อัปเดตล่าสุด 2020-05-15 19:08:24

ตอนที่ 2 บทที่ 2 : ย้อนกาล

บทที่ 2 : ย้อนกาล

              

               29 กันยายน พ.ศ.2562

               - รถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บ สีดำ ทะเบียน กก xxxx สมุทรปราการ บรรทุกพนักงานโรงงานของบริษัท โกลบอล อินเตอร์เทรนด์ จำกัด และช่างสีประจำอู่ภัทร บอดี้ เซอร์วิส จำกัด รวม 19 คน เกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ และบาดเจ็บ 6 ราย เหตุเกิดช่วงตี 1 วันที่ 29 ก.ย. พ..2562 บนถนนกิ่งแก้ว ปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 มุ่งหน้าลาดกระบัง หมู่ 12 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

 

               ราวคมเคียวเกี่ยวกระหวัดที่ลำคอ

เพียงแค่กระดิกนิ้ว ยมทูตก็สามารถกระชากวิญญาณของเธอให้หลุดลอยจากร่างได้

               ดริณมองภาพมรณะที่เคลื่อนเข้าหาอย่างเชื่องช้าราวกาลถูกตรึง ทั้งที่ในความเป็นจริง เปลวเพลิงสังหารของมารร้ายนั้นรุนแรง

               และรวดเร็วเกินตามองทัน!

               ทว่าไม่ทันได้กระทบร่างและแผดเผาหญิงสาวได้ดั่งที่มารฑาหะตั้งใจ มันกลับมลายหายไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันลอยคลุ้งเสมือนลูกไฟก้อนใหญ่ถูกพายุพัดเป่า

               ใช่เพียงดริณที่ตะลึงลาน มารร้ายก็เบิกตาอ้าปากค้างเช่นกัน

               “หรือว่าเจ้า...”

               เพียงครู่ สีหน้าตื่นตะลึงของมารสาวพลันแปรเปลี่ยน มุมปากสองข้างเหยียดยกขึ้นมาส่งใบหน้าใต้เปลวเพลิงนั้นให้น่าสะพรึงกลัวขึ้นอีกเป็นคำรบ

               ย่างกรายเข้าใกล้ ขณะที่อีกฝ่ายถอยกรูด เนตรสีเพลิงพิศใบหน้า ก่อนลากไล้ไปทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของหญิงสาวที่นั่งอ่อนแรงตรงหน้าอย่างสำรวจ

               ตาพลันเบิกกว้าง

               “เจ้าอาจเป็นผู้อยู่เหนือกฎแห่งกาล”

               คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน แม้หวาดหวั่น แต่ความสงสัยเต็มเปี่ยมอยู่ในอก

               “นะ เหนือกฎแห่งกาล คืออะไร” ละล่ำละลักถามจนเสียงที่เปล่งลอดไรฟันดังแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ

               “ที่แห่งนี้คือดินแดนไร้กาล เป็นมิติที่อยู่เหนือความเป็นไปของกาลเวลาในโลกของเจ้า”

               “ละ แล้ว แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หัวใจที่เต้นระรัว เริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไร้ทีท่าเข่นฆ่าสังหารตนดังเดิม “ขอร้องล่ะ ช่วยพาฉันกลับไปที”

               เปลวไฟที่ไหลแล่นอยู่รอบกายปีศาจสาว พลันลุกโชนราวมารร้ายปรีดาที่ได้รู้ถึงตัวตนของดริณ

               “ผู้ที่เล็ดรอดเข้ามาในดินแดนไร้กาลได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีชะตาให้พบพานกับทางเลือก หน้าที่ของข้า คือเสนอทางเลือกให้เจ้า”

               นิ้วชี้ยกชูขึ้นมา อัคนีสีแดงสดเต้นระริกเหนือปลายนิ้วนั้น

               “หนึ่ง คือข้าจะพาเจ้ากลับไปยังที่ที่จากมา ให้เจ้าได้กลับไปนอนที่นอนนุ่ม ๆ กินอาหารให้อร่อย ใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข” ดริณแย้มยิ้ม เมื่อรู้ว่าได้โอกาสออกจากมิติประหลาดที่มีปีศาจร้ายน่านะพรึงกลัวนี้ “แต่คนรักของเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 6 วัน หลังจากนั้นมันจะต้องตายด้วยชะตาถึงฆาต”

               ราวลูกโป่งที่ถูกเป่าลมจนพองโต ถูกเจาะให้แตกระเบิด เสียงปังดังในห้วงคำนึงส่งร่างหญิงสาวที่อ่อนล้าโรยกำลังอยู่แล้ว ให้ไม่มีแรงหลงเหลือ ต้องทรุดกายลงใช้สองมือยันมิให้ร่างหมอบราบไปกับพื้น หยาดน้ำไหลหยดจากสองตาลงมาต้องพื้นดินแตกระแหง

               ไม่รู้ว่าสิ่งที่มารร้ายพูดเป็นข้อเท็จจริงเพียงใด รู้เพียงว่า สิ่งมีชีวิตเหนือสามัญสำนึกที่ปกครองดินแดนแห่งนี้เมื่อเอ่ยปาก ย่อมมีน้ำหนักแห่งความเป็นจริงอยู่บ้าง

               สรรพัชญ์กำลังจะตาย...

               ห้วงคำนึงถึงวันเวลาที่เคยอยู่ร่วมกัน นับตั้งแต่วันแรกที่พบพาน กระทั่งปลงใจใช้ชีวิตคู่ ความรัก ความห่วงใยมากมายที่เขามอบให้ ยังคงติดในทรงจำมิคลาย

               ทว่าตอนนี้ ความทรงจำที่ดีทั้งมวล กำลังจะถูกลบเลือนด้วยการพรากจากอย่างไม่มีวันหวนคืน

               “สอง...” ไม่ปล่อยให้หญิงตรงหน้าฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ มารฑาหะยกอีกนิ้วขึ้นอย่างยั่วเย้า “เจ้าสามารถเติมไฟชีวิตให้คนรักจนฟื้นกลับมามีชีวิต และอยู่ครองคู่กับเจ้าสืบไปนับจากนี้อีกหลายสิบปี”

               ลูกโป่งที่แตกไปแล้ว กลับประกอบรวมกันกลายเป็นก้อนความหวังครั้งใหม่

               “แต่หากเจ้าเลือกทางนี้ หนทางที่เจ้าต้องเผชิญจะเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวด ชนิดที่เจ้าไม่เคยพบพานมาก่อนในชีวิต และไม่อาจคาดถึงว่าจะเกิดขึ้นกับตนเอง”

               ดริณตัวสั่นเทิ้ม แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายมามาก แต่เป็นเพียงเรื่องราวของชาติกำเนิดและสังคมเด็กกำพร้าเท่านั้น หาได้ลำบากลำบนขนาดต้องสู้รบตบมือกับใคร

               “หนทาง... คืออะไรคะ”

               แต่กระนั้นเมื่อมันเป็นทางเดียวที่อาจช่วยชีวิตสามีได้ มีหรือดริณจะไม่ลองเสี่ยง

               “ย้อนกาล”

               เพียงได้ยิน หญิงสาวพลันมุ่นคิ้วเม้มริมฝีปาก ด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่มารฑาหะต้องการสื่อ

               “เจ้าจะต้องเดินทางข้ามกาลเวลา ย้อนกลับไปในวัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์อันก่อให้เกิดมรณกรรมของผู้คนมากมายนับสิบนับร้อย หากเจ้าสามารถช่วยผู้คนเหล่านั้นให้รอดพ้นจากความตายได้ 12 คนแลกกับไฟชีวิต 12 ดวง เมื่อนั้นคนรักของเจ้าจะรอดชีวิต”

               ข้ามเวลา...

               ห้วงความคิดมากมายประเดประดังเข้ามาในสมองดุจคลื่นซัดสาด ลำพังเพียงแค่หลุดเข้ามาในมิติประหลาดนี้ก็ตระหนกจนแทบสิ้นสติ นี่ยังมีเรื่องเหนือสามัญสำนึกอีกมากมาย ทั้งปีศาจร้าย การเดินทางข้ามเวลา ภารกิจสุดอันตราย

               ดริณหลับตา

               หญิงสาวระบายลมหายใจเข้าออกเนิบช้า ยาวนาน อย่างตั้งสติ

               “สองหนทาง หาญกล้าเผชิญหน้ากับความตายด้วยตนเอง หรือจะกลับไปนอนหลับให้สบายบนที่นอนนุ่ม ๆ แล้วปล่อยให้คนรักของเจ้าตาย จงเลือกเอา”

               “ไม่! ฉันไม่ยอมให้เขาตาย”

               หาญกล้าต่อคำกับมารร้าย แต่นั่น... กลับทำให้ปีศาจเพลิงฉีกยิ้มกว้างอย่างเปรมปรีดิ์

               “แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้า”

               “แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของฉัน”

               ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ แท้จริงเธอมิได้กล้าแกร่งขนาดเอาคอขึ้นเขียงให้มารร้ายบั่น เพื่อแลกชีวิตกับชายคนรัก กลับกัน หญิงผู้อยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือน เปี่ยมด้วยความหวั่นเกรงต่อภัยอันตรายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับตน

               หากทว่า เพราะคู่ชีวิตนอนหายใจรวยริน คือเครื่องปลุกเร้าความกล้าที่มีเพียงน้อยนิด ให้เผชิญหน้ากับปีศาจร้ายผิวกายเป็นเพลิงเช่นนี้

               “เช่นนั้น จงเดินผ่านประตูบานนี้ไปเสีย อย่าลืมเสียล่ะ ว่า ‘ชีวิต’ ย่อมแลก ‘ชีวิต’”

               ดริณสูดหายใจเข้าปอดก่อนลุกยืนมั่น หญิงสาวรวบรวมความกล้า พาตนเองเดินผ่านร่างลุกโชนที่ไม่แม้แต่จะปรายตามอง

               เฉกเช่นเดียวกับเธอ ที่ไม่เหลือบแล ‘มารฑาหะ’ ผู้มอบโอกาสต่อชีวิตที่กำลังจะหลุดลอยของชายอันเป็นที่รัก

               ทำเพียงเดินผ่านร่างปีศาจร้าย เข้าประตูบานที่เปิดอ้า

               โดยไม่อาจรู้ว่า... จะได้หวนกลับมาอีกหรือไม่!

 

 

               3 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลา 21.00 น.

               บนถนนกิ่งแก้วยามค่ำคืนเต็มไปด้วยสีสัน ร้านรวงเปิดเรียงรายสองข้างทาง ไม่ต่างจากผู้คนและรถราขวักไขว่ ส่งแสงสีสว่างเจิดจ้าราวราตรีมิเคยหลับใหล

               ร้านอาหารทั้งแบบเป็นคูหาและรถเข็นบนบาทวิถี ก็เปิดให้บริการนักท่องราตรี รวมถึงผู้คนที่ใช้ชีวิตยามค่ำคืน ให้ได้ฝากท้องกันก่อนดำเนินกิจกรรมตามปกติของตน

               ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง แม้มิได้เปิดโต้ราตรีจนถึงรุ่งสางดังชื่อ แต่ก็ปล่อยให้ลูกค้านั่งดื่มกินจนเกือบฟ้าสว่าง เมนูอาหารที่สั่งมาตั้งบนโต๊ะ ล้วนเป็นกับข้าวที่ทำหน้าที่กับแกล้ม

               ของเหลวสีอำพันถูกกรอกเข้าปากลูกค้าชายหญิง เสียงพูดคุยเคล้าสรวลเสเฮฮา ดังระงมราวนกแตกรัง

               ดริณยืนมองบรรยากาศรอบกายอย่างตะลึงลาน

               เมื่อครู่ เธอยังเหยียบยืนอยู่บนดินแดนไร้กาล ทว่าบัดนี้ หญิงสาวกลับถูกส่งมายืนงงบนทางเท้า ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

               และดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเธอเลยย

               จากที่อยู่ในชุดนอน ดริณก้มมองร่างกายตนเอง พบว่าตอนนี้เธอถูกผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ ทั้งเสื้อยืดคอกลมสีขาว กับกางยีนส์ขายาวทรงกระบอก ผมยาวมัดรวบเป็นทรงหางม้าดูทะมัดทะแมง

               สัมผัสจากต้นขา บ่งบอกว่าโทรศัพท์มือถือที่ไม่รู้มาอยู่ในกระเป๋ากางเกงได้อย่างไร สั่นเตือนเป็นสัญญาณข้อความเข้า ดริณล้วงหยิบอุปกรณ์สื่อสารขนาดเท่าฝ่ามือออกมากดดู พบข้อความคุ้นตาที่เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

               29 กันยายน พ.ศ.2562

               - รถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บ สีดำ ทะเบียน กก xxxx สมุทรปราการ บรรทุกพนักงานโรงงานของบริษัท โกลบอล อินเตอร์เทรนด์ จำกัด และช่างสีประจำอู่ภัทร บอดี้ เซอร์วิส จำกัด รวม 19 คน เกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ และบาดเจ็บ 6 ราย เหตุเกิดช่วงตี 1 วันที่ 29 ก.ย. 2562 บนถนนกิ่งแก้ว ปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 มุ่งหน้าลาดกระบัง หมู่ 12 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

 

                จำได้อย่างแม่นยำ ข่าวใหญ่นี้สร้างความตกตะลึงให้แก่คนไทยโดยถ้วนทั่ว เพราะแม้อุบัติเหตุทางท้องถนนจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นของคนไทย แต่อุบัติเหตุใหญ่ครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 13 ศพ

               นาฬิกาข้อมือแสดงเวลาสามทุ่มตรง ในช่องวันที่ ระบุวันเดือนปีที่เกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้น ดริณไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

               หญิงสาวตัดสินใจเดินไปขวางหน้าชายในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมผูกไทที่คลายปมออกให้หลวมเล็กน้อย กับกางเกงสแลกสีดำท่าทางเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป ชายคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ มีคนมายืนขวาง

               “เอ่อ... ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าวันนี้วันเดือนปีอะไรคะ”

               ตีหน้าฉงนแกมประหลาดใจ พิศดูรูปร่างหน้าตาและท่าทางของดริณก็ไม่คล้ายคนสติไม่ดี

               “วันที่ 29 กันยายน ปีหกสองครับ มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ”

               “ปละ เปล่าค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

               พูดจบก็เดินโซซัดโซเซจากไป ทิ้งไว้เพียงแววตาสนเท่ห์ที่มองตามมาเพียงเท่านั้น

               นี่คือเรื่องจริง หญิงสาวไม่ปฏิเสธความเคลือบแคลงที่มีในใจอีกต่อไป หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตสรรพัชญ์ได้ อยู่ที่การกระทำของเธอเท่านั้น

               แต่เธอจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนที่ดวงกำลังจะถึงฆาตอยู่ที่ไหน

               ไม่อาจจดจำชื่อสกุลได้ ภาพใบหน้าในข่าวก็ถูกเซ็นเซอร์เอาไว้ตามจรรยาบรรณสื่อมวลชน เธอไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เดินสวนกัน คนที่นั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารรายทาง หรือคนที่สัญจรผ่านไปมาแถวนี้ ใครกันคือ 13 ผู้เคราะห์ร้าย

               กลิ่นอาหารอวลยวนยั่วจมูก เมื่อสมองจดจำได้ว่าเธอยังไม่ได้แตะมื้อเย็นแม้เพียงน้ำสักแก้ว น้ำย่อยในกระเพาะก็หลั่งจนเสียงท้องร้องดังโครกคราก ดริณเอามือลูบท้องอย่างทนหิว วินาทีนี้อาหารไม่สำคัญเท่าภารกิจที่ได้รับจากมารฑาหะ

               เสียงตะหลิวดังโคร้งเคร้งยามพ่อครัวขยับข้อมือ ผักบุ้งถูกเทลงกระทะส่งเปลวไฟลุกโชนแดงฉานราวถูกพ่นจากปากมังกร เพียงไม่นานก็ได้ผัดผักบุ้งไฟแดงจานโต ที่ถูกยกไปเสิร์ฟให้ลูกค้าที่นั่งรอท่าอยู่

               แม้กลั้นใจ แต่ท้องยิ่งร้องดัง สายตาพลันมองตามอาหารจานนั้นไป

               ก่อนสะดุดเข้ากับชุดเสื้อผ้าของลูกค้าร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ที่นั่งเรียงรายกันอยู่รอบโต๊ะซึ่งนำมาวางเรียงกันถึง 3 ตัว ด้วยจำนวนคนที่มากเกือบ 20 คน

               ชุดพนักงานโรงงาน

               แม้ไม่อาจเห็นหน้าค่าตา แต่ภาพข่าวมิได้ปกปิดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของศพที่กระจัดกระจายอยู่รายรอบถนน ทุกคนสวมชุดเสื้อผ้าแบบเดียวกันกับกลุ่มคนที่ดริณกำลังเพ่งจ้อง

               ไม่อาจแน่ใจ ทว่ากลับเหมือนมีไฟฉายส่องนำหนทางที่เคยมืดมน ให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้ ดริณกวาดตามองไปรอบ เพื่อหาอีกเบาะแสสำคัญ ซึ่งจะยืนยันได้ว่าคนกลุ่มนี้ใช่เป้าหมายของเธอหรือไม่

               และเธอก็พบเข้ากับรถกระบะคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ริมบาทวิถี พาหนะ 4 ล้อสีดำ มีหมายเลขทะเบียนตรงกับที่ปรากฏในข่าวชัดเจน หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านข้อความเพื่อยืนยันความมั่นใจ และเมื่อพบว่าเป็นเลขทะเบียนเดียวกัน เธอก็ไม่รอช้า รีบปรี่เข้าหาชายฉกรรจ์กว่าสิบคนที่กำลังสรวลเสเฮฮา ด้วยฤทธิ์ของสุราที่กรอกลงลำคอไปแล้วไม่อาจนับจำนวนแก้วได้

               สีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางหวั่นผวา เมื่อหยุดยืนด้านข้างโต๊ะของลูกค้ากลุ่มใหญ่นี้ ทุกคนที่สังเกตเห็นจึงตีหน้าสงสัย พลางสะกิดเพื่อนให้มองหญิงสาวปริศนา

               “ขอโทษค่ะ รถกระบะสีดำคันนั้น ใช่ของพวกคุณหรือเปล่าคะ”

               ชี้ไปที่รถคันดังกล่าว ทุกสายตามองตาม ก่อนชายคนหนึ่งซึ่งนั่งหัวโต๊ะจะพยักหน้า

               “ใช่ครับ รถผมเอง มีอะไรหรือเปล่าครับ”

               ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ เมื่อลิ้นคับปากด้วยอาการมึนเมา หน้าแดงก่ำกับดวงตาปรือ มองไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนเลื่อนขึ้นมาอยู่ที่หน้าอกตูมซึ่งกระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจหนักหน่วง

               “พวกคุณจะขับรถคันนั้นกลับบ้านไม่ได้เด็ดขาดนะคะ รถจะคว่ำและพวกคุณจะตายกันเกือบทุกคน”

               เพียงประโยคนี้ ทำให้มือที่ถือแก้วอยู่ของชายหลายคนซึ่งกำลังจะส่งของเหลวสีอำพันเข้าปาก ต้องชะงักค้าง ก่อนวางแก้วเหล้าลงกับโต๊ะ และหันมองดริณอย่างเอาเรื่อง

               “พูดอะไรน่ะ มาแช่งกันแบบนี้ได้ยังไง”

               ขณะที่ชายร่างใหญ่ผมหยิกหย็อยเหมือนฝอยขัดหม้อ ยกมือห้ามเพื่อนของตน ก่อนกล่าววาจาแทะโลมหญิงแปลกหน้า

               “พี่ไม่กลับคันนั้นก็ได้ น้องมาคันไหนล่ะ ขอพี่ติดรถกลับด้วยได้รึเปล่า หรือจะให้พี่ขับ พาน้องไปส่งถึงสวรรค์ก็ย่อมได้นะ ฮ่า ๆ ๆ”

               ประโยคนี้เรียกเสียงหัวเราะครืนจากเพื่อนร่วมโต๊ะ ดริณอายจนหน้าแดง แต่ยังกัดฟันอธิบาย

               “เชื่อฉันเถอะนะ พวกคุณเมากันแล้ว ขับรถกลับเองอันตราย และพวกคุณกำลังจะตาย ขอร้องล่ะ อย่าขับรถคันนี้กลับบ้านเลย”

               หยาดน้ำปริ่มที่ขอบตา แต่ชายทั้ง 19 คนหาได้ใส่ใจไม่ บางคนที่หงุดหงิดเมื่อจู่ ๆ มีคนแปลกหน้ามาแช่งชักให้ถึงแก่ความตาย ก็ยกแก้วเหล้าในมือสาดใส่ดริณจนเธอสะดุ้งตกใจ ต้องถอยกรูดอย่างหวาดกลัว

               “เฮ้ย! กลับกันเถอะว่ะ แม่งหมดสนุกแล้ว”

               ดูเหมือนชายร่างสูงผิวคล้ำที่นั่งหัวโต๊ะซึ่งออกตัวว่าเป็นเจ้าของรถ จะหงุดหงิดจนพานให้อาหารและเครื่องดื่มมึนเมาไม่อร่อยเสียแล้ว เมื่อเขาลุก เพื่อนอีก 18 คนที่ติดรถมาด้วย ก็จำต้องลุกตาม เพราะไม่มีใครอยากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการหารถกลับที่พักเอง

               ชำระเงินเสร็จสิ้น ทั้งหมดก็ทยอยขึ้นรถ ด้านหน้าบรรทุกได้ 6 คน คือคนขับ เบาะข้างคนขับ และเบาะหลังที่นั่งอัดกันไปอีก 4 คน ขณะที่กระบะท้าย ชายร่างใหญ่ต้องนั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋อง

               แต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทุกคนก็แทบจะคอพับคออ่อนกันอยู่แล้ว ไหนเลยจะคำนึงถึงความแออัดยัดเยียดนี้

               หัวใจดริณเต้นระรัว อีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ ชายฉกรรจ์ทั้งหมดที่กำลังจะขับรถจากไป จะประสบเคราะห์ใหญ่ถึงแก่ชีวิต เธอรีบวิ่งไปทุบกระจกประตูฝั่งคนขับ พลางตะโกนก้องร้องให้เขาหยุด

               แต่ชายเจ้าของรถคิดว่าหญิงสาวเป็นคนสติไม่ดี กังวลว่าหากตอแยจะมีภัย จึงรีบเหยียบคันเร่งขับรถจากไป ทิ้งร่างหญิงสาวที่พยายามวิ่งตาม

               แต่ไม่ทันการณ์แล้ว...

 

 

               ถนนกิ่งแก้วยามค่ำคืนรถไม่มากเหมือนใจกลางเมือง ผู้คนที่เบื่อหน่ายกับการจราจรและความแออัดของมหานคร มักนิยมซื้อบ้านอยู่แถบชานเมือง เพราะใกล้ความเจริญ และใช้ชีวิตง่ายกว่ามาก

               ยิ่งดึก การจราจรก็ยิ่งบางตา จนรถแล่นกันด้วยความเร็วเต็มกำลังอย่างไม่กลัวความผิดตามกฎหมาย

               หรืออีกนัย การบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยก็อ่อนแอไร้กำลังเกินกว่าจะเอาผิดคนที่กระทำละเมิดได้ทั้งหมด จึงไม่ค่อยมีผู้เกรงกลัวและใช้รถใช้ถนนอย่างฝ่าฝืนกฎจราจรเป็นจำนวนมากดังเช่นทุกวันนี้

               รถกระบะสีดำขับด้วยความเร็วสูง เหตุเพราะแอลกอฮอลที่แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของชายคนขับ ทำลายสติและสัมปชัญญะที่พึงมีของผู้ขับขี่ไปจนสิ้น

               ขับปาดซ้ายขวา บีบแตรไล่รถคันหน้าตลอดทาง ยิ่งได้ยินเสียงแตร พรรคพวกที่นั่งอยู่ด้านหลังก็ส่งเสียงเฮโลกันอย่างครึกครื้น ราวกับเย้ยหยันรถคันที่แล่นช้ากว่า

               กระทั่งขับปาดหน้ารถจักรยานยนต์ที่ขับจับกลุ่มกันสี่คัน อารามหงุดหงิดที่พาหนะสองล้อไม่ใช้ช่องทางจราจรซ้ายสุด แต่กลับขับเสียกลางถนน จึงกดแตรยาวไม่ปล่อย เสียงแผดดังลั่นจนทั้งผู้ขับขี่และผู้คนที่สัญจรไปมา ต่างหันมองเป็นตาเดียว

               ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นเจ้าของจักรยานยนต์หาได้สนใจไม่ พวกเขายังคงขับอยู่เลนกลางอย่างนั้นโดยไม่คิดจะชิดซ้าย

               หนุ่มโรงงานคนขับรถกระบะคำรามฮึ่ม เท้าเหยียบคันเร่งจนมิด กระชากรถกระบะให้แซงออกทางขวา ก่อนปาดกลับมาเลนซ้ายตัดหน้าจักรยานยนต์ 4 คันนั้น จนหนึ่งในกลุ่มเสียหลัก บังคับรถไม่อยู่ ต้องล้มกลิ้งพุ่งเข้าหาบาทวิถี

               “ไอ้สัตว์!”

               พวกมันคนหนึ่งตะโกนก้อง เมื่อเห็นเพื่อนของตนอยู่ในสภาพไม่รู้เป็นตาย ก็เดือดดาลจนต้องรถข้างทาง คว้าหินก้อนเหมาะมือส่งให้เพื่อนที่นั่งซ้อน

               อย่างรู้หน้าที่ มันที่นั่งเบาะหลังกำหินมั่น พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมุ่งมาดล้างแค้น เมื่อเห็นเพื่อนเจ้าของจักรยานยนต์อีกคันเข้าช่วยเหลือ มันทั้งคู่จึงบิดคันเร่งสุดกำลัง พารถสองล้อแล่นด้วยความเร็วสูงสุด

               ชายคนขับรถกระบะมองเห็นแสงไฟวูบไหวจากหางตา เหลือบมองกระจกหลังเห็นเป็นจักรยานยนต์ของวัยรุ่นที่ตนเพิ่งขับปาดหน้า พุ่งตรงมาอย่างเจตนาติดตาม แม้ไม่รู้ถึงสิ่งซึ่งอยู่ในมือของคนนั่งด้านหลัง แต่สัมผัสถึงอันตรายก็ทำให้เขายิ่งเหยียบคันเร่งเพื่อหวังทิ้งระยะ

               รถสองคัน หนึ่งกระบะ หนึ่งจักรยานยนต์ แล่นตามกันด้วยความเร็วเต็มแรงม้าของเครื่องยนต์ กระทั่งหนทางเบื้องหน้ามีสัญญาณไฟจราจรสีแดงสว่างโร่อยู่ รถที่แล่นนำจำต้องผ่อนคันเร่ง สบโอกาสให้จักรยานยนต์พุ่งขึ้นเทียบเคียงจากด้านขวา

               เห็นก้อนหินในมือเต็มสองตา!

               ชายคนขับรถกระบะกระทืบเบรกสุดกำลัง ส่งรถที่แล่นด้วยความเร็วเกินกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียหลักหมุนคว้างเป็นวง ก่อนกระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้าต้นใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างทาง

               ร่างนับสิบที่อัดกันอยู่ท้ายกระบะ กระเด็นกระดอนตามแรงเฉื่อย บ้างฟาดเข้ากับต้นไม้ บ้างศีรษะกระแทกพื้นถนนแข็ง บ้างแขนขาหักบิดรูปเพราะกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ

               ในห้องโดยสาร ชายที่นั่งด้านข้างคนขับ เพราะมิได้คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างจึงกระเด็นทะลุกระจกหน้าตกลงไปในคูน้ำด้านข้าง ส่วน 4 คนด้านหลังก็กระแทกกันเองจนคนหนึ่งถูกนิ้วของเพื่อนสะบัดทิ่มลูกตาหลุดออกจากเบ้าเหลือเพียงรูกลวง

               13 ชีวิต ตายคาที่โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน

               อีก 6 คนแม้รอด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกหามส่งโรงพยาบาล ต้องนอนพักรักษาตัวนานร่วมเดือน

               เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและผ่านไปนานนับปี หวนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในกาลอดีตที่ดริณย้อนกลับมา

               โดยมิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนเหล่านี้ได้เลย...

 

 

               เสียงไซเรนดังเสียดโสตของหญิงสาวที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่บนทางเท้า

               ไม่ต้องบอกจุดหมาย ก็รู้ปลายทางของรถมูลนิธิกู้ภัยและรถพยาบาลที่ทำงานแข่งกับเวลา

               เช่นเดียวกับไม่ต้องบอกสถานการณ์ เธอก็รู้ถึงจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดีอยู่แก่ใจ

               ดริณทรุดกายลงกับพื้น สองมือปิดหน้าที่ไม่อาจกลั้นน้ำตามิให้หลั่งริน ทั้งที่ตั้งใจหยุดยั้งความตายแท้ ๆ เธอกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงกำลังหรือหนทางที่จะขัดขวางชะตากรรมที่ดำเนินไปตามครรลองซ้ำเป็นหนที่สองนี้ได้

               ฉับพลัน ผู้คนรอบกายก็หยุดเคลื่อนไหว

               มวลอากาศบิดเบี้ยวคล้ายภาพสะท้อนบนพื้นถนนยามต้องเปลวแดด ก่อนสีสันทั้งมวลจะซีดจาง กลายเป็นเพียงสีแดงฉานของเปลวเพลิงที่โอบล้อมรอบกาย

               เธอถูกพามายังดินแดนไร้กาลอีกหนหนึ่งโดยมิได้ปรารถนา

               แทนที่เสียงไซเรน กลับเป็นเสียงหัวเราะร่าอย่างสาแก่ใจของมารร้าย ที่ยืนทอดกายอย่างสบายอารมณ์ในมิติที่ห้วงเวลาหยุดนิ่งนี้

               มารฑาหะแสยะยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมโศกของดริณ

               “ก่อนหน้านี้ยังปากดีว่าจะช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น แต่เจ้ากลับไม่มีปัญญา”

               คำพูดราวคมมีดกรีดเฉือนหัวใจให้แหว่งวิ่นไม่มีชิ้นดี แม้ไม่เห็น แต่น้ำหนักของความตายก็กดทับใส่สองบ่าจนอ่อนล้าโรยแรง ไม่อาจยันกายลุกยืนเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายได้อีก

               “ถ้าเช่นนั้น จงดูนี่เถิด”

               เปลวไฟตรงหน้า พลันฉายภาพชายคนรักที่ยังคงนอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาล ริมฝีปากถูกสอดด้วยสายของเครื่องช่วยหายใจ ส่งใบหน้าหลับใหลนั้นให้ดูคล้ายเปี่ยมด้วยความทรมาน

               ยังคงไร้สีเลือด หน้าซีดเผือดคล้ายโลหิตไม่ไหลเวียนเช่นปกติ พิษในกายของสรรพัชญ์แม้ถูกระงับด้วยยารักษา แต่เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นพิษชนิดใดกันแน่ จึงไม่สามารถต้านหรือขจัดพิษได้หมดสิ้น

               บังเกิดดวงไฟ 12 ดวงล้อมรอบกาย ไม่มีใครเห็น คงมีเพียงดริณและมารฑาหะเท่านั้น ที่ล่วงรู้ว่าไฟทุกดวงคือห้วงเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ของคนใกล้หมดลม

               เพียงดีดนิ้ว ไฟดวงหนึ่งพลันสลายกลายเป็นควันจาง

               ก่อนมลายไป

               “ไม่นะ ไม่!”

               ดริณกรีดร้องสุดเสียง เมื่อไฟชีวิตดับลงหนึ่งดวง ร่างปลัดหนุ่มก็กระตุกเกร็งอย่างทุกเทวษแสนสาหัส ชีพจรที่แสดงผ่านหน้าจอข้างเตียง ลดระดับความสูงลงส่งสัญญาณว่าการเต้นของหัวใจและชีพจรไม่เป็นปกติ

               “ฉันขอร้อง อย่าทำเขา เอาไฟชีวิตฉันไป ช่วยต่อชีวิตให้เขาด้วยเถิด”

               ร่ำร้องอย่างน่าเวทนา แต่มีหรือปีศาจร้ายไร้หัวใจอย่างมารฑาหะ จะแยแส

               “เงื่อนไขในการช่วยชีวิตชายคนรักของเจ้ามีเพียงประการเดียว ซึ่งข้าได้บอกไปแล้ว” ยิ้มอย่างยั่วเย้า ก่อนยกนิ้วชี้และนิ้วกลางชูขึ้นให้ดริณเห็น “หากยังดึงดันจะทำต่อ ข้าจะส่งเจ้าไปยังห้วงกาลอันเป็นมรณกรรมของคนกลุ่มหนึ่งเป็นครั้งที่สอง ว่าอย่างไร เจ้ามีปัญญาทำภารกิจของข้าหรือไม่”

               กำหมัดกัดฟันกรอด แม้จะพลาดพลั้งในหนแรก แต่เมื่อเห็นอาการของสามี ราวกับเติมเชื้อไฟในกายให้มีเรี่ยวแรงขึ้นมา

               “ทำ ฉันทำ จะให้ไปที่ไหนก็เอาเลย!”

               คล้ายมิใช่ดริณคนเดิม อาจเพราะสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ยามเมื่อถูกบีบให้เข้าตาจน ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดจากความตาย ทั้งของตนเองและคนที่รักให้จงได้

               “เช่นนั้น จงก้าวผ่านประตูบานนั้นเถิด”

               ชี้ไปที่ด้านหลัง บานประตูที่ถูกสร้างจากเปลวเพลิงเปิดอ้าอีกครา ดริณไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าหาประตูบานนั้น ราวกับนั่นคือเส้นชัยของชีวิต

               โดยไม่รู้เลยว่า กาลเบื้องหน้าที่ถูกย้อนคืนมาอีกครา จะพาเธอไปพบกับชายผู้สิ้นหวัง ที่ตั้งใจเข่นฆ่าสังหารคนในครอบครัวให้ตายตกตามตน ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

               รวม 11 ชีวิต!     

   


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น