อัปเดตล่าสุด 2018-08-03 12:48:40

ตอนที่ 6 อดีตกาล...วันวานที่ย้อนคืน!

 

       พุทธศักราช 2411
       กรุงเก่า

       “พวกเอ็งเร็วเข้า คุณหลวงกำลังจักพาคุณท่านคนใหม่มาแล้ว!”

       เสียงของใครบางคนดังขึ้นปลุกให้ไม้ตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มลืมตามองแล้วต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะบัดนี้เขามาอยู่ในเขตเรือนคุณหลวงวิศาลที่ไม่เหมือนเรือนคุณหลวงวิศาลในปัจจุบัน เรือนทรงไทยหลังงามที่ไร้ซึ่งพืชพรรณปกคลุมและรกร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางสนามหญ้าสีเขียวชอุ่ม ไม้ชันตัวให้ลุกขึ้นยืน ลำคอแห้งผากจนอยากจะได้น้ำสักขัน แต่ภาพของข้าทาสในเรือนคุณหลวงวิศาลที่กำลังวิ่งกันวุ่นนั้นทำให้ชายหนุ่มลืมความกระหายไปเสียสนิท บ่าวกลุ่มหนึ่งเช็ดถูศาลาท่าน้ำจนพื้นมันวับเพื่อต้อนรับคนเป็นนายซึ่งกำลังจะกลับมาจากที่ใดสักแห่ง อีกพวกซึ่งน่าจะเป็นบ่าวก้นครัว วิ่งถือกระจาดใส่ผลไม้อย่างไม่ระวังจนชนกันล้มคว่ำ ผลฝรั่งลูกหนึ่งกลิ้งหลุนๆ มาหยุดตรงหน้าของไม้ ชายหนุ่มก้มลงจะหยิบมันขึ้นมา ทว่าไม่สามารถสัมผัสสิ่งนั้นได้ ร่างของเขาเหมือนเป็นดวงวิญญาณที่โปร่งแสงหาได้มีใครเห็นไม่...เขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน ? หรือว่าดวงวิญญาณของคุณมาลัยต้องการจะเล่าอะไรให้เขาฟัง ?
       ‘อีอิ่ม’ ทาสคนสนิทของ ‘คุณมาลัย’ เมียเอกเจ้าของเรือน รีบวิ่งขวางหน้าผู้เป็นนายที่กำลังจะลงจากบันไดเรือนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เมื่อรู้ว่าได้เวลาที่ผู้เป็นสามีจะกลับจากไปว่าราชการทางเหนือ นั่นไม่ได้ทำให้ผู้เป็นเมียไม่พอใจหรอก สิ่งที่ทำให้คุณมาลัยอารมณ์ไม่ใคร่ดีนักคือได้รู้จากบ่าวที่นำสารของคุณหลวงวิศาลผู้เป็นสามีมาแจ้งให้ทราบก่อนว่าเจ้านายทางเหนือมีเมตตาต่อคุณหลวงวิศาล และคิดจะเกี่ยวดองด้วยการยกลูกสาวคนเดียวให้ตามมาอยู่ด้วย แม้จะรู้ว่าคุณหลวงวิศาลตบแต่งมีเมียอย่างถูกต้องตามประเพณีแล้วก็ตาม คุณหลวงวิศาลเองคงไม่กล้าขัดใจจึงรับปากว่าจะนำหญิงคนนั้นมาอยู่ด้วยกัน อยู่บนเรือนเดียวกับเธอ ใช้สามีคนเดียวกับเธอ โดยหาได้ถามความสมัครใจของเธอไม่!
       “คุณมาลัยเจ้าขา อย่าลงไปเลยเจ้าค่ะ บ่าวกลัวว่า...” อีอิ่มอึกอัก ไม่กล้าสบตาผู้เป็นนายที่ตัวร้อนผ่าวด้วยความเกรี้ยวโกรธเหลือกำลังที่อีกไม่กี่เพลาข้างหน้าเธอจะกลายเป็น ‘เมียเอก’ หาใช่ ‘เมียเดียว’ อีกต่อไป!
“เอ็งกลัวว่าข้าจักทำกระไรหรืออีอิ่ม กลัวข้าจักไปฉีกอกเมียคนใหม่ของคุณหลวงน่ะหรือ!” คนเป็นนายเอ่ยถามพลางกางพัดในมืออย่างร้อนกายและร้อนใจ ก่อนจะก้าวลงบันไดฉับๆ ไม่สนใจบ่าวคนสนิทที่ร้องห้าม
       “บ่าวมิอยากให้คุณมาลัยมีเรื่องกับคุณคนใหม่ตั้งแต่วันแรกที่พบกันเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณหลวงจักมิพอใจคุณมาลัยเอาได้นะเจ้าคะ ยิ่งมันเป็นของใหม่ คุณหลวงท่านอาจหลงใหลได้ปลื้มจนหน้ามืดตามัวอยู่เจ้าค่ะ” อีอิ่มเสนอหน้าสอนผู้เป็นนาย คุณมาลัยหยุดกึก หันมาจิกตาใส่บ่าวข้างกายแล้วเอ็ดเสียงเขียว
       “อีอิ่ม ข้ามิได้โง่ที่จักทำอย่างที่เอ็งว่าดอกนะ ข้ารู้ว่าคุณหลวงหาได้ชอบเรื่องตบตีอิจฉาริษยาไม่ ข้าจักมิทำตัวเช่นนั้นให้คุณหลวงเห็นเป็นอันขาด แต่ที่ข้าอยากจักลงไปรับคุณหลวงและไปเห็นหน้าเมียคนใหม่ด้วยตัวเองนั้นก็เพื่อดูเชิง ถ้าดูแล้วมันมิมีพิษสง เจียมเนื้อเจียมตัวในฐานะเมียรอง ข้าก็อาจปรานีและยินยอมให้อยู่ร่วมชายคาอย่างสงบสุขก็เป็นได้ แต่หากนังนั่นมีทีท่าจองหองพองขน ทำตัวเทียบเทียมกับเมียเอกอย่างข้า ก็ต้องใช้วิธีปราบตั้งแต่แรกที่เข้ามาอยู่บนเรือน มิเช่นนั้นมันอาจจักได้ใจ เอ็งวางใจข้าเถิดอีอิ่ม ข้าเป็นนางรำมาก่อน นางรำต้องยิ้มไว้เสมอมิว่าจักเกิดเหตุอันใด น้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก เอ็งมิต้องห่วง” คุณมาลัยบอกให้อีอิ่มสบายใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พยายามทำใจที่ร้อนรุ่มให้เย็นลง เธอรู้ว่าคุณหลวงวิศาลคงกำลังกังวลใจไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็พาหญิงจากทางเหนือกลับมาเป็นเมีย คงกลัวว่าเธอจะโวยวายและมีปัญหากันจนเรือนแตก แต่ไม่หรอก เธอจะไม่ทำแบบนั้นให้สามีมองเธอไม่ดี เธอจะพยายามอยู่กับมันให้ได้ แต่หากอีกฝ่ายมีทีท่าไม่เคารพเธออย่างที่เมียรองควรจะเป็น ค่อยหาวิธีจัดการทีหลัง!
       “คุณหลวงมาแล้วขอรับคุณมาลัย” ไอ้ก่ำ บ่าวรับใช้คุณหลวงวิศาลที่กลับมาจากทางเหนือก่อน รีบวิ่งมาบอกคุณมาลัยที่ตีนบันไดเรือน คุณมาลัยพยักหน้ารับ แลเห็นเรือของผู้เป็นสามีพายเข้ามาใกล้ที่ศาลาท่าน้ำ บนเรือนั้นมีร่างของหญิงนางหนึ่งนั่งมาด้วย แม้จะเห็นแต่เพียงไกลๆ คุณมาลัยก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ว่า...มันไม่ธรรมดา!
       เมียเอกเดินลงบันไดเรือนอย่างไว้ที พัดที่สะบัดไปมาเร็วๆ กลับขยับช้าลงแสดงให้เห็นว่าเจ้าหล่อนควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เผชิญกับเรื่องไม่น่ารื่นรมย์ของชีวิตคู่ได้แล้ว ขณะที่อีอิ่มยังคงตามติด อารมณ์ของคนเราอะไรก็เกิดขึ้นได้ การอยู่ใกล้ผู้เป็นนายไว้แล้วคอยสะกิดเตือนยามที่อีกฝ่ายอารมณ์แปรปรวนคงจะอุ่นใจเสียกว่า
 
       ที่ศาลาท่าน้ำนั้น ไอ้ก่ำรีบกุลีกุจอไปรับผู้เป็นนายอย่างที่เคยทำ ต่างแต่เพียงครานี้มีคนที่มากับผู้เป็นนายเพิ่มขึ้นหนึ่งคน อันที่จริงไอ้ก่ำเคยเจอหญิงสาวคนนี้แล้วตอนติดตามคุณหลวงวิศาลไปว่าราชการทางเหนือ เธอเป็นคนสวย...สวยมากเสียจนชายหลายคนใฝ่ปอง แต่น่าแปลกที่อยู่ๆ ก็ยอมตกลงปลงใจกับชายที่แต่งงานแล้ว ไอ้ก่ำแอบคิดว่าเธอคงไม่ได้มีใจรักในตัวผู้เป็นนายของเขานักหรอก แต่รักในทรัพย์สินเงินทองมากกว่า ทางพ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก หากแต่มีเชื้อเจ้าเชื้อนาย เรียกได้ว่ารวยแต่ชื่อเสียง หาได้มีทรัพย์สินไม่ คงหวังมากอบโกยจากคุณหลวงวิศาลเสียกระมัง...ไอ้ก่ำได้แค่คิด เขาเป็นทาส มิอาจเสนอหน้าไปตักเตือนผู้เป็นนายได้ หากจะเป็นเวรเป็นกรรม ก็คงห้ามกันไม่ได้
       ทันทีที่หญิงสาวซึ่งถูกเจ้านายทางเหนือยกให้เจ้าของเรือนก้าวเท้าลงเหยียบศาลาท่าน้ำ มันเหมือนว่าบัดนี้เธอได้มาเหยียบในที่ที่จะเป็นของเธอในวันข้างหน้า ภายใต้รอยยิ้มที่ดูราวกับเต็มเปี่ยมด้วยความดีงามนั้น หากสังเกตเข้าไปในดวงตาทั้งสอง มันเหมือนมีอะไรมากมายอยู่ในนั้น อะไรที่มากกว่าความสดสวยภายนอก
       คุณมาลัยเดินอย่างช้าๆ ตรงเข้ามาในศาลาท่าน้ำ ท่ามกลางสายตาของข้าทาสที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่ออยู่ๆ คุณหลวงวิศาลก็พาเมียรองมาอยู่ร่วมชายคาอย่างกะทันหัน คุณมาลัยยกมือไหว้ผู้เป็นสามีแล้วยิ้มหวานให้อย่างเช่นที่เคยทำ
       “อิฉันไหว้เจ้าค่ะคุณหลวง เดินทางเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ?” เธอเอ่ยถามเสียงหวาน แสร้งมองไม่เห็นหญิงแปลกหน้าที่ยืนอยู่เคียงข้างกายของคุณหลวงวิศาล ทำราวกับเจ้าหล่อนไม่มีตัวตน
       “เรียบร้อยดีแม่มาลัย ทางนี้เรียบร้อยดีหรือไม่ ?” คุณหลวงวิศาลตอบ พลางถามสารทุกข์สุขดิบของคนในเรือนอย่างที่ต้องทำทุกครั้งหลังกลับจากไปว่าราชการต่างบ้านต่างเมือง
       “เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ คุณหลวงก็รู้ว่าอิฉันสามารถดูแลพวกบ่าวได้อย่างมิขาดตกบกพร่อง...โดยมิต้องมีผู้ใดช่วยในเพลาที่คุณหลวงมิอยู่เรือน” ประโยคหลังคุณมาลัยเน้นเสียงเพื่อให้ ‘คนที่มาใหม่’ รู้ว่าผู้ใดเป็นใหญ่ที่นี่ และทำทุกอย่างได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาช่วยดูแลอะไรทั้งนั้น
       “พี่รู้ว่าแม่มาลัยทำได้ แล้ว...เอ่อ...ที่พี่ให้ไอ้ก่ำมันกลับมาแจ้งข่าวแม่มาลัยก่อน มันบอกกับแม่มาลัยแล้วใช่หรือไม่ ?” แม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่กล้าที่จะเอ่ยเรื่องของเมียรองก่อน แต่กลับเกริ่นให้แน่ใจว่าคุณมาลัยรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว
       “ไอ้ก่ำมาบอกอิฉันแล้วละเจ้าค่ะ”
       “แม่มาลัยมิขัดข้องอันใดใช่หรือไม่ ?”
       “หากอิฉันบอกว่าขัดข้องก็คงทำกระไรมิได้แล้วใช่ไหมเล่าเจ้าคะ เอาเป็นว่า ถ้าคุณหลวงเห็นดีเห็นงามเช่นไร อิฉันก็เห็นดีเห็นงามด้วยเจ้าค่ะ” คุณมาลัยบอกอย่างไม่เต็มความรู้สึกนัก แต่ก็ต้องเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้ เธอเป็นช้างเท้าหลัง หากไปขัดในสิ่งที่ช้างเท้าหน้าต้องการก็อาจดูไม่เข้าที
       “พี่ได้ยินเช่นนี้ก็ค่อยคลายใจลงหน่อย แม่รำเพย...มาใกล้ๆ ฉันนี่” คุณหลวงวิศาลหันไปเรียกหญิงชาวเหนือให้มาใกล้ตน แล้วแนะนำให้อีกฝ่ายรู้จักกันและกัน
       “เจ้าค่ะคุณหลวง” สาวเจ้าเดินเข้ามาใกล้คุณหลวงวิศาล สีหน้าเจียมเนื้อเจียมตัว ทว่ารัศมีแห่งความผยองแผ่ซ่านออกมาจนคุณมาลัยสัมผัสได้
       “นี่คุณมาลัย เป็นเมียเอกที่ฉันเล่าให้แม่รำเพยฟัง ฝากเนื้อฝากตัวไว้เสีย เพลาต้องอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน จักได้เกื้อกูลกันเพื่อให้เรือนของเราร่มเย็น” คุณหลวงวิศาลแนะนำเมียเอกให้ผู้มาอยู่ใหม่รู้จัก อีกฝ่ายยกมือไหว้คุณมาลัยอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยขึ้น
       “อิฉันไหว้เจ้าค่ะคุณพี่มาลัย อิฉันชื่อรำเพย ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ หากอิฉันทำสิ่งใดมิถูกมิควร คุณพี่มาลัยให้ความเมตตาสั่งสอนอิฉันด้วยนะเจ้าคะ” คุณรำเพยจีบปากจีบคอพูด สายตามองตรงไปยังเมียเอกอย่างไม่มีท่าว่าจะยำเกรง ซึ่งอีอิ่มสังเกตเห็นได้ชัดแต่ยังไม่แสดงออกมา คุณมาลัยรับไหว้แล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่หาได้เต็มใจจะยอมรับหญิงแปลกหน้าไม่
       “พี่ดีใจที่เห็นแม่มาลัยกับแม่รำเพยเข้ากันได้ดี ถ้าเช่นนั้นพี่จักขอขึ้นเรือนไปอาบน้ำอาบท่าเสียหน่อย จักได้พาแม่รำเพยไปดูห้องหับที่ฝากไอ้ก่ำมาบอกแม่มาลัยให้ตระเตรียมไว้ให้ด้วย แม่รำเพย...ตามพี่ขึ้นไปบนเรือนสิ พี่จักพาไปดูที่หลับที่นอนของแม่รำเพย” คุณหลวงวิศาลหันไปบอกเมียรอง คุณรำเพยเดินมาประชิด ฝ่ายชายโอบร่างของเจ้าหล่อนแล้วประคองให้คุณรำเพยเดินขึ้นไปบนเรือนท่ามกลางสายตาของข้าทาสและคุณมาลัย
ทุกอย่างอาจไม่เริ่มมีเชื้อไฟ หากไม่มีวูบหนึ่งของสายตาคุณรำเพยที่หันมามองคุณมาลัยที่เดินทิ้งระยะห่างกำลังจะขึ้นเรือนตามไป มันเป็นสายตาที่เย้ยหยันและท้าทาย คล้ายกับว่าสงครามการแย่งชิงการเป็นเจ้าของเรือนได้เริ่มขึ้นแล้ว!
 
       คุณมาลัยนั่งอยู่หน้าคันฉ่องพลางประพรมน้ำอบน้ำปรุงให้หอมฟุ้ง มองเงาสะท้อนวงหน้าของตนที่สดสวย คุณหลวงวิศาลไปว่าราชการทางเหนือร่วมสองเดือน เธอต้องนอนเดียวดายรอผู้เป็นสามีอยู่วันแล้ววันเล่า บัดนี้แหละหนาจะปรนนิบัติพัดวีให้สมกับหน้าที่เมียที่ไม่ได้ทำมานาน
       เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้นเบาๆ คุณมาลัยละมือจากสิ่งที่กำลังทำ ส่องเงาของตัวเองในคันฉ่องอีกครั้งให้แน่ใจว่าสวยงามแล้ว ก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตูห้องต้อนรับผู้เป็นสามีที่ก่อนหน้านี้ขอตัวไปทำงานสักประเดี๋ยวที่อีกห้องหนึ่งบนเรือน
       “ทำงานเสร็จแล้วหรือเจ้าคะคุณหลวง ?” คุณมาลัยเอ่ยถามพลางเปิดบานประตูห้องออก ทว่าสิ่งที่พบหาใช่ร่างของสามีที่ห่างหายไปจากเรือนไม่ แต่กลับเป็นร่างของอีอิ่มยืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ1 อยู่อีกฝั่งของธรณีประตู สีหน้าที่ยิ้มหวานของคุณมาลัยหุบลงแทบจะทันที คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ
       “อีอิ่ม เอ็งมาเสนอหน้าทำกระไรเพลานี้ อีกสักประเดี๋ยวคุณหลวงก็จักเข้ามานอนแล้ว เอ็งจักไปไหนก็ไป วันนี้มิต้องมานอนกับข้า ข้าจักนอนกับคุณหลวง” คุณมาลัยทำเสียงดุ บ่าวคนสนิทหน้าเจื่อน อึกอักลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่ถึงไม่อยากพูดก็ต้องพูดเพราะเป็นคำสั่งของคุณหลวงวิศาล
       “เอ่อ...คุณหลวงเข้าห้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “เอ๊ะ...อีอิ่ม ข้าหาใช่เพื่อนเล่นเอ็งไม่ ข้าอยู่ในห้อง คุณหลวงยังมิได้กลับออกมาจากห้องทำงาน แล้วเอ็งว่าเข้าห้องได้อย่างไรเล่า เอ็งนี่ชักกำเริบ เห็นข้าเป็นเพื่อนเล่นเอ็งรึ” คุณมาลัยทำเสียงดุ อีอิ่มยกมือไหว้ท่วมหัวอย่างกลัวเกรง
       “อีอิ่มมิกล้าดอกเจ้าค่ะคุณมาลัย เพียงแต่คุณหลวงเข้าห้องไปแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ แต่หาได้ใช่ห้องของคุณมาลัยไม่ คุณหลวงเข้าไปนอนในห้องของคุณรำเพยเจ้าค่ะ เมื่อสักประเดี๋ยวบ่าวขึ้นมาเก็บถ้วยชาฝรั่งในห้องทำงานของคุณหลวง คุณหลวงจึงให้บ่าวมาบอกกับคุณมาลัยว่าคืนนี้จักไปนอนห้องของคุณรำเพย ท่านเกรงว่าคุณรำเพยจักมิคุ้นที่คุ้นทางแล้วนอนมิหลับเจ้าค่ะ” คนนำสารมาบอกเสียงสั่น อีอิ่มรู้ทันทีว่าหากคุณมาลัยเงียบ นั่นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าแสดงอาการออกมาเสียอีก ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของเมียเอก สายตาของเธอมองตรงไปยังประตูห้องของคุณรำเพยที่ตอนนี้คงเป็นสวรรค์ระเริงรักของผัวตนกับหญิงอื่น มือของเจ้าหล่อนกำแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าเนื้อ ก่อนจะปิดบานประตูห้องใส่หน้าอีอิ่มดังปัง บ่าวคนสนิทสะดุ้งเฮือก มองบานประตูห้องผู้เป็นนายแล้วถอนหายใจยาวๆ
       บ่าวสงสารคุณมาลัยเหลือเกินเจ้าค่ะ...
 
       แม้จะไม่ชอบขี้หน้ากันนัก แต่คุณมาลัยกับคุณรำเพยก็พยายามไม่ก่อเรื่องวุ่นวายบนเรือนให้ผู้เป็นสามีต้องขุ่นข้องหมองใจ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน ปรนนิบัติรับใช้คุณหลวงวิศาลกันตามแต่ผู้เป็นเจ้าเรือนต้องการ อาจมีบางครั้งที่กระทบกระทั่งกันทางคำพูดคำจา แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือให้เป็นขี้ปากพวกข้าทาสในเรือน เพลานั้นต่างคนต่างหวังที่จะตั้งท้องเพื่อมีทายาทสืบสกุลให้คุณหลวงวิศาล และเชื่อว่าหากใครมีลูกก่อน คนนั้นจะได้เป็นใหญ่บนเรือน แต่จนแล้วจนเล่าก็หาได้มีใครตั้งท้องไม่
       สายวันหนึ่ง คุณมาลัยนั่งคัดดอกมะลิสำหรับจะนำไปร้อยมาลัยถวายพระอยู่ที่สวนทางด้านซ้ายของเรือน พลันสายตาเหลือบไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งไม่คุ้นเคย ปกติคุณมาลัยมักจะเดินตรวจตรารอบเรือนเป็นนิจ ต้นไม้ทุกต้นเธอจำได้ เธอเคยเห็น เธอรู้จัก แต่เหตุใดเล่าต้นไม้ต้นนั้นจึงเหมือนไม่เคยพบเห็นในสวนมาก่อน คุณมาลัยละมือจากสิ่งที่ทำแล้วเอ่ยถามอีอิ่มที่ช่วยคัดดอกมะลิใส่พานอยู่ข้างๆ กาย
       “อีอิ่ม...นั่นต้นกระไร มีผู้ใดเอามาปลูกหรือ ?”
       “ไหนเจ้าคะ ?” อีอิ่มพยายามมองตามมือของผู้เป็นนายที่ชี้ไปทางด้านหนึ่งข้างเรือนใหญ่ เมื่อเห็นต้นไม้ที่ว่านางก็ร้องขึ้นมาทันที
       “อ๋อ คงเป็นต้นงิ้วเจ้าค่ะ สงสัยมันขึ้นมาเอง บ่าวเห็นมานานแล้วนะเจ้าคะ บ่าวนึกว่าคุณมาลัยเคยเห็นแล้วเสียอีก” ผู้เป็นบ่าวถามกลับ คุณมาลัยส่ายหน้าปฏิเสธ
       “ถ้าข้าเคยเห็นจักถามเอ็งทำไมเล่า แล้วเหตุใดจึงมิมีผู้ใดบอกข้าว่ามีต้นงิ้วขึ้นอยู่ในเรือน หรือตัดมันทิ้งไปเสียตั้งแต่เล็กๆ นี่ต้นเริ่มโตนักแล้ว อีกประเดี๋ยวถ้าออกดอกออกผลเรือนคงร้อนเป็นไฟ”
       “ทำไมเล่าเจ้าคะ ไฟจักไหม้เรือนหรือเจ้าคะ ?” อีอิ่มเอ่ยถามพาซื่อ คุณมาลัยหันไปจิกตามองก่อนจะตอบ
       “นี่เอ็งมิเคยรู้หรืออีอิ่ม ต้นงิ้วเป็นไม้อัปมงคล เป็นต้นไม้แห่งการมีชู้ โบร่ำโบราณจึงถือนักถือหนาว่าห้ามปลูกในอาณาเขตเรือน เรือนจักมิร่มเย็น แต่จักร้อนเป็นไฟด้วยคาวโลกีย์” คุณมาลัยบอกถึงสาเหตุที่ห้ามปลูกต้นงิ้วภายในเขตเรือนให้บ่าวคนสนิทฟัง อีอิ่มพยักหน้ารับแล้วเสนอตัว
       “ถ้าเช่นนั้นบ่าวจักไปตามพวกผู้ชายมาโค่นให้นะเจ้าคะ”
       “รีบเอาออกเสียก็ดี ยิ่งโตยิ่งโค่นลำบาก” คุณมาลัยบอก อีอิ่มจะลุกขึ้นไปตามพวกข้าทาสที่ทำสวนอยู่ทางด้านหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อ ไอ้เดช เดินถือจอบผ่านมาพอดี
       “ไอ้เดช...ไอ้เดช เอ็งมานี่สักประเดี๋ยว” แม้จะเป็นขี้ข้าเหมือนกัน แต่อีอิ่มกลับชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนสนิทของคุณมาลัย ทำให้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่าขี้ข้าคนอื่น ทั้งที่ความจริงไม่ใช่
       ไอ้เดชเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลา ทำให้ข้าทาสสาวๆ ตบตีแย่งชิงกันหลายครั้งหลายครา จนคุณมาลัยต้องสั่งลงหวายให้หลาบจำ ชายหนุ่มเดินมานั่งคุกเข่าตรงหน้าของคุณมาลัยพลางยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นนาย อีอิ่มกระแอมเสียงแล้วเชิดหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยปากสั่ง
       “ไอ้เดช เอ็งเห็นต้นงิ้วที่ขึ้นอยู่ตรงนั้นหรือไม่ ?” อีอิ่มชี้ไปทางด้านหนึ่งของสวน ไอ้เดชหันมองแล้วพยักหน้ารับ หาได้มีทีท่าตกใจไม่ที่เห็นไม้อัปมงคลขึ้นในเขตเรือน
       “เห็น...ทำไมหรือ ?”
       “อ้าว...นี่เอ็งเห็นมานานหรือยัง ?” อีอิ่มเริ่มขึ้นเสียง คนฟังทำหน้าฉงนก่อนจะพยักหน้ารับ
       “นานแล้ว”
       “นานแล้ว ? เหตุใดเอ็งมิโค่นออกไปเสียเล่า ปล่อยให้มันโตขึ้นมาได้อย่างไรกัน มันเป็นไม้อัปมงคล เอ็งมิรู้ดอกหรือ ?” คุณมาลัยพูดแทรก อีอิ่มเบ้ปากแล้วสอด
       “พวกข้าทาสมันก็โง่เง่า หาได้รู้เรื่องรู้ราวไม่” อีอิ่มมองไอ้เดชด้วยสายตาเหยียด ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งรู้เหตุผลจากคุณมาลัยเมื่อสักครู่ ไอ้เดชขี้เกียจเถียงอีอิ่มให้เสียเวลาจึงรีบอธิบายให้คุณมาลัยฟังทันที
       “บ่าวมิรู้ว่ามันอัปมงคลขอรับคุณมาลัย ถึงบ่าวรู้ บ่าวก็หาได้กล้าโค่นไม่ขอรับ บ่าวรู้ว่าคุณหลวงรักและหวงต้นไม้ทุกต้นในเขตเรือน โค่นสุ่มสี่สุ่มห้าบ่าวจักโดนลงหวายเอา ต้องมีคนสั่งบ่าว บ่าวจึงจักกล้าโค่นขอรับ ถ้าเช่นนั้นบ่าวจักโค่นต้นไม้นั่นให้คุณมาลัยบัดเดี๋ยวนี้ขอรับ แต่คุณมาลัยจักต้องเรียนคุณหลวงท่านนะขอรับว่าเป็นคนสั่งบ่าว”  
       ไอ้เดชบอกตามความจริง ซึ่งคุณมาลัยก็ครุ่นคิดตามที่อีกฝ่ายบอก...จริงอย่างที่มันว่า คุณหลวงรักต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นภายในเขตเรือน คุณหลวงเคยบอกว่าต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอก ใบไม้ทุกใบที่ขึ้นที่นี่ ล้วนแต่มีบุญคุณให้ความร่มเย็นกับเรือน ออกลูกผลให้ได้กินเป็นอาหาร ผลิดอกชูช่อให้เป็นอาหารตา เป็นยารักษาโรคให้เป็นอาหารร่างกาย เคยมีบ่าวโค่นต้นไม้ใกล้ตายลงโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณหลวงวิศาล ผลสุดท้ายจึงโดนลงหวายปางตายเพราะต้นไม้ต้นนั้นยังไม่ตายดี คุณหลวงวิศาลบอกว่ามันสามารถเยียวยาได้เหมือนคนป่วย จะนำไปฝังทั้งที่ยังมีลมหายใจไม่ได้ ต้องช่วยกันรักษาเยียวยาจนถึงที่สุดเสียก่อน หากหมดหนทางจะเยียวยาแล้วค่อยฝัง ต้นไม้ก็เช่นกัน หากมันยังอยู่ได้ก็ช่วยรดน้ำพรวนดินเพื่อให้มันยืนต้นได้ต่อ แต่หากมันไม่สู้แล้วจึงจะอนุญาตให้โค่นได้
       หลังจากนั้นจึงเป็นที่รู้กันของข้าทาสในเรือนว่าห้ามโค่นหรือตัดต้นไม้ต้นไหน นอกจากคุณหลวงวิศาลหรือคนบนเรือนจะสั่ง ข้าทาสมีหน้าที่เก็บกวาดใบไม้ ถางหญ้าไม่ให้รกชัฏ หรือตัดแต่งกิ่งไม้ที่แลดูไม่งามออกเพียงเท่านั้น
       “เอ้า...นั่งเฉยอยู่ได้ เอ็งรีบไปโค่นต้นงิ้วตามคำสั่งของคุณมาลัยเสียสิ หรือจักต้องให้ลงหวายเสียก่อน” อีอิ่มขึ้นเสียงใส่จนไอ้เดชสะดุ้ง คุณมาลัยใช้พัดในมือฟาดไปที่ไหล่ของอีอิ่มเมื่อเห็นว่ามันเริ่มเหิมเกริมเกินไปนัก
       “เอ็งทำตามที่อีอิ่มบอกเถิดไอ้เดช เดี๋ยวข้าจักบอกคุณหลวงเองว่าข้าเป็นผู้สั่งให้เอ็งโค่นต้นงิ้ว คงมิมีอันใดดอก ช่วงนี้คุณหลวงท่านก็ว่าราชการจนมืดค่ำ คงมิทันได้สังเกตเหมือนข้าเสียกระมัง ข้าจักปล่อยไว้รอคุณหลวงก็ใจคอมิสู้ดี มิอยากให้ไม้อัปมงคลเติบโตอยู่ภายในเขตเรือนต่อไปแม้สักนาที” คุณมาลัยบอกด้วยน้ำเสียงกังวลลึกๆ ไอ้เดชได้ยินเช่นนั้นจึงรีบทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
       “ได้ขอรับคุณมาลัย ประเดี๋ยวกระผมจักรีบโค่นมันให้นะขอรับ ขอกระผมไปเอาขวานมาก่อน”
       “รีบไปรีบมา” คุณมาลัยส่ายมือไล่ ไอ้เดชจึงลุกขึ้นเดินกึ่งวิ่งออกไปอีกทาง
       เจ้าของเรือนมองต้นงิ้วต้นนั้นแล้วใจเต้นรัว แม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงต้นงิ้ว แต่เหมือนว่ามันจะเป็นลางไม่ดีเอาเสียเลย ลางสังหรณ์ที่สื่อว่าอาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายในเรือนแห่งนี้
 
       เมื่อผู้เป็นสามีไม่อยู่เรือน คุณรำเพยก็หาได้อยากอยู่ร่วมชายคากับคุณมาลัยไม่ เจ้าหล่อนมักจะหาเรื่องออกไปเที่ยวตลาด ซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยจนถูกคุณมาลัยว่ากล่าวหลายครั้งแต่แสร้งทำหูทวนลมไปเสีย ในเมื่อเธอเป็นเมียคุณหลวงวิศาลเหมือนกัน เหตุใดจึงต้องกระเบียดกระเสียรด้วย เงินทองมากมายจะเก็บไว้อมตอนตายก็คงเสียชาติเกิด
       “อีเฟื้อง ถือข้าวของข้าดีๆ แล้วเอาขึ้นไปเก็บบนเรือน” ผู้เป็นนายหันไปสั่งบ่าวรับใช้ที่คุณหลวงวิศาลจัดให้เมียรอง 
อีเฟื้อง รับคำผู้เป็นนาย เธอไม่ใคร่ที่จะมารับใช้คุณรำเพยนัก อยากจะอยู่ในเรือนครัวเช่นเดิมเสียมากกว่า แต่ในเมื่อผู้เป็นนายสั่งให้ทำสิ่งใดก็ไม่อาจขัดได้ สุดท้ายเธอจึงต้องมาเป็นบ่าวรับใช้เมียรองคุณหลวงวิศาลอย่างไม่เต็มใจเอาเสียเลย
       “เจ้าค่ะคุณรำเพย” ว่าแล้วอีเฟื้องก็รีบกุลีกุจอหอบข้าวของขึ้นไปบนเรือน

       ไม้ที่มองเรื่องราวซึ่งดวงวิญญาณของคุณมาลัยดลบันดาลให้เขาเห็นอยู่ถึงกับเบิกตาโพลง...นั่นมันน้าเฟื้องแม่ของเรไรนี่นา นั่นหมายความว่าน้าเฟื้องเคยอยู่ในเรือนคุณหลวงวิศาลหรอกหรือ ? ถึงว่าสิ น้าเฟื้องจึงพยายามปกปิดเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในเรือนแห่งนี้!
       ในขณะที่คุณรำเพยกำลังก้าวเท้าออกจากศาลาท่าน้ำนั้น ไอ้เดชที่รีบวิ่งหมายจะเอาขวานไปโค่นต้นงิ้วให้คุณมาลัยก็ชนเข้ากับเมียรองของนายโดยไม่ได้ตั้งใจ ขวานในมือกระเด็นออกห่างตัว ทำให้ร่างของไอ้เดชล้มทับร่างคุณรำเพยจนริมฝีปากบรรจบกัน ต่างฝ่ายต่างมองด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ไอ้เดชจะรีบแยกตัวออกจากผู้เป็นนายพลางยกมือไหว้อย่างหวาดกลัว กลัวจะโดนลงหวายหลังลาย
       “คุณรำเพยขอรับ บ่าวกราบขออภัยขอรับ บ่าวมิได้ตั้งใจ ให้อภัยบ่าวด้วยเถิดขอรับ” ไอ้เดชตัวสั่นงันงก นึกภาพของคุณรำเพยเวลาแสดงทีท่าเกรี้ยวกราดกับข้าทาสออกเป็นอย่างดี...แต่ผิดคาด ไม่มีเสียงโวยวายของคุณรำเพยให้ได้ยิน มีเพียงเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอจนบ่าวอย่างไอ้เดชที่ก้มหน้างุดต้องเงยมอง
       “ข้าดูใจร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?”
       “เอ่อ...บ่าวหาได้คิดเช่นนั้นไม่ขอรับ” ไอ้เดชบอกไม่ตรงกับใจนัก ถ้าจะให้พูดกันตามตรง คุณรำเพยดูดุและเอาแต่ใจกว่าคุณมาลัยมากนัก เพียงแค่ใครทำอะไรไม่ถูกใจ เธอพร้อมจะโวยวายและตบตีเพื่อระบายความโกรธ แต่นั่นจะเป็นนิสัยในเวลาที่คุณหลวงวิศาลไม่อยู่บนเรือนเท่านั้น แต่หากผู้เป็นสามีอยู่ เธอจะกลายเป็นเมียรองที่แสนอ่อนหวานกลายเป็นคนละคนเลยทีเดียว
       “ไหนเอ็งเข้ามาใกล้ๆ ข้าสิ เหตุใดข้าจึงหาได้คุ้นหน้าเอ็งเอาเสียเลย เพิ่งมาอยู่ใหม่รึ ?” 
คุณรำเพยเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปใกล้ร่างของไอ้เดชที่เหมือนจะถอยหนี แต่สุดท้ายมืออันขาวนวลของเจ้าหล่อนก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ของชายหนุ่มจนไอ้เดชสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
       “ข้าถามเอ็งมิได้ยินหรืออย่างไร” คุณรำเพยเน้นเสียง
       “ได้ยินขอรับ บ่าวอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วขอรับ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในสวน หาได้เคยขึ้นไปบนเรือนไม่ คุณรำเพยจึงมิเคยเห็นบ่าวขอรับ” ไอ้เดชบอกพลางหยุดนิ่ง รับรู้ได้ถึงมือของคุณรำเพยที่นุ่มราวกับปุยนุ่นนั้นกำลังบีบเข้าที่ไหล่ของเขาเป็นจังหวะ เหมือนต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่างที่ไอ้เดชเองก็ไม่อยากจะคิด
       “แล้วเอ็งชื่อว่ากระไรเล่า ข้าจักได้เรียกถูก” คุณรำเพยเอ่ยถาม พลางใช้สายตามองร่างของไอ้เดชราวกับอยากจะกลืนกินไปเสียทั้งตัว
       “บ่าวชื่อเดชขอรับ”
       “ไอ้เดช...” คุณรำเพยทวนชื่อพลางส่งสายตาให้กับบ่าวอย่างพออกพอใจ มือที่แตะไหล่ของชายหนุ่มนั้นค่อยๆ เลื่อนลงมาที่หน้าอกของไอ้เดช บ่าวตัวร้อนผ่าวราวกับถูกไฟสุม แม้จะเคยต้องมือหญิงมาบ้าง แต่กับ ‘นายบนเรือน’ นั้น ความรู้สึกมันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
       “บ่าวนำข้าวของขึ้นไปเก็บที่ห้องของคุณรำเพยแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของอีเฟื้องดังขึ้นขัดจังหวะ มือของคุณรำเพยที่สัมผัสร่างของชายหนุ่มถูกชักกลับอย่างทันควันพลางทำสีหน้าให้เป็นปกติ
       “ข้ากำลังจักขึ้นเรือน พอดีไอ้เดชมันวิ่งผ่านมา ข้าเลยเรียกมันมาถามไถ่ตามประสานายบ่าว” ดูเป็นการร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัดแม้อีเฟื้องจะยังไม่ได้เอ่ยถามอันใด ไอ้เดชรีบถอยไปหยิบขวานซึ่งหล่นห่างจากตัวขึ้นมาถือไว้ อีเฟื้องเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม
       “พี่เดช เอาขวานไปทำกระไรเล่าจ๊ะ ?”
       “คุณมาลัยให้ข้าเอาไปโค่นต้นงิ้วที่ขึ้นในสวน” ไอ้เดชบอกอีเฟื้องซึ่งเป็นทาสในเรือนด้วยกัน คุณรำเพยได้ยินเช่นนั้นก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
       “เหตุใดต้องโค่นต้นงิ้วเล่า ? แล้วเอ็งจักโค่นต้นไม้ในเรือนได้บอกกล่าวคุณหลวงหรือไม่ เอ็งก็รู้ใช่ไหมว่าคุณหลวงหาได้ชอบให้ใครยุ่งกับต้นไม้ภายในเรือน” คุณรำเพยทักท้วงขึ้นมาทันที รู้ว่าการโค่นต้นไม้ในเรือนสักต้นโดยที่คุณหลวงวิศาลไม่อยู่นั้นเป็นเรื่องใหญ่มิใช่น้อย
       “บ่าวรู้ขอรับ แต่คุณมาลัยท่านสั่งให้บ่าวโค่น คุณมาลัยบอกว่าจักเรียนคุณหลวงท่านเองทีหลังขอรับ บ่าวเป็นบ่าว หากนายบนเรือนสั่งสิ่งใดก็จักต้องทำตาม” ไอ้เดชบอกตามจริง คุณรำเพยได้ยินเช่นนั้นก็นึกสนุก รอยยิ้มมุมปากเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองบ่าวชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า
       “แล้วถ้าข้าสั่งเอ็งบ้าง เอ็งจักทำตามที่ข้าสั่งหรือไม่ ?”
       “ถ้าคุณรำเพยสั่งสิ่งใด บ่าวก็จักต้องทำตามคำสั่งขอรับ” ไอ้เดชบอก มองหน้าผู้เป็นนายที่ยิ้มกริ่มราวกับมีแผนการอันใดกำลังจะลงมือ ไม่ต่างจากอีเฟื้องที่เริ่มสังหรณ์ว่าอาจจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นอีกเป็นแน่

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
       1  ปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ แปลว่า ดัดจริตเสนอหน้า หรือแสดงตัวผิดกาลเทศะ.
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น