อัปเดตล่าสุด 2018-08-03 12:49:23

ตอนที่ 9 หลงรักลูกศัตรู!


       คุณรำเพยเจ็บท้องตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ คุณหลวงวิศาลให้หมอตำแยที่ฝีมือดีที่สุดในเมืองกรุงเก่ามาทำคลอดให้กับเมียสุดที่รัก บ่อยครั้งที่เจ้าของเรือนเอาหูแนบกับประตูห้อง อยากจะรู้ว่าลูกของเขาเป็นเช่นไรบ้างเพราะมันเงียบเชียบเสียจนผิดปกติ ขณะที่คุณมาลัยเองนั่งพูดคุยหัวเราะชอบใจกับอีอิ่ม ดูไม่ได้สนใจว่าคุณรำเพยจะคลอดลูกมาปลอดภัยหรือไม่...มันหาใช่เรื่องของเธอ จะเป็นหรือตายก็เรื่องของมัน!
       เสียงเด็กร้องดังแว่วมาจากภายในห้องของคุณรำเพย คนเป็นพ่อที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ถึงกับลุกผึงตรงดิ่งไปยังหน้าประตูห้องของคุณรำเพย เพียงอึดใจประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับหมอตำแยที่อุ้มเด็กทารกในห่อผ้ามาส่งให้กับคุณหลวงวิศาล ผู้เป็นพ่อรับมาแนบอกด้วยมืออันสั่นเทา มันเป็นความดีใจของคนเป็นพ่อที่ใครไม่เคยได้เป็นก็ไม่มีวันได้รู้
       “คุณหลวงได้ลูกชายเจ้าค่ะ”
       “ลูกชาย...ข้าได้ลูกชายอย่างนั้นหรือ!” คุณหลวงวิศาลเสียงดังลั่นเรือน คุณมาลัยหันไปปรายตามอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง ไม่อยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น!
 
       แม้จะมีลูกมีเต้าแต่คุณรำเพยกลับเลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สนใจใยดีนัก ยังคงใช้ชีวิตดั่งสาวแรกรุ่น บางวันก็ทิ้ง เมือง ลูกชายคนเดียวของคุณหลวงวิศาลให้อีเฟื้องเลี้ยงดู อีเฟื้องเองก็สามวันดีสี่วันไข้ บางครั้งนอนสลบสไลราวกับคนตายทั้งที่เสียงร้องของตาเมืองดังลั่นเรือน วันนี้ก็เช่นกัน...เสียงร้องงอแงของเด็กน้อยดังลั่นจนทำให้คุณมาลัยที่อยู่ภายในห้องของตนต้องออกมาเอ็ดตะโรต่อว่า เรื่องที่คุณรำเพยปล่อยให้ลูกร้องเป็นที่รำคาญใจแก่เธอเสียเหลือเกิน
       “แม่รำเพย เหตุใดจึงปล่อยลูกเต้าร้องกระจองอแงเสียจนดังลั่นเรือนเยี่ยงนี้ ลูกหล่อนหิวนมหรือไม่ หรือหากเจ็บไข้ก็ไปบอกไอ้ก่ำให้ตามหมอมาดูเสีย อย่าให้ร้องเป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่น!” คุณมาลัยตะโกนเสียงดังไปยังห้องของคุณรำเพย ไม่อยากจะเดินเข้าไปเฉียดใกล้ให้เป็นเสนียดแก่ตน!
       ความเงียบคือคำตอบ
       “อีอิ่ม เอ็งเข้าไปดูเสียหน่อยว่าเหตุใดตาเมืองจึงร้องลั่นเช่นนี้” คุณมาลัยหันมาสั่งบ่าวรับใช้ อีอิ่มรับคำแล้วรีบเดินไปดู ประตูห้องของคุณรำเพยไม่ได้ขัดไว้ เจ้าหล่อนจึงผลักเข้าไปอย่างง่ายดาย สิ่งที่พบคือร่างของคุณเมืองนอนร้องลั่นอยู่ในเปลที่มีอีเฟื้องนอนหลับสนิทอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงร้องของลูกชายเจ้านายบนเรือนแม้แต่น้อย
       “อีเฟื้อง...อีเฟื้อง” อีอิ่มใช้เท้าสะกิดเพื่อนบ่าว สักอึดใจอีเฟื้องจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา ตกใจไม่น้อยที่ได้ยินเสียงร้องของคุณเมืองและเสียงเรียกของอีอิ่ม “อีนี่หลับเป็นตายหรืออย่างไร จึงปล่อยให้คุณเมืองร้องลั่นเรือนเช่นนี้ นี่ถ้าคุณรำเพยมาเห็นว่าเอ็งขี้เกียจสันหลังยาว เอ็งโดนเฆี่ยนหลังลายเป็นแน่!” 
       อีอิ่มชี้หน้าด่าอีเฟื้อง ก่อนจะประคองอุ้มคุณเมืองขึ้นมาพาดไหล่แล้วตบก้นเบาๆ พลางร้องเพลงกล่อม แต่คุณเมืองยังแหกปากร้องลั่นอย่างยากจะคาดเดาในสิ่งที่เด็กน้อยต้องการ
       คุณมาลัยที่ยืนรอบ่าวรับใช้มาแจ้งว่าเหตุใดตาเมืองจึงร้องลั่นเช่นนั้น เมื่อเห็นว่าอีอิ่มไม่ออกมาจากห้องของคุณรำเพยเสียทีจึงเดินดุ่มๆ ตรงไปยังห้องของเมียรองอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อโผล่หน้ามองเข้าไปในห้องก็พบว่าอีอิ่มกำลังอุ้มตาเมืองอยู่ โดยมีอีเฟื้องพยายามจะหยอกล้อเด็กน้อยให้หายร้องไห้แต่ไม่สำเร็จ
       “เหตุใดจึงปล่อยให้ตาเมืองร้องลั่นเช่นนี้เล่า ?” คุณมาลัยเอ่ยถามอีเฟื้อง อีอิ่มรีบจีบปากจีบคอฟ้อง
       “ก็อีเฟื้องน่ะสิเจ้าคะ นอนหลับเป็นตาย นี่ถ้าบ่าวมิเข้ามา มันก็คงนอนอยู่เช่นนั้นนั่นแหละเจ้าค่ะ ปล่อยให้คุณเมืองร้องอยู่ได้ บ่าวว่าคงหิวนมกระมังเจ้าคะ” อีอิ่มบอก อีเฟื้องรีบยกมือไหว้ท่วมหัว
       “บ่าวขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณมาลัย ช่วงนี้บ่าวมิค่อยสบาย เวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อคืนก็แทบจักมิได้นอนเลยเจ้าค่ะ” อีเฟื้องบอกตามจริง ช่วงนี้เธอรู้สึกร่างกายไม่ปกติ ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็เหนื่อยง่าย เพลียตลอดเวลา แต่ครั้นเมื่อหลับตานอนกลับเวียนหัวอยากจะอาเจียน จนสุดท้ายก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
       อีอิ่มหันไปจิกตาใส่ทาสรุ่นน้องแล้วบอก
       “เอ็งมิต้องมาอ้างเลยอีเฟื้อง เอ็งแอบหนีออกไปหาผู้ชายในตลาดใช่ไหมเล่า อย่านึกว่าข้ามิรู้ ทำเป็นจักไปซื้อข้าวของให้คุณรำเพย ที่แท้ก็แอบหนีไปเที่ยวสนุก” อีอิ่มคิดเองเออเองเสร็จสรรพ อีกฝ่ายเห็นว่าเถียงไปก็ไร้ประโยชน์จึงทำได้แค่เพียงตอบโต้ด้วยความเงียบ
       เพราะบางครั้งความเงียบก็ชนะทุกสิ่ง...
       “พอๆ พวกเอ็งหาได้ต้องเถียงกันไม่ คราวหลังอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกนะอีเฟื้อง เออ...แล้วแม่รำเพยไปไหนเสียเล่า เหตุใดจึงปล่อยลูกเต้าไว้กับบ่าว หากลูกหิวนมขึ้นมาจักทำเช่นไร” คุณมาลัยมองหน้าอีเฟื้องเป็นเชิงเอ่ยถาม เพราะเห็นว่าภายในห้องไม่มีร่างของคุณรำเพยอยู่ บ่าวรับใช้เมียรองอึกอัก ไม่กล้าสบตาคนถามจนอีอิ่มต้องตะคอกใส่
       “เอ้า! อีเฟื้อง เอ็งมิได้ยินที่คุณมาลัยถามหรืออย่างไร อีนี่สงสัยจักป่วยจริง”
       “คือ...เอ่อ...” อีเฟื้องยังอึกอักอย่างกลัวความผิดหากบอกความจริงให้คุณมาลัยฟัง ซึ่งคุณมาลัยเองก็ดูอาการของอีเฟื้องออกจึงพูดขึ้นดักเสียก่อน
       “บอกข้ามาเถิด ข้าสัญญาว่าจักมิบอกนายของเอ็งว่าเอ็งเป็นคนบอกข้า”
       “คือ...คุณรำเพยไปเที่ยวเล่นที่ตลาดเจ้าค่ะ”
       “เอ็งว่ากระไรนะอีเฟื้อง ? แม่รำเพยไปเที่ยวเล่นที่ตลาดทั้งที่ลูกยังอ่อนเช่นนี้น่ะหรือ!” คุณมาลัยเบิกตาโพลง แรกทีเดียวนึกโกรธเมียรองที่ทำเช่นนั้น แต่ความรู้สึกต่อมาคือปลงและคิดว่าหาใช่เรื่องของเธอไม่ ช่างเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งเสียเหลือเกิน เพราะถ้าว่ากันตามจริง คุณมาลัยมีความเวทนาและเอ็นดูตาเมืองอยู่ไม่ใช่น้อย หากแต่พยายามปรุงแต่งจิตให้ความเกลียดชังมาครอบงำ เพราะตาเมืองเป็นลูกของอีรำเพย หญิงคนที่เธอเกลียดเข้ากระดูกดำ!
       “ใจดำเหลือเกินนะเจ้าคะคุณมาลัย นี่คุณเมืองคงหิวนมกระมังเจ้าคะ ร้องไห้จ้าจนตัวสั่นตัวคลอนเลยเจ้าค่ะ โอ๋ๆ” อีอิ่มพยายามปลอบโยนเด็กน้อยแต่ไม่ได้ผล คุณมาลัยหันหลังกลับ คิดว่าจะไม่ยุ่งและปล่อยให้เด็กน้อยร้องไห้จนคอแตกตายไปเสีย คนเป็นแม่จะได้อกแตกตายไปด้วย แต่ครั้นพอคิดถึงว่าเลือดครึ่งหนึ่งในตัวของตาเมืองนั้นมีเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณหลวงวิศาลอยู่ เธอก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจึงหันกลับไปในห้องของคุณรำเพยอีกครั้งแล้วร้องบอกอีอิ่ม
       “อีอิ่ม เอ็งส่งตาเมืองมาให้ข้า”
       “เจ้าค่ะ” อีอิ่มรับคำแล้วค่อยๆ ส่งร่างของเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าให้กับเจ้านายอุ้ม น่าแปลกเสียเหลือเกิน เพียงแค่คุณมาลัยอุ้มคุณเมืองแล้วโยกแขนไปมาพลางร้องเพลงคลอเบาๆ เด็กน้อยที่ร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายนั้นกลับเงียบเสียงโดยพลัน ดวงตาที่กลมโตจ้องมองคุณมาลัยแล้วยิ้ม...เป็นยิ้มที่บริสุทธิ์เสียเหลือเกิน
       “ดูสิเจ้าคะคุณมาลัย คุณเมืองหยุดร้องไห้แล้วเจ้าค่ะ ซ้ำยังยิ้มยังหัวเราะอีกเจ้าค่ะ สงสัยคุณเมืองจักชอบคุณมาลัยนะเจ้าคะ” อีอิ่มเสนอหน้าบอก คุณมาลัยไม่พูดกระไร หากแต่ยิ้มเล็กยิ้มน้อย เล่นกับลูกศัตรูโดยลืมความบาดหมางไปเสียสนิท
       “ปล่อยลูกของอิฉันเดี๋ยวนี้นะเจ้าคะคุณพี่มาลัย” เสียงของคุณรำเพยดังขึ้นขัดจังหวะแห่งความสุขเพียงน้อยนิดของคุณมาลัย เจ้าหล่อนเดินตรงมาอุ้มคุณเมืองจากในอ้อมอกของเมียเอกออกอย่างไม่พอใจพลางเอ่ยถามเสียงแข็ง “คุณพี่มาลัยจักทำกระไรลูกของอิฉันเจ้าคะ ?”
       “ฉันจักไปทำกระไรลูกของหล่อนเล่า ฉันแยกแยะออกว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดมิควรทำ แม้ฉันจักเกลียดหล่อนเข้ากระดูกดำ แต่หาได้เกลียดลูกของหล่อนไม่ ฉันก็แค่เข้ามาดูว่าเหตุใดตาเมืองจึงร้องลั่นเรือนเช่นนี้ แล้วนี่หล่อนไปไหนมา เหตุใดจึงมิดูลูกดูเต้า ?” แม้จะรู้ความจริงจากอีเฟื้องว่าคุณรำเพยไปไหน แต่คุณมาลัยไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับบ่าว เธอจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เพื่อไม่ให้อีเฟื้องโดนลงโทษจากนายที่ใจไม้ไส้ระกำ
       “อิฉันก็...เดินยืนเส้นยืนสายอยู่แถวนี้นี่แหละเจ้าค่ะ หาได้ออกไปไหนไกลไม่” คุณรำเพยตอบพลางเหล่ตามองอีเฟื้อง อีกฝ่ายหลบตาเจ้านาย กลัวจะเผลอหลุกหลิกว่าเล่าความจริงให้คุณมาลัยฟังไปเสียแล้ว
       “ลูกหล่อนยังเล็กนัก มิควรทิ้งลูกเต้าไว้กับบ่าวแต่เพียงลำพัง นี่หากคุณหลวงรู้ว่าหล่อนทิ้งลูกให้ร้องไห้ลั่นเรือน คุณหลวงคงเล่นงานหล่อนเป็นแน่ ดูแลลูกของหล่อนอย่าให้คลาดสายตา เพราะบางทีหากฉันบ้าดีเดือดขึ้นมา ลูกของหล่อนอาจโดนหักคอเสียก็เป็นไปได้ อีอิ่ม...กลับห้อง”
       คุณมาลัยยิ้มมุมปากแล้วเดินออกจากห้องของคุณรำเพยโดยมีอีอิ่มตามไปติดๆ เมื่อถึงห้องของเธอ คุณมาลัยก็ทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้หน้าคันฉ่อง แอบยิ้มเล็กๆ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ได้อุ้มตาเมืองแนบอก สิ่งที่เธอพูดกับคุณรำเพยว่าจะหักคอตาเมืองนั้น หาได้มาจากใจไม่ หากแต่เป็นการขู่ให้ผู้เป็นแม่ไม่ทิ้งลูกน้อยไปไหนอีกต่างหาก
       ตาเมืองเอ๋ย...เหตุใดเจ้าจึงน่าเกลียดน่าชังเช่นนี้หนอ
       ผู้ไม่ได้ให้กำเนิดเกิดตกหลุมรักลูกศัตรูเสียแล้ว
 
       คุณหลวงวิศาลสั่งเสียเมียรักทั้งสองให้เกื้อหนุนจุนเจือกันในยามที่เขาต้องออกไปว่าราชการต่างบ้านต่างเมืองนานๆ ทั้งคุณมาลัยและคุณรำเพยต่างรับปากคุณหลวงวิศาลทั้งที่ต่างก็ซ่อนมีดดาบไว้ทางด้านหลัง รออีกฝ่ายพลาดพลั้งก็พร้อมจะฟันร่างขาดทันที!
       คืนนี้อากาศร้อนอบอ้าวนัก คุณมาลัยนอนพลิกตัวไปพลิกตัวมาแต่ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ผิดกับอีอิ่มบ่าวคนสนิทที่นอนกรนอย่างสบายอุราไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใด
       คุณมาลัยตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างออกเพื่อรับลม แต่แล้วเจ้าหล่อนก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ ของคนสองคนวิ่งออกมาจากทางด้านหนึ่งของสวน คุณมาลัยพยายามเพ่งมองฝ่าความมืด แต่ไม่อาจเห็นว่าเป็นผู้ใด เพียงอึดใจคนทั้งคู่ก็แยกออกจากกัน ร่างของคนหนึ่งวิ่งมาทางเรือนใหญ่ แสงจันทร์วันเพ็ญช่วยทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นชัดขึ้น และคนที่คุณมาลัยเห็นว่าวิ่งกลับมาทางเรือนใหญ่นั้นหาใช่คนอื่นคนไกลไม่...อีรำเพย!
       อีรำเพยลงไปหาใครดึกๆ ดื่นๆ กันเล่า ?
       ไม่รอให้คาใจ คุณมาลัยรีบเปิดประตูห้องออกไป เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายก้าวขึ้นมาบนเรือน เมื่อคุณรำเพยเห็นคุณมาลัยก็ชะงัก กลับตัวหนีก็ไม่ทันการเสียแล้ว จำใจต้องเผชิญหน้าแล้วทำตัวให้เป็นปกติไม่มีพิรุธอันใด
       “อ้าว...คุณพี่มาลัยยังมิหลับมินอนอีกหรือเจ้าคะ ?” คุณรำเพยแสร้งเอ่ยทัก
       “หากฉันนอนแล้วหล่อนคงมิเห็นฉันยืนอยู่ตรงนี้เสียกระมัง” คุณมาลัยย้อน ก่อนจะเริ่มถามอีกฝ่ายอย่างจับผิด “หล่อนเล่า เหตุใดดึกดื่นค่อนคืนป่านนี้ยังมิหลับมินอน แล้วนี่ลงไปไหนมา ?”
       “เอ่อ...คืนนี้อากาศร้อนนัก อิฉันนอนมิใคร่จักหลับ เลยออกไปเดินเล่นที่สวนมาเจ้าค่ะ” เจ้าหล่อนโป้ปด คุณมาลัยได้ยินเช่นนั้นเลยสวนขึ้นทันควัน
       “เดินเล่นที่สวนอย่างนั้นรึ หล่อนไปกับใคร ?”
       “คุณพี่มาลัยก็ถามแปลก เห็นอิฉันขึ้นเรือนมาคนเดียวก็แปลว่าไปคนเดียว หาได้มีผู้ใดไปด้วยไม่เจ้าค่ะ” คุณรำเพยเหมือนขำขันในสิ่งที่เมียเอกถาม แต่ใจสั่นระรัวกลัวถูกจับได้ เมียรองตั้งท่าจะเดินเลี่ยงกลับไปยังห้องของตัวเองแต่คุณมาลัยเรียกไว้เสียก่อน
       “แต่ฉันเหมือนเห็นหล่อนอยู่กับผู้ใดในสวน!” คำพูดของคุณมาลัยทำเอาคุณรำเพยชะงัก โลกสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ก่อนที่เจ้าหล่อนจะพยายามตั้งหลักไม่ให้ออกอาการหลุกหลิกจนน่าสงสัย
       “ผู้ใดกันหรือเจ้าคะ ? อิฉันลงไปคนเดียว เดินคนเดียว หาได้เดินกับผู้ใดไม่ มืดค่ำแล้ว คุณพี่มาลัยเองก็เริ่มมีอายุอานาม สายตาอาจจักฝ้าฟางจนเห็นเงาต้นไม้เป็นผู้ใดเสียกระมัง ดึกแล้ว อิฉันเริ่มจักง่วงนอนแล้วเจ้าค่ะ ถ้ามิมีอันใดแล้ว อิฉันขอตัวไปนอนก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบคุณรำเพยก็รีบเดินกลับเข้าไปในห้อง หลบสายตาของคุณมาลัยที่จ้องเขม็งอย่างไม่ไว้ใจเมียรองเลยสักนิด
เธอไม่ได้สายตาฝ้าฟาง...สิ่งที่เธอเห็นเป็นเรื่องจริง
       อีรำเพยลงไปพบผู้ใดกันเล่ากลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ หรือมันจักคบชู้สู่ชาย!
       ครั้นเมื่อคิดจะด่าว่าอีกฝ่ายว่าไม่รักดี ทำตัวอัปรีย์จัญไร ก็คล้ายกับคุณมาลัยกำลังยืนส่องกระจกดูเงาของตัวเองอยู่อย่างไรอย่างนั้น เธอคิดจะด่าคุณรำเพยเช่นไร ก็ไม่ต่างจากเธอกำลังชี้หน้าด่าตัวเองเหมือนกัน
       เพราะเธอเองก็มีชู้...ชู้กับไอ้เดช!
 
       เสียงดังปึงปังในยามวิกาลนั้นทำให้คุณมาลัยที่กำลังนอนพักกายาถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนก เสียงคล้ายกับมีบางสิ่งกำลังกลิ้งตกบันไดเรือน จากนั้นยินเพียงเสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่วิ่งเหยียบใบไม้แห้งดังสวบสาบก่อนจะเงียบหายไป หญิงผู้เป็นใหญ่ของเรือนรีบร้องเรียกอีอิ่ม บ่าวรับใช้ที่นอนเป็นเพื่อนนายอยู่ข้างเตียงอย่างร้อนใจ
       “อีอิ่ม...อีอิ่ม!”
       “มีกระไรหรือเจ้าคะคุณมาลัย ?” บ่าวคนสนิทรีบลุกขึ้นแล้วเอ่ยถามด้วยความตระหนกที่ถูกปลุกขึ้นกลางดึก
       “ข้าได้ยินเสียงปึงปังที่บันไดหน้าเรือน โจรผู้ร้ายจักขึ้นเรือนมาหรือไม่ ใจคอข้ามิสู้ดีนัก เอ็งออกไปดูเสียหน่อยว่าเกิดกระไรขึ้น” คุณมาลัยเอ่ยปากสั่ง ทาสรับใช้พยักหน้ารับก่อนจะกุลีกุจอลุกขึ้นไปหยุดยืนที่หน้าประตู เอาหูแนบลงไปหมายจะฟังเสียงที่เจ้านายบอก แต่หาได้ยินเสียงอันใดไม่ ยินเพียงเสียงความเงียบและหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงมในค่ำคืนที่ฉ่ำชื่นไปด้วยหยาดฝนที่โปรยมาตั้งแต่เมื่อหัวค่ำ
       “หาได้ยินเสียงอันใดไม่เลยเจ้าค่ะ ข้าทาสก็มีมากมาย คงมิมีผู้ใดกล้าขึ้นมาขโมยของบนเรือนหรอกเจ้าค่ะคุณมาลัย หากมีขโมยขึ้นเรือนจริง ป่านนี้คุณรำเพยคงร้องแรกแหกกระเชอจนเรือนแตกแล้วละเจ้าค่ะ” อีอิ่มพูดให้ผู้เป็นนายสบายใจ หากแต่อีกฝ่ายหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ใจของคุณมาลัยเต้นแรงเสียจนรู้สึกถึงความไม่ปกติ ลางสังหรณ์บางอย่างเหมือนจะบอกว่ากำลังเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นภายในเรือนเป็นแน่
       “ถึงกระนั้นก็เถอะ ยามที่คุณหลวงมิอยู่บนเรือน ข้าก็มิอาจวางใจอันใดได้ เอ็งออกไปดูเสียหน่อยเผื่อมีกระไรเกิดขึ้นจักได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน” คุณมาลัยเอามือทาบหน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจที่เต้นรัว เหงื่อไหลโซมกายในวันที่อากาศเย็นสบาย ทว่ากลับรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้องแบบที่ควรจะเป็น
       “ได้เจ้าค่ะ บ่าวจักออกไปดูให้เห็นกับตา คุณมาลัยจักได้สบายใจนะเจ้าคะ” อีอิ่มบอก ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนของเจ้านายแล้วเดินออกไปในความมืด โดยที่คุณมาลัยนั่งชะเง้อรอให้บ่าวคนสนิทกลับมารายงาน เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงหวีดร้องของอีอิ่มก็ทำเอาคนเป็นนายสะดุ้งเฮือก รีบลุกออกจากเตียงตรงไปยังประตูห้อง ทว่ายังไม่กล้าก้าวเท้าออกไป เพราะหากเป็นโจรผู้ร้ายจะได้หลบในห้องได้ทัน
       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...!!!”
       “อีอิ่ม! เกิดกระไรขึ้น ? อีอิ่ม...อีอิ่ม!” คุณมาลัยตะโกนถามออกไปในความมืด ยินเสียงวิ่งตึงตังของบ่าวคนสนิทที่ล้มลุกคลุกคลานมายังห้องของผู้เป็นนายก่อนจะละล่ำละลักบอก
       “คุณมาลัยเจ้าคะ คุณมาลัย...”
       “มีกระไร เอ็งร้องโวยวายทำไมเล่า มีใครเป็นกระไรหรือ ?” คุณมาลัยถามอย่างร้อนใจ
       “คุณหลวงเจ้าค่ะ คุณหลวงตกบันได!”
       “คุณหลวง!” คุณมาลัยเบิกตาโพลง รีบวิ่งข้ามธรณีประตูตรงไปยังบันไดขึ้นเรือน สิ่งที่พบคือร่างของคุณหลวงวิศาลผู้เป็นสามีนอนอยู่ที่ตีนบันไดอย่างไร้สติ คนเป็นเมียรีบวิ่งลงไปประคองร่างของคุณหลวงวิศาลแล้วร้องตะโกนลั่นเรือน
       “ช่วยด้วย! ใครอยู่แถวนี้ช่วยคุณหลวงที อีอิ่ม...อีอิ่ม เอ็งให้ไอ้ก่ำพายเรือไปตามหมอมาเร็ว!” คุณมาลัยเอ่ยปากสั่งบ่าวคนสนิทที่ยืนตัวแข็งอยู่บนบันไดเรือน อีกฝ่ายรีบพยักหน้ารับ หันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะไปทางใดในเวลานี้
       “เจ้าค่ะๆ คุณมาลัย” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็รีบวิ่งไปทางเรือนทาสแล้วร้องแรกแหกกระเชอจนดังลั่น ขณะที่คุณมาลัยเขย่าตัวคุณหลวงวิศาลแล้วพยายามร้องเรียกสติ แต่อีกฝ่ายยังแน่นิ่งราวกับคนตาย!
       “คุณหลวง...คุณหลวงเจ้าคะ คุณหลวงอย่าเป็นกระไรนะเจ้าคะ อีกประเดี๋ยวหมอก็จักมาแล้ว
       “โอ๊ย...มีกระไรกันเล่าเจ้าคะคุณพี่มาลัย ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดต้องร้องเสียงดังลั่นเรือนด้วย” เสียงของคุณรำเพยเอ่ยถาม เมียรองเดินกระพือพัดมาอย่างหงุดหงิด ครั้นเมื่อเห็นว่าร่างของสามีนอนอยู่ที่ตีนบันไดก็เข่าอ่อนจนแทบทรุดลงพื้น ก่อนจะรีบตั้งสติแล้ววิ่งลงไปแย่งประคองร่างของคุณหลวงวิศาล ทำราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชายผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว “คุณพี่มาลัย เกิดกระไรขึ้นเจ้าคะ เหตุใดคุณหลวงจึงตกบันไดเรือนได้ ?”
       พลันสายตาของคุณมาลัยเหลือบไปเห็นเท้าของภรรยารองเปื้อนไปด้วยดินโคลนทั้งที่เดินลงมาจากเรือน ความผิดปกติเอ่ยร้องทักเมียเอกทันที แต่กระนั้นหากกระโตกกระตากโดยไม่มีหลักฐานอื่นใดก็หาใช่สิ่งที่ควรทำให้ข้าทาสมันนินทาเอาได้ 
       “หล่อนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหลวงตกบันไดเรือน”
       “เอ๊ะ...คุณพี่มาลัย ก็เห็นอยู่ว่าคุณหลวงนอนอยู่ที่ตีนบันได ก็ต้องตกบันไดเรือนสิเจ้าคะ” คุณรำเพยมองภรรยาเอกอย่างไม่พอใจในคำถาม
       “อย่าให้ฉันรู้ว่าที่คุณหลวงตกบันไดเรือนมีเงื่อนงำอย่างอื่น หากฉันรู้ว่าไอ้อีตัวไหนทำคุณหลวง ฉันจักมิยอมให้มันเหยียบเรือนได้อีกเป็นแน่” สายตาที่คุณมาลัยมองคุณรำเพยนั้นเต็มไปด้วยความแคลงใจ ในขณะที่อีกฝ่ายหลบตาแล้วร่ำไห้อย่างน่าเวทนา ซึ่งดูก็รู้ว่า...ตอแหล!
       “โธ่...คุณหลวงเจ้าคะ กลับมาจากว่าราชการดึกดื่นคงก้าวพลาดตกบันไดเรือนเสียกระมัง คุณหลวงอย่าเพิ่งเป็นกระไรไปนะเจ้าคะ ถ้าคุณหลวงเป็นกระไรไป อิฉันกับลูกจักอยู่อย่างไรเล่า”
       “แม่รำเพย หล่อนพูดกระไรของหล่อน เหตุใดมาแช่งคุณหลวงเยี่ยงนี้!” คุณมาลัยขึ้นเสียงไม่พอใจ อีกฝ่ายหันมามองแล้วแสยะยิ้ม
       “เรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์นะเจ้าคะคุณพี่มาลัย คนเราหาได้รู้ไม่ว่าจักจากไปเมื่อใด อย่างคุณพี่มาลัย วันดีคืนดีอาจนอนหลับตายไปเสียเฉยๆ ก็ได้นะเจ้าคะ”
       “คนที่จักตายก่อนใครเห็นทีคงเป็นหล่อนเสียกระมัง ทำสิ่งใดไว้อย่าคิดว่ามิมีผู้ใดรู้ หากฉันหาหลักฐานได้ หล่อนจักมิมีทางได้เหยียบเรือนแห่งนี้อีกเป็นแน่!” คุณมาลัยแผดเสียงใส่ ซึ่งหาได้ทำให้คุณรำเพยเกรงกลัวไม่ เจ้าหล่อนยักไหล่เบาๆ แล้วตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเหนือกว่าในสายตาและท่าทาง
       “อิฉันเกรงว่าคนที่จักมิได้เหยียบเรือนแห่งนี้อีก เห็นทีคงเป็นคนใกล้ๆ แถวนี้กระมังเจ้าคะ”
       “หล่อนหมายความว่าอย่างไร ?”
       “ก็หมายความอย่างที่อิฉันพูดนั่นแหละเจ้าค่ะ อีกมินานนักดอก คนที่ได้ครองเรือนของคุณหลวงจักต้องเป็นตาเมืองของอิฉัน และเมื่อถึงวันนั้น ผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องก็จักต้องถูกเฉดหัวออกจากเรือน รออีกประเดี๋ยวเถิดเจ้าค่ะ คุณพี่มาลัยก็คงได้รู้คำตอบว่าผู้ใดกันจักต้องระเห็จไปจากเรือนแห่งนี้กันแน่!” คุณรำเพยจ้องหน้าคุณมาลัยอย่างต้องการจะสื่อคำตอบที่อีกฝ่ายถาม ซึ่งคุณมาลัยก็ไม่ได้โง่จนเดาไม่ออก
       แล้วเราจะได้รู้กัน...ระหว่าง ‘เมียเอก’ ที่ผู้คนนับหน้าถือตากับ ‘เมียรอง’ ที่ถูกยกให้จากเจ้านายทางทิศอุดร...ใครจะเหนือกว่ากัน!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น