อัปเดตล่าสุด 2018-08-03 12:48:56

ตอนที่ 7 อาถรรพ์ต้นงิ้ว!

 

       ไอ้เดชยืนถือขวานนิ่งอยู่ข้างต้นงิ้ว ชายหนุ่มหาได้มีท่าทีจะโค่นต้นงิ้วตามคำสั่งของคุณมาลัยที่ยืนมองอยู่แม้แต่น้อย จนกระทั่งอีอิ่มรู้สึกขัดใจจึงเอ่ยถามเสียงแข็ง
       “ไอ้เดช เหตุใดเอ็งจึงมิโค่นต้นงิ้วทิ้งตามคำสั่งของคุณมาลัย ยืนนิ่งเป็นพระอิฐพระปูนมิรู้ร้อนรู้หนาวอยู่ได้ หรือต้องรอฤกษ์รอยามจึงจักโค่นได้เล่า พิลึกคน” อีอิ่มเท้าเอวใส่ ไอ้เดชอึกอัก ขวานที่อยู่ในมือหนักอึ้งกว่าปกติหลายร้อยเท่านัก ไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น
       “อิฉันเป็นคนสั่งมิให้ไอ้เดชโค่นต้นงิ้วเองเจ้าค่ะคุณพี่มาลัย” ร่างของคุณรำเพยกระพืดพัดเดินออกมาจากทางด้านหนึ่งของเรือน โดยมีอีเฟื้องตามมาติดๆ คุณมาลัยชะงักหันมองแล้วเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ
       “เหตุใดแม่รำเพยจึงสั่งห้ามไอ้เดชโค่นต้นงิ้วเล่า ?”
       “แล้วเหตุใดคุณพี่มาลัยจึงต้องสั่งไอ้เดชโค่นต้นงิ้วเล่าเจ้าคะ ต้นงิ้วมันทำผิดอันใดจึงจักต้องโค่นมัน คุณพี่มาลัยลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ หากจักทำการใดกับต้นไม้ในเขตเรือนต้องเรียนคุณหลวงให้ทราบเสียก่อน เพลานี้คุณหลวงก็ยังมิได้กลับมายังเรือน จักรอก่อนสักประเดี๋ยวมิได้เลยหรือเจ้าคะ รอให้คุณหลวงท่านเป็นคนตัดสิน” คุณรำเพยเชิดหน้าแล้วยิ้มกริ่ม รู้ดีว่าการขัดสิ่งที่อีกฝ่ายประสงค์จะทำให้คุณมาลัยไม่พอใจ และความพอใจของคุณรำเพยคือการเห็นคุณมาลัยไม่พอใจนั่นเอง 
       โลกนี้มิมีสิ่งใดได้ดั่งใจไปเสียหมดดอกเจ้าค่ะ คุณพี่มาลัย!
       “นี่หล่อนมิรู้หรืออย่างไรแม่รำเพย คนโบราณเขาถือ การมีต้นงิ้วขึ้นในเขตเรือนจักทำให้เรือนมิเป็นสุข มีเรื่องบัดสีบัดเถลิงเหม็นคลุ้งคาวโลกีย์” คุณมาลัยบอกถึงสาเหตุที่ให้บ่าวมาโค่นต้นงิ้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับยักไหล่เล็กๆ อย่างไม่สนใจในสิ่งที่เมียเอกเอ่ย
       “อิฉันมิทราบดอกเจ้าค่ะคุณพี่มาลัย อิฉันรู้แต่เพียงที่ทางเหนือแถวเรือนอิฉันก็ปลูกต้นงิ้วกันเป็นเรื่องปกติ พอมันโตจนผลิดอกออกผลก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ หาได้มีเรื่องอย่างที่คุณพี่มาลัยว่าเลยแม้แต่น้อย จะดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ หาได้เกี่ยวกับต้นไม้ไม่” คุณรำเพยยักไหล่แล้วกระพือพัดไปมายั่วโทสะคุณมาลัย
       “นั่นมันแถวเรือนหล่อน หาใช่แถวนี้ไม่ คนแถวนี้เชื่อเรื่องโชคลาง หากอยากจักปลูกกลับไปปลูกที่เรือนของแม่รำเพย แต่ต้องมิใช่ที่นี่!” คุณมาลัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แล้วหันไปสั่งไอ้เดชที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ไม่ไกลตัวนัก
       “ไอ้เดช โค่นต้นงิ้วซะ นี่คือคำสั่งของข้า เมียเอกของคุณหลวงวิศาล!” คุณมาลัยเน้นเสียงให้อีกฝ่ายรู้ว่าเมื่อคุณหลวงวิศาลไม่อยู่เรือน ใครจะมีอำนาจรองลงมา
       “ขอรับคุณมาลัย” ไอ้เดชยกขวานขึ้นหมายจะฟันไปที่ต้นงิ้ว ทว่าคุณรำเพยกลับร้องห้ามขัดจังหวะ ทำเอาบ่าวชายต้องหยุดชะงักลง
       “หยุดประเดี๋ยวนี้นะไอ้เดช ข้าสั่งมิให้เอ็งโค่นก็คือมิให้เอ็งโค่น หากเอ็งโค่นต้นงิ้วต้นนี้ ข้าจักถือว่าเอ็งกระด้างกระเดื่องต่อคำสั่งของข้า ข้าจักสั่งลงหวายเอ็ง!” เป็นการตีวัวกระทบคราดของแท้ แม้ปากจะสั่งไอ้เดช แต่ก็เป็นเหมือนกำลังกล้าขัดคำสั่งของคุณมาลัยเมียเอกของเรือน
       “หล่อนมิมีสิทธิ์แม่รำเพย ฉันเป็นคนสั่งก่อน และฉันเป็นใหญ่ในเรือนนี้รองจากคุณหลวง สิ่งใดที่ฉันสั่งถือเป็นคำขาด!” คุณมาลัยจ้องหน้าคุณรำเพยเขม็ง ทว่าอีกฝ่ายหาได้กลัวเกรงไม่ กลับต่อปากต่อคำอย่างออกรส
       “อิฉันมิเห็นเคยรู้มาก่อนว่าเมียเอกจักมีสิทธิ์ทำได้ทุกอย่างในเรือน เพราะถ้าเทียบกันแล้วคุณพี่มาลัยกับอิฉันก็มีศักดิ์เป็นเมียคุณหลวงเหมือนกัน มิว่าเมียเอกเมียรอง ถ้าได้ขึ้นชื่อว่าเมียก็คือเมีย มีสิทธิ์มีเสียงทุกอย่างในเรือนเท่าเทียมกันทุกประการ หากคุณพี่มาลัยสั่งได้ อิฉันก็สั่งได้ คุณพี่มาลัยมีเหตุผลของคุณพี่มาลัย อิฉันก็มีเหตุผลของอิฉันเช่นกัน!”
       “อย่ามากำเริบเสิบสานกับฉันนะแม่รำเพย! ฉันอยู่ที่เรือนแห่งนี้มาก่อน ตบแต่งกับคุณหลวงอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี หาได้ถูกยกให้มาแบบหล่อนไม่ ผูกข้อไม้ข้อมือสักนิดมีหรือเปล่าก็มิรู้ บุญเท่าไหร่แล้วที่ถูกยกให้เป็นเมียรอง หาได้เป็นเมียทาส!” คุณมาลัยขึ้นเสียง คุณรำเพยชะงักเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง แต่นั่นหาได้ทำให้อีกฝ่ายยอมไม่ เธอต่อปากต่อคำกับเมียเอกทันทีอย่างไม่กลัวเกรง
       “จริงอย่างที่คุณพี่มาลัยว่ามาเจ้าค่ะ คุณพี่มาลัยอยู่ที่นี่มาก่อนอิฉัน ถูกตบแต่งออกหน้าออกตา ผิดกับอิฉันที่ถูกยกให้มาโดยหาได้มีธรรมเนียมประเพณีใดไม่ แต่ถ้าถามใจคุณพี่มาลัยดู ตั้งแต่อิฉันขึ้นมาอยู่บนเรือน คุณหลวงท่านมานอนห้องผู้ใดมากกว่ากันเล่า แล้วผู้ใดได้ทำหน้าที่เมียมากกว่า...อุ๊ย มิต้องตอบอิฉันหรอกนะเจ้าคะ เพราะอิฉันรู้ดีว่าคุณพี่มาลัยก็รู้อยู่แก่ใจ เป็นเรื่องธรรมดาเจ้าค่ะ คนที่อยู่มาก่อนนั่นก็หมายถึงผ่านการใช้งานมาเนิ่นนาน ย่อมเก่า ย่อมแก่ หาได้สดสวยเหมือนของใหม่ไม่!” คุณรำเพยหัวเราะเสียงแหลมอย่างผู้ชนะ คุณมาลัยกำมือแน่นอย่างแค้นใจ อีอิ่มเห็นท่าไม่ดีรีบร้องบอกผู้เป็นนาย
       “อย่าไปต่อปากต่อคำเลยเจ้าค่ะคุณมาลัย ขึ้นเรือนดีกว่า ไปเถิดเจ้าค่ะ” อีอิ่มทำท่าจะดึงมือผู้เป็นนายให้ขึ้นไปบนเรือน แต่ดูท่าคุณมาลัยจะไม่ยอม
       “อีอิ่ม เพลานี้ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดต้นงิ้วจึงมาขึ้นบริเวณเรือนของข้า เพราะบนเรือนมีตัวเสนียดจัญไรอยู่นี่เองเล่า ต้นงิ้วมันคงเติบโตมาพร้อมความอัปรีย์ของคนที่ชอบวางตนเป็นผู้ดี แต่เนื้อแท้เป็นพวกสถุลต่ำตม ไป...ขึ้นเรือนกันเถิด ข้าหาได้อยากอยู่แถวนี้นานไม่ นอกจากจักมีต้นงิ้วอัปมงคลให้รกหูรกตา ยังเหม็นสาบความอัปรีย์ของสตรีบางคนด้วย” คุณมาลัยปรายตามองคุณรำเพยเล็กน้อยแล้วเชิดหน้าขึ้น ก่อนจะเดินออกไปจากที่ตรงนั้น แต่ดูเหมือนคุณรำเพยจะไม่ยอมให้เรื่องจบลงง่ายๆ เจ้าหล่อนวิ่งไปขวางหน้าคุณมาลัยแล้วขึ้นเสียงถาม
       “นี่คุณพี่มาลัยด่าอิฉันหรือเจ้าคะ ?”
       “ฉันหาได้เอ่ยชื่อใครไม่ หากแม่รำเพยอยากจักรับก็รับไว้เสียสิ ฉันมิว่ากระไรหรอก” พูดจบคุณมาลัยก็เดินเลี่ยงออกไปจากเส้นทางที่คุณรำเพยยืนขวาง เมียรองเดือดดาลที่ถูกด่า เจ้าหล่อนกระชากแขนคุณมาลัยให้หันมาอย่างเอาเรื่อง
       “คุณพี่มาลัยจักไปไหนมิได้ จนกว่าจักขอโทษอิฉัน!”
       “มีเหตุใดเล่าที่ฉันจักต้องขอโทษหล่อน เพราะสิ่งที่ฉันพูดหาใช่เรื่องโป้ปดไม่ หากแต่เป็นเรื่องจริง เพราะหล่อนก็ร้อนตัวไปเองมิใช่หรือ ฉันหาได้เอ่ยชื่อผู้ใดสักนิด!” คุณมาลัยยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า
       “อีมาลัย...มึงจักเอากับกูใช่หรือไม่!” จากสรรพนามที่เคยเรียกว่า ‘คุณพี่มาลัย’ กลับแปรเปลี่ยนเป็น ‘อีมาลัย’ ตามอารมณ์โกรธเกรี้ยว ยิ่งเห็นว่าคุณมาลัยไม่มีท่าทีโกรธเคืองต่อคำด่า ยิ่งเหมือนโยนฟืนใส่กองไฟที่โหมกระพืออย่างแรงให้แรงมากขึ้นไปอีก
       “ปล่อยคุณมาลัยนะเจ้าคะคุณรำเพย มิเช่นนั้นบ่าวจักมิไว้หน้านะเจ้าคะ” อีอิ่มขึ้นเสียงใส่คุณรำเพย แต่หาได้ทำให้คุณรำเพยปล่อยมือจากแขนคุณมาลัยไม่ เจ้าหล่อนหันไปจ้องเขม็งที่อีอิ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย
       “มึงอย่ามาเสือกอีอิ่ม มันเรื่องของเจ้านายจักคุยกัน!”
       “บ่าวมิเสือกมิได้ดอกเจ้าค่ะ คุณมาลัยเป็นนายของบ่าว หากมีผู้ใดจะทำร้ายนายของบ่าว บ่าวจักสู้เพื่อปกป้องนายของบ่าวจนตัวตายเจ้าค่ะ ปล่อย...บ่าวบอกให้ปล่อยคุณมาลัยเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะคุณรำเพย!” 
อีอิ่มจ้องคุณรำเพยเขม็ง คุณรำเพยรู้ดีว่าอีกฝ่ายเอาจริง หากเป็นคุณมาลัย เธอว่าเธอเหนือกว่า แต่หากเป็นอีอิ่มที่ร่างกายบึกบึนไม่ต่างจากชายชาตรีแล้ว เธอคงไม่อาจจะสู้พละกำลังได้ สุดท้ายคุณรำเพยจึงปล่อยมือออกจากแขนของคุณมาลัย…อย่างไม่เต็มใจนัก
       “ไปกันเถอะเจ้าค่ะคุณมาลัย” อีอิ่มมองหน้าคุณรำเพยอีกครั้งอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะเดินประกบผู้เป็นนายอย่างระแวดระวังภัย ใจจริงคุณรำเพยอยากจะตบคุณมาลัยเสียให้หลาบจำว่าอย่ามาเล่นกับเธอ ถึงเธอจะเป็นเมียรองแต่ก็หาได้ยอมตกเป็นรองใครไม่
       พลันเจ้าหล่อนก็คิดแผนการร้ายออก!
       “อีเฟื้อง เอ็งมาหาข้าหน่อย” คุณรำเพยหันไปหาอีเฟื้องที่ยืนหลบอยู่มุมหนึ่ง เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของเจ้านายบนเรือนนัก และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทั้งนั้นแม้จะเป็นบ่าวรับใช้ของคุณรำเพยเองก็ตามที บางครั้งสิ่งที่คุณรำเพยทำก็หาได้ถูกต้องไม่ แต่ในเมื่อเป็นบ่าวก็ควรเจียมตนในฐานะบ่าว การไปตักเตือนนายนั้นก็ไม่ต่างเอาตัวไปรอลงหวาย
       “มีกระไรให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะคุณรำเพย” อีเฟื้องเอ่ยถาม แต่ผู้เป็นนายไม่ตอบ กลับกระชากแขนของอีเฟื้องให้เดินตามตนไปหาคุณมาลัยกับอีอิ่ม ก่อนจะเหวี่ยงอีเฟื้องให้ไปชนกับคุณมาลัยจนพากันล้มคว่ำทั้งคู่ อีอิ่มตกใจร้องโวยวายราวกับเรือนไฟไหม้ รีบตรงเข้าไปประคองร่างของคุณมาลัยให้ลุกขึ้นมา ในขณะที่อีเฟื้องเข่าอ่อน รีบลุกขึ้นนั่งประณมมือไหว้ท่วมหัว
       “คุณมาลัยเป็นกระไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” อีอิ่มโวยวาย รีบดูแขนขาผู้เป็นนายด้วยความห่วงและหวงอย่างเป็นที่สุด คุณมาลัยปัดแข้งปัดขาแล้วปฏิเสธ
       “ข้ามิเป็นกระไรดอกอีอิ่ม”
       “อีเฟื้อง! เอ็งเดินประสาอะไรมาชนนายของข้า ถ้าคุณมาลัยเป็นแผลแม้เพียงน้อยนิด ข้าจักตบเอ็งให้หน้าหันสามวันสามคืน! คุณมาลัยเจ้าคะ สั่งลงหวายมันเลยเจ้าค่ะ” บ่าวผู้รับใช้เป็นเดือดเป็นร้อน อีเฟื้องตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ละล่ำละลักบอกอย่างคนกลัวโดนลงหวาย
       “บ่าวกราบขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณมาลัย บ่าวมิได้ตั้งใจ บ่าวถูกผลักเจ้าค่ะ” ด้วยความกลัวทำให้บ่าวรับใช้ของคุณรำเพยพูดความจริง คุณรำเพยได้ยินเช่นนั้นจึงขึ้นเสียงถาม
       “อีเฟื้อง! ใครผลักเอ็งกันเล่า ? เอ็งเดินมิดูตาม้าตาเรือแล้วล้มไปเอง หาได้มีใครผลักเอ็งไม่ นี่ต่อหน้าข้าเอ็งยังกล้าพูดปด มันน่าจักจับไปลงหวายเสียให้เข็ด!” เป็นการโยนความผิดให้กับอีเฟื้องทั้งที่ท่าทีและสายตาที่มองคุณมาลัยนั้นเหมือนต้องการจะแสดงว่านั่นเป็นฝีมือของเธอเอง!
       “บ่าวมิได้พูดปดนะเจ้าคะ คุณรำเพยเป็นคนผลักบ่าว บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ” อีเฟื้องบอกอย่างพาซื่อ หลบสายตาคุณรำเพยแต่ก็ไม่กล้าสบตาคุณมาลัย เกรงว่าจะถูกสั่งลงหวายจากนายคนใดคนหนึ่งเป็นแน่
       “อีเฟื้อง!” ไม่พูดเปล่า คุณรำเพยกระชากตัวของอีเฟื้องมาตบฉาดจนบ่าวรับใช้ล้มคว่ำ 
       “เอ็งอย่ามาปากดีกับข้านะอีเฟื้อง เอ็งเป็นใคร ข้าเป็นใคร!” คุณรำเพยชี้หน้าอีเฟื้อง อีกฝ่ายร่ำไห้แล้วยกมือขึ้นประณมอย่างร้องขอชีวิต นั่นดูจะยังไม่สาแก่ใจนัก คุณรำเพยหันไปสั่งไอ้เดชที่ยืนมองเหตุการณ์ด้วยความตกใจอยู่ไม่ห่างนัก
       “ไอ้เดช เอ็งลากตัวอีเฟื้องไปเฆี่ยนสักสิบไม้ โทษฐานที่มันกล้าใส่ความข้า!”
       “มิต้อง...ข้าเชื่อว่าอีเฟื้องหาได้โกหกข้าไม่ เอ็งจักไปไหนก็ไปอีเฟื้อง” คุณมาลัยหันไปบอกบ่าวสาวที่ตัวสั่นงันงก อีเฟื้องได้ยินเช่นนั้นก็รีบยกมือไหว้ท่วมหัว เหลือบตามองคุณรำเพยอย่างหวาดกลัว ก่อนจะวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น
       “อีเฟื้องมันเป็นบ่าวของอิฉัน อิฉันจักฆ่าจักแกงมันเช่นไรก็เป็นสิทธิ์ของอิฉัน คุณพี่มาลัยมายุ่งกระไรด้วย!” คุณรำเพยขึ้นเสียง จ้องเขม็งไปที่คุณมาลัยที่ยืนจ้องตากลับอย่างไม่กลัวเกรง...ไม่มีอะไรต้องกลัว!
       “จริงอยู่ที่อีเฟื้องมันเป็นบ่าวของหล่อน แต่หล่อนหาใช่เจ้าชีวิตของมันไม่ อีเฟื้องมิใช่คนพูดปด ฉันรู้จักมันมาตั้งแต่ตอนมันเพิ่งเข้ามาอยู่ในเรือนนี้เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่หล่อนทำมันเรียกว่าหมาลอบกัด หากหล่อนแน่จริงก็เข้ามาผลักฉันด้วยมือของหล่อนเอง มิต้องใช้มือของบ่าว มันหาใช่วิสัยของผู้รากมากดีเขาทำกัน อ้อ...ฉันลืมไปเสียสนิทว่าหล่อนเองก็หาใช่ผู้รากมากดี แต่เป็นเพียงพวกอัปรีย์ในคราบผู้ดีเท่านั้น!”
       “อีมาลัย! ถ้าวันนี้กูมิได้เอาเลือดปากมึงออก อย่ามาเรียกกูว่าอีรำเพย!” คุณรำเพยเหลืออด ตรงเข้าไปหมายจะตบคุณมาลัย อีกฝ่ายก็หาได้ยืนเฉยอย่างที่เคยทำ มือข้างหนึ่งขย้ำเข้าที่ผมทรงดอกกระทุ่มของคุณรำเพยแล้วจิกดึงจนเจ้าตัวร้องเสียงหลง เมียรองใช้เล็บของตัวเองจิกเข้าที่ต้นแขนของคุณมาลัยจนเข้าเนื้อ อีอิ่มพยายามจะเข้าไปห้ามแต่ไม่สำเร็จจึงทำได้เพียงร้องโวยวายให้ข้าทาสเข้าไปช่วยกันห้ามศึก แต่หาได้มีใครกล้าไม่ ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างกลัวว่าจะโดนหวายหากเข้าไปยุ่งเรื่องของเจ้านาย
       แต่แล้วการสู้รบตบมือระหว่างเมียเอกกับเมียรองก็หยุดได้โดยพลัน เพียงแค่ได้ยินเสียงคุณหลวงวิศาล ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรือนแห่งนี้ดังขึ้น
       “หยุด! นี่มันเกิดกระไรขึ้น ?”
 
       การกลับมาจากทำงานว่าเหนื่อยกายแล้ว เมื่อมาพบว่าที่เรือนมีเรื่องตบตีของสองศรีภรรยายิ่งทำให้คุณหลวงวิศาลถึงกับเหนื่อยใจเหลือคณานับ ชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนตั่งไม้ซึ่งตั้งไว้ตรงศาลากลางเรือน หยิบแก้วน้ำลอยดอกไม้ที่บ่าวเตรียมมาให้ดื่มเพื่อสงบสติอารมณ์ พลางจ้องหน้าคุณมาลัยกับคุณรำเพยซึ่งนั่งกันอยู่คนละข้างของผู้เป็นสามี คุณมาลัยนิ่งไม่พูดจาอะไรทั้งนั้น ต่างจากคุณรำเพยที่ร้องไห้กระซิกๆ ราวกับถูกรังแกทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเสียด้วยซ้ำ
       “เรื่องมันเป็นมาอย่างไร จักมีผู้ใดเล่าให้พี่ฟัง ?” คุณหลวงวิศาลเอ่ยถาม อีอิ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณมาลัยรีบเสนอหน้าเล่าทันที
       “บ่าวเล่าได้เจ้าค่ะ เรื่องมันเกิดจาก...”
      “หุบปากอีอิ่ม ข้าถามเมียของข้า เอ็งมิต้องมาเสนอหน้าเล่า” คุณหลวงวิศาลทำเสียงดุใส่ อีอิ่มหน้าเจื่อนแล้วหมอบลงกับพื้นตามเดิม คุณมาลัยกำลังจะอ้าปากเล่า แต่ไม่ทันความไวของคุณรำเพย เจ้าหล่อนคิดว่าถ้าได้เล่าก่อนอย่างไรก็น่าจะได้เปรียบ
       “เรื่องมันเป็นอย่างนี้เจ้าค่ะคุณหลวง อยู่ๆ คุณพี่มาลัยก็สั่งให้ไอ้เดชโค่นต้นไม้ในสวน อิฉันพยายามห้าม บอกว่าคุณหลวงรักต้นไม้เป็นหนักหนา ห้ามผู้ใดตัดหรือโค่นจนกว่าจักได้รับคำสั่ง อิฉันหวังดีจึงบอกให้คุณพี่มาลัยรอคุณหลวงกลับมาสักประเดี๋ยว ให้คุณหลวงเป็นคนตัดสินใจ แต่คุณพี่มาลัยหาได้ยอมฟังอิฉันไม่ จักโค่นต้นไม้เสียให้ได้ท่าเดียว ซ้ำยังด่าว่าอิฉันเป็นตัวอัปรีย์ เป็นเสนียดจัญไรของเรือน อิฉันต้องจากบ้านจากเมืองมาไกล มิเคยถูกก่นด่าสารพัดเช่นนี้ อิฉันคิดถึงบ้านคิดถึงเรือนที่ทางเหนือเหลือเกินเจ้าค่ะ” สิ่งที่คุณรำเพยเล่าดูเหมือนจะเป็นการฟ้องเสียมากกว่า และยังเรียกความน่าเวทนาด้วยการบีบน้ำตา คุณหลวงวิศาลได้ฟังเช่นนั้นจึงหันไปเอ่ยถามเมียเอกด้วยความข้องใจ
       “จริงรึแม่มาลัย ?”
       “จริงเจ้าค่ะ แต่อิฉันก็มีเหตุผลของอิฉัน คุณหลวงจักฟังหรือไม่เจ้าคะ ?”
       “ฟังสิ พี่หาได้เป็นคนฟังความข้างเดียวไม่ ไหนลองว่ามาสิแม่มาลัย เกิดเหตุอันใดขึ้น ?” คุณหลวงวิศาลหันมองภรรยาเอก คุณมาลัยเหลือบตาไปมองคุณรำเพยที่ยักไหล่ใส่เล็กน้อย ก่อนจะเล่าในมุมของตัวเอง
       “จริงเจ้าค่ะ ที่อิฉันสั่งให้ไอ้เดชมันโค่นต้นไม้ แต่มันหาได้เป็นไม้ที่สมควรปลูกภายในเรือนไม่ มันเป็นต้นงิ้วเจ้าค่ะ มันคงเล็ดลอดสายตาของอิฉันกับคุณหลวงจนเริ่มเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่แล้ว อิฉันเห็นว่าหากทิ้งไว้นานกว่านี้มันก็จักยิ่งโตจนโค่นลำบาก แม้อิฉันจักรู้ว่าคุณหลวงรักต้นไม้ทุกต้นในเรือน และสั่งห้ามผู้ใดตัดต้นไม้ต้นไหนหากคุณหลวงมิได้สั่ง แต่ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณหลวงรู้ว่ามันเป็นต้นงิ้ว คุณหลวงคงหาได้อยากเก็บมันไว้ให้เป็นลางอัปมงคลในเขตเรือนดอกจริงหรือไม่เจ้าคะ ส่วนเรื่องที่อิฉันด่าว่าแม่รำเพย อิฉันด่าจริงเจ้าค่ะ แต่อิฉันหาใช่คนหาเรื่องใครก่อน หากคุณหลวงอยากรู้ว่าเหตุใดอิฉันจึงด่าแม่รำเพยเช่นนั้น คุณหลวงลองถามแม่รำเพยดูสิเจ้าคะ อิฉันเองก็อยากฟังว่าสิ่งที่แม่รำเพยจักเล่า มันจักครบถ้วนกระบวนความตามความจริงหรือไม่” คุณมาลัยฉลาดพอที่จะไม่เล่าด้วยตัวเอง การให้เจ้าตัวเล่าในสิ่งที่ตัวเองพูดนั้น ย่อมน่าอายและเหมือนฆ่าตัวเองตายต่อหน้าชายคนรัก มันเจ็บกว่าเป็นแน่แท้
       แน่นอน...คุณรำเพยเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องทันที
       “เรื่องนั้นเราก็ผิดกันทั้งคู่นั่นแหละเจ้าค่ะคุณพี่มาลัย เพราะเรามีเหตุผลมิตรงกัน ก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา อย่าถือสาอิฉันเลยนะเจ้าคะ อิฉันไหว้ขอโทษคุณพี่มาลัยเจ้าค่ะ” คุณรำเพยแสร้งขอโทษ ทั้งๆ ที่รู้ว่าในใจหาได้คิดเช่นนั้นไม่ สิ่งที่เธอทำก็เพื่อให้หยุดเรื่องราวที่ต้องเล่าออกไป เพราะสิ่งที่จะเล่านั้นหากคิดดูดีๆ แล้วคนผิดคือเธอแน่นอน การยอมจบเรื่องโดยขอโทษเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ไว้คราวหลังเธอจะเอาคืนเสียให้สาสม!
       “ต้นงิ้วหรือ ? มันขึ้นอยู่ทางใดกันเล่า เหตุใดพี่มิเคยเห็น?” คุณหลวงวิศาลย่นคิ้ว เขาเองรู้ดีว่าต้นงิ้วเป็นไม้อัปมงคล ไม่ควรปล่อยให้ขึ้นภายในเขตเรือน แต่กระนั้นช่วงนี้ก็ยุ่งกับกิจธุระเสียเหลือเกินจนไม่มีเวลาไปเดินชมนกชมไม้อย่างที่ชอบทำ
       “อิฉันเองก็เพิ่งเห็นวันนี้เจ้าค่ะ มันขึ้นแทรกอยู่ตรงข้างเรือน”
       “ถ้าเช่นนั้นพี่จักไปดูสักหน่อย” คุณหลวงวิศาลลุกขึ้น คุณมาลัยลุกตามหมายจะพาสามีไปดูจุดที่ต้นงิ้วเติบโต มีหรือคุณรำเพยจะยอมให้สามีกับเมียเอกไปกันโดยไม่มีเธอ เจ้าหล่อนรีบลุกขึ้นตามเช่นกัน ไม่มีท่าทีโอดโอยเหมือนจะเป็นจะตายแบบเมื่อสักครู่เลยแม้แต่น้อย
       “อิฉันไปด้วยเจ้าค่ะคุณหลวง” คุณรำเพยรีบเดินประกบสามี แล้วหันมาทำหน้ายั่วโทสะเมียเอกที่เดินตามหลังอย่างสำรวมจนอีอิ่มต้องกระซิบกระซาบอย่างเหลืออด
       “โอ๊ย...คุณมาลัยทนได้อย่างไรเจ้าคะ บ่าวอยากจักตบคุณรำเพยเสียให้หลาบจำ นับวันยิ่งร้าย เหลือเกินเจ้าค่ะ ปล่อยทิ้งไว้ประเดี๋ยวจักได้ใจนะเจ้าคะ” อีอิ่มจีบปากจีบคอบอก คุณมาลัยทำสีหน้านิ่ง ไม่ใช่เป็นการนิ่งอย่างจำยอม หากแต่เป็นการนิ่งอย่างรอเวลาที่จะจัดการกับเมียรองอย่างสาสม
       “มันยังมิถึงเพลาดอกอีอิ่ม ให้มันกำเริบจนได้ใจไปเสียก่อน อีกมินานดอก อีรำเพยมันจักได้รู้ว่ามิควรจองหองกับข้า!” คุณมาลัยบอก ก่อนจะเดินตามผู้เป็นสามีกับเมียรองที่เดินนำหน้าลงจากลงเรือนไป

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น