อัปเดตล่าสุด 2020-07-09 09:06:27

ตอนที่ 11 บทแห่งโลกา (The World) : บทต้น

โลกาทั่วทุกแคว้น                         มอบให้ เพียงเธอ

หญิงผู้เปี่ยมไมตรี                        ท่วมฟ้า

โฉมงามยิ่งกว่าใคร                       ในทั่ว ทุกแดน

งามงดหมดใจข้า                         ยอมสยบ เมื่อพบเธอ

 

เดอะเวิรลด์ถ้าจับได้                     ไพ่นี้

หากอยากรักสักที                         ย่อมได้

โลกาเปี่ยมสุขี                              สำเร็จ พ้นภัย

ความสุขอยู่ใกล้ใกล้                      เพียงมั่นใจตน


 

บทแห่งโลกา (The World)  : บทต้น

 

            หนังสือพิมพ์ถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา มือของธเรษตรีสั่นไหวด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อนักทำนายได้อ่านข่าวอันมีเนื้อความที่ทำให้แน่ใจว่าเหตุการณ์ที่ได้รับรู้ก่อนหน้านั้น มิใช่เป็นเพียงแค่ความฝัน

               ข่าวภรรยาหลวงซ้อนแผนสามีกับเมียน้อย จุดจบก็คือฝ่ายเมียหลวงที่หนังสือพิมพ์ระบุชื่อว่า ‘พิมพ์ฤดี’ เป็นคนสังหารทั้งสามีและอนุภรรยา โดยภาพข่าวปรากฏในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ นักทำนายไพ่จำได้อย่างแม่นยำว่าทั้งเมียหลวง เมียน้อย ทั้งคู่ล้วนแต่เป็นลูกค้าร้านทำนายของเธอ!     

               แต่ที่น่าฉงนที่สุด ในเวลาเกิดเหตุ ธเรษตรีรู้สึกราวกับตนเองกำลังลอยล่องอยู่ในห้วงแห่งความฝัน เด็กสาวรู้สึกว่า ‘ตัวเธออีกคน’...ตัวเธอผู้ทำหน้าที่เป็นนักพยากรณ์ลึกลับได้ชักนำขาทั้งสองให้ไปยังชั้นลอยกลางแจ้งของตึกฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ จากนั้นภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมในห้องอันปิดมิดชิดด้วยม่านหนา พลันปรากฏเป็นจินตภาพอย่างแจ่มชัด

               ชัดเจนจนเธอสามารถรับรู้ได้ถึงความมืดในหัวใจของคนทั้งสาม!

               หลังจากที่ภรรยาหลวงที่ชื่อพิมพ์ฤดีทำการฆาตกรรมคนทั้งสองแล้ว หญิงใหญ่ไฮโซเตรียมจะหนีตามที่วางแผนไว้...ทว่า ‘ตัวเธออีกคน’ กลับส่งกระแสบางอย่างพุ่งตรงไปยังหญิงฆาตกรผู้นั้น และนั่นทำให้สาวไฮโซเป็นลมสิ้นสติ

               หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ธเรษตรีจึงกลับมารู้สติและสามารถควบคุมตัวเองได้อีกครั้ง โดยสิ่งแรกที่เธอทำก็คือรีบโทรศัพท์แจ้ง 191 ในทันที

               นักพยากรณ์ถอนใจเฮือกใหญ่ นี่เธอเป็นตัวอะไร...มีความผิดปกติหรืออย่างไร? มันเป็นสถานการณ์ประหลาดอันไม่อาจหาคำอธิบายได้? ยังไม่ทันคิดวิเคราะห์ต่อ ธเรษตรีได้ยินเสียงคุณตาคุณยายเรียกให้ลงไปรับประทานอาหารที่ชั้นล่าง เด็กสาวคิดว่าบางทีอาจต้องปรึกษาเรื่องพวกนี้กับท่าน...แน่นอนว่าคงเล่าแค่บางส่วน เพราะหากเล่าทั้งหมด บางทีเธออาจต้องไปนอนโรงพยาบาลบ้าในคืนนี้

               ...

               “บางทีอาจจะเป็น ‘อภิญญา’ ก็ได้จ้ะ” คุณยายตอบ ธเรษตรีตัดสินใจถามเกี่ยวกับเรื่องการสามารถรับรู้จิตใจคนอื่น การได้เห็น ได้ยินเหตุการณ์ในที่ไกล ๆ หรือแม้กระทั่งความฝันแปลก ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในความเป็นจริง เด็กสาวอ้างว่าอ่านเจอในหนังสือ เธอไม่อยากเปิดเผยว่าเป็นเรื่องของตน

               “อภิญญา?” ธเรษตรีทวนคำ

               “ใช่จ้ะ...อภิญญาหมายถึงความรู้ยิ่ง ในทางพุทธศาสนา มีอยู่หกอย่างจ้ะ” คุณยายอธิบายพร้อมทั้งพยักเพยิดหน้าให้คุณตาเสริม

               “มีหกอย่าง...ได้แก่ อิทธิวิธิหมายถึงการแสดงฤทธิ์ได้ การมีหูทิพย์ ตาทิพย์ การระลึกชาติ เจโตปริยญาณซึ่งหมายถึงการรู้จักกำหนดใจผู้อื่น สุดท้ายคือการทำให้อาสวะสิ้นไป” คุณตาตอบยาวเหยียด ธเรษตรีพยักหน้ารับรู้ หลาย ๆ อย่างในอภิญญาที่เข้าได้กับตัวเธอ ตาทิพย์ หูทิพย์ การสามารถกำหนดใจผู้อื่น หรือการที่สามารถรับรู้ความลับ ความรู้สึกในใจ...หรือทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเธอคืออภิญญาจริง ๆ ? ทั้งที่เธอไม่เคยบวชเรียน ไม่เคยฝึกฝน?  

               “แล้วอภิญญาเป็นหนทางสู่พระนิพพานหรือเปล่าคะ?” นักพยากรณ์ถาม สิ้นประโยคเด็กสาวสังเกตเห็นแววแห่งความปรานีฉายทับในแววตาของสองผู้ชราภาพ

               “ไม่แน่เสมอไป ผู้ที่สามารถไปถึงนิพพานนั้น หลายคนจะผ่านจุดที่ได้อภิญญา แต่กลับกันก็คือหลาย ๆ คนที่มาถึงจุดที่ได้อภิญญา กลับไม่สามารถไปถึงพระนิพพานได้ คนมากมายกลับมัวเมาอยู่ในอิทธิฤทธิ์ หลงอยู่ในกิเลสอันหาใช่ทางดับทุกข์” คุณตาอธิบาย

               “ใช่จ้ะ กิเลสก็เปรียบดังความมืดในใจคน...เป็นสิ่งที่ควรรับรู้และแก้ไข กระนั้นก็ยังมีผู้ขลาดเขลาอีกมากมายที่ไม่สนใจ ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีก้อนกิเลส ไม่ยอมรับถึงความมืดที่อยู่ในตัวตน...และเมื่อปฏิเสธการคงอยู่ของมันแล้ว ยากยิ่งนักที่จะเยียวยาให้หายขาด” คุณยายพูดบ้าง ธเรษตรีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสนทนาธรรมกับพระภิกษุระดับเจ้าอาวาส

               “ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวหนูออกไปทำงานนะคะ” เด็กสาวยกมือไหว้ เก็บจานชามบนโต๊ะไปล้างก่อนที่จะกล่าวลาสองชราภาพเพื่อไปปฏิบัติงานทำนายไพ่ คุณตาคุณยายไม่ได้ว่าหรือห้ามปรามเธอแต่อย่างใด ท่านทั้งสองนิ่งเฉยจนบางครั้งเด็กสาวยังอดแปลกใจไม่ได้

               [ ก็ดี...เมื่อท่านไม่เป็นห่วง เราจะได้ทำงานให้เต็มที่ ] นั่นคือความคิดของนักทำนายสาว

               ...

               ...

               ...

               เบื้องหน้าของธเรษตรีที่บัดนี้แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำ ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะปรากฏร่างหนุ่มตี๋หน้าตาดี ท่าทางของเขาดูประหนึ่งแบกรับความกังวลไว้ท้นอก สังเกตได้จากแววตาที่ขาดประกายแจ่มใส ตรงกันข้ามกับอากาศสบาย ๆ ในยามสายของวันอาทิตย์

               “พี่ต้องเล่าเรื่องที่กังวลให้ฟังก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถทำนายได้” นักพยากรณ์อธิบายเป็นครั้งที่สอง

               ตี๋หล่อบิดตัวไปมา ใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าตำลึงสุก ท่าทางราวกับหนุ่มวัยกระเตาะที่กำลังจะเผยความลับของหัวใจให้ใครสักคนฟัง แต่แน่ล่ะ! มันไม่เข้ากันกับใบหน้าที่ดูแล้วน่าจะล่วงพ้นวัยสามสิบ

               “เล่าเสร็จให้ใช้มือซ้ายเลือกไพ่หนึ่งใบจากทั้งหมด” ธเรษตรีย้ำขั้นตอนอีกครั้ง

               “ก็...ก็ได้ครับ อันที่จริงผมไม่อยากเล่าหรอก แต่เพราะเพื่อนบอกว่าที่นี่มีหมอดูแม่น ๆ อยู่ ผมก็เลยลองมา” ประโยคหลังคล้ายรำพึงกับตัวเอง

               “งั้นก็เชิญเล่าค่ะ” นักทำนายกระตุ้นเตือน

               “ครับ เอ่อ...อย่าเล่าให้คนอื่นฟังนะครับ” ตาหนุ่มหน้าตี๋ยังไม่ยอมเล่าความทุกข์ง่าย ๆ เขาขอยืนยันความมั่นใจอีกครั้ง

               “ค่ะ รับรอง” ธเรษตรีลอบถอนใจ เด็กสาวยกนิ้วมือทำท่าปฏิญาณของลูกเสือ

               “คือ...คือว่าผม...” ชายหนุ่มเริ่มเรื่อง เหลือบตาขึ้นมองหมอดูก็เห็นเอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาสลับไพ่ที่ถือไว้ในมือ

               “ผม...ผมมีแฟน และเราก็รักกันมาก”

               “เธอทำงานเป็นนางฟ้า...ผมหมายถึงแอร์โฮสเตสน่ะครับ” หน้าตี๋ยิ่งแดงก่ำ

               “แฟนผมต้องเดินทางบ่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน...ง่า...ผมอยากรู้ว่าความรักของพวกเราจะ...” เมื่อเล่าถึงตรงนี้น้ำเสียงเริ่มตะกุกตะกัก

               “เราจะไปกันรอดไหมครับ?” ในที่สุดความกังวลที่อัดอั้นก็โพล่งออกมา

               ไม่มีคำตอบใดจากปากนักพยากรณ์ มีเพียงนิ้วมือที่ชี้ไปยังไพ่ทาโรต์ที่บัดนี้คลี่กระจายคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ

               “จงเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย” น้ำเสียงย้ำขั้นตอนของการทำนาย เสนาะสำเนียงแปรเปลี่ยน ฟังแล้วเคร่งเครียดกว่าในทีแรก

               เหมือนแป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้?

               แต่ในวินาทีนั้น หนุ่มตี๋ผู้มีทุกข์จากการมีความรักหาได้สนใจเรื่องอื่นไม่ ชายหนุ่มต้องการเพียงคำทำนายเรื่องหัวใจ...แม้รู้อยู่แก่ใจว่าการดูดวงไม่อาจส่งผลใดให้กับชีวิตรัก แต่อย่างน้อยก็ขอเป็นกำลังใจ...แม้เพียงสักนิดก็ยังดี

               หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ ไพ่หนึ่งใบจึงถูกบรรจงเลือกออกมา หนุ่มเชื้อจีนไม่มีความกล้าพอที่จะพลิกดูด้านหน้า เพราะหากได้ไพ่ไม่ดี เขาคงกลั้นน้ำตาไม่ได้ สู้รอหมอดูทำนายให้จะดีกว่า เพราะปกติแล้ว คนที่เป็นหมอดูนั้น แม้ดวงของลูกค้าจะย่ำแย่สักแค่ไหน แต่เพื่อสุขภาพจิตของผู้รับการพยากรณ์ อย่างไรคงไม่ทำนายออกมาอย่างเลวร้ายแน่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงยื่นไพ่ที่เลือกให้แก่นักพยากรณ์ผู้อ่อนเยาว์

               และนั่นเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเด็กสาวชุดดำ

               นักพยากรณ์แห่งไพ่มายาพลิกหน้าไพ่กลับมาให้ชายหนุ่มดู ถ้าสังเกตให้ดี เขาจะเห็นแววตาของเด็กสาวที่ไม่เหมือนเดิม มันทั้งมืดดำ ทั้งน่าสะพรึงกลัว! หากแต่เวลานี้ ชายหนุ่มไม่สนใจสิ่งอื่นใดมากไปกว่าผลการทำนาย ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสนิท เพื่อให้มาทำนายที่ร้านแห่งนี้...เพื่อนของเขาที่ชื่อเฉลิมพล ซุปเปอร์ฮีโร่ผู้โด่งดัง ผู้มีฉายา ‘มนุษย์หนอนหนังสือ’

               “คุณโชคดีมากที่เลือกได้ไพ่ใบนี้” เสียงเยือกเย็นมาพร้อมกับไพ่ที่พลิกหงายให้ดู

               ไพ่เก่าแก่ตรงหน้าถูกสรรสร้างอย่างวิจิตรบรรจง รูปจิตรกรรมตรงกลางเป็นสุภาพสตรีนางหนึ่งในชุดผ้าแพรขาวบางเบา เบื้องหลังของนางปรากฏรูปโลก ส่วนทางซ้ายและขวามีศีรษะของสัตว์สี่ชนิดอยู่โดยรอบนั่นคือ นกอินทรี วัว สิงโตและมนุษย์

               ส่วนด้านล่างนั้น ถูกจารึกด้วยนามแห่งไพ่ทาโรต์

            ไพ่แห่งโลกา...หรือ The World!

 

               “หมายความว่ายังไงครับ?” สีหน้าเริ่มฉายแววยินดีขึ้นมาบ้าง การมาดูหมอสามารถช่วยเหลือด้านจิตใจได้ดีตามที่คาด

               “นี่คือไพ่แห่งความสำเร็จ...สิ่งที่คุณกังวลจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” เป็นคำทำนายจากใบหน้าเรียบเฉย

               “จะ...จริงหรือครับ” ตี๋หนุ่มยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง  

               “จริงแน่นอน  แต่...”

               “แต่...?” ชายหนุ่มทวนคำ

               “แต่...ถึงแม้การทำนายอนาคตจะแม่นยำ ทว่าอนาคตที่ถูกทำนายนั้นยังไม่เกิดขึ้น! สุดท้ายแล้วอนาคตก็ยังอยู่ในมือของตัวคุณเอง อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกหนทางไหน” นักพยากรณ์อธิบาย

               “นั่นสิครับ” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ ในใจคิดว่า นี่คงเป็นการพยากรณ์แบบกั๊ก ๆ หากไม่ตรงตามที่ทำนาย ลูกค้าจะได้ไม่สามารถต่อว่าได้ในภายหลัง ตี๋หล่อกล่าวขอบคุณนักทำนายก่อนที่จะจ่ายเงินแล้วออกเดินทางเพื่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิอันเป็นสถานที่ทำงานของคนรัก

               ...

               ...

               ...

               เสียงไอพ่นจากเครื่องบินที่ขึ้นลงในสนามบินสุวรรณภูมิยิ่งกระตุ้นให้หนุ่มหน้าตี๋ ‘เต๊ะ - ชลภัทร’ ตื่นเต้นมากขึ้น ด้วยขณะนี้เกือบจะได้เวลาที่คนรักของเขา ‘โบว์ – รัตนมณี’ จะลงจากเครื่อง โบว์เป็นแอร์โฮสเตสและตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานกับสายการบินแห่งใหม่ ชายหนุ่มจึงรู้สึกยินดีมากที่จะได้พบแฟนสาวที่เดี๋ยวนี้งานยุ่งเสียจนไม่ค่อยมีเวลาให้กัน หนุ่มเต๊ะดีใจถึงขนาดหอบช่อดอกไม้มารับขวัญเลยทีเดียว

               และถึงแม้จะมีคนคอยแหย่เรื่องที่สาวคนรักจะไปมีคนอื่น แต่ชลภัทรคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เขามั่นใจและเชื่อในตัวแฟนสาวเป็นอย่างมาก กระนั้นบรรดาเพื่อนปากมอมทั้งหลายก็หมั่นกระเซ้าแหย่ ว่าโบว์อาจพบรักกับกัปตันที่ทั้งสง่าและมีฐานะเหนือกว่าตัวเขา

               แน่ล่ะ! ชลภัทรไม่มีทางเชื่อว่าเรื่องอย่างนั้นจะเกิดขึ้นจริง วันนี้ที่มารับโบว์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะไปหักล้างคำสบประมาทของเพื่อนที่บริษัท

ชายหนุ่มเชื่อมั่นด้วยหัวใจที่ไม่สั่นคลอน

               จนกระทั่งบัดเดี๋ยวนี้!?

               เต๊ะ ชลภัทรชาวูบไปทั้งร่าง ช่อดอกไม้ที่เตรียมไว้เซอร์ไพร์สหล่นจากมือตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจรู้ ราวกับประสาทสัมผัสทั่วร่างจะพลันเป็นอัมพาตไปเสียสิ้น คงเหลือแต่เพียงจอจักษุที่รับภาพจากระยะไม่ห่าง

               รัตนมณี หรือโบว์หากจะเรียกชื่อเล่น เธอคนนั้น...หญิงที่เขารักยิ่ง บัดนี้เธอกำลังเดินหัวร่อต่อกระซิกอย่างสนิทสนมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง...ผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลา ทั้งท่าทางการแต่งกายก็ภูมิฐานในชุดกัปตันสายการบิน และเป็นที่แน่นอนว่ากัปตันหนุ่มตรงหน้าดูดีมีมาดกว่าตัวเขามากมายนัก มากขนาดที่หนุ่มเต๊ะเองก็ยังยอมรับ

               ตี๋หนุ่มยืนตัวแข็งโดยมิอาจส่งเสียงทักทาย เขาคงปล่อยให้ร่างทั้งสองเดินเลยผ่านไป ดูเหมือนว่าหญิงสาวที่รักสุดหัวใจจะไม่สังเกตเห็นตัวเขาแม้สักน้อย ทั้งที่ระยะห่างนั้นก็ไม่มากเกินไปกว่าสิบก้าว

              

               ทั้งสองเดินลับตาไปนานแล้ว ชลภัทรทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นั่ง พยายามทำใจให้สงบ กระทั่งผ่านไปราวสิบกว่านาที ชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขของแฟนสาว

               “เต๊ะเหรอ...โบว์มาถึงแล้วนะ” เสียงใสจากปลายสาย

               “โบว์...คือวันนี้เต๊ะคงไปรับโบว์ไม่ได้แล้วล่ะ” ชลภัทรพยายามสะกดกลั้นน้ำเสียงไม่ให้ผิดสังเกต ตอนนี้เขายังไม่อยากพบโบว์ เพราะหากได้เจอ...อาจนำพาสู่การทะเลาะอย่างรุนแรง

               “อ้าว! ไม่ว่างเหรอ? ไม่เป็นไร วันหลังค่อยเจอกันก็ได้” น้ำเสียงของหญิงคนรักเริงร่า ไม่มีแม้แววของความเสียใจที่ไม่ได้เจอคนรักที่ห่างเหินไปนาน

               “แล้วตอนนี้โบว์อยู่ที่ไหน” หนุ่มตี๋พยายามข่มอารมณ์

               “อยู่ที่ห้องพักพนักงาน อ๊ะ! แค่นี้ก่อนนะ กัปตันเรียกประชุมน่ะ” สิ้นประโยคสายก็ถูกตัดในทันที

               ชลภัทรตัวสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน แต่ชายหนุ่มก็ไม่กระทำการอันใดมากไปกว่าการพยายามควบคุมตัวเองให้นั่งอยู่เฉย ๆ โดยกว่าจะสงบใจลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบสองชั่วโมง

               ...

               ...

               “เฮ้ย! เต๊ะ เอ็งเป็นอะไรวะ หงอยยังกะหมาถูกทิ้ง” เสียงทักทายของเจ้าต้น เพื่อนร่วมบริษัทเสียดแทงเข้าที่หัวใจ โดยเฉพาะคำว่า ‘ถูกทิ้ง’ นี่ช่างเหลือทนจริง ๆ

               “อ้าว? เฮ้ย! ไหงตาบวมฉึ่งอย่างนั้นล่ะ” เพื่อนตัวดียังคงไม่หยุดพูด สาเหตุที่ตาบวมนั้นก็เพราะตลอดคืนที่ผ่านมา ชายหนุ่มแทบไม่ได้นอนเลย หนำซ้ำยังร้องไห้อีกต่างหาก

               “เออ...ไม่มีอะไร เมื่อคืนดูทีวีดึกน่ะ” ชลภัทรตอบเลี่ยง ๆ

               “ดูอะไรวะเพื่อน? โดนแฟนหักอกล่ะไม่ว่า” ให้ตายเถอะ! ไอ้เพื่อนเวรนี่มันมีพลังจิตอ่านใจหรือไงฟะ

               “เฮ้ย! เปล่านะ”  หนุ่มหน้าตี๋เถียง

               “จริงเร้อ?…เอ้า! พวกเรามาช่วยกันปลอบเจ้าเต๊ะที สงสัยมันจะอกหักซะแล้วว่ะ” เพื่อนที่น่ารักเรียกคนอื่นในออฟฟิศมาร่วมวงไพบูลย์ราวกับเห็นเป็นเรื่องสนุก

               “ไม่สนุกเลยนะ!” ชลภัทรลุกพรวดขึ้นพร้อมกับตะโกนเสียงดัง และนั่นทำให้บรรยากาศทั่วห้องเงียบกริบ เจ้าต้นตัวก่อเรื่องค่อย ๆ ย่องกลับไปนั่งที่

 

               ชลภัทรใช้น้ำประปาลูบใบหน้าเพื่อคลายความร้อนรุ่ม ทว่าไม่ว่าจะพยายามชำระล้างสักเพียงใดก็ไม่อาจเย็นลงได้แม้สักนิด หากหัวใจจะแหลกสลายเสียบัดดลนี้ก็คงไม่แปลกอะไร

               “เต๊ะคะ” เสียงผู้หญิงดังจากเบื้องหลัง สุ้มสำเนียงเจือด้วยความห่วงใย

               ชายหนุ่มหน้าตี๋เหลียวกลับไปก็พบอนงค์หนึ่งในชุดพนักงานออฟฟิศเดียวกัน เธอกำลังยืนตรงหน้าประตูห้องน้ำ

               “ครับ?...มิ้นท์” ชลภัทรพยักหน้าทักทาย เพื่อนสาวคนนี้สนิทสนมกับเขาเนื่องจากได้ทำโครงการในบริษัทด้วยกันบ่อย ๆ

               “เต๊ะมีอะไรให้มิ้นท์ช่วยไหม?” เสียงไพเราะจากปากบางได้รูป ประโยคคำพูดสื่อแสดงถึงน้ำใจเอื้ออารีและงดงามไม่แพ้ใบหน้า

               “ไม่...ไม่มีอะไรครับ” ชายหนุ่มพยายามเลี่ยง

               “เต๊ะคะ การที่เราเก็บกดอะไรไว้ มันไม่ดีกับตัวเองหรอกค่ะ อย่างน้อยก็ควรระบายกับคนที่เราไว้ใจ เอ...หรือว่าเต๊ะไม่ไว้ใจมิ้นท์แล้ว” ท้ายประโยคกอปรด้วยความน้อยใจ

               “ไม่ใช่ครับ ผมไว้ใจมิ้นท์เสมอ...เอาอย่างนี้เดี๋ยวตอนพักกลางวัน เราไปกินข้าวด้วยกันแล้วผมจะเล่าให้ฟัง” ชลภัทรต่อรอง

               “ก็ได้ค่ะ แล้วตอนเที่ยงเจอกันนะคะ” คราวนี้กลับมีประกายเริงร่าเจือในน้ำเสียง ท่าทางสาวน้อยหน้าใสจะยินดีปรีดายิ่ง เมื่อได้รู้ว่ามีโอกาสรับประทานมื้อเที่ยงกับชายหนุ่ม

               ...

               ...

               ชลภัทรถอนใจเฮือกใหญ่หลังจากที่เล่าเรื่องของตัวเองจบ เก้าอี้ตรงข้ามกับเขามีหญิงสาวผู้มีประกายตาและดวงหน้าอันสดใสกำลังนั่งครุ่นคิด

               “มิ้นท์ว่าเต๊ะคิดมากเกินไป” ประโยคแรกจากริมฝีปากบาง

               “แต่ผมเห็นเต็มตาเลยนะ” ตี๋ขี้กังวลแย้ง

               “เอายังงี้ไหม เต๊ะลองคุยกับแฟนดี ๆ คุยกันด้วยเหตุผล คุยกันอย่างใจเย็น มิ้นท์เอาใจช่วยนะ” นั่นเป็นคำแนะนำของเพื่อนสาว

               “ก็...ก็ได้ ผมจะลองดู แต่ยังไงคงต้องเตรียมใจไว้ เพราะตัวผมไม่มีทางสู้กัปตันคนนั้นได้ หล่อก็ไม่หล่อ รวยก็ไม่รวย ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ใครจะมาสนใจ” หนุ่มขี้ใจน้อยรำพึง

               “ไม่จริงค่ะ!” หญิงสาวสวนกลับแทบจะในทันที

               “เต๊ะไม่ได้แย่ขนาดนั้น อีกอย่างหนึ่ง ถึงจะไม่มีใครสนใจ แต่...”

               “แต่?…แต่อะไรครับ” ชลภัทรถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทหยุดพูดไปดื้อ ๆ

               “แต่...เอ่อ...” ใบหน้าของมิ้นท์ปรากฏสีชมพูแล่นขึ้นเป็นริ้ว ๆ

               “...แต่พวกเราที่เป็นเพื่อนออฟฟิศเดียวกันรับรองว่าจะไม่ทิ้งเต๊ะแน่” ในที่สุดหญิงสาวก็เปล่งคำพูดที่สามารถเติมเต็มประโยคได้จนครบสมบูรณ์

               “ก็ได้ครับ ผมเชื่อมิ้นท์ แล้วผมจะลองคุยกับโบว์ดูนะ” ชายหนุ่มเริ่มมีกำลังใจจากคำยืนยันของผู้เป็นเพื่อน

              

               หลังมื้อกลางวัน ชลภัทรรู้สึกมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น หนุ่มตี๋รู้สึกขอบใจเพื่อนสาวร่วมออฟฟิศเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มรับรู้ถึงความเป็นห่วงที่มิ้นท์มีให้ สังเกตได้จากการที่หญิงสาวหันมามองเขาอยู่บ่อย ๆ...หรืออาจเป็นเพราะท่าทางในตอนเช้าดูย่ำแย่เหลือทน?

               “เต๊ะ เรื่องเมื่อเช้า เราขอโทษว่ะ” เจ้าต้นเตร่เข้ามาพร้อมเอ่ยปากขอโทษ

               “ไม่เป็นไร ผมเองก็หุนหันไปหน่อย” ชลภัทรก็รู้ตัวว่าควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก

               “ยังไง ๆ ก็ถนอมน้ำใจหน่อยนะ” เจ้าต้นเอียงคอเข้ากระซิบข้างหู

               “เออ...ยังไงจะค่อยๆคุยกับโบว์เขาดี ๆ”

               “เปล่า...ไม่ได้หมายถึงคุณโบว์” เป็นประโยคของเจ้าต้นที่สร้างความงุนงงให้แก่ชายหนุ่ม นึกจะถามแต่ก็ไม่ทันเพราะเพื่อนตัวแสบรีบเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ เนื่องจากผู้จัดการจอมเฮี้ยบกำลังเดินเข้ามาทางประตู

               [ แปลกคน...ไม่ได้หมายถึงโบว์แล้วมันหมายถึงใครล่ะนั่น? ] หนุ่มเต๊ะนึกงง ๆ ก่อนที่จะหันหน้ากลับเข้าสู่โต๊ะทำงาน

 

               “เต๊ะ ดีขึ้นแล้วหรือยัง?” เพื่อนร่วมงานสาวสวยเดินเข้ามาทักเมื่อเห็นว่าผู้จัดการเดินออกไปข้างนอกแล้ว

               “ดีขึ้นแล้วล่ะ... นี่ถ้าไม่ได้มิ้นท์ ผมคงอึดอัดใจตายแหง ๆ” ชายหนุ่มขอบคุณด้วยใจจริง

               “งั้นก็ดีแล้วจ้ะ เดี๋ยวมิ้นท์กลับไปที่นั่งก่อนนะ ไม่รู้ว่าผู้จัดการจะเข้ามาอีกทีเมื่อไร” ก่อนที่จะกลับไปยังที่นั่ง ชลภัทรเห็นรอยยิ้มให้กำลังใจจากมิ้นท์อีกครั้ง

               ทว่ารอยยิ้มกลับเสมือนแฝงเร้นความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนไว้

            ความเศร้า?

           

               …

               ครั้งแรกที่ชลภัทรพบกับ ‘มิ้นท์ – วรางคณา’ ก็คือตอนที่เขาเริ่มคบเป็นแฟนกับโบว์ใหม่ ๆ ครั้งนั้นมิ้นท์เพิ่งย้ายมาที่ออฟฟิศแห่งนี้…เหตุการณ์ในอดีตยังคงแจ่มชัดในมโนคติ

               ช่วงที่มิ้นท์ย้ายเข้ามาทำงาน ด้วยความสดใสประกอบกับความสวยน่ารักจึงทำให้เธอเป็นดาวเด่นของสำนักงาน ทว่าสาวน้อยหาได้สนใจบรรดาหมู่ภมรที่เข้ามารุมขายขนมจีบไม่ เธอตั้งใจทำงานอย่างดีที่สุดโดยไม่สนเรื่องอื่น

               แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง

               “แย่มาก...คุณวรางคณา! นี่คุณทำงานได้แค่นี้เองหรือ?” เสียงตวาดของผู้จัดการจอมเฮี้ยบดังลั่นห้อง แฟ้มงานที่มิ้นท์ผู้เป็นเด็กใหม่หอบหิ้วมาส่งถูกโยนลงที่พื้นตรงหน้า

               “ขะ...ขะ...ขอโทษค่ะ” หญิงสาวที่น่าสงสารกุลีกุจอขอโทษขณะเก็บเอกสารที่กระจัดกระจาย         

“ขอโทษแล้วได้อะไรขึ้นมา ไป! ไปทำมาใหม่! ไป๊!” เสียงตวาดด้วยความฉุนเฉียวดังสนั่น

               “ค่ะ ๆ แล้วหนูจะรีบมาส่ง” น้ำเสียงของคนที่ถูกตำหนิเริ่มสั่นเครือ

               “ทำดี ๆ นะ ไม่อย่างนั้นผมจะรายงานเรื่องที่คุณทำผิดพลาดให้ท่านประธานทราบ” เสียงเรียบแต่เฉียบขาด การถูกรายงานให้ประธานบริษัททราบ หมายถึงอนาคตที่ดับวูบ

               ดีไม่ดี...อาจถูกเชิญให้ออก!?

               จากนั้นชลภัทรจึงเห็นหญิงสาวเด็กใหม่เดินออกมาด้วยน้ำตานองหน้า เธอหยุดวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างลิฟต์ตรงหน้าประตูทางเข้า

               เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บรรยากาศในออฟฟิศตึงเครียด ทุกคนตระหนักดีว่าผู้จัดการคงจะอารมณ์เสียไปตลอดทั้งวันแน่ และแม้จะผ่านไปกว่าชั่วโมง ก็ยังไม่มีใครกล้าลุกออกจากที่นั่ง

               แม้ว่า...วรางคณาจะยังไม่กลับมาจากห้องน้ำก็ตาม?

               ...แต่กลับไม่มีแม้ใครกล้าพอที่จะลุกขึ้นไปดู!

               [ หรือว่าเกิดเหตุร้าย!? ] ในหัวชลภัทรนึกถึงแต่เรื่องไม่ดีที่อาจเกิดขึ้น คิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มจึงลุกพรวดพร้อมกับก้าวยาว ๆ ออกไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านหน้าออฟฟิศทันที

               ที่หน้าห้องน้ำหญิง หนุ่มเต๊ะลังเลใจที่จะเปิดเข้าไปดู ไม่แน่ว่าจะมีใครอยู่ในนั้น ยิ่งถ้าหากคนที่อยู่ในห้องน้ำหญิงเป็นคนอื่น (หรือแม้จะเป็นวรางคณาเองก็เถอะ)  จู่ ๆ เขาพรวดพราดเข้าไป คงไม่ดีเป็นแน่แท้

               ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลังเลใจอยู่นั้น

               “ฮือ ๆๆๆ” แว่วเสียงร่ำไห้จากที่ใดที่หนึ่งใกล้ ๆ

               บันไดหนีไฟ...เสียงร้องไห้จากบันไดหนีไฟ!?

               เมื่อจับทิศทางของต้นเสียงได้ ชลภัทรรีบวิ่งไปเปิดประตูหนีไฟทันที หวังว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรง

               ด้านนอกของประตู ชายหนุ่มพบวรางคณากำลังนั่งกอดเข่า แม้ไม่เห็นใบหน้า แต่หนุ่มตี๋ก็แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานกำลังร้องไห้ สังเกตได้จากร่างที่สั่นกระเพื่อมเป็นจังหวะ

               “คุณวรางคณา” ชลภัทรเรียกเสียงอ่อนโยน

               ร่างงามเหลือบใบหน้าขึ้นมามองนิดหนึ่งก่อนที่จะก้มคุดคู้เหมือนเดิม

               “พรุ่งนี้ฉันจะยื่นใบลาออก…ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความกดดันที่มากมายยิ่ง

               “คุณวรางคณาอย่าด่วนตัดสินใจเลยครับ ใครที่มาใหม่ก็โดนผู้จัดการแกว่าอย่างนี้ทั้งนั้นล่ะครับ ขนาดผมเองยังโดนยิ่งกว่านี้” ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งข้าง ๆ หญิงสาว

               “จริงหรือคะ?”

               “จริงสิครับ...ก็สมัยก่อนผู้จัดการแกเคยเป็นครูน่ะ โอ้โห! นี่แกคงคิดว่าพวกเราเป็นเด็กน่ะสิ เวลาดุงี้อย่างกับยักษ์เลย”

               “หา! ผู้จัดการน่ะเหรอเคยเป็นครู?” วรางคณาเงยหน้าขึ้นมาพร้อมทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

               “จริงสิครับ ผมมารู้ตอนที่ผมโดนทำโทษในห้องแกนั่นแหละ”

               “คุณโดนทำโทษ? ทำโทษยังไงคะ?” สาวมิ้นท์ถามต่อ แววตามีประกายอยากรู้อยากเห็น

               “ก็...เอ่อ...โดนให้เขียนแก้สิ่งที่ทำผิดห้าสิบจบน่ะครับ” หนุ่มหน้าตี๋พูดพร้อมกับเกาแก้มแก้เขิน

               “หา? คิก ๆๆ  แล้วคุณยอมทำเหรอคะ” และนั่นเป็นเสียงหัวเราะแรกในวันนี้

               “อย่าหัวเราะสิครับ ผมก็งงอยู่เหมือนกัน แต่เห็นว่ามันฮาดี ก็เลยยอมทำน่ะครับ เรียกว่ากล้าสั่ง ก็กล้าทำนั่นแหละ” ชลภัทรตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

               “ผู้จัดการแกคงนึกว่าพวกเราเป็นเด็กแน่ ๆ เลย”  วรางคณาสรุป

               “คงงั้นแหละครับ คุณอย่าไปถือสาแก แล้วด่วนลาออกเลย” ตี๋หนุ่มเห็นว่าหญิงสาวเริ่มอารมณ์ดีขึ้นบ้าง จึงรีบวกเข้าประเด็น

               ได้ฟังดังนั้นหญิงสาวถึงกับเงียบไป

               “นะครับ คุณวรางคณา…จะเห็นว่าทางนี้ลำบาก แล้วหนีไปหาหนทางที่สบายกว่า...ง่ายกว่าไม่ได้นะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกคนก็จะรู้จักแต่คำว่าหนีเท่านั้น” เต๊ะพยายามเกลี้ยกล่อม

               “มิ้นท์ค่ะ” สาวสวยหน้าใหม่ของสำนักงานตอบพร้อมกับยิ้มให้

               “หา?” ชายหนุ่มงง

               “ชื่อเล่นน่ะค่ะ ต่อไปนี้คุณจะเรียกชื่อเล่นมิ้นท์ก็ได้นะคะ แล้วก็ถูกอย่างที่คุณบอก มิ้นท์ไม่ลาออกแล้วล่ะค่ะ” ความสดใสกลับคืนสู่แววตาสวย

               “จริง ๆ นะครับ...เอ้อ! เรียกผมว่าเต๊ะก็ได้”

               และนับตั้งแต่นั้นมามิตรภาพระหว่างชลภัทรและวรางคณาจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นดุจดังต้นไม้ที่งดงามเพราะได้รับการดูแล

               ...

               ...

               ชลภัทรหยุดห้วงคำนึงถึงเหตุการณ์ในอดีตไว้ ด้วยตอนนี้เขาได้ขับรถเข้ามาถึงลานจอดของสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว

               ความตั้งใจของหนุ่มเต๊ะก็คือ อย่างน้อยวันนี้ก็ขอให้ได้เจอหน้าแฟนสาว…ได้พูด ได้คุยกันสักครั้ง ไม่ต้องเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรก็ได้ จากนั้นเขาก็จะขอนัดโบว์กินข้าวในสัปดาห์หน้า ในวันที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับคนมีความรัก

               14 กุมภาฯ…วันวาเลนไทน์

            และหากเป็นไปได้...เขาจะขอเธอแต่งงานในวันนั้น

               เหตุผลที่ต้องมานัดตั้งแต่ในสัปดาห์นี้ ก็เพื่อเผื่อไว้สำหรับการแลกสลับเวร หากว่าแอร์โฮสเตสอย่างโบว์บังเอิญต้องขึ้นบินในวันดังกล่าว

               เต๊ะ ชลภัทรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกับกดปุ่มต่อสายไปยังคนรักด้วยหัวใจมั่นคง แม้มีสิ่งใดมาขวางกั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจที่เกิดจากรักอันบริสุทธิ์ได้

               “เต๊ะเหรอ?” เป็นเสียงใสที่คุ้นเคย

               “โบว์… มีเวลาว่างหรือเปล่า เต๊ะมาหาน่ะ” ชลภัทรถามออกไป ในใจเริ่มรู้สึกลุ้นลึก ๆ

               “ได้ ๆ พอมีเวลา...เต๊ะรออยู่ที่เดิมใช่ไหมเดี๋ยวโบว์ไปหานะ” คนรักบอก พร้อมกับวางสายโทรศัพท์

               อีกไม่กี่อึดใจ สุดที่รักจะมาพบเขา ชายหนุ่มตั้งใจจะพูดกับหญิงสาวด้วยเหตุผลและความรัก ความเอาใจใส่ ไม่ระแวงหรือหึงหวงให้เสียบรรยากาศ จากนั้นก็จะชวนเธอไปรับประทานอาหารในวันวาเลนไทน์ตามที่ได้ตั้งใจไว้...ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น ยิ่งตื่นเต้นก็ยิ่งเครียด หนุ่มหน้าตี๋ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ไม่เหมือนคนที่กำลังจะได้พบหน้าหญิงคนรักแม้สักนิด

               “เต๊ะ รอนานหรือยัง” เสียงไพเราะทักทายจากด้านหลัง

               เมื่อชลภัทรหันไปก็พบกับอนงค์น้อยแสนสวยที่ยืนยิ้ม คนรักอยู่ในชุดแบบฟอร์มของสายการบิน ผมของเธอถูกปล่อยยาวถึงกลางหลัง ทว่าที่แตกต่างจากเดิมก็คือปลายผมเงางามได้ถูกดัดเป็นลอน ดูแล้วสวยเก๋ชวนน่ามอง

               “รอได้แป๊บหนึ่งแล้ว” ชายหนุ่มตอบคำทักทายของหญิงสาว ในใจนึกอยากจะทักเรื่องผมทรงใหม่แต่ปากกลับไม่ยอมพูดเสียอย่างนั้น

               “เต๊ะมีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า?” โบว์ถาม

               ความเจ็บแปลบพุ่งผ่านเข้าในอก เขาต้องมีธุระด้วยหรือจึงจะมาหาได้ หรือโบว์ไม่อยากให้เขาโผล่หน้ามาที่นี่แล้ว?

               “ต้องมีธุระด้วยอย่างงั้นหรือถึงจะมาที่นี่ได้” แม้หนุ่มหน้าตี๋จะพยายาม ทว่าน้ำเสียงยังคงแข็งกระด้างและเจือด้วยอารมณ์

               “เปล่า...โบว์แปลกใจต่างหากที่เต๊ะมาหาโดยที่ไม่ได้โทรบอกล่วงหน้า ก็เลยคิดว่าอาจจะมีธุระอะไรสำคัญน่ะสิ” โบว์ รัตนมณีพยายามอธิบายให้คู่สนทนาเข้าใจถึงเจตนาของตน ใบหน้าเธอยังคงยิ้มแย้มและปราศจากความเครียด...ต่างกับชลภัทรมากมายนัก

               “อ๋อ...” เต๊ะอ๋อออกมายาว ๆ เพื่อประวิงเวลาให้สามารถควบคุมความหงุดหงิดที่เริ่มก่อเกิดในหัวใจ

               “14 กุมภาฯนี้โบว์ว่างหรือเปล่า เต๊ะจะชวนไปกินข้าวด้วยกัน” เขาถาม

               “วันที่ 14 นี้เหรอ...” หญิงสาวมีสีหน้ายุ่งยาก

               “โบว์ไม่ว่าง?” ชลภัทรเริ่มใจคอไม่ดีที่เห็นแฟนสาวลังเล วูบวาบในความคิดสังหรณ์ไปถึงกัปตันหนุ่มหล่อที่เดินควงคู่กัน

               “คือ...โบว์ไม่ว่างจริง ๆ พอดีวันนั้นต้องบินน่ะ” รัตนมณีบอกด้วยใบหน้าเศร้า ๆ

               “โบว์...โบว์แลกกับคนอื่นไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มต่อรอง

               “ขอโทษนะ ไฟล์ทนั้นโบว์สัญญากับพี่กัปตันไว้แล้วว่าจะไปด้วยกัน พี่กัปตันเขาดีกับโบว์มาก โบว์เลยคิดว่าจะบินด้วยกันน่ะ” นั่นเป็นคำอธิบายที่ชลภัทรรับไม่ได้

               “กัปตัน? ไอ้กัปตันที่สูง ๆ หล่อ ๆ นั่นใช่ไหม?” เต๊ะถามเสียงสั่น

               “อ้าว? เต๊ะรู้จักพี่เขาด้วยเหรอ?” แอร์โฮสเตสสาวถามงง ๆ

               “รู้สิ! วันนั้นก็เห็นเดินกะหนุงกะหนิงกัน!” ตอนนี้เสียงชายหนุ่มเริ่มดังจนเกือบตวาด

               “ไม่ใช่นะ! เต๊ะกำลังเข้าใจผิด!”

               “ถ้างั้นวันที่ 14 นี้ก็ไม่ต้องบิน! ถ้าเต๊ะสำคัญกว่ากัปตันนั่น โบว์ก็ต้องแลกเวร แล้วมากินข้าวด้วยกัน!” ชลภัทรหงุดหงิดเสียจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่ละถ้อยพยางค์จึงกลายเป็นการบีบบังคับหญิงคนรัก

               “แต่...แต่โบว์สัญญากับพี่เขาไว้แล้ว” รัตนมณีพยายามอธิบาย

               “ถ้าอย่างนั้นโบว์ก็ต้องเลือกล่ะ ระหว่างผมกับหมอนั่น!” พูดไปเต๊ะก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจเหมือนกัน หากแฟนสาวเลือกอีตากัปตันรูปหล่อเข้าจริง ๆ แล้วล่ะก็ เขามิชีช้ำล่ะหรือ? ว่ากันตามตรง หมัดต่อหมัด ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีตรงไหนที่ดีกว่ากัปตันรูปหล่อร่างโย่งคนนั้นสักนิด

               แต่ปากพาจนก็ดันพูดท้าออกไปแล้วเสียด้วย!?

               “เต๊ะไม่เข้าใจโบว์” แอร์โฮสเตสคนสวยกล่าว น้ำปริ่มที่ขอบนัยน์ตา

               “ไม่รู้ล่ะ ยังไงเต๊ะก็ยืนยันคำเดิม” ตี๋หนุ่มจอมคิดมากยืนยันคำพูด

               “โบว์มาไม่ได้จริง ๆ มันเป็นงานน่ะ เต๊ะเข้าใจไหม”

               “งั้นถ้าไม่ใช่พ่อกัปตันรูปหล่อนั่น โบว์จะแลกเวรได้ไหมล่ะ?” คำถามที่ร้ายกาจหลุดจากปากจนได้

               คราวนี้โบว์ รัตนมณีอึ้งไป หญิงสาวใช้มือปาดหยาดน้ำที่ซึมตรงหางตา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองชลภัทรคนรัก

               “พี่กัปตันเขาสอนโบว์หลายอย่าง คราวนี้เขาอยากให้โบว์ไปด้วยจริง ๆ เห็นบอกว่ามีคนที่นิวยอร์คอยากให้โบว์รู้จัก” หญิงสาวพยายามอธิบายช้า ๆ อย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

               “แต่ผมก็มีธุระสำคัญเหมือนกัน” ชลภัทรยืนยันเสียงเข้ม

               “แต่...แต่โบว์...” แอร์ฯสาวอ้ำอึ้ง

               “วันที่ 14 ผมจะมารับโบว์ที่นี่ ถ้าโบว์เลือกผม...เราคงได้พบกันอีก!” หนุ่มขี้โมโหพูดจบก็ลุกขึ้นพร้อมกับก้าวออกไปทันที หูนั้นยังไม่วายได้ยินเสียงคนรักแว่วตามหลัง

               “เต๊ะ! วันนั้นโบว์ไม่ว่างจริง ๆ”

               หรือนั่นคือคำตอบ? นั่นคือการเลือกของเธอ?

               โบว์คงจะเลือกทางเดินชีวิตกับผู้ชายที่พรั่งพร้อมในทุกด้านมากกว่าตัวเขา แม้ในใจไม่อยากยอมรับ ทว่าชลภัทรเองก็รู้ดีว่าหากเป็นเขาก็คงต้องเลือกหนทางที่ดีกว่าเช่นเดียวกัน

               ...

               ...

               “ไงจ๊ะ หนุ่มเต๊ะ เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง” เสียงทักทายที่คุ้นเคยทำให้ชลภัทรเงยหน้าจากการนั่งซึมในร้านข้าวแกงตรงข้ามบริษัท ข้าวกลางวันที่สั่งมาถูกปล่อยให้เย็นชืดอยู่ตรงหน้า

               “มิ้นท์?” หนุ่มหน้าตี๋ทักทายก่อนที่จะก้มหน้าอย่างซึมเซาเช่นเดิม

               “ผลออกมาไม่ดี?” เป็นคำถามของหญิงสาวผู้ร่วมงานที่ตอนนี้นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างชายหนุ่ม บรรยากาศในร้านข้าวบางเบาผู้คนด้วยตอนนี้เป็นเวลาใกล้บ่ายโมงซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้จะต้องเริ่มงานแล้ว

               “ใช่...ผลออกมาไม่ดี โบว์เขาคงไม่สนใจอะไรผมแล้วล่ะ” หนุ่มขี้กังวลกัดฟันตอบก่อนที่จะเล่าเรื่องที่พานพบเมื่อวันวาน

               “มิ้นท์...มิ้นท์เสียใจด้วยนะ” ผู้เป็นเพื่อนปลอบหลังจากที่ฟังเรื่องจากปากเพื่อนชาย เธอรู้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรมากในเวลาเช่นนี้

               “ผมมันไม่ดีเอง ผมเป็นคนผิด” ชลภัทรเริ่มโทษตัวเอง

               “ถ้าผมดูแลโบว์ได้ดีกว่านี้...โบว์ก็คงไม่ไปจากผม”

               “เต๊ะ...” มิ้นท์ไม่รู้ว่าจะปลอบชายหนุ่มอย่างไร

               “ถ้าผมดี...ดีเหมือนกัปตันคนนั้นล่ะก็...”  นอกจากกล่าวโทษตนเองแล้วชลภัทรยังเริ่มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอีก

               “ถ้าผมรวยและพร้อมทุกอย่างเหมือนกัปตันคนนั้น โบว์คงไม่จากผมไป” หยาดน้ำจากนัยน์ตาร่วงเผาะเป็นหยดแรกก่อนที่จะทะลักทลายออกเป็นสาย

               “เต๊ะอย่าไปเทียบตัวเองกับคนอื่นสิ เต๊ะก็คือเต๊ะนะ” มิ้นท์พยายามให้กำลังใจและเตือนสติ

               “ผมมันไม่ดีพอ ไม่มีอะไรดีเลยสักนิด”

               “ไม่จริงหรอก เต๊ะก็ยังมีส่วนที่ดีล่ะน่า” หญิงสาวพยายามเชียร์เต็มที่

               “ส่วนที่ดีอย่างนั้นหรือ ถ้ามีจริง ๆ ล่ะก็ ทำไมไม่มีคนที่รักผมเลยล่ะ?” นั่นคือความน้อยใจของชายหนุ่มขี้ใจน้อย

               “มีสิ มิ้นท์เชื่อว่ายังไงเต๊ะก็มีส่วนดี” วรางคณาพยายามสร้างกำลังใจ

               “ไม่! ผมมันไม่ดี! ผมมันไม่มีใครรัก!” ชายหนุ่มกระชากสียงด้วยแรงอารมณ์

               “มีสิ! ต้องมีแน่นอน!” คราวนี้เป็นมิ้นท์ที่กระชากเสียงบ้าง หนุ่มเต๊ะถึงกับงงด้วยไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน

               “ใครล่ะ จะมีใครมาโง่รักผม?” ชลภัทรตวาดกลับด้วยความโมโหแกมน้อยใจ ทว่าเขากลับเห็นหยาดน้ำใสปริ่มอยู่ที่ขอบตาของเพื่อนสาว

               “ก็มิ้นท์ไง...มิ้นท์นี่แหละที่โง่มารักเต๊ะ!”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น