณะนี้ทั้งสองเดินอยู่ในส่วนของห้างฯที่ขายพวกเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจุดนี้ผู้คนดูจะบางตากว่าทุกที่

               “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง” หญิงสาวตอบ ในใจนึกเสียดายที่ตอนนี้คุณสรวิศปล่อยมือเธอแล้ว

               “แต่ยังไงผมก็ต้องขอโทษคุณมาก ๆ นะครับ”

               “ขอโทษเรื่องอะไรคะ” ลักษณาทำหน้างง ๆ

               “ก็เมื่อครู่ที่ผมจูงคุณออกมา ไม่รู้ว่าจะโดนไทยมุงถ่ายรูปไว้บ้างหรือเปล่า…ผมกลัวคุณลักษณาเสียหายน่ะครับ” นั่นคือเหตุผลของชายหนุ่มผู้แสนดี

               [อ๋อ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันใส่แว่นพรางตัวไว้แล้ว อีกอย่างพวกเราก็วิ่งกันเร็วด้วย ถึงถ่ายไว้ก็คงไม่ชัดหรอกค่ะ] นี่คือคำพูดที่ดาราสาวเตรียมจะบอกให้ชายหนุ่มหายกังวล

               แต่เธอก็ไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา

               (ถ้ามีโอกาส รุกเลยนะยะ การแสดงอะไรก็เรียนมาหมดแล้ว แสดงให้เขารู้ว่าสนใจไปเลย) วาบคำแนะนำจากยายเจี๊ยบจอมบงการ

               ใช่...จากบรรยากาศตอนนี้ จากคำพูดของสรวิศ

               หากต้องการให้เขารู้ความรู้สึกล่ะก็ ประโยคต่อไปควรจะเป็น...

               [ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเป็นคุณสรวิศล่ะก็...] พร้อมทำท่าขวยอายด้วยการหลบตาสลับกับการลอบชำเลืองโดยที่ให้คุณสรวิศรู้ด้วยว่าแอบลอบมอง

               “เอ่อ...ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ”  ปัดโธ่! วางแผนในใจเสียนานแต่กลับพูดออกมาไม่ได้เสียนี่ พูดได้แค่นี้เอง!?

               [ก็นั่นมันไม่ใช่ตัวเรา...ไม่ไหวจริง ๆ ขอโทษนะยายเจี๊ยบ เดี๋ยวค่อยเอาใหม่ในแผนขั้นต่อไปล่ะกัน]

               “เลยไม่ได้ซื้อของเลย” เป็นคำพูดของสรวิศ

               “ค่ะ” ลักษณาตอบได้แค่นี้เอง เฮ้อ…นางปิศาจที่มีความมั่นใจหายไปไหนนะ

               “แล้วคุณลักษณาอยากไปไหนต่อไหมล่ะครับ ผมว่างทั้งวันพอดี” ชายหนุ่มบอก คล้ายจะเป็นการปลอบใจที่ดาราสาวไม่ได้ซื้อของตามที่ได้ตั้งใจ

               เยี่ยม! พอดีเลย โอกาสอย่างนี้หาไม่ได้อีกแล้ว...ต้องเดินแผนขั้นต่อไป

               “ฉันอยากดูหนังค่ะ” นั่นล่ะ เข้าล็อกที่วางไว้

 

ขั้นที่ 3 : โรงภาพยนตร์

               เบื้องหน้าสองหนุ่มสาวประจำช่องสี่ปรากฏจอภาพขนาดใหญ่ซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มทำการฉายภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องดัง ทว่าสมาธิในการรับชมของดาราสาวหาได้อยู่ที่จอภาพไม่ หากแต่หัวใจของเธอกลับไปจดจ่ออยู่กับคนที่นั่งเคียงข้าง

               นั่นคือ คุณสรวิศที่รัก

               ลักษณา บุษยมาสไม่เป็นอันดูหนังเสียแล้ว เธอเหลือบลอบชำเลืองชายหนุ่มแทบจะทุกสิบวินาที ส่วนเจ้าตัวน่ะหรือ หึ! เอาแต่ดูหนัง!

               (ยายลักษณา ถ้าชวนคุณสรวิศเข้าไปในโรงหนังได้ล่ะก็ เวลาถึงฉากตื่นเต้น ลองแสร้งทำเป็นตกใจแล้วเอื้อมมือไปจับมือเขาก็ได้นะ ฮิ ฮิ) แว่วเสียงแนะนำจากเพื่อนสาว ถึงตอนนี้พิธีกรชื่อดังชักไม่มั่นใจคำแนะนำนี้เสียแล้ว เพราะดันมีต่อท้ายว่า ‘ฮิ ฮิ’ ก็เลยไม่รู้ว่าพูดจริงหรือแกล้งแหย่กันแน่

               (แล้วเวลาดูหนังน่ะอย่าเอะอะวี้ดว้ายจนเสียมาดล่ะ ไม่งั้นไอ้ที่ฟอร์มทำตัวเป็นกุลสตรีจะเสียหมด ก็เธอน่ะดูหนังกับฉันทีไร เวลาหนังมันส์ ๆ ขึ้นมา เธอเล่นเชียร์ยังกะเชียร์มวย) นั่นเป็นอีกหนึ่งคำแนะนำที่หญิงสาวต้องคอยระวัง โธ่! การที่ต้องทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองนี่มันลำบากแท้

               “เดี๋ยวนางเอกจะเข้าไปตามลูกในเมืองล่ะ” เสียงของผู้ชายดังขึ้นจากเบาะด้านหลัง มันไม่ใช่เสียงค่อย ๆ ที่ได้ยินกันเพียงแค่คู่สนทนา

               “หา...จริงเหรอ ตามเข้าไปทำไมล่ะ เมืองน่ากลัวออกอย่างนั้น” เสียงผู้หญิงที่มาด้วยกันถาม แน่นอนว่าระดับเดซิเบลไม่ต่างกัน

               “แล้วรู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วเด็กนั่นเป็นแค่เด็กเก็บมาเลี้ยงล่ะ” ประโยคต่อมาเล่นเอาทุกคนรอบ ๆ รวมทั้งลักษณาและสรวิศหันขวับไปทางเจ้าของเสียง ซึ่งปรากฏเป็นคู่ชายหญิงวัยรุ่น

               ก็ประโยคเมื่อกี้เป็นการบอกเล่าเนื้อหาล่วงหน้าซึ่งทำให้อรรถรสในการชมภาพยนตร์สูญสิ้นจนสนิท

               “อ้าว! เป็นแค่ลูกเลี้ยงแล้วทำไมยังอุตส่าห์เข้าไปตามอีก โง่จริง! แล้วอีตาแฟนนางเอกจะตามเข้าไปช่วยไหมนะ” เด็กสาววัยรุ่นไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง เธอยังพูดเสียงดังระดับเดิม

               “เข้าไป...เข้าไปกับตำรวจ รู้ไหมว่าตำรวจนั่นก็เป็นคนที่เคยอยู่ในเมืองอาถรรพ์นี่เหมือนกัน” เปิดเผยเนื้อเรื่องเต็ม ๆ ครับท่านพี่ ตอนนี้สายตาหลาย ๆ คนในโรงต่างหันไปมองอีตานักพากย์

               “พวกนี้นิสัยไม่ดีจริง ๆ” สรวิศบ่นเบา ๆ ยังไม่วายเหลียวกลับไปดูหนุ่มสาวที่ตอนนี้หยุดการพากย์หนังชั่วคราว เปลี่ยนมาเป็นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิด พูดคุยโขมงโฉงเฉง เสียงดังเสียยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้อีก ส่วนเด็กสาวที่มาคู่กันไม่ได้พูดคุยโทรศัพท์แต่หยิบขนมขบเคี้ยวขึ้นมากินเสียงดังกรอบแกรบ

               [สุดยอดจริงไอ้เด็กพวกนี้!] ความร้อนปุด ๆ ในหัวของลักษณาเริ่มทวีมากขึ้นทุกขณะ แท้จริงแล้วเธอเคยมีประสบการณ์เจอพวก ‘ผี’ ประจำโรงหนังมาก่อน และก็ทุกครั้งไปที่หญิงสาวไม่รีรอที่จะลุกไปต่อว่า ไม่ก็เรียกพนักงานเก็บตั๋วให้มาตักเตือน แม้กระทั่งเชิญให้ออกจากโรง

               อ้าว! ก็เธอไม่ใช่คนผิดนี่...สตางค์ก็จ่ายแล้ว ทำไมจะดูภาพยนตร์อย่างมีความสุขไม่ได้!?

               และที่แย่ยิ่งกว่าอะไร นั่นก็คือ ตอนนี้เป็นเวลาเดทอันมีค่าของเธอกับคุณสรวิศ มันเป็นเวลาที่ทรงค่าควรแก่การจดจำ แต่แล้ว...ดันมีเด็กเปรตสองคนนั่งอยู่บนหัวเธอ พากย์หนังโชว์ความรู้ไปพลางคุยโทรศัพท์ไปพลาง อีกคนเคี้ยวขนมเสียงดัง

               ยิ่งคิดยิ่งเดือด! นางปิศาจในตัวกำลังจะฉีกหน้ากากออกมา!?

               (อย่านะ มีอะไรต้องใจเย็นเข้าไว้) แว่วเสียงยัยเจี๊ยบสิราณีส่วนตัว

               ใช่ ๆ  ขืนเอะอะโวยวายล่ะก็ ภาพพจน์กุลสตรีเรียบร้อยน่ารักที่เพียรพยายาม ‘จะเป็น’ จะมลายสูญไปหมด เธอต้องอดทน เก็บไว้ก่อน ๆ...ฮึ่ม แฮ่!  

               “อะไร ป้า? มองอะไร มีปัญหารึเปล่า?” เด็กสาวที่นั่งเคี้ยวขนมเมื่อครู่ร้องถามออกมา คงสังเกตเห็นว่าดาราสาวหันมาจ้องนานเป็นพิเศษ ที่สำคัญเด็กนั่นดันเรียกเธอว่า ‘ป้า’ เสียด้วยสิ

               “มีอะไรจ๊ะ ที่รัก” ดูเหมือนคู่ที่มาด้วยกันจะคุยโทรศัพท์เสร็จและเข้าร่วมผสมโรง

               “ก็อีป้านี่น่ะสิ หันมามองน้องยังกับจะกินเลือดกินเนื้อ สายตามันหาเรื่องน้อง” น้ำเสียงออดอ้อนจากเด็กสาว ถึงตอนนี้ทุกคนในโรงหันมามองเป็นจุดเดียว

               [แล้วนี่จะทำอย่างไรดี ถ้าเป็นภาวะปกตินะ เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแค่ตัวสองตัวน่ะไม่พอมือหรอก…แต่วันนี้คุณสรวิศอยู่ตรงนี้จะทำอะไรรุนแรงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์เรา…โอย ทำไมซวยอย่างนี้นะที่ต้องมาเจอเด็กเปรตสองตัวนี้] นั่นคือความคิดของลักษณา ดาราผู้แสนซวย

               “มองทำไมป้า? มีปัญหาเรอะ!?” น้ำเสียงแสนยียวนของหนุ่มวัยรุ่นที่ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ศีรษะเธอ

               [กรอด…ไอ้เด็กผี] หญิงสาวเริ่มสุดแสนจะทน คำก็ป้า สองคำก็ป้า

               แต่ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น มือหยาบกร้านทว่าอบอุ่นและแข็งแรงได้สัมผัสที่หลังมือเธอเบา ๆ

               คุณสรวิศ!?

               ลักษณาหันไปก็พบกับสายตาที่มองมาด้วยความเป็นห่วง ทว่าแวบเดียวนั้นคลับคล้ายจะมีแววของความประหลาดใจแฝงอยู่เช่นเดียวกัน?

               “เราไปกันเถอะค่ะ ยังไงก็ดูหนังไม่รู้เรื่องเสียแล้วล่ะ” พิธีกรสาวกระซิบเบา ๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมจูงมือชายหนุ่มออกมาโดยไม่รอฟังคำตอบ

 

               ที่หน้าโรงภาพยนตร์ ทั้งสองเดินออกมาด้วยอารมณ์เซ็งกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรลักษณาก็ยังรู้สึกเสียดายค่าตั๋วที่ต้องจ่ายไป ยังไงเสียเธอก็คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนผิดแน่ ๆ

               “ทำไมคุณลักษณาถึงชวนผมออกมาล่ะครับ ก็เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนี่?” สรวิศถามพิธีกรสาวที่ตอนนี้กลับมาใส่แว่นสีชาอีกครั้ง

               “ก็ฉันเป็นดาราพิธีกรนี่คะ เลยคิดว่ายังไงก็ไม่ควรไปมีเรื่องให้เป็นข่าว ภาพลักษณ์ในสายตาของประชาชนก็สำคัญนะคะ” นั่นเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นทีเดียว ทั้งที่ความจริงแล้วเธอแค่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเด็กวัยรุ่นให้ชายคนที่เธอรักเห็น

               “จริงด้วยสิครับ ถูกของคุณลักษณา” สรวิศอุบอิบในคอ

               “ว่าแต่คุณลักษณาครับ…วันนี้คุณ…” ชายหนุ่มเหมือนจะพูดอะไรต่อ หากแต่หยุดไปเสียเฉย ๆ

               “อะไรคะ?” พิธีกรสาวถาม

               “อะ…เปล่า ไม่มีอะไรครับ ว่าแต่ตอนนี้จะกลับบ้านก็เร็วไปนิด ยังไงเสียเราไปหาไอศกรีมกินกันดีกว่า ดีไหมครับ?” กึ่งคำถามกึ่งคำชวน คำตอบน่ะหรือแน่นอนอยู่แล้ว ในใจของลักษณาถึงกับลิงโลดด้วยไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเป็นคนออกปากเชิญชวน

               ...

               หลังจากเสร็จสรรพจากไอศกรีมที่ร้านชั้นล่างของห้างผีหลอก หนุ่มสาวทั้งคู่เดินออกมาด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง

               “เราจะไปไหนต่อกันดีล่ะคะ” ดาราสาวถาม เธอสังเกตคล้าย ๆ ชายหนุ่มมีสีหน้าลังเลใจ

               “คุณลักษณาครับ คือผมคิดว่าวันนี้คุณ…” ยังไม่ทันที่สรวิศจะพูดจบประโยคก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น

            ตึง! เพล้ง! โครม!

               เสียงข้าวของกระแทกล้มตึงจากคูหาร้านค้าใกล้ ๆ ลักษณารู้สึกสังหรณ์วาบในใจ...เหมือนคุ้น ๆ ว่าเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหน้า?

               ต่อจากเสียงตึงตังก็ตามด้วยเสียงร้องไห้พร้อมปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งที่ร่างกายและใบหน้าขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น

“เอาเงินมา! ชิชะ! จะขอหย่างั้นเรอะ! ฝันไปเถอะว่ะ” เสียงตะโกนออกมาจากในคูหา สำเนียงนั้นหญิงสาวพิธีกรรู้สึกคุ้นเคยยิ่ง

               จากน้ำเสียงก็ตามด้วยร่างของเจ้าของ...ขี้เมาคนเดิม!

               ชายผู้ร่ำสุราเดินอาด ๆ เข้าไปใกล้หญิงผู้กระเซอะกระเซิงทั้งเสื้อผ้าและทรงผม มือหยาบกร้านเงื้อขึ้นสูงหมายที่จะกระหน่ำยังใบหน้าของเธอผู้นั้น

               (อย่าพยายามไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านอีกล่ะ ดูแลแต่คุณสรวิศ ให้เขาเห็นว่าเราเป็นกุลสตรีก็พอแล้ว) คำเตือนจากเพื่อนรักดังลั่นในหัว

               “ขอโทษนะ เจี๊ยบ” ลักษณาพึมพำก่อนที่จะก้าวออกไปอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

               ‘ผัวะ!’ เสียงฝ่ามือฉาดเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง

               “โอ๊ย!” ชายขี้เมาร้องลั่นเมื่อโดนจู่โจมอย่างไม่คาดฝัน

               ลักษณาตบสุดแรงเกิด หญิงสาวไม่อาจที่จะอดทนเห็นการทำร้ายและเหยียบย่ำสิทธิสตรีได้อีกต่อไป ถึงคุณสรวิศจะไม่เข้าใจก็ช่างเถิด ตอนนี้เธออดรนทนไม่ไหวแล้ว

               “หนอย! แกอีกแล้วนะ” เสียงคำรามลอดไรฟัน ท่าทางขี้เมาจะจำลักษณาได้

               “คุณตำรวจครับ เชิญทางนี้ครับ” เสียงคุณสรวิศ

               “มุกนี้ไม่ได้ผลแล้วน่า” ปิศาจสุราคำราม ทว่า...

               “หยุดนะ! ผมขอจับคุณด้วยข้อหาทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา” เสียงตำรวจสองนายที่ปรากฏกายด้วยท่วงทำนองคำพูดอย่างกับในโทรทัศน์ คราวนี้ขี้เหล้าถึงกับหน้าถอดสี หายเมาเป็นปลิดทิ้ง

               คุณสรวิศวิ่งไปตามตำรวจนั่นเอง...เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่เดินผ่านมาพอดี และสรวิศเองก็ไวพอที่จะรีบออกไปเรียกเพื่อระงับเหตุร้าย

               สุดท้ายสามีขี้เมาก็ถูกจับเพื่อไประงับสติอารมณ์ในห้องขังท่ามกลางเสียงปรบมือของไทยมุงที่ยกให้ลักษณากลายเป็นฮีโร่

 

               “ขอบคุณนะคะคุณสรวิศ ถ้าไม่ได้คุณสรวิศช่วยล่ะก็แย่แน่ ๆ” ลักษณากล่าวขอบคุณชายหนุ่มขณะเดินออกจากที่ตรงนั้น ดาราสาวพูดอย่างจริงใจ หากไม่ได้เขาล่ะก็ เธอเองที่หุนหันอาจต้องเจ็บตัว

               “ไม่ใช่หรอกครับ ผมน่ะมัวแต่ตะลึงจนเห็นคุณเข้าไปช่วยนั่นแหละ นี่สิครับถึงจะเหมือนคุณลักษณาหน่อย” ท้ายประโยคฟังแล้วสะกิดใจหญิงสาว

               “หมายความว่ายังไงคะ?” น้ำเสียงแสดงความสงสัยและปราศจากอารมณ์ที่ขุ่นมัว

               “ก็หมายถึงคุณลักษณาที่ผม...เอ่อ...รู้จักน่ะ ไม่ใช่ผู้หญิงที่เรียบร้อยเกินเหตุอย่างนี้” ไม่รู้เป็นคำชมหรือคำแซว แต่ที่แน่ ๆ คนฟังได้ยินแล้วหัวใจเต้นตึกตัก

“แล้วจริง ๆ ฉันเป็นยังไง...ในสายตาของคุณสรวิศ” ตอนท้ายประโยค เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน

               “ในสายตาของผมนะครับ” แต่ชายหนุ่มก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน

               “ลักษณา บุษยมาสเป็นคนที่ร่าเริง แต่เวลาทำงานก็ทำจริง ๆ บางครั้งอาจจะเป็นคนตรงเกินไปจนทำให้หลายคนไม่ชอบหน้า...”

               “แล้วคุณสรวิศไม่ชอบหน้าฉันด้วยหรือเปล่าคะ?” น้ำเสียงไม่ได้แสดงความน้อยใจแม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะคนพูดกำลังลุ้นระทึก สถานการณ์ตอนนี้หญิงสาวสามารถดำเนินบทพูดจากใจจริงได้โดยไม่ได้พึ่งการเทรนนิ่งของเพื่อนสนิท

               “ผมคิดว่าใครก็ตามที่ได้รู้หัวใจที่แท้จริง...รู้ถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ คงจะไม่มีใครไม่ชอบคุณลักษณาหรอกครับ” หญิงสาวสังเกตเห็นหน้าคุณสรวิศที่แดงเรื่อขึ้นมานิดหนึ่ง

               “ถ้า...ถ้าอย่างนั้นแปลว่าที่ผ่านมาคุณสรวิศก็ต้องรับรู้การกระทำของฉันมาตลอด ทั้งที่พวกเราไม่เคยสนิทกันจนกระทั่งวันนี้...เอ่อ...เพราะอะไรคะ?” เป็นคำถามวัดดวงซึ่งหน้า นิสัยพูดจาขวานผ่าซากก็มีประโยชน์เหมือนกัน

               “เอ่อ...ก็เพราะผมรู้ว่าคุณลักษณาที่ทำงานเก่งแต่นิสัยตรงไปตรงมานี้ เอ่อ...เป็นคนที่น่าสนใจมากน่ะสิครับ” ประโยคนี้เล่นเอาเธอแทบใจละลาย

               “ผมรับรู้ถึงความอ่อนโยนในใจคุณ...เหมือนที่คุณสละตัวเข้าไปช่วยเหลือผู้หญิงที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ ผมคิดว่านี่คือตัวจริงของคุณมากกว่า ต่างกับตลอดวันที่ผ่านมา ที่ดู ๆ ไปแล้วคุณจะเกร็ง ๆ เหมือนพยายามวางมาดยังไงไม่รู้ ตอนกินข้าวกับเลือกซื้อของก็เก๊กเสียจนบรรยากาศไม่เป็นกันเอง...ส่วนในโรงหนังนั่นจริง ๆ แล้วคุณลักษณาของแท้ต้องชนกับวัยรุ่นนั่นไปแล้ว”

               “เล่นเอาผมใจเสียเลย นึกว่าคุณจะเป็นเหมือนกับดาราทั่วไป”

               “แล้วทำไมต้องใจเสียด้วยล่ะคะ”

               “ก็...ก็เพราะผมชอบนิสัยตรงไปตรงมา แต่ข้างในลึก ๆ แล้วอ่อนโยนของคุณลักษณามากกว่า” นี่หมายถึง คุณสรวิศชอบนิสัยห่าม ๆ ของเธออย่างงั้นหรือ?

               “ชะ...ใช่ค่ะ วันนี้ฉันเกร็งมากไปจริง ๆ แต่นั่นก็เพราะได้มากับคุณสรวิศน่ะค่ะ” เป็นการเผยความในใจที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลักษณาได้แต่หวังว่าชายหนุ่มจะก้าวข้ามสะพานที่เธอทอด

               “จริง ๆ แล้วผมก็เกร็งเหมือนกันครับ”

               “ทำไมล่ะคะ?”

               “ก็ผมชอบคุณลักษณานี่ครับ ชอบมานานแล้วด้วย”

               ประโยคของนายสรวิศเล่นเอาดาราสาวถึงกับแข้งขาอ่อน ทั้งนี้ไม่ใช่เหตุอื่นใด มีแต่เพียงความปลื้มปิติและดีใจเท่านั้น

 

‘นั่นเพราะความอ่อนโยน...สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่คือพลัง (Strength) และเป็นพลังที่แท้จริงของเพศหญิง’ แว่วเสียงนักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์

‘อันความอ่อนโยนนั้น สตรีเพศทุกคนล้วนมีอยู่ เพียงแต่อาจปรากฏในรูปแบบและการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป’ เป็นอีกประโยคของนักพยากรณ์ที่เธอจำได้อย่างแม่นยำ

 

               ใช่แล้ว...เธอหลงผิดไปเองที่คิดว่าความอ่อนโยน อ่อนหวานนั้นจะต้องถูกแสดงออกในกิริยามารยาทที่เรียบร้อย ทว่าแท้ที่จริง มันไม่สำคัญเลยสักนิดว่าการกระทำจะแสดงออกเช่นไร

               หากแต่เจตนาและเป้าประสงค์ของการกระทำนั้นต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่า!

               หากวันนี้เธอเอาแต่ห่วงสวย ห่วงที่จะเรียบร้อยจนเกินควร หญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้นอาจต้องถูกทำร้ายทารุณกรรม

               …เช่นนั้นเธอเองคงเสียใจไปตลอดชีวิตหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นต่อหน้า

               หากแต่เฝ้าโกหกชายคนรัก เฝ้าหลอกตัวเองว่าแท้จริงแล้วมีนิสัยเช่นไร  เธอคงไม่ได้รับการบอกรักจากคุณสรวิศเช่นตอนนี้

               หรือแม้นหากได้เป็นคู่รักกัน ยามใดที่สรวิศได้พบเห็นตัวตนที่แท้จริงในภายหลัง เขาอาจจะรับหรือปรับตัวไม่ได้...ถึงตอนนั้นความรักก็คงจบลง!

               บัดนี้แสงสว่างแห่งปัญญาได้กระจ่างในสมองของลักษณา หากตั้งใจที่จะรักใครสักคน จงอย่าลืมว่าคนเรามีหลายด้าน ทั้งด้านสว่าง...ทั้งด้านมืด

               หากแต่ตอนแรกพบ แรกรักนั้นแต่ละคนล้วนเพียรพยายามที่จะแสดงออกแต่ ‘ด้านหน้า’ อันเป็นด้านที่ดีงามและอยากให้ผู้อื่นรับรู้

               ทั้งที่จริง ๆ แล้วมนุษย์เรานั้นมีทั้งแสงสว่างและความมืดในตัวตน...มีทั้งส่วนดีและส่วนที่ไม่ดี

               วันหนึ่งเมื่อความสัมพันธ์สนิทชิดใกล้ เมื่อนั้นต่างฝ่ายต่างก็อยากรู้จักตัวตนของคนที่รักให้มากขึ้น...และเมื่อนั้นก็จะต้องพบด้านที่ไม่ดี

               เช่นนั้นแล้วสู้แสดงอุปนิสัยต่าง ๆ ออกมาตรง ๆ แล้วพยายามปรับแก้เข้าหากันจะดีกว่า สิ่งไหนดีก็รักษาไว้ สิ่งไหนไม่ดีก็ปรับจูนเข้าหากัน

               ความอ่อนโยนอันเป็นลักษณะเฉพาะของสตรีเพศก็เปรียบเช่นพลังอันล้ำค่า...แม้แต่ละคนจะมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้ชายให้ความสำคัญ...และอาจเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสยบสิงโตร้ายที่เปรียบบุรุษให้เชื่องได้ดุจดั่งลูกแมว

               ลักษณายิ้มน้อย ๆ ให้กับความสำเร็จของตัวเองก่อนที่จะยื่นมือให้คุณสรวิศจับจูง

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น