อัปเดตล่าสุด 2018-08-03 12:49:09

ตอนที่ 8 เมื่อดอกงิ้วบานพร้อมการตั้งครรภ์ของคุณรำเพย!

 

       ต้นงิ้วที่บัดนี้เติบโตจนสูงท่วมหัวคุณหลวงวิศาล มันยืนสงบนิ่งราวกับกำลังเคารพเจ้าของบ้าน คุณหลวงวิศาลมองมันแล้วครุ่นคิด เหตุใดมันจึงมาขึ้นที่เรือนได้ หรือจะมีใครแอบเอามาปลูกก็ไม่น่าจะเป็นไปได้
       “ไอ้เดช เอ็งเคยเห็นต้นงิ้วต้นนี้มาก่อนหรือไม่ ?” ผู้เป็นนายหันไปเอ่ยถามบ่าวชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกาย
       “เห็นมาสักพักแล้วขอรับ บ่าวเคยเรียนคุณหลวงแล้ว แต่คุณหลวงบอกว่าจักมาจัดการเอง ก่อนที่คุณหลวงจักไปว่าราชการทางเหนือเมื่อหลายเดือนก่อนขอรับ บ่าวมิกล้าโค่นมันเพราะคุณหลวงหาได้สั่งไว้ไม่ บ่าวจึงปล่อยให้มันโตจนคุณมาลัยมาพบเมื่อบ่ายนี้ขอครับ” ไอ้เดชบอกตามความเป็นจริง คุณหลวงวิศาลทบทวนแล้วจึงค่อยนึกออก...จริงอย่างที่ไอ้เดชว่า มันเคยมาบอกว่าพบต้นงิ้วกำลังขึ้นที่ข้างเรือน แต่เพลานั้นเขากำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัวไปว่าราชการทางเหนือจึงไม่ได้สนใจ คิดว่ากลับมาจะถอนมันเองก็ลืมเสียสนิท จนเวลาล่วงเลย ต้นงิ้วเติบโตจนยากที่จะใช้คำว่า ‘ถอน’ หากแต่ต้อง ‘โค่น’ มันทิ้งลงต่างหาก
       “โตขนาดนี้แล้ว จักโค่นมันทิ้งเสียก็สงสาร” คุณหลวงวิศาลมองต้นงิ้วราวกับมันมีชีวิตจิตใจ อย่างที่บอก คุณหลวงวิศาลรักและซาบซึ้งในบุญคุณของต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นภายในเขตเรือน ต้นไหนเติบโตให้ดอกผลก็ถือว่ามีบุญคุณต่อกัน หากต้นใดแห้งตายก็ถือว่าหมดสิ้นบุญกรรม แล้วนี่ต้นงิ้วเติบใหญ่เริ่มผลิใบแล้ว หากจะโค่นไปก็เหมือนทำลายหนึ่งชีวิตที่อยู่ภายในเขตเรือน ช่างทำใจลำบากเสียเหลือเกิน
       “หาได้ต้องสงสารไม่เจ้าค่ะคุณหลวง หากปล่อยให้มันโตกว่านี้ มันอาจจักนำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่เรือนของเราก็เป็นไปได้นะเจ้าคะ คิดเสียว่าตัดไฟเสียแต่ต้นลม เพื่อความสบายใจของคนในเรือนเจ้าค่ะ” 
       คุณมาลัยส่งเสริมให้ผู้เป็นสามีสั่งโค่นต้นงิ้วเสีย คุณรำเพยเห็นเช่นนั้นก็รีบขัด อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เป็นทุกข์เป็นร้อนหรอกว่าต้นงิ้วจะอยู่หรือไป แต่อยากจะลองทัดทานอำนาจของเมียเอกบนเรือนเสียหน่อย และหากทัดทานจนถึงขั้นผู้เป็นสามีไม่ยอมตัดต้นงิ้วแล้วปล่อยให้มันเติบโตอยู่เช่นนั้น ก็จะยิ่งเป็นหนามแทงใจเมียเอกว่าสิ่งนี้นี่เล่าเป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกว่าหาใช่ทุกสิ่งที่คุณมาลัยคิดว่าถูกว่าควร แล้วคุณหลวงวิศาลจะต้องเห็นดีเห็นงามด้วยไปเสียทุกสิ่ง ที่สำคัญคุณมาลัยและพวกข้าทาสจะได้รู้ว่าเธอมีสิทธิ์มีเสียงในเรือนแห่งนี้ มิใช่คนใบ้ที่พูดอะไรก็หาได้มีใครฟัง!
       “แต่อิฉันว่ามิต้องโค่นมันดอกเจ้าค่ะคุณหลวง ทางเหนือแถวบ้านของอิฉันปลูกกันดาษดื่น หาได้เกิดอาเพศหรือภัยอันใดไม่ ตรงกันข้าม ต้นงิ้วนี้มีประโยชน์มากมายเลยนะเจ้าคะ คนเหนือเอาดอกงิ้วไปตากแห้งแล้วนำมาใช้ทำแกงแค ทำน้ำเงี้ยวก็ได้เจ้าค่ะ ซ้ำยังใช้เป็นยาได้ด้วยนะเจ้าคะ ตอนอิฉันยังเล็ก ท่านพ่อใช้เปลือกของต้นงิ้วมารักษาอาการท้องเดิน ดอกของมันยังช่วยห้ามเลือด รักษาแผล ฝีหนอง ดีกว่ายาฝรั่งที่แพงแสนแพงอีกนะเจ้าคะ ปล่อยให้มันเติบโตไปเถิดเจ้าค่ะ ในเมื่อมันขึ้นมาแล้ว นั่นหมายความว่าได้ทำบุญกรรมร่วมกันมา สิ่งหนึ่งที่อิฉันเชื่อมากกว่าเรื่องโชคลาง นั่นคือสิ่งดีงามหรือเลวร้ายนั้นก็ขึ้นอยู่ที่ตัวคนทำ หาใช่เรื่องของผลหมากรากไม้ คุณหลวงว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ? ” ปากเอ่ยถามคุณหลวงวิศาล แต่สายตากลับมองไปที่คุณมาลัยอย่างเย้ยหยัน คุณหลวงวิศาลนิ่งใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้ามองต้นงิ้วอย่างตัดสินใจ
       โค่น...ไม่โค่น...โค่น...ไม่โค่น ?
       “ในเมื่อมันมาขึ้นในเขตเรือนของข้า ข้าถือว่ามันมาขอพึ่งใบบุญ จักปล่อยให้มันโตต่อไป จริงอย่างที่แม่รำเพยว่า จักดีจักชั่วอยู่ที่ตัวทำ หาได้เกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าไม่...ไอ้เดช เอ็งรดน้ำพรวนดินให้มันเช่นเดียวกับต้นไม้ต้นอื่นในสวน บัดนี้มันคือต้นไม้ในสวนข้าแล้ว” คุณหลวงวิศาลประกาศให้ข้าทาสที่อยู่บริเวณนั้นรับรู้ ก่อนจะหันมาพูดกับเมียเอกและเมียรองที่อยู่ข้างกาย
       “ส่วนแม่มาลัยกับแม่รำเพยก็หยุดพิพาทกันเรื่องต้นงิ้วเสียที เอาเป็นว่าพี่ตัดสินแล้วก็ให้เป็นไปตามนั้น อย่าให้พี่เห็นเมียทั้งสองของพี่ต้องมาตบตีให้เป็นขี้ปากข้าทาสมันอีก หากพี่เห็นหรือมีผู้ใดมาบอกว่าแม่มาลัยกับแม่รำเพยลงไม้ลงมือกันอีกเพียงครั้ง พี่จักทำโทษทั้งสองคน เข้าใจใช่หรือไม่ ?” คุณหลวงวิศาลร่ายยาว คุณมาลัยกำมือแน่นอย่างแค้นใจที่พ่ายแพ้ต่อเมียรอง ในขณะที่คุณรำเพยยักไหล่ใส่คุณมาลัยแล้วแอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
       “เจ้าค่ะคุณหลวง” คุณมาลัยรับคำ
       “เจ้าค่ะคุณหลวง ถือว่าเป็นบุญของต้นงิ้วมันนะเจ้าคะที่ได้เติบโตต่อไป ไว้มันออกดอกเมื่อไหร่อิฉันจักเอามาทำน้ำเงี้ยวที่คุณหลวงชอบขึ้นโต๊ะให้นะเจ้าคะ อ้อ...ดอกของมันนำมาลวกกินกับน้ำพริกก็อร่อยนัก แหม...อิฉันอยากให้มันออกดอกเร็วๆ เสียจริง” คุณรำเพยจีบปากจีบคอพูด ขณะที่คุณหลวงหาได้ว่ากระไรไม่ หากแต่พยักหน้ารับแล้วเดินอ้อมกลับขึ้นไปบนเรือน ทิ้งให้เมียทั้งสองอยู่ประจันหน้ากันต่อไป “เห็นทีอิฉันจักต้องมารดน้ำให้ต้นงิ้วต้นนี้ทุกวันเสียกระมัง เอาไว้มันออกดอกเมื่อไหร่ อิฉันจักทำน้ำเงี้ยวเผื่อคุณพี่มาลัยนะเจ้าคะ” 
       คุณรำเพยหัวเราะเสียแหลมอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะกระพือพัดในมือยั่วโทสะคุณมาลัยแล้วเดินขึ้นเรือนตามคุณหลวงวิศาลไป คุณมาลัยยืนนิ่ง สายตาโกรธเกรี้ยวจนอยากจะฉีกเลือดฉีกเนื้อของคุณรำเพยเป็นชิ้นๆ ยังนึกโกรธสามีที่เลือกจะรักษาต้นงิ้วไว้ทั้งที่รู้ว่าเป็นไม้อัปมงคล แต่นั่นไม่เจ็บใจเท่ากับการถูกคุณรำเพยเย้ยหยันในฐานะคนแพ้
       อีรำเพย...สักวันมึงกับกูต้องมีคนเป็นฝ่ายไป!
 
       เป็นวันแรกที่คุณมาลัยเห็นดอกงิ้วสีแดงผลิดอกออกบนต้นงิ้วที่สูงใหญ่ ใจคอของเธอไม่สู้จะดีนัก ดอกของมันเป็นสีแดง...แดงเหมือนสีเลือด ครั้นเมื่อมันผลิดอกทั้งต้นนั้นราวกับว่าต้นงิ้วกำลังถูกอาบไปด้วยเลือดของมนุษย์ ทุกครั้งที่เธอเดินผ่าน นึกอยากจะฟันมันทิ้งเสียวันละหลายหน ทว่าไม่อาจทำได้ ได้แต่สาปแช่งให้มันล้มตาย...ตายทั้งต้นงิ้ว และตายทั้งคนที่สนับสนุนให้ปลูกต้นงิ้ว!
       แต่ดูเหมือนคำสาปแช่งของคุณมาลัยจะไม่ได้ผล ตรงกันข้าม มันเหมือนกับเป็นคำอวยพรให้คุณรำเพย
       เพราะเมื่อต้นงิ้วออกดอก...คุณรำเพยก็ตั้งครรภ์ลูกคนแรกให้กับคุณหลวงวิศาล!
 
       อีเฟื้องยกสำรับกับข้าวกับปลามาจากเรือนครัวแล้วส่งให้อีอิ่มเป็นคนนำไปขึ้นโต๊ะที่ศาลากลางเรือนอย่างที่เคยทำเช่นทุกวัน ซึ่งคุณหลวงวิศาล คุณมาลัย และคุณรำเพยต่างนั่งประจำที่ของตน บ่าวคนสนิทของคุณมาลัยยกชุดน้ำพริกกะปิของโปรดคุณหลวงวิศาลขึ้นวางบนโต๊ะ ยังไม่ทันจะได้หันไปรับแกงเผ็ดจากอีเฟื้อง คุณรำเพยก็ร้องโวยวายขึ้นจนคุณหลวงวิศาลกับคุณมาลัยต้องหันมองด้วยความแปลกใจ
       “นี่เอ็งเอากระไรมาขึ้นโต๊ะ เหม็นจนข้าอยากจักสำรอก” คุณรำเพยทำหน้าเหยเก เอามือปิดจมูกของตัวเองพลางทำท่าพะอืดพะอมเหลือคณา
       “ก็น้ำพริกกะปิ ให้บ่าวในครัวตำออกจักบ่อย หล่อนเองก็เห็นกินเอากินเอา เหตุใดวันนี้จึงทำทีท่ารังเกียจ ?” คุณมาลัยเอ่ยถามอย่างตั้งแง่ คิดว่าอีกฝ่ายเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นสามี
       “มันเหม็นเจ้าค่ะ เหม็นเหลือเกิน” ไม่พูดเปล่า คุณรำเพยทำท่าเหมือนจะอาเจียนเอาเสียตรงนั้น ดีที่รีบวิ่งไปยังชานเรือนแล้วสำรอกออกไปทางด้านล่างโดยมีอีเฟื้องคอยไปลูบหลังให้ คุณหลวงวิศาลถึงกับหยุดความอยากอาหารแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นกระไรเล่าแม่รำเพย มิสบายไปหรือ ?”
       “คุณรำเพยอาเจียนเช่นนี้มาสองสามวันแล้วเจ้าค่ะ” อีเฟื้องบอกพลางลูบหลังผู้เป็นนายที่อาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย คุณมาลัยแอบยิ้มแล้วพูดพึมพำกับอีอิ่ม
       “ป่วยนักก็ไปเอาต้นงิ้วมาทำยากินเสียสิ!”
       “แม่มาลัยว่ากระไรนะ ?” คุณหลวงวิศาลหันมาถามเพราะได้ยินไม่ถนัด คุณมาลัยรีบปฏิเสธ
       “เปล่าเจ้าค่ะ อิฉันแค่เป็นห่วงแม่รำเพยว่าจักเป็นกระไรมากหรือไม่ ดูสิเจ้าคะ อาเจียนหนักหนาเหลือเกิน” น้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเต็มไปด้วยคำสาปแช่งในใจ...สำรอกให้ตับไตไส้พุงออกมาจากร่างของหล่อนจนขาดใจตายไปเลยเสียก็ยิ่งดี!
       “ไอ้ก่ำ...ไอ้ก่ำ เอ็งรีบพายเรือไปตามหมอมาดูแม่รำเพยที”
       “ขอรับคุณท่าน” ไอ้ก่ำรับคำ ก่อนจะรีบวิ่งลงจากเรือนไป คุณหลวงวิศาลลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินตรงไปลูบหัวลูบหลังเมียรองแทนอีเฟื้องอย่างเป็นห่วง ท่ามกลางสายตาริษยาของเมียเอกที่คงทำได้เพียงแค่มอง...เท่านั้น
 
       คุณหลวงวิศาลเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่หน้าห้องของคุณรำเพยขณะที่รอหมอซึ่งเข้าไปตรวจอาการของเมียรองได้สักพักใหญ่ ผิดกับคุณมาลัยที่นั่งเด็ดขั้วดอกรักสำหรับนำไปร้อยมาลัยถวายพระวันพรุ่งนี้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว...จะว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียทีเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะในใจของเมียเอกได้แต่ภาวนาขอให้หมอที่เข้าไปตรวจคุณรำเพยนั้นนำข่าวร้ายมาบอกหลังจากเปิดบานประตูห้องว่าคุณรำเพยป่วยเป็นโรคร้ายและจะตายในไม่ช้า หากเป็นเช่นนั้นจริงเธอจะทำบุญเจ็ดวัดเจ็ดวาเพื่อแสดงความยินดีให้ตัวกาลกิณีที่เข้ามาอยู่บนเรือน…ที่กำลังจะตาย!
       “หมอออกมาแล้วขอรับคุณท่าน” ไอ้ก่ำร้องขึ้นทันทีที่บานประตูห้องเปิดออก คุณหลวงวิศาลรีบตรงดิ่งเข้าไปหาหมอแล้วเอ่ยถามอาการของคุณรำเพยอย่างร้อนใจ
       “เป็นเช่นไรบ้างหมอ แม่รำเพยป่วยเป็นกระไรรึ ?”
       “คุณรำเพยหาได้เจ็บป่วยไม่ขอรับ” หมอหนุ่มบอก สีหน้าอมยิ้มจนอีกฝ่ายทำหน้าฉงน
       “มิเจ็บป่วยได้กระไรเล่า ก็เห็นอยู่ว่าอาเจียนเอาอาเจียนเอา” คุณหลวงวิศาลเอ่ยถามพลางย้ำอาการของเมียรองให้ผู้รักษาฟังอีกครั้ง
       “ที่กระผมว่ามิได้เจ็บป่วยนั้นคือเรื่องจริงขอรับ แต่ที่คุณรำเพยเธออาเจียนเพราะเธอ...ตั้งท้องขอรับ” สิ้นเสียงของผู้ตรวจเมียรอง คุณหลวงวิศาลยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะร้องลั่นด้วยความปีติยินดีเสียเหลือเกินที่เขากำลังจะได้ทายาทสืบสกุลคนแรกหลังจากรอคอยมาแสนนาน
       “จริงหรือหมอ ? แม่รำเพยกำลังจักมีลูกให้ฉันอย่างนั้นรึ ?” คุณหลวงวิศาลเขย่าตัวหมอจนร่างของอีกฝ่ายหัวสั่นหัวคลอน
       “จริงขอรับ น่าจักตั้งท้องได้สองสามเดือนแล้วขอรับ”
       “แม่รำเพยมีลูกให้ฉันแล้ว! แม่รำเพยมีลูกให้ฉันแล้ว!” คุณหลวงวิศาลปล่อยมือออกจากร่างของหมอ แล้วรีบเข้าไปในห้องของคุณรำเพยด้วยความดีใจอย่างเป็นที่สุด
       ตรงกันข้าม...
       โลกทั้งใบของคุณมาลัยคล้ายพังพินาศลงตรงหน้า มือที่กำลังเด็ดขั้วดอกรักนั้นหมดแรงเอาเสียดื้อๆ ดอกรักในมือร่วงลงบนพาน รู้สึกร่างกายร้อนผ่าวทั้งที่มีสายลมเย็นโชยพัด มือข้างหนึ่งกำดอกรักที่เด็ดขั้วแล้วขึ้นมาขยำอย่างไม่รู้ตัว
       เธอแพ้...เธอแพ้อีรำเพยอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่แพ้แค่เรื่องอาหาร เรื่องต้นไม้ หรือเรื่องแย่งให้สามีไปหลับนอนในห้อง
       แต่เธอแพ้...แพ้เรื่องมีลูก!
       คุณมาลัยปัดพานใส่ดอกรักจนล้มคว่ำ อีอิ่มสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจก่อนรีบตามเก็บโดยไม่พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าเวลานี้คือเวลาที่คุณมาลัยกำลังเสียใจและเจ็บใจอย่างเป็นที่สุด เจ็บยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าคุณหลวงวิศาลจะมีเมียรองเสียด้วยซ้ำ
       ลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามาในเรือน
       มันหาได้มาแต่สายลมไม่...
       มันกลับพัดเอา ‘ดอกงิ้ว’ สีแดงเลือดมาหล่นตรงตักของคุณมาลัย เหมือนจะเป็นคำเย้ยหยันว่ามันออกดอกพร้อมกับการตั้งท้องของคุณรำเพย คนที่ให้โอกาสมันชูช่อออกดอกภายในเรือนแห่งนี้
       เธอเกลียดต้นงิ้ว
       เธอเกลียดอีรำเพย!
 
       เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายเสียเหลือเกินสำหรับคุณมาลัย...
       คุณหลวงวิศาลไม่เข้ามานอนในห้องหับหลายต่อหลายคืน ซ้ำยังเอาอกเอาใจคุณรำเพยอย่างออกหน้าออกตาจนแทบจะลืมว่าบนเรือนแห่งนี้มีเธออยู่อีกคนเสียแล้วกระมัง คุณมาลัยได้แต่เก็บความรู้สึกมาน้อยอกน้อยใจจนกลับกลายเป็นความเกลียดชังคุณรำเพยเป็นเท่าทวีคูณ อยากจะฆ่ามันเสียให้รู้แล้วรู้รอด มันมาแย่งทุกอย่างในชีวิตของเธอไป!
       เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขณะที่คุณมาลัยนั่งหวีผมของตัวเองอยู่หน้าคันฉ่อง เธอนั่งนิ่งอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ปล่อยให้เสียงเคาะประตูห้องดังอยู่เช่นนั้นหลายต่อหลายครั้ง เพราะคิดว่าคงเป็นอีอิ่มซึ่งจะมานอนเป็นเพื่อนอย่างที่เคยทำ แต่เมื่อได้ยินเสียงคนที่ร้องเรียกอยู่หน้าประตู คุณมาลัยก็ถึงกับเบิกตาโพลง รีบหยิบน้ำอบน้ำปรุงมาประพรมที่ร่างทันทีด้วยความปีติเหลือล้น ก่อนจะตรงไปเปิดประตูต้อนรับ...คุณหลวงวิศาล
       “คุณหลวง...คุณหลวงจริงๆ ด้วย” 
       คุณมาลัยยิ้มกว้างขณะเปิดประตูห้องต้อนรับผู้เป็นสามี คุณหลวงวิศาลพยักหน้ารับแล้วก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้อง เมียเอกรีบปิดประตูโดยพลันแล้วตรงเข้าไปหาผู้เป็นสามีซึ่งนั่งลงบนเตียง
       “คุณหลวงปวดเมื่อยที่ใดไหมเจ้าคะ อิฉันจักนวดให้” แม้จะเอ่ยถามแต่ก็ไม่ได้รอฟังคำตอบ คุณมาลัยตรงเข้าไปประกบทางด้านหลังของคุณหลวงวิศาล บรรจงนวดไหล่ให้สามีอย่างเอาอกเอาใจ “อิฉันรู้ว่าช่วงนี้คุณหลวงทำงานหนัก คงมิมีผู้ใดปรนนิบัติได้ถูกใจคุณหลวงเท่าอิฉัน”
       “ขอบน้ำใจมากแม่มาลัย ฝีมือนวดของแม่มาลัยหาใครเทียบได้...เลื่อนลงมาอีกสักนิด ตรงนั้นเล่า ดีเหลือเกิน พี่รู้สึกสบายขึ้น” คุณหลวงวิศาลหลับตาพริ้ม คุณมาลัยนวดอีกสักอึดใจก่อนจะละมือแล้วลุกขึ้นจากเตียง เดินมาหยุดตรงหน้าโดยที่คุณหลวงวิศาลยังหลับตาอยู่ แต่ครั้นเมื่อฝ่ายสามีลืมตาขึ้นมอง สิ่งที่พบตรงหน้าคือร่างของคุณมาลัยที่ค่อยๆ ปลดผ้าแถบออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปทุมถันอันเต่งตึงดั่งดอกบัวบาน ไม่มีคำพูดอื่นใด ฝ่ายผู้เป็นสามีตรงเข้าซุกไซ้ร่างของศรีภรรยาทันที คุณมาลัยยิ้ม...อย่างน้อยคืนนี้เธอก็ได้ปรนนิบัติสามี หาใช่อีรำเพยที่ท้องโย้ไม่
       เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขัดจังหวะ คุณหลวงวิศาลถึงกับหยุดชะงัก ฝ่ายภรรยารู้ว่าเป็นอีอิ่มจึงตะโกนบอก
       “อีอิ่ม คืนนี้เอ็งจักไปนอนที่ไหนก็ไป คืนนี้คุณหลวงท่านจักมานอนกับข้า”
       “บ่าวมิใช่อีอิ่มเจ้าค่ะ บ่าวอีเฟื้องเจ้าค่ะ คือ...คุณรำเพยให้บ่าวมาตามคุณหลวงเจ้าค่ะ บอกว่าเวียนหัวเหลือเกิน อยากให้คุณหลวงไปดูอาการหน่อยเจ้าค่ะ” อีเฟื้องเสียงอ่อย รู้ว่าไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของคุณรำเพย เธอก็ต้องทำตาม
       “อีเฟื้อง คุณพี่หาได้เป็นหมอไม่ จักไปรู้อาการได้อย่างไรเล่า ถ้าแม่รำเพยเวียนหัวก็ให้ไอ้ก่ำไปตามหมอมาดู” คุณมาลัยบอกอย่างขัดใจ คุณหลวงวิศาลรีบลุกขึ้นจากเตียงทันที
       “ถ้าเช่นนั้นพี่จักไปดูแม่รำเพยเสียหน่อย แม่มาลัยนอนไปก่อน มิต้องรอพี่ดอก”
       “แต่...” คุณมาลัยดันร่างเข้าหาฝ่ายสามี ใช้ปทุมถันเบียดที่หน้าอกของคุณหลวงวิศาล แต่ฝ่ายสามีกลับผลักออกจนร่างของคุณมาลัยล้มลงบนเตียงอย่างสิ้นเยื่อขาดใย
       “แม่มาลัย พี่จักต้องไปดูแม่รำเพย หากเป็นกระไรขึ้นมาจักได้รีบรักษาทัน ตอนนี้แม่รำเพยกำลังท้องกำลังไส้ และลูกในท้องก็เป็นเชื้อสายพี่ จักให้พี่มัวแต่สำเริงสำราญโดยหาได้สนใจเมียที่กำลังตั้งท้องได้อย่างไรเล่า!” คุณหลวงวิศาลขึ้นเสียง มองร่างของคุณมาลัยที่เหมือนกำลังจะร้องไห้อย่างเวทนา ก่อนก้มลงหยิบผ้าแถบสีชมพูอ่อนขึ้นมาห่มร่างของเมียเอกไว้ “พันผ้าเสียแล้วนอนพักเถิด พี่ว่าช่วงนี้แม่มาลัยดูเครียดๆ เพราะเหตุนี้กระมังจึงยังให้ลูกกับพี่มิได้ พี่ไปก่อน” 
       พูดจบคุณหลวงวิศาลก็เดินไปเปิดประตูห้องแล้วก้าวออกไป ทิ้งให้คุณมาลัยนอนนิ่งราวกับถูกผู้เป็นสามีตบหน้าอย่างแรง เธอลุกขึ้นหยิบผ้าแถบขึ้นมาพันร่างพลางหันออกไปมองที่หน้าต่าง เห็นต้นงิ้วยืนตระหง่านออกดอกผลราวกับกำลังเย้ยหยันในสิ่งที่คุณมาลัยเจอ อารมณ์โทสะบังเกิด เจ้าหล่อนเปิดประตูห้องนอนแล้ววิ่งลงจากเรือนไปทันที!
 
       ฟ้าร้องดังครืนๆ พร้อมสายลมที่โหมพัดจนทำให้กิ่งไม้ใบหญ้าสั่นไหวราวกับมีชีวิต ร่างของคุณมาลัยยืนจังก้าอยู่ที่หน้าต้นงิ้วซึ่งออกดอกสีแดงบานสะพรั่งไปทั้งต้น เธอมองมันด้วยความเกลียดชัง คล้ายจะเห็นร่างของอีรำเพยซ้อนทับอยู่ในต้นไม้ ในมือถือขวานด้ามคมไว้อย่างต้องการจะโค่นต้นไม้ต้นนี้ลงเสีย ตั้งแต่มันเติบโตภายในเขตเรือน มีแต่เรื่องเลวร้ายสำหรับเธอ หากไม่มีมัน เธอเชื่อว่าทุกอย่างต้องดีกว่านี้เป็นแน่
       ในขณะที่คุณมาลัยกำลังจะเหวี่ยงขวานด้ามคมลงบนต้นงิ้วนั้น พลันมีร่างของใครคนหนึ่งมาโอบร่างของคุณมาลัยไว้จากทางด้านหลัง แล้วร้องห้ามในสิ่งที่ผู้เป็นนายกำลังทำ
       ไอ้เดช!
       “อย่าขอรับคุณมาลัย”
       “ปล่อยข้าประเดี๋ยวนี้ไอ้เดช ข้าจักโค่นมัน ข้าเกลียดมัน! ปล่อย...ข้าบอกให้ปล่อย มิเช่นนั้นข้าจักสั่งลงหวายเอ็ง” คุณมาลัยร้องบอกแข่งกับเสียงฟ้าฝน แต่ไอ้เดชไม่ยอมทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
       “คุณมาลัยจักสั่งลงหวายบ่าวสักกี่ไม้ก็ได้ขอรับ แต่บ่าวจักมิยอมให้คุณมาลัยโค่นต้นงิ้วเป็นแน่”
       “นี่เอ็งก็ชอบไอ้ต้นไม้อัปมงคลนี่เหมือนกันหรือไอ้เดช ? มิมีผู้ใดอยู่ข้างข้าเลย...มิมีผู้ใดรักข้าเลย!” คุณมาลัยร่ำไห้ ดื้อดึงจะฟันต้นงิ้วให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ครั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ไอ้เดชบอกก็ทำเอาเจ้าตัวถึงกับหยุดชะงัก แทบไม่เชื่อหูในสิ่งที่บ่าวชายเอ่ยขึ้น เป็นคำเอ่ยที่มิควรเอ่ยกับผู้เป็นนายซึ่งมีสามีแล้วยิ่งนัก
       “บ่าวหาได้ชื่นชมต้นงิ้วไม่ขอรับ แต่บ่าวเป็นห่วงคุณมาลัย หากคุณมาลัยโค่นต้นไม้ของคุณหลวง คุณหลวงคงจักโกรธมากเหลือหลาย พานจักทำให้ตีตัวออกห่างจากคุณมาลัยมากไปกว่าเดิมนะขอรับ ผลเสียจักอยู่ที่คุณมาลัยของบ่าว คุณมาลัยบอกว่าหาได้มีผู้ใดรักคุณมาลัยไม่ หากคุณมาลัยสังเกตดีๆ มีคนที่รักและเคารพคุณมาลัยอยู่ห่างๆ โดยที่มิกล้าเอ่ยให้ผู้ใดล่วงรู้ เพราะกลัวจักโดนหวายในฐานมิเจียมกะลาหัวอยู่อีกคนนะขอรับ!” แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นผู้ใด แต่นั่นก็แสดงออกได้เป็นอย่างดีถึงความรู้สึกของคนพูด
       คุณมาลัยหยุดนิ่ง ไม่ดิ้นรนที่จะทำลายต้นไม้ตรงหน้า บ่าวชายจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอดของตนออกแล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้น ประณมมือขึ้นแล้วกล่าวขอโทษ
       “ยกโทษให้บ่าวด้วยขอรับ บ่าวมิได้ตั้งใจจักถูกเนื้อต้องตัวของคุณมาลัย” ไอ้เดชก้มหน้า ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ผิดกับคุณมาลัยที่จ้องมาที่ไอ้เดชตาเขม็งแล้วเอ่ยถาม
       “คนที่เอ็งหมายถึงคือผู้ใดกันเล่า ?”
       “เอ่อ...บ่าวมิได้หมายถึงผู้ใดขอรับ บ่าวหมายถึงคนรอบกายของคุณมาลัย ยังมีคนรักอยู่มากมายขอรับ” ไอ้เดชอึกอักหาข้ออ้างอย่างข้างๆ คูๆ แต่ดูเหมือนคุณมาลัยจะหาได้เชื่อในเหตุผลของอีกฝ่ายไม่
       “ไอ้เดช...เอ็งปดข้า บอกข้ามาประเดี๋ยวนี้ว่าผู้ใดกันเล่าที่รักข้าอยู่ห่างๆ แต่มิกล้าเอ่ยเพราะมิเจียมกะลาหัว” แม้จะรู้คำตอบดี แต่คุณมาลัยก็ยังถามย้ำเอาคำตอบจากปากของอีกฝ่าย
       “มิมี...มิมีขอรับ” ไอ้เดชหลบตา ขณะที่คุณมาลัยเดินตรงมาหยุดตรงหน้าทาสหนุ่ม จับหน้าของมันให้เชิดขึ้นมาสบตาแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
       “เอ็งใช่ไหมเล่าไอ้เดช!”
       “เอ่อ...บ่าวผิดไปแล้วขอรับ บ่าวขอประทานโทษขอรับ อย่าลงโทษบ่าวเลยนะขอรับ” ไอ้เดชยกมือไหว้ท่วมหัว อีกฝ่ายหาได้พูดอะไรไม่ แต่กลับใช้ทั้งสองมือประคองร่างของไอ้เดชให้ยืนขึ้นมาประจันหน้า
       “เอ็งรักข้าอย่างนั้นรึไอ้เดช ให้เอ็งตอบตามสัตย์จริง ข้าจักมิลงโทษเอ็ง”
       “คือ...เอ่อ...ขอรับ” ไอ้เดชบอกเสียงสั่น รู้สึกตัวร้อนวูบวาบราวกับได้สารภาพรักหญิงสาว ผิดแผกแต่เพียงหญิงสาวตรงหน้าเป็นถึงนายบนเรือน นายที่มีผัวเป็นตัวตนแล้ว!
       “ถ้าเอ็งรักข้า เอ็งจักช่วยกระไรข้าได้หรือไม่ ?”
       “ถ้าเป็นสิ่งที่คุณมาลัยประสงค์ ไอ้เดชทำได้ทุกสิ่ง แม้ต้องแลกด้วยชีวิตไอ้เดชก็แลกให้ได้ขอรับ” บ่าวหนุ่มบอก คุณมาลัยยิ้ม ใช้มือที่นุ่มนวลราวกับปุยนุ่นลูบไล้ที่แผงอกอันแข็งแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้า ไม่มีคำพูดอันใดออกมาจากปาก หากแต่คุณมาลัยชักมือกลับแล้วปลดผ้าแถบที่ปกปิดปทุมถันของเจ้าหล่อนไว้ออก ไอ้เดชนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้ว่าสิ่งที่คุณมาลัยต้องการนั้นคือสิ่งใด ชายหนุ่มตรงเข้าประกบร่างของเจ้านาย ก่อนจะสมสู่กันตรงใต้ต้นงิ้วแห่งนั้น!
       ต้นงิ้วอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีชู้!
       หอมเนื้อนวล  ชวนจุมพิต  จริตหญิง
       หอมเสียจริง   ยิ่งกว่าหอม  ยอมแล้วหนา
       หอมเหลือเกิน  จนใหลหลง  ปทุมมา
       หอมแทบตาย  ถวายชีวา  โอ้...มาลัย

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น