อัปเดตล่าสุด 2020-07-16 09:03:01

ตอนที่ 12 บทแห่งโลกา (The World) : บทจบ

บทแห่งโลกา (The World)  : บทจบ

 

            ชลภัทรนั่งเหม่ออยู่ในสวนหน้าบ้าน หนุ่มเต๊ะรู้สึกสับสนเนื่องเพราะปัญหาหลายอย่างที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องแฟนสาว...โบว์ รัตนมณี ที่หันไปสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงาน กัปตันหนุ่มรูปหล่อสุดแสนเลิศเลอเพอร์เฟ็ค กับอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือความในใจของเพื่อนที่สนิทสนม...มิ้นท์ วรางคณา ชายหนุ่มไม่เคยรับรู้ ความรู้สึกที่แท้จริงของมิ้นท์มาก่อน คิดอย่างมากที่สุดก็เพียงเพื่อนสนิทที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

               จนกระทั่งเมื่อวานนี้ วันที่ชายหนุ่มได้รับรู้ความในที่แอบซ่อน หลังจากที่มิ้นท์บอกประโยคที่ไม่น่าเชื่อแก่เขา เธอก็วิ่งหนีไปทันที และหลังจากนั้นตลอดช่วงบ่ายจรดเย็น จวบจนกระทั่งกลับบ้าน ดูเหมือนเธอพยายามที่จะหลบหน้าเขาอยู่ตลอด      

               ...แล้วตัวเขาจะทำอย่างไร ? ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโบว์ย่ำแย่ลง...หรือจะเลือกมิ้นท์ เพื่อนที่รู้ใจเขาแทบจะทุกเรื่อง?

               ยิ่งคิด หัวใจยิ่งเต้นถี่ ใบหน้าอ่อนหวานของมิ้นท์ เพื่อนผู้ร่วมงานบัดนี้ลอยเด่นอยู่ในมโนคติ...นี่เขามองผ่านคนน่ารักขนาดนี้ไปได้อย่างไร

               เขามองข้ามความรู้สึกของคนใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ?

               ทว่าขณะที่สมองเวียนวนอยู่กับคำสารภาพรักของเพื่อนสนิท ฉับพลันนั้น ใบหน้าของโบว์ผู้เป็นที่รักพลันแทรกเข้ามาในบัดดล และนั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกปวดแปลบในหัวอก

               ความรู้สึกนี้คืออะไร?

               “นี่เรายังรักโบว์อยู่หรือเปล่า?  ถ้ารัก...แล้วทำไมเราถึงรู้สึกสนใจมิ้นท์มากขนาดนี้?” เต๊ะรำพึงกับตัวเอง ความรู้สึกในใจชายหนุ่มกำลังสับสนและยากที่จะหาคำตอบ

               ยิ่งคิดยิ่งทรมาน ด้านหนึ่งคือหญิงสาวที่รักและมุ่งหวัง เขาพร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่าง ทว่าโชคชะตาและบุพเพสันนิวาสดูจะไม่ใส่ใจต่อความพยายามที่เฝ้าถนอมสายใยแห่งรัก...ขณะที่อีกด้าน คือหญิงงามที่แสนจะเข้าใจและห่วงใยชายหนุ่มเสียยิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก เธอคือเพื่อนสนิทผู้รู้ใจ และที่สำคัญที่สุดนั่นคือ...

               เพื่อนคนนี้รู้สึกกับเขามากกว่าแค่คำว่า ‘เพื่อน’

 

            ครืดดดดด...เสียงยางล้อรถบดกับก้อนกรวดริมถนนหน้าบ้านทำให้ชลภัทรต้องเงยหน้าจากห้วงคำนึงขึ้นมอง ต้นเสียงที่ว่ามาจากรถเก๋งบีเอ็มดับเบิ้ลยูสีน้ำเงินเข้มที่ตอนนี้จอดสนิทตรงริมรั้ว และก่อนที่หนุ่มตี๋ขี้กังวลจะทันนึกสงสัย เจ้าของรถก็ก้าวลงมาให้เห็นเป็นคำตอบ

               ร่างสูงสง่าจากเก๋งมีระดับดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก ชลภัทรเคยเห็นชายคนนี้และไม่มีทางที่จะลืมใบหน้าคมสันนั้นได้...นั่นเพราะเขาคือคนที่เป็นคู่แข่งของหัวใจ

               กัปตันรูปหล่อ ชายหนุ่มที่สนิทสนมกับโบว์

            “คุณชลภัทรอยู่หรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มกังวานจากกัปตันมาดเข้ม เขาชะโงกหน้าที่ประตูรั้ว

               “ผมเองครับ” เต๊ะเดินเข้าไปหาอย่างฉงนใจ

               “สวัสดีครับ ผมชื่อภูวดล...ผมเป็นกัปตันของสายการบินเดียวกับที่คุณรัตนมณีทำงานอยู่” นั่นปะไร เรื่องที่พาพ่อคนนี้ให้มาถึงนี่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับโบว์จริง ๆ ด้วย

               “ง่า...งั้นเชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ” ชลภัทรเตรียมที่จะเปิดประตูรั้วเพื่อเชิญอาคันตุกะตามมารยาทของเจ้าบ้านที่ดี

               “ขอบคุณ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมาที่นี่เพราะมีเรื่องที่จะพูดกับคุณเพียงครู่เดียวเท่านั้น” คำพูดของกัปตันภูวดลทำเอาเจ้าของบ้านหยุดมือที่กำลังจะเปิดกลอน

               “งั้น...งั้นคุณภูวดลมีธุระอะไรครับ” ชลภัทรถาม หัวใจเต้นถี่เร็วรัว

               “ผมเพียงแค่จะมาบอกว่า ผมรักคุณรัตนมณีด้วยใจจริงครับ”

            สิ้นประโยค ชายหนุ่มเหมือนถูกค้อนกระหน่ำเข้าที่ศีรษะสักสามสี่ตุ้บ เขาพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่กังวลกลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

               แล้ว...แล้วไอ้คุณกัปตันจะมาบอกเพื่ออะไรกันเล่า?

               “คุณมาบอกผมทำไม” เสียงสั่น ๆ หลุดออกจากปาก

               “ผมบอกคุณ เพื่อแสดงให้คุณรู้ถึงใจจริงของผม ผมไม่เคยล้อเล่นกับความรัก และแน่นอนว่าผมตั้งใจจริงที่จะมีชีวิตคู่กับคุณโบว์”

               “วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะพาเธอไปกราบเท้าคุณแม่ที่นิวยอร์ค” หากตอนนี้มีค้อนกระหน่ำอยู่ที่หัวจริง ๆ ล่ะก็ ศีรษะของชลภัทรคงยับเยินด้วยคำพูดที่สุดแสนจะตรงไปตรงมาของกัปตันหนุ่มมาดเข้มคนนี้

 

               กัปตันสายการบินระหว่างประเทศพาตัวเองกลับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงถ้อยคำอันเชือดเฉือนหัวใจชายหนุ่มเจ้าของบ้านเท่านั้น

               นี่เองหรือคือสาเหตุที่ทำให้โบว์ไม่อาจอยู่กับเขาได้ในวันแห่งความรัก หรือเพราะสำหรับตัวเขาไม่มีวันแห่งความรักอีกต่อไป...

               ไม่มีอีกแล้วสำหรับคนที่จะมารักอย่างจริงใจ

               ใช่...ใครล่ะที่จะมารักคนอย่างเขา หล่อก็ไม่หล่อ รวยก็ไม่รวย การงานก็งั้น ๆ

               ใครกันที่จะมาโง่ตกหลุมรัก

 

               ‘ก็มิ้นท์ไง’

 

               แว่วเสียงของมิ้นท์...เพื่อนผู้รู้ใจ หากแต่ตัวเขากลับไม่เคยมองเห็นหัวใจเธอแม้สักนิด หรือต่อจากนี้ควรตอบรับความรู้สึกที่ดีของมิ้นท์ ควรเลิกหวังที่จะสานสัมพันธ์กับโบว์ผู้ที่ได้พบคนที่เหมาะสมมากกว่า อย่างน้อย ๆ การงานก็เกี่ยวข้องกับการบินเหมือนกัน ดังนั้นน่าจะสร้างความเข้าใจและมีสัมพันธภาพที่ดี

               ...เช่นเดียวกับตัวเขาและมิ้นท์ที่ทำงานบริษัทเดียวกัน

               คิดได้เช่นนั้น ชลภัทรจึงตัดสินใจเปิดโอกาสให้กับตัวเอง และที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือการหนเลือกทางนี้จะทำให้โบว์สามารถตัดสินใจได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ

               มันน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้หญิงสองคนที่เข้ามาในชีวิตพร้อม ๆ กันเจ็บปวดน้อยที่สุด...และนี่คือการตัดสินใจที่ได้เลือกแล้ว

               ...

               และแล้วก็มาถึง...14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก

 

               “อ้าว เต๊ะ วันนี้ไปไหนกับคุณโบว์ล่ะ?” เจ้าต้นเพื่อนร่วมงานตัวแสบทักตั้งแต่เดินเข้าประตูมา

               “อ๋อ...พอดีโบว์เขาไม่ว่างน่ะ” ชลภัทรตอบ ชายหนุ่มเหลือบตาไปยังมิ้นท์ที่กำลังจัดเอกสารที่โต๊ะห่างออกไป

               วันนี้ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะชวนมิ้นท์ไปดินเนอร์ฉลองวันแห่งความรักกันสองต่อสอง

               ส่วนโบว์...ป่านนี้คงขึ้นเครื่องไปกับกัปตันภูวดลแล้ว

            ชายหนุ่มสะบัดศีรษะแรง ๆ เพื่อสลัดเรื่องเก่า ๆ ระหว่างเขาและโบว์ให้ออกจากสมอง ในเวลานี้ ที่นี่ เขาควรคิดถึงแต่มิ้นท์ หญิงงามผู้รักเขา และชายหนุ่มก็ตัดสินใจที่จะสนองตอบความรักนั้น

               “มิ้นท์...วันนี้ว่างไหม?” ชลภัทรเตร่เข้าไปทัก

               “หืมมม...ว่างสิ เต๊ะมีอะไรหรือเปล่า” มิ้นท์ตอบทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จะว่าไปแล้วท่าทีของหญิงสาวดูเกร็ง ๆ ไปตั้งแต่วันที่เธอหลุดปากสารภาพรักชายผู้เป็นเพื่อนสนิท

               “คือ...คือผมว่าจะชวนมิ้นท์ไปกินข้าวเย็นน่ะ” ในที่สุดก็ชวนออกไปจนได้

               “หา?” คราวนี้มิ้นท์เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาแปลกใจ

               “ยังไงดีล่ะ ผมว่าจะเลี้ยงข้าวขอบคุณหลาย ๆ เรื่องที่มิ้นท์ช่วยผมมาตลอด” ชลภัทรพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อชวนหญิงสาว

               “แล้ว...แล้วคุณโบว์ล่ะ?” เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน

               “โบว์ไม่มาหรอก” เต๊ะพูดไปตามที่คิด ในน้ำเสียงของชายหนุ่มราวกับมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากให้คู่สนทนาได้รับรู้เจือปนอยู่

               “จะ...จะดีเหรอ” สาวน้อยมีสีหน้าครุ่นคิดในขณะที่แก้มของเธอเริ่มเป็นสีชมพูฝาด

               “ดีสิ! ดีแน่นอน ผมรู้จักร้านสุดอร่อยด้วยล่ะ” หนุ่มเต๊ะคะยั้นคะยอเมื่อเห็นท่าทางหญิงสาวเริ่มมีใจที่จะไปดินเนอร์ด้วย

               “งั้นเดี๋ยวให้คำตอบตอนเลิกงานนะ” สุดท้ายมิ้นท์ก็ขอผัดผ่อนไปเป็นตอนเย็น

 

               ชลภัทรถอยไปตั้งหลักที่โต๊ะพร้อมเฝ้ารอเวลาเลิกงาน ระหว่างนี้หนุ่มหน้าตี๋พยายามนึกหาสถานที่ที่จะไปเดทกันตอนเย็น

               [ พาไปดินเนอร์ที่ไหนดี ?  ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสแถวสีลม เคยไปกินกับโบว์...จำได้ว่าโบว์เคยเอ่ยปากชมว่าอร่อย ]

               [ ต่อจากนั้นล่ะ? ไปนั่งฟังเพลงเบา ๆ กันต่อ...ถ้าบรรยากาศเข้าทีล่ะก็ อาจจะได้สารภาพความรู้สึกที่มีให้กับมิ้นท์ ]

               [ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลือกร้านที่เงียบและเป็นส่วนตัวนิดหนึ่ง...ถ้าอย่างนั้นร้านที่อยู่ในความทรงจำก็ต้องร้านที่อยู่แถว ๆ อโศก ]

               [ ใช่!  ก็ร้านนี้แหละที่เคยสารภาพรักกับโบว์...แล้วก็สำเร็จเสียด้วยสิ ] ชลภัทรนึกไปถึงสมัยที่แรกคบกับโบว์ ช่วงนั้นมีแต่ความหวานชื่น

               โบว์ที่รักเอ๋ย...ไฉนหัวใจถึงถวิลหาแต่เธอ

               แม้หักห้ามใจสักเท่าไร...แม้จะมีหญิงงามสักกี่คนผ่านเข้ามาในชีวิต

               จะมีใครเล่าที่สามารถลบล้างความรู้สึกที่แท้จริงในหัวใจ

               ...

               ชลภัทรเดินดูนู่นดูนี่ไปพลาง สายตาก็เหลือบแลที่นาฬิกาไปพลาง เข็มสั้นชี้ที่เลขห้าแล้วแต่ดูเหมือนวรางคณายังคงทำงานไม่เสร็จ

               “เต๊ะลงไปรอข้างล่างก่อนก็ได้” มิ้นท์เอ่ยเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินวนไปมาหลายรอบ

               “ตกลงมิ้นท์ไปกินข้าวกับผมใช่ไหม” เต๊ะลองถามดู

               พยักหน้าเป็นคำตอบก่อนที่จะเอ่ยต่อว่า

               “ยังไงเต๊ะลงไปรอข้างล่างก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะตามลงไป หรือไม่งั้นเดี๋ยวมิ้นท์โทรหาก็ได้” หญิงสาวพูดด้วยความเกรงใจเนื่องเพราะงานที่คั่งค้างยังไม่เสร็จ

               “ รอที่นี่ก็ได้ พอดีโทรศัพท์แบตฯหมดน่ะ ตั้งแต่เช้าแล้ว” ชายหนุ่มให้เหตุผล

               “เอาอย่างนั้นก็ได้” เพื่อนผู้อาจเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนในอนาคตบอก

              

               กว่าที่วรางคณาจะชำระงานที่คั่งค้างเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็น แต่นั่นก็หาใช่ปัญหาสำหรับชายหนุ่ม เขาชินเสียแล้วสำหรับการรอ ชลภัทรนึกไปถึงตอนที่คบกับโบว์ บางครั้งเขาต้องรอเป็นเวลานานจากการที่เครื่องเกิดการดีเลย์

               “เต๊ะคิดอะไรอยู่หรือคะ?” คำถามจากสาวน่ารักที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหาร

               “ปะ...เปล่าครับ” เป็นการโกหกที่ดูไม่เนียนเอาเสียเลย ชายหนุ่มรู้ตัวว่าใจลอยจริง ๆ นั่นเพราะช้อนตักข้าวถูกถือค้างอยู่ในมือตั้งนานสองนานโดยไม่ยอมใส่เข้าปากเสียที แต่เต๊ะก็ต้องโกหกออกไป เขาไม่อาจที่จะบอกมิ้นท์ได้ว่ากำลังคิดถึงโบว์ อดีตคนรักอยู่

               “งั้นหรือคะ” เสียงเรียบ ๆ ของหญิงสาวคู่เดทในวันแห่งความรัก

              

               มื้อเย็นเสร็จแล้ว หนุ่มชลภัทรจัดการชำระเงินโดยที่วรางคณาขอร่วมอเมริกันแชร์ด้วย แม้เต๊ะจะขอออกหน้าเป็นคนเลี้ยง แต่ผู้เป็นเพื่อนไม่ยินยอมจนสุดท้ายจึงจำใจต้องหารสอง

               “งั้นเดี๋ยวเราไปฟังเพลงเบา ๆ กันต่อนะครับ” เต๊ะเอ่ยปากชวนตามที่แอบวางกำหนดการไว้ในใจ

               “เต๊ะอยากไปฟังเพลงต่อหรือคะ?”

               “ผม...ผมอยากไปที่ไหนก็ได้...กับมิ้นท์” ชายหนุ่มพยายามเผยความรู้สึกของตน ทว่าน้ำเสียงฟังตะกุกตะกัก

               “เอ๋?” หญิงสาวทำหน้างง

               “เอ่อ...หมายถึงว่าตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่เลย น่าจะมีเวลาอีกสักนิดที่จะได้คุยกันสบาย ๆ ไงครับ” เต๊ะไถลไปทางอื่นด้วยเกรงว่าการรุกหนักเร็วเกินไปจะทำให้หญิงสาวตื่นกลัวเสียก่อน

               “ก็ได้ค่ะ แต่ไม่ต้องไปเข้าร้านรวงอะไรให้เสียเงินทองหรอก จริง ๆ ที่ร้านนี้เขาก็ทำสวนหย่อมไว้ ดูแล้วก็กว้างขวางและร่มรื่นดี”  วรางคณาพูด ซึ่งก็จริงตามคำกล่าวนั้น สวนหย่อมในร้านทั้งกว้างและเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญแถว ๆ นี้ยังไม่มีคนออกมาเดินเล่นมากนัก ส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่บริเวณเครื่องเล่นสำหรับเด็กซึ่งอยู่อีกด้านของสวนหย่อม

               “งั้นก็ดีเหมือนกัน” ชลภัทรนั่งลงบนม้าหินอ่อนที่มีอยู่แค่ตัวเดียวในบริเวณนั้น

“แล้วเต๊ะมีธุระอะไรกับมิ้นท์เหรอ ถึงชวนออกมากินข้าว” วรางคณาทรุดลงนั่งข้างชายหนุ่ม หญิงสาวหันหน้าไปถาม ระยะที่ใกล้ทำให้สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอ่อน ๆ ของน้ำหอมจากผิวกายหญิงสาว

               “เปล่า ก็แค่อยากจะเลี้ยงขอบคุณมิ้นท์ที่ช่วยเหลือผมมาตลอดน่ะ”

                “อ๋อ...ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริงวันวาเลนไทน์อย่างนี้ เต๊ะควรจะไปอยู่กับคุณโบว์นะ” เพื่อนสาวผู้แสนดีพูดประโยคที่ทำเอาเขาหนาววาบที่หัวใจ

                

               [ โบว์...ป่านนี้เธอจะอยู่ที่ไหน ]

               [ โบว์...เธอคงกำลังอยู่กับกัปตันรูปหล่อคนนั้น อาจอยู่กับครอบครัวของเขา ]

               [ โบว์...เธอคงมีรักที่ดี อย่างน้อยก็ขอให้ดีกว่าตอนที่อยู่กับเรา ]

           

               “เต๊ะ…เต๊ะคะ?” เสียงเรียกข้างหูทำเอาชลภัทรสะดุ้งตื่นจากห้วงคำนึง

               “เต๊ะ! เหม่ออะไรอยู่น่ะ?” เจ้าของเสียงถาม ใบหน้างามฉายแววห่วงใย

               “เอ้อ! ปะ...เปล่า ขอโทษทีใจลอยไปหน่อย คุยกันถึงไหนแล้วล่ะนี่” ชลภัทรก้มศีรษะขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

               “มิ้นท์กำลังคุยเรื่องงานที่ผู้จัดการมอบหมายให้น่ะสิ แหม...ตัวเองชวนเขามา ก็เอาแต่นั่งเหม่อปล่อยให้มิ้นท์พูดอยู่ฝ่ายเดียว”

               “ขอโท...ฮะ...ฮะ...” ชายหนุ่มรู้สึกคัน ๆ ที่จมูก

               “ฮัดเช้ยยยยยย!” ว่าแล้วก็จามเสียงสนั่น ซึ่งนอกจากเสียงแล้ว น้ำมูกน้ำตาก็พากันออกมาพร้อม ๆ กันเสียด้วย

               “ขอโทษที” เต๊ะขอโทษคู่สนทนา ชายหนุ่มพยายามใช้หลังมือเช็ดคราบสกปรกจากสารคัดหลั่งที่ติดบริเวณใบหน้า

               “มิ้นท์มีผ้าเช็ดหน้าค่ะ” หญิงสาวหยิบผ้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จากนั้นเธอจึงเอียงตัวเข้าใกล้พร้อมบรรจงเช็ดที่จมูกของชลภัทรอย่างอ่อนโยน

               กลิ่นอ่อนละมุนจากน้ำหอมประกอบกับความแผ่วเบาจากการเช็ดด้วยความใส่ใจทำเอาหนุ่มเต๊ะถึงกับหัวใจเต้นแรง

               สตรีผู้กำลังบรรจงเช็ดหน้าของเขาอย่างทะนุถนอม เธอผู้นี้มีใบหน้าสวยงามไม่แพ้ใคร...และที่สำคัญหัวใจของเธอก็งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารูปกายภายนอก

               เขามองข้ามเธอไปได้อย่างไร? หรือเป็นเพราะความสนิทชิดใกล้ จึงทำให้มองไม่เห็น?

               หรือเพราะตอนนั้นเขายังมีโบว์อยู่?

               ชายหนุ่มปวดแปลบที่หน้าอกทันทีที่นึกถึงคนรักเก่า

               [ ไม่ได้! ตอนนี้เราควรจะให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า ควรให้ความสำคัญกับคนที่รักเรา ]

               [ ใช่! มิ้นท์รักเรา...เธอบอกเรา ]

[ ดังนั้นหากได้คบกับเธอคนนี้...เราคงไม่ต้องเจ็บปวดอีก!? ]

 

               “มิ้นท์” ชลภัทรจับมือของวรางคณาที่กำลังเช็ดน้ำมูกน้ำตาให้ มือนั้นอบอุ่นและบอบบาง ควรค่าแก่การปกป้อง

               “คะ?” ใบหน้าหญิงสาวระเรื่อเป็นสีชมพูเข้ม

               “มิ้นท์...เอ่อ...” ชลภัทรอึกอัก คำว่า ‘คบเป็นแฟนกับผม’ ไม่ยอมหลุดจากปาก ด้วยเพราะเสี้ยววินาทีที่สำคัญที่สุดในชีวิต ชายหนุ่มกลับหวนรำลึกถึงอดีต...เมื่อครั้งเคยบอกรักกับโบว์ - รัตนมณี

               “เอ่อ...ผม...ผม” หนุ่มหน้าตี๋พูดไม่ออก แม้ตั้งใจพยายามอย่างยิ่งยวด ทว่าภาพอดีตอันแสนหวานที่เคยมีกับคนรักเก่าผุดโผล่ขึ้นที่กลางใจ

               ...

               ...

               “บะ...บะ...โบว์คบกับ...ฟะ...แฟนกับผมนะครับ” ประโยคและบุพบทที่มั่วซั่วไปหมดเกิดจากความตื่นเต้นที่ชายหนุ่มตัดสินใจบอกรักกับโบว์ ซึ่งในตอนนั้นหญิงสาวยังไว้ผมสั้นทรงหน้าม้าสุดแสนเชย ต่างกับปัจจุบันที่เป็นแอร์โฮสเตสสาวสวยรวยเสน่ห์

               รอยยิ้มละไมบนดวงหน้างามทำเอาเต๊ะคิดว่าจะต้องโดนหัวร่อที่พูดจาตะกุกตะกักแถมไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก ทว่าใบหน้าหวานหาได้หัวเราะไม่

               “ค่ะ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมกับน้ำตา มันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ชายหนุ่มมารู้เอาทีหลังว่าแท้จริงแล้วทั้งสองมีใจตรงกันมาตั้งนาน

               ...

               ...

               “เต๊ะ...เต๊ะคะ” เสียงเรียกจากมิ้นท์ หญิงสาวที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นแฟน เธอพยายามเรียกชายหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์

               “เอ่อ...มิ้นท์ คือ...คือผมจะบอกกับมิ้นท์ว่า...” หนุ่มตี๋ยังพูดตะกุกตะกัก

               นิ้วชี้เรียวยาวของวรางคณาเอื้อมมาแตะริมฝีปากชลภัทรในลักษณะจุ๊ปาก แววตาส่องประกายอ่อนโยน เธอยิ้มพร้อมส่ายศีรษะช้า ๆ

               “เต๊ะจำวันนั้นได้ไหม...วันที่มิ้นท์โดนผู้จัดการดุน่ะ” คนงามถาม

               “จำได้สิ ทำไมเหรอ?” เต๊ะงงที่จู่ ๆ มิ้นท์เกิดหวนรำลึกความหลังเอาตอนที่เขากำลังจะขอเธอคบเป็นแฟน

               “วันนั้นเป็นวันที่มิ้นท์ประทับใจในตัวเต๊ะมาก...ที่มิ้นท์มีกำลังใจในการทำงานจนสามารถฝ่าฟันมาได้ถึงตอนนี้ ทั้งหมดก็มาจากคำพูดของเต๊ะ”  

               “คำพูดผม...ผมพูดอะไรเหรอ?” ชลภัทรงง

               “เต๊ะบอกกับมิ้นท์ว่า...จะเห็นว่าทางลำบากก็เลยหนีไปหาหนทางที่สบายกว่า ง่ายกว่านั้นไม่ได้  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกคนก็จะรู้จักแต่คำว่าหนีเท่านั้น…มิ้นท์จำคำของเต๊ะได้เสมอเลยล่ะ”  ประโยคที่ชายหนุ่มเคยพูดปลอบใจถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง ชลภัทรเข้าใจถึงความหมายที่แฝงอยู่สำหรับเหตุการณ์ในตอนนี้

เขาเองก็กำลังจะหนีสู่หนทางที่ง่ายกว่าเช่นกัน!

               “ผม...ผม...” ชายหนุ่มอึกอัก

               “มิ้นท์ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เต๊ะรีบไปหาคุณโบว์เถอะ เต๊ะก็น่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าสำหรับเต๊ะแล้ว...ต้องเป็นคุณโบว์เท่านั้น” เป็นประโยคที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยิน

               “แต่...แต่ว่า” ชายหนุ่มอึกอัก

               “เต๊ะรู้ไหม แม้ว่าเวลาเต๊ะคุยกับมิ้นท์ พยายามสนุกสนานกับมิ้นท์...แต่มันก็เหมือนกับเต๊ะกำลังหลอกตัวเอง มิ้นท์สังเกตเห็นว่าเต๊ะเหม่ออยู่เสมอ” สมแล้วที่เป็นเพื่อนสนิท เธอรู้ใจชายหนุ่มสมกับที่คบหากันมานาน

               “แต่ความรู้สึกของมิ้นท์...?” หนุ่มหน้าตี๋พะว้าพะวง

               “ไม่เป็นไรหรอก มิ้นท์ชอบเต๊ะก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าเต๊ะจะต้องมาคิดอย่างนั้นกับมิ้นท์ด้วยนี่ เต๊ะทำอย่างที่ใจตัวเองต้องการเถอะ มิ้นท์เชื่อว่าอุปสรรคเพียงแค่นี้คงไม่ทำให้เต๊ะท้อง่าย ๆ” มันเป็นคำกล่าวที่ให้กำลังใจชายหนุ่มได้อย่างดียิ่ง

               “มิ้นท์ผมขอโทษ” ชลภัทรก้มหัวขอโทษ หยาดน้ำตาคลอเบ้าด้วยรู้สึกผิด หากใครรู้เรื่องนี้คงต้องคิดว่าเขาเป็นตัวชั่วตัวเลวแน่ ๆ

               “เต๊ะไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ไปเถอะ 14 กุมภาฯยังมีเวลา” เหลือบดูนาฬิกาแล้วยังไม่ถึงสี่ทุ่ม

               “แต่โบว์เขาคงไม่มา...ป่านนี้อยู่ต่างประเทศแล้วล่ะ” ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อย

               “แต่มิ้นท์ว่าไม่แน่...เต๊ะเล่าให้มิ้นท์ฟังว่า เต๊ะยืนยันที่จะไปหาคุณโบว์ในวันนี้ไม่ใช่เหรอ” หรือนี่คือสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวพยายามถามถึงโบว์บ่อย ๆ ในวันนี้

 

            ‘วันที่ 14 ผมจะมารับโบว์ที่นี่ ถ้าโบว์เลือกผม...เราคงได้พบกันอีก!’

 

ชลภัทรวาบนึกประโยคที่เขาได้พูดออกไป แต่โบว์จะรออยู่งั้นหรือ? โอกาสมีต่ำเสียยิ่งกว่าต่ำ

“รีบไปสิเต๊ะ มิ้นท์ว่าเต๊ะน่าจะเชื่อใจคุณโบว์นะ” มิ้นท์ให้กำลังใจ

“งั้น...งั้นผมไปก่อนนะ” หนุ่มเต๊ะที่ดูจะตัดสินใจได้เหลือบมองนาฬิกาด้วยความร้อนรน เขากลัวว่าหากโบว์รออยู่จริงล่ะก็...?

“จ้ะ ไปเถอะ ขับรถระวังด้วยนะ” หญิงสาวไม่วายเตือนด้วยความเป็นห่วง

“มิ้นท์...ผมขอโทษอีกครั้ง ขอโทษจริง ๆ” ชลภัทรโค้งศีรษะให้หญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้จะตอบแทนกำลังใจมากมายจากเพื่อนคนนี้ได้อย่างไร

เพื่อนที่ดีที่สุด...ทั้งที่เพื่อนคนนี้รักเขามากกว่าความเป็นเพื่อน

ทว่าเพื่อนคนนี้กลับรู้ใจเขาเสียยิ่งกว่าตัวของเขาเอง ซ้ำยังคอยให้กำลังใจมิรู้หน่าย...แม้ตัวเองจะต้องเจ็บปวดมากเพียงไหนก็ตาม

ในความคิดของชลภัทร ชายหนุ่มตั้งใจว่าสักวันจะต้องตอบแทนบุญคุณเพื่อนคนนี้ให้ได้

               ...

               ...

               รถยนต์ส่วนบุคคลจอดที่ลานจอดรถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชายหนุ่มเดินไปยังอาคารสำนักงาน ทุกครั้งที่เขามาเจอโบว์จะต้องมารอที่ตรงนี้เสมอ ทว่าที่แตกต่างจากทุกครั้งนั่นก็คือตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ดึกมากราว ๆ ห้าทุ่มกว่าแล้ว

               อาคารสำนักงานแม้จะเปิดไฟแต่ก็เงียบสนิท ดูแล้วไม่น่าจะมีใครอยู่ข้างใน

               “มาไม่ทัน...หรือว่าโบว์ไปต่างประเทศแล้ว?” ชายหนุ่มนึกพร้อมกับก้าววนดูรอบ ๆ แต่ก็ไม่มีใครอยู่สักคน สุดท้ายจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่ตั้งไว้ตรงมุมตึก

               “ไม่เป็นไร รออีกสักพักก็แล้วกัน” ชลภัทรตั้งใจจะรอจนพ้นเที่ยงคืน...พ้นวันแห่งความรัก แต่ถึงจะผ่านวันที่ 14 นี้ไป เขาก็จะพยายามติดต่อโบว์ให้จงได้ อย่างน้อยก็เพื่อขอโทษและทำความเข้าใจ

               ชลภัทรในตอนนี้ไม่ใช่คนที่อ่อนแออีกต่อไป ราวกับความเข้มแข็ง ความกล้าหาญของมิ้นท์ได้ถ่ายทอดผ่านมายังตัวเขา

               ชายหนุ่มเข้าใจสิ่งมิ้นท์พูด แม้เราจะรักใคร ก็ไม่ได้แปลว่าเขาต้องรักเราตอบเสมอไป เพียงแต่ขอให้ตัวเราซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองและพยายามทำให้ดีที่สุดก็พอ

               จากนี้ไปเขาจะไม่หนีปัญหา...จะไม่หลีกหนีสู่หนทางที่สบาย แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการอย่างเด็ดขาด

               ไพ่ ‘เดอะเวิรลด์’ ที่เขาเลือกบ่งบอกว่าความรักจะสมหวัง หากแต่ขึ้นกับการกระทำในปัจจุบันด้วย ถูกต้องอย่างที่นักทำนายแห่งไพ่ทาโรต์กล่าวไว้ ไม่มีใครอยากโชคร้าย ทุกคนล้วนแล้วอยากจะมีแต่โชคดี

               หากทำนายทายทักได้ไพ่ดีก็คงยิ้มแย้ม แต่หากได้ไพ่ที่เลวร้ายก็คงซึมเซา

               กระนั้นทุกอย่างขึ้นกับตัวเราเองทั้งนั้น...เหมือนตัวเขาที่เลือกได้ไพ่เดอะเวิรลด์ แม้ไพ่จะดีมากมาย แต่หากไม่มีกำลังใจจากมิ้นท์ หรือหากหญิงที่เขารักที่สุดไม่ใช่โบว์ และหากเขาเองไม่ตั้งสติให้เข้มแข็ง...บางทีเรื่องราวอาจเลวร้ายยิ่งกว่านี้

              

               เข็มนาฬิกาชี้เวลาห้าทุ่มห้าสิบ เหลือเพียงสิบนาทีสุดท้ายก่อนจะผ่านพ้นวันแห่งความรัก

               [ วันนี้คงไม่ได้เจอโบว์...ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ยังมี ] คิดได้ดังนั้นชลภัทรจึงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวที่จะกลับ

               “เฮ้อ...ไม่มาจริง ๆ ด้วย”

               “เฮ้อ...ไม่มาจริง ๆ ด้วย” สองเสียงดังแทบจะพร้อมกัน

               ชลภัทรขนลุกทั่วตัว เสียงที่รำพึงพร้อมเขาดังอยู่ใกล้ ๆ มิหนำซ้ำยังเป็นเสียงที่เขาคุ้นเคย

               เต๊ะเอี้ยวตัวไปทางต้นเสียง นั่นคือมุมตึกอีกด้าน

               บึ้ก! ชายหนุ่มชนกับเจ้าของเสียงอย่างจัง เจ้าของเสียงที่ว่าคงตกใจและเอี้ยวตัวมาดูเช่นเดียวกับเขา

               ร่างบางถูกปะทะและกำลังจะหงายหลังล้ม ทว่าชายหนุ่มนั้นไวกว่า เขาฉวยคว้าข้อมือเล็กและดึงไว้อย่างแรงด้วยอารามตกใจ

               ยังผลให้ร่างนั้นถลาเข้ามาแนบอก

               “เต๊ะ” เสียงคุ้นเคยจากคนในอ้อมแขน

               ชายหนุ่มคลายวงแขนเพื่อดูใบหน้าในอ้อมกอดให้เต็มตา

               “โบว์จริง ๆ หรือ?” ร่างในอ้อมอกคือโบว์ รัตนมณี...เพียงแต่ไม่ใช่โบว์ที่เป็นแอร์โฮสเตสสาวสวยอีกต่อไป

               ผมยาวสลวยที่ดัดตรงปลายเป็นลอนงามเมื่อวันก่อน บัดนี้ถูกตัดจนสั้น ส่วนตรงหน้าผากไว้เป็นทรงหน้าม้าที่สุดแสนเชย

               นี่คือโบว์คนเก่า...โบว์เมื่อครั้งอดีตที่เขาเคยสารภาพรัก

               “โบว์...” ชลภัทรอึ้งไปชั่วขณะเดียวเท่านั้น เขารู้ดีว่าควรพูดอะไร ทว่าความตื่นเต้นกลับทำให้รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มที่พึ่งจะมีรักแรกพบ

               “บะ...บะ...โบว์คบกับ...ฟะ...แฟนกับผมอีกครั้งนะครับ” ชายหนุ่มพูดเสียงสั่น อีกทั้งยังเรียงรูปประโยคผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ต่างจากเมื่อครั้งอดีต ชายหนุ่มขอคนรักเพื่อคบหากันอีกครั้ง และครั้งนี้เขาจะพยายามไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ อีก

               “ค่ะ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมกับน้ำตา มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ก่อนที่สาวน้อยผมหน้าม้าจะโผเข้ากอดชลภัทร

               “ผมรักคุณนะโบว์ เราแต่งงานกันนะ” ชายหนุ่มพูด เขารู้สึกถึงหยาดน้ำที่ไหลรินจากดวงตา           

               “จ้ะ...โบว์ก็รักเต๊ะ โบว์รอคำนี้ของเต๊ะมานานแล้ว” และนั่นเป็นคำพูดที่ทำให้ชายหนุ่มหน้าตี๋ปลื้มจนแทบตัวลอย

 

               ความรักที่แท้จริง ความรักอันบริสุทธิ์นั้นมีอยู่มากมายในโลก ความรักของโบว์ เต๊ะและมิ้นท์ก็เป็นหนึ่งในหลายความรักอันแสนบริสุทธิ์ และถึงแม้ความรักอาจไม่จบลงด้วยการแต่งงานอยู่กินเฉกเช่นในนิยาย

               ทว่าความรักที่ขาวสะอาดและปรารถนาดีต่อกันจะคงมั่นและจีรังอยู่เสมอ

            แม้ไม่มีใครรู้เห็น แต่ความรักแสนดีเหล่านั้นจะเป็นเครื่องค้ำจุนโลกกลม ๆ ใบนี้ให้ยั่งยืน... โลกกลม ๆ ที่ถูกเรียกว่า

            เดอะเวิรลด์ (The World)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น