อัปเดตล่าสุด 2020-04-30 09:00:53

ตอนที่ 1 บทแห่งกงล้อชะตากรรม (Wheel of Fortune)

 

กงล้อกลมวิ่งม้วน                           เวียนวน

ดุจดั่งชะตาคน                               เปรียบได้

ดีชั่วเปลี่ยนปะปน                           ตามแต่ กรรมใคร

ขอท่านจงตั้งไว้                              หนักแน่นความดี

 

 

บทนำ : บทแห่งกงล้อชะตากรรม (Wheel of Fortune)

 

 

                เมื่อเงยหน้ามองขึ้นด้านบนทีไรจะต้องพบกับนภาสีฟ้าครามสดใสกว้างใหญ่ลิบลับจนสุดขอบลานนัยน์ตา ทว่าแม้สีครามเข้มจากท้องฟ้าไร้ปุยเมฆจะสดใสชวนให้น่าพินิจหลงใหล แต่กระนั้นเด็กสาวผู้อยู่ในชุดนักเรียนชั้นมัธยมปลายก็มิอาจสู้สายตามองได้นานนัก เธอรู้สึกแสบตามากเสียจนต้องใช้ฝ่ามือยกขึ้นเพื่อบังแสงสว่างที่เจิดจ้าเกินไป   

                นักเรียนสาวปาดเหงื่อไคลที่ไหลย้อย ความร้อนจากแสงที่แผดกล้าทำเธอเหนื่อยล้าอ่อนแรง ที่แปลกยิ่งนัก นั่นคือเมื่อมองโดยรอบ ทั้งซ้ายขวา ไม่พบแม้แต่เงาคน ...กระทั่งสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็มิอาจพานพบ หรือ ณ สถานที่แห่งนี้ มีเพียงแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น

            ที่นี่คือที่ไหน ?

                คำถามผุดขึ้นในสมอง ... เด็กสาวพยายามระลึกหาคำตอบ หากแต่ราวกับมีบางอย่างที่ปิดกั้นความทรงจำไว้ แล้วใครเล่าที่จะเป็นผู้บอกให้เธอรู้ ก็ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ ไม่มีแม้ใครสักคน

                เด็กสาวมัธยมปลายหันซ้ายขวาเพื่อสำรวจ เธอพบว่ารอบกายเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง หลาย ๆ แห่งเปลวไฟยังกรุ่นปะทุ หรือจะมีการระเบิด ?  หรือจะเป็นสงครามกลางเมือง ?

                หลังจากปาดเหงื่อที่เกิดจากความร้อนแห่งดวงตะวัน เด็กสาวตัดสินใจเร้นกายหลบเข้าหลังเงามืดของซากตึก หญิงสาววัยรุ่นสะบัดศีรษะ เพื่อขับไล่ความมึนงง การยืนอยู่ในที่สว่างจ้ามาก ๆแล้วจู่ ๆ หลบเข้าในเงามืด ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ กระทั่งเมื่อปรับสายตาได้ อาการดังกล่าวจึงค่อยผ่อนบรรเทา

                เด็กสาวชั้นมัธยมวางกระเป๋านักเรียนที่อยู่ในมือลงที่พื้น ก่อนที่จะนั่งหลับพักสายตาที่อ่อนล้า ยิ่งแสงสว่างภายนอกเจิดจ้ามากเท่าใด ย่อมทำให้ปรากฏเงาดำอันเกิดจากจุดอับแสงมากเท่านั้น เธอนั่งเอนหลังพิงกับกำแพง ตั้งใจรอจนกว่าจะเย็น ... เพราะหากต้องออกไปเผชิญความร้อนที่มากขนาดนั้นอีกครั้ง ... อาจถึงขั้นป่วยเป็นลมแดด

                และถึงตอนนี้เด็กสาวก็ยังไม่สามารถระลึกความทรงจำที่ลืมเลือนได้ นั่นรวมถึงคำถามที่ว่า...

                เธอคือใคร ?

                เด็กสาวในชุดนักเรียนจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตน เธอเป็นใครมาจากไหน ? รู้แต่เพียงว่าการที่ตัวเองได้ถือกำเนิดมา นั่นเพราะมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องกระทำอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

                ทว่าหน้าที่ดังกล่าวคืออะไร ? ...ตัวเธอเองก็ไม่รู้ ?

                เด็กสาวเปิดกระเป๋านักเรียนที่ถือติดมือมา แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่กระเป๋าของตัวเองหรือไม่ แต่ก็สามารถรับรู้ด้วยจิตสังหรณ์ว่าสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าจะต้องเป็นของตัวเอง ด้วยเพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากด้านในของช่องกระเป๋า

                สาวน้อยเปิดกระเป๋าก็พบป้ายชื่อที่ติดอยู่ด้านใน...ชื่อของตัวเธอ ?

                ‘ธเรษตรี’

                ชื่อแปลก ๆ นี้ต้องเป็นชื่อเธอ...ใช่! ต้องใช่อย่างแน่นอน ด้วยเพราะเธอสามารถจดจำความหมายของนามกรที่แปะไว้ตรงกระเป๋านี้

                ‘โลก...หรือแผ่นดิน’ นั่นคือนิยามความหมาย

                ทว่าสิ่งคุ้นเคยที่เด็กสาวสังหรณ์หาใช่ป้ายชื่อหรือความหมายไม่ หากแต่เป็นวัตถุในกล่องสี่เหลี่ยมที่ซุกอยู่ด้านในสุด มันถูกห่อไว้ด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ

                ธเรษตรีบรรจงแกะผ้าห่อนั้นออก เธอพบกล่องไม้เล็ก ๆ ขนาดเท่ากับฝ่ามือ และเมื่อเปิดฝากล่องไม้ออก สาวน้อยจึงได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ...

            มันคือสำรับไพ่

                หาใช่ไพ่ที่มีไว้สำหรับเล่นการพนันไม่ หากแต่เป็นไพ่ที่ใช้สำหรับการทำนายอนาคต!? ... เด็กสาวยังนึกแปลกใจที่ตัวเองรู้เรื่องพวกนี้ได้ทั้งที่ไม่สามารถจดจำอดีตอย่างอื่น

                ธเรษตรีหยิบใบหนึ่งขึ้นมาและเมื่อพลิกดูด้านหน้าไพ่ เธอจึงเห็นรูปของมัน

                วงล้อ...หรือกงล้อที่หมุนเวียนวน

                ใต้ต่อภาพแสดงถึงชื่อของไพ่ใบนั้น เด็กสาวสะกดคำช้า ๆ และแปลความหมายไปพร้อมกัน

                The Wheel of Fortune ไพ่กงล้อชะตากรรม !

            ความหมายของไพ่ในมือ หมายถึงโชคชะตาที่หมุนเปลี่ยนเวียนวน อาจเปลี่ยนแปลงตามการกระทำในปัจจุบัน หรือเป็นโชคชะตาที่พลิกแปรผันตามกรรมเก่าที่คอยดลบันดาล...มันคือกงล้อแห่งเคราะห์กรรมที่มนุษย์ทุกผู้พึงต้องประสบ

                โชคดี - โชคร้าย หาใช่เป็นเพียงแค่ ‘โชค’  

...หากแต่มันคือ ‘ชะตากรรม’ !

                ธเรษตรีรับรู้ถึงความหมายของไพ่ใบนี้ในทันที และเป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกแปลกใจ ด้วยสามารถจดจำความหมายของภาพทำนาย ทั้งที่เรื่องอื่น ๆ ไม่อาจแม้แต่จะระลึก

                เด็กสาวเก็บไพ่ใส่ไว้ในสำรับอีกครั้ง เธอทอดสายตาออกไปด้านนอก มองสู่ท้องฟ้าสีครามเข้มไร้เมฆาที่สามารถลดทอนความร้อนจากดวงตะวัน

                ดวงอาทิตย์ ?

                ธเรษตรีสะดุ้งพรวดขึ้นยืนเมื่อเห็นดวงตะวันเต็มสองตา  เด็กสาวขยี้ตาพร้อมกับสะบัดศีรษะเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาดไปเอง

                พระอาทิตย์มีสองดวง!?

                ...

                ...

                แสงตะวันสาดส่องกระทบเปลือกตาทำให้ธเรษตรีตื่นจากนิทรา เด็กสาวเบิกตากว้างพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัว สภาพที่เห็นโดยรอบก็คือห้องนอนที่บ้าน และตัวเธอก็กำลังนอนอยู่บนเตียงดังเช่นปกติทุกคืนวัน

                ธเรษตรีรีบวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อชะโงกดูท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดง เด็กสาวต้องการที่จะพิสูจน์ดูว่าพระอาทิตย์มีกี่ดวง ?

                ภาพที่เห็นก็คือตะวันสีส้มในเพลาเย็นย่ำ แน่นอนว่าสุริยาย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับโลกใบนี้

                ธเรษตรีเกาศีรษะ หลับตาและนับในใจหนึ่งถึงสิบช้า ๆ ก็พบว่าตัวเองยังมีสติเป็นปกติอยู่ ถึงแม้เธอจะสูญเสียความทรงจำไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน มันเป็นการสูญเสียความทรงจำตั้งแต่เด็กจนโต...ตั้งแต่ถือกำเนิดจนถึงเมื่อครึ่งปีก่อนที่เธอประสบเหตุร้าย!

                มันเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรง ธเรษตรีได้เห็นภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์ ภาพรถยนต์ที่แหลกเหลวกลางป่าในเขตจังหวัดลำปาง และที่เลวร้ายยิ่งกว่าการสูญเสียความทรงจำ นั่นก็คือบุพการีทั้งสอง...พ่อกับแม่ก็เสียชีวิตในอุบัติเหตุครานั้นเช่นกัน!

                ทว่าเรื่องที่เจ็บปวดที่สุด นั่นก็คือ แม้จะรับรู้ว่าต้องเสียพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด...รับรู้จากหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ ทว่าเธอกลับจำเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้แม้แต่น้อย ร้ายยิ่งกว่าก็คือกระทั่งใบหน้าพ่อแม่ก็ยังเลือนหายจากความทรงจำ ?

                ก๊อกๆๆ

                เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกให้ธเรษตรีตื่นจากภวังค์ เด็กสาวลุกไปเปิดประตูก็พบว่าผู้เป็นยายมาเรียกให้เธอออกไปรับประทานอาหารเย็น จริง ๆ แล้วธเรษตรีก็จำไม่ได้หรอกว่าชายหญิงชราที่มารับตัวเธอจากโรงพยาบาลนั้นเป็นญาติจริงหรือไม่ แต่ด้วยหลักฐานที่ปรากฏจากรูปถ่าย จึงทำให้เด็กสาววางใจว่าชายหญิงสูงวัยทั้งสองท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ตัวจริง

                ...

                ...

                ธเรษตรีกลับขึ้นยังห้องนอนของตนหลังจากที่เสร็จสิ้นการรับประทานอาหาร บรรยากาศภายนอกเริ่มสลัวจากอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ทว่าสำหรับเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานครนั้น เป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของชีวิตราตรี แสงสีจากป้ายโฆษณา จากร้านค้า รถราเริ่มส่องสว่าง

                สาวน้อยไร้ความทรงจำหลับตาพักสมองเสียครู่ใหญ่ จากนั้นจึงลุกขึ้นบิดขี้เกียจเสียหนึ่งครั้ง ดวงตางามสวยราวเนื้อทรายชำเลืองมองนาฬิกาเรือนเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

                18.30...หกโมงครึ่ง

                เด็กสาวถอนหายใจ เวลาสำหรับ ‘งาน’ ที่ต้องทำเป็นกิจวัตรใกล้เข้ามาทุกขณะ

                แม้จะเป็นงานที่น่าอึดอัด ทว่าธเรษตรีจำต้องอดทน ด้วยเพราะเธอเชื่อว่างานที่ได้กระทำจะสามารถเรียกความทรงจำที่สูญหายให้กลับคืนมาได้ อีกทั้งคุณหมอผู้รักษาก็มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ที่สำคัญก็คือมันเป็นเสียยิ่งกว่า ‘งาน’ นั่นก็คือตัวเธอรู้สึกลึก ๆ ว่ามันคือ ‘หน้าที่’ เสียมากกว่า  

เด็กสาวลุกไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนก่อนที่จะเดินเข้าไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำ ก่อนจะเข้าประตูห้องน้ำเธอยังเหลือบมองเข็มวินาทีที่เดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

                นาฬิกาเจ้าเอย ไฉนเจ้าจึงอดทนได้ดียิ่ง

                ไม่เหนื่อยหรือไรที่ต้องเดินวนไปมาไม่เป็นที่รู้จบ

           

                …

                ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ร่างบางที่มีผมยาวสลวยอยู่ในชุดสีดำตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า ในมือมีผ้าเช็ดตัวที่กำลังจะนำไปตากที่ราวแขวน ส่วนอีกมือก็คือเสื้อผ้าที่ถูกผลัดเปลี่ยน บัดนี้มันถูกโยนลงสู่ตะกร้าสำหรับเตรียมซัก

                ธเรษตรีในชุดสีดำเดินมาที่กระจก เธอจัดแจงแต่งหน้าเพื่อออกไปทำงาน เวลากลางคืนเช่นนี้เด็กสาวจึงจำต้องเลือกโทนสีแต่งหน้าที่ค่อนข้างเข้มนิดหน่อยจึงจะเข้ากับบรรยากาศ สถานที่ และที่สำคัญมันยังเข้ากับ ‘งาน’ ของเธออีกด้วย หลังจากจัดการใบหน้าและเครื่องทรงแล้ว สาวน้อยที่ไม่เหลือคราบของนักเรียนมัธยมจึงเดินมายังโต๊ะที่ตั้งอยู่ทางด้านหนึ่งของห้อง

                ธเรษตรีหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกจากลิ้นชัก ห่อผ้ากำมะหยี่สีดำที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อยถูกบรรจงคลี่ออก

                ภายในห่อผ้าปรากฏกล่องไม้กล่องหนึ่ง อนงค์น้อยใช้มือเปิดฝาออกอย่างแผ่วเบาราวกับว่าหากเปิดโดยแรงจะทำให้สิ่งที่อยู่ภายในกล่องได้รับความเสียหายชำรุด

                แผ่นการ์ดแข็งหลายใบวางทับซ้อนอยู่ภายใน แต่ละใบดูเก่าคร่ำคร่า ด้านหลังของทุกใบบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดหมู หากพลิกดูทางด้านหน้าก็จะพบรูปภาพโบราณที่งดงามราวกับถูกรังสรรค์ด้วยจิตรกรเอก

                เด็กสาวในชุดสีดำสลับไพ่และตัดหนึ่งครั้งด้วยมือซ้าย ก่อนจะใช้มือข้างเดียวกันนั้นปาดไพ่ในลักษณะหน้าคว่ำให้กระจายเรียงกันบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว

                จากนั้นจึงหลับตา...อีกครั้งที่ใช้มือข้างซ้ายซึ่งใกล้หัวใจมากกว่าเป็นมือที่ใช้เลือกไพ่ เธอหยิบออกมาใบหนึ่งจากทั้งหมดราว ๆ ยี่สิบกว่าใบ

                ด้านหน้าของไพ่ที่เลือกปรากฏรูปวาดอันมีลวดลายลักษณะคล้ายกงล้อวงกลมที่หมุนเวียนไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สลักอักษรที่บรรยายทางด้านล่างของภาพนั้นถูกจารึกไว้ว่า

 

                The Wheel of Fortune ไพ่แห่งกงล้อชะตากรรม!

 

                “จับทีไรก็ได้แต่ไพ่ใบนี้...ในฝันก็เหมือนกัน” เป็นประโยคแรกที่พึมพำกับตัวเอง ธเรษตรีรีบเก็บสำรับไพ่เข้ากล่องไม้ก่อนที่จะห่อด้วยผ้าสีดำ จากนั้นจึงหย่อนทั้งหมดลงในกระเป๋าถือขนาดย่อม ต่อจากสำรับไพ่ยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ อีกเล็กน้อย

                “โอ๊ะ! เกือบลืมป้าย” สาวน้อยอุทานก่อนจะเดินไปหยิบป้ายกระดาษที่พิมพ์ด้วยอักษรจากโปรแกรมเวิร์ดของคอมพิวเตอร์

                ‘แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยไพ่ทาโรต์เพียงหนึ่งใบ’

 

                นักพยากรณ์หันไปมองเข็มวินาทีอีกครั้ง มันยังคงทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่มีครั้งใดเลยที่มันจะเบื่อหน่ายต่อสิ่งซ้ำซาก แม้ว่ามีบางครั้งที่แบตเตอรี่เหือดแห้งหมดสิ้นไร้พลัง แต่หากได้เปลี่ยนพลังงานก้อนใหม่เข้าไป

                ก็ไม่มีครั้งไหนที่เจ้าเข็มสีแดงจะอิดออดไม่ยอมเดิน

                เด็กสาวในชุดดำยิ้มที่มุมปากเล็ก ๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้น อย่างน้อยเธอก็ยังมีตัวอย่างที่ดีสำหรับการทำหน้าที่ในเมืองหลวงอันแสนจะยุ่งเหยิง

                ประตูห้องถูกปิดลง ชีวิตยามราตรีของเด็กสาวนักพยากรณ์กำลังจะเริ่มต้นเหมือนเช่นทุกวัน...ชีวิตที่วนเวียนไม่รู้จบสิ้น  

 

หรือบางทีโชคชะตาอาจถูกชักนำโดยบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น

                กงล้อแห่งชะตากรรมกำลังเริ่มหมุน!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น