อัปเดตล่าสุด 2018-07-19 16:23:03

ตอนที่ 3 กลับไปเสียเถิด...ก่อนจะเกิดเรื่องบรรลัย!

 

       ขันน้ำถูกนำมาส่งให้กับชายแปลกหน้าที่จับพลัดจับผลูวิ่งหนี ‘อะไรบางอย่าง’ ในป่ากล้วยกลับมายังเรือนของ ‘เรไร’ ไม้รีบยกขันน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตาที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อโดยมีเรไรมองอย่างขันในที เมื่อชายหนุ่มล้างหน้าลูบเนื้อตัวจนชื่นใจแล้วจึงส่งคืนให้สาวชาวบ้านพลางเอ่ยชม
       “น้ำบ้านหล่อนช่างหอมและเย็นชื่นใจเสียจริง”
       “วันนี้แม่ฉันไปเก็บดอกจันทน์กระพ้อมาลอยน้ำดอกไม้1 ไว้ตั้งแต่เช้า แต่หากวันใดดอกจันทน์กระพ้อมิมีก็เก็บดอกชมนาดมาลอยตั้งแต่ตอนค่ำ เพราะชมนาดจักหอมตอนค่ำ บางวันก็ใช้ดอกกระดังงามาลอย ก่อนลอยต้องเอามาลนไฟเสียหน่อยกลิ่นจักได้ยิ่งหอม” หญิงสาวบอกกรรมวิธีการทำน้ำลอยดอกไม้ที่ใครได้เห็นเป็นต้องชื่นชม ไม้ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ เขาอยู่ในพระนครมาตั้งแต่เกิด นานทีปีหนจึงจะได้เจอน้ำลอยดอกไม้หอมเช่นนี้    
       “เหมือนที่คนในวังเขาชอบทำกันเชียว แม่หล่อนเป็นชาววังเก่าหรือ ?”
       “แม่ฉันหาใช่ชาววังเก่าดอก แม่คงไปฟังใครเขาสอนต่อๆ กันมา แม่ของฉันทำไร่ทำสวน เข้าพระนครสักครั้งก็หาได้เคยไม่” เรไรบอกพลางวางขันน้ำลง มองหน้าอีกฝ่ายราวกับกำลังคิดว่าจะทำเช่นไรกับเขาต่อไป นี่ก็จะมืดค่ำแล้ว จะหาใครพายเรือไปส่งเขาในตัวเมืองดี
       “ว่าแต่หล่อนชื่อกระไรรึ ฉันมิใคร่ชอบที่จักเรียกสตรีว่าหล่อนอย่างนั้น หล่อนอย่างนี้”
       “ฉันชื่อเรไร” หญิงสาวตอบแต่ไม่เอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของชายหนุ่มกลับ เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องรู้ ประเดี๋ยวเขาก็คงจะกลับพระนครและก็คงไม่ได้เจอกันอีก
       “ฉันชื่อไม้” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็แนะนำตัวขึ้นมาเสียเองราวกับอ่านใจของเรไรออกว่าเจ้าหล่อนคงไม่เอ่ยถามชื่อเขาเป็นแน่ สิ่งที่ไม้คิดนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรไรคิด ไม้คิดว่าหากทำความรู้จักหญิงสาวชาวบ้านแถวนี้ไว้ก็ไม่เสียหลาย อย่างน้อยมิตรไมตรีก็ไม่เคยทำร้ายใคร ที่สำคัญอาจทำให้เขารู้เรื่องราวของบ้านร้างบนที่ดินผืนนั้นของเขาด้วย แต่สิ่งที่เรไรคิดคือหาได้มีความจำเป็นต้องรู้จักกัน เขาไม่ใช่คนแถวนี้ เคยได้ยินมาว่าคนจากพระนครร้อยเล่ห์นัก หาได้มีจิตใจบริสุทธิ์แบบชาวไร่ชาวนาไม่
       “ใครใคร่อยากรู้กันเล่า” หญิงสาวบอกอย่างไร้เยื่อขาดใย ไม่ไว้ใจชายหนุ่มที่นุ่งอาภรณ์ดูมีราคาเช่นนั้นนัก
       “ต่อให้มิใคร่รู้ฉันก็อยากจักบอกหล่อน...เอ้ย! เรไร จักได้มิต้องเรียกแทนฉันว่าคุณอีก ฉันหาใช่คนมียศถาบรรดาศักดิ์ไม่ เรียกว่าไม้ก็พอ อายุอานามเราก็คงจักไล่เลี่ยกันเสียกระมัง ถ้าจักห่างกันก็มิน่าเกินปีสองปี” แม้ไม้จะเป็นคนมีเงินมีทองไม่ใช่น้อย แต่เขาไม่ใช่คนที่จะโอ้อวดในสิ่งที่ไม่น่าอวด เงินทองสำหรับคนที่นี่อาจสำคัญ แต่คงไม่มากมายเหมือนผู้คนในพระนครหรอก
       “มีคนเล่าให้ฉันฟังว่าคนที่พระนครส่วนใหญ่นับหน้าถือตากันด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ฉันก็คิดว่าคุณ...เอ่อ ไม้จักเป็นคนเช่นนั้น” หญิงสาวกล่าวตามที่ใจคิด ยังรู้สึกประดักประเดิดในการเรียกคนเพิ่งรู้จักด้วยชื่อของเขา ปกติเธอก็เรียกคนแถวบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันว่า ‘เอ็ง’ บ้างล่ะ ‘ไอ้’ บ้างล่ะ ไม่ค่อยจะได้เรียกชื่อเฉยๆ แต่จะไปเรียกชายหนุ่มว่า ‘ไอ้ไม้’ ก็ดูกระไรอยู่ ถึงแม้เขาจะบอกว่าหาใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่ดูจากเสื้อผ้าท่าทางแล้วก็คงเป็นคนมีเงินมีทอง ถึงไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แต่ก็น่าจะอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าหญิงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำอย่างเธอเป็นแน่แท้
       “อย่าเหมารวมไปทั้งหมดสิเรไร คนตั้งมากมายร้อยพ่อพันแม่หาได้ต้องเป็นคนแบบเดียวกันไม่ คนอื่นอาจเป็นเช่นที่เรไรเคยได้ยินมา แต่กับฉัน เรไรวางใจได้ ฉันหาใช่คนเช่นนั้น” ชายหนุ่มบอกอย่างมีไมตรี สาวเจ้าพยักหน้ารับ เริ่มถูกชะตากับชายหนุ่มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
       “แล้วไม้นึกอย่างไรเล่า จึงอุตริไปที่เรือนคุณหลวงวิศาล คนที่นี่หาได้มีใครกล้าเข้าใกล้ แล้วไม้เป็นคนต่างถิ่น เหตุใดจึงไปที่นั่น ?” เรไรเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่เช่นนั้นก็คงเถียงกันไปเถียงกันมาไม่จบสิ้น อีกฝ่ายจึงล้วงกระดาษโฉนดบ้านที่ม้วนอยู่ในย่ามส่งให้กับหญิงชาวบ้านดู พร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ตนต้องเดินทางมาที่นี่...ที่ที่ไม่เคยมา
       “ฉันมิได้กล้าดีอันใดดอก ฉันก็แค่อยากมาดูบ้านที่อยู่ในโฉนดแผ่นนี้ มันคงหาได้น่าสนใจไม่หากมิมีข้อความเขียนไว้...ลายมือของพ่อฉันเอง” ไม้ส่งแผ่นกระดาษฝรั่งให้กับเรไร หญิงสาวเอื้อมมือไปรับแล้วคลี่โฉนดออกดูอย่างเก้ๆ กังๆ เจ้าของชี้ไปที่มุมหนึ่งของกระดาษแผ่นนั้น มีรอยหมึกเจ๊กเขียนไว้ว่า
       ‘อย่าได้กลับไปที่นี่’
       “ฉันหาได้อ่านออกไม่ ฉันมิได้เรียนหนังสือดอก” เรไรตอบพาซื่อ ไม้จึงอ่านข้อความนั้นให้หญิงสาวฟัง ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำปริศนา เรไรก็ถึงกับย่นคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อของไม้เขียนไว้ เช่นเดียวกับทายาทที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่านอกจากตัวหนังสือสั่งห้ามมาที่นี่แล้ว เหตุใดพ่อกับแม่ของเขาต้องเอากระดาษฝรั่งแผ่นนี้ไปซ่อนไว้ที่ขื่อของเรือนด้วย
       “หรือว่าพ่อกับแม่ของไม้รู้ว่าที่นี่มีดวงวิญญาณของคุณมาลัยอยู่ และดวงวิญญาณของคุณมาลัยพร้อมที่จักฆ่าทุกคนที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายในเขตเรือนคุณหลวงวิศาล” หญิงสาวสันนิษฐาน ไม้พยักหน้ารับ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทำให้เขาหายข้องใจได้
       “แต่พ่อกับแม่ของฉันรู้จักกับดวงวิญญาณของคุณมาลัยได้อย่างไร ที่สำคัญรกรากของพ่อแม่ฉันก็อยู่ที่พระนคร หาได้อยู่ที่อยุธยาไม่” ยิ่งคิดไม้ก็ยิ่งสงสัยในปริศนาที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะสิ้นใจด้วยโรคร้าย เมื่อผู้เป็นพ่อสิ้น ผู้เป็นแม่ก็ตรอมใจตายไปเสียอีกคน หากเขาเจอกระดาษฝรั่งแผ่นนี้ตอนที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิต คงจะได้คำตอบของคำถามที่ตอนนี้ยังครุ่นคิดจนปวดขมับหลายเพลาแล้ว
       “หากไม้ยืนยันว่าเป็นเจ้าของเรือนหลังนั้นจริง ฉันจักขอเตือนว่าควรทำตามที่พ่อของไม้สั่งเสียไว้เถิด ทิ้งมันไว้ให้เป็นอย่างเดิม มิใช่แค่คนที่นี่ดอกที่รู้ว่าที่ดินผืนนั้นน่ากลัวเพียงใด คนในตัวเมืองเองยังหาได้มีใครกล้ามาเหยียบไม่ หรือมิเช่นนั้นก็นำไปถวายวัดเสีย หากไม้คิดจักเข้าไปอยู่ คุณมาลัยหักคอตายแน่แท้ ไม้ก็เจอมากับตัวแล้วมิใช่หรือ ?” หญิงสาวเอ่ยเตือน
       “เรไรรู้หรือไม่ว่าเหตุใดวิญญาณของคุณมาลัยจึงมิไปผุดไปเกิด ยังวนเวียนอยู่ที่เรือนร้างแห่งนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความข้องใจ เรไรส่ายหน้าปฏิเสธ เธอเคยคิดอยากรู้จนไม่อยากจะรู้แล้ว
       “ฉันหาได้รู้กระไรแน่ชัดนักดอก ตั้งแต่เกิดมาก็รู้แต่เพียงว่าอย่าเข้าไปในเขตเรือนของคุณหลวงวิศาล ตอนเล็กๆ ฉันหาได้เชื่อคำที่ผู้ใหญ่เตือนนัก ชวนเพื่อนแอบไปเก็บมะม่วงในสวนเรือนคุณหลวงวิศาล และตั้งแต่ครั้งนั้น ฉันก็หาได้เคยเข้าใกล้เรือนคุณหลวงวิศาลอีก ที่ที่ใกล้ที่สุดที่ฉันไปได้คือป่ากล้วย แต่ก็ต้องรีบไปรีบกลับ กลัวจักเผลอเดินเข้าไปในเขตเรือนคุณหลวงวิศาล ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันอาจมิได้กลับออกมาอีกเลย”
       “เพลานั้นเรไรเจอสิ่งใดหรือ ?” ไม้สนใจใคร่รู้ หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ ภาพในวันนั้นยังแจ่มชัด ภาพที่เธอไม่มีวันลืมเลือนจนวันนี้
       “ฉันอายุราวเจ็ดขวบเห็นจักได้ วันนั้นฉันกับไอ้กล้าเพื่อนสนิทแอบเข้าไปในเขตเรือนคุณหลวงวิศาลกันสองคน...”

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       เสียงเจื้อยแจ้วของเรไรในวัยเจ็ดปีนั้นดังก้องไปทั่วทั้งป่ากล้วย ขณะที่เด็กน้อยเดินนำ ไอ้กล้า เด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันตรงไปยังเรือนคุณหลวงวิศาล ไอ้กล้าที่เหมือนจะยอมเป็นลูกกะจ๊อก2 ให้กับเรไร ดูท่าจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายสั่งให้ทำ นั่นคือการไปขโมยมะม่วงในเขตเรือนคุณหลวงวิศาล
       “แม่ข้าบอกว่าที่นั่นมีผี เอ็งมิกลัวผีหรือไรเล่าเรไร ?” ไอ้กล้าเอ่ยถามเสียงสั่น สองขาที่เดินตามเรไรนั้นกลับแข็งขึ้นมาเสียเฉยๆ เรไรที่เดินนำหน้าหยุดชะงักแล้วหันมองลูกกะจ๊อกพลางทำตาเขียว
       “เอ็งก็กลัวกระไรมิเข้าท่า ผีเผอมีที่ไหนกันเล่า เรื่องที่พวกผู้ใหญ่เล่าให้พวกเอ็งพวกข้าฟังเป็นเรื่องโป้ปดทั้งเพ คงมิอยากให้เด็กๆ เข้าไปเล่นที่นั่น หญ้ารกชัฏ งูเงี้ยวเขี้ยวขอจักฉกเอาต่างหากเล่า เอ็งเป็นผู้ชายแท้ๆ กลัวจนหัวหด ข้าเป็นผู้หญิง ข้าหาได้กลัวไม่” เรไรบอกอย่างภูมิใจ แม้ไอ้กล้าจะได้ยินเช่นนั้นแต่ก็ยังไม่คลายความกลัวลงได้
       “แล้วเหตุใดเอ็งต้องพาข้าไปเก็บมะม่วงที่นั่นเล่า ในหมู่บ้านก็มีเยอะแยะ ที่สำคัญเอ็งรู้ได้อย่างไรว่าที่นั่นมีมะม่วง อย่าบอกนะว่าเอ็งเคยไปที่เรือนคุณหลวงวิศาลมาแล้ว” ดูเหมือนคราวนี้ฝ่ายลูกกระจ๊อกจะจับผิดรุ่นพี่ได้ เรไรอึกอัก จริงอย่างที่กล้าสงสัย เมื่อวันก่อนเธอแอบไปชะเง้อมองที่รั้วเรือนคุณหลวงวิศาล เห็นต้นมะม่วงตลับนาก3 ออกลูกเต็มไปหมด ใครก็รู้ว่ารสชาติของมะม่วงตลับนากนั้นอร่อยเพียงใด ที่หมู่บ้านเธอเห็นมีอยู่ไม่กี่ต้น เคยแอบปีนไปขโมยเก็บแล้วถูกแม่ใช้ก้านมะยมหวดเสียจนขาลาย ในเมื่อหากินที่หมู่บ้านไม่ได้ เรือนคุณหลวงวิศาลคือที่สุดท้ายที่จะได้ลิ้มชิมรสมะม่วงตลับนากแสนหวานกรอบ
       “เอ็งเคยกินมะม่วงตลับนากหรือไม่เล่าไอ้กล้า ?” เรไรถามกลับ อีกฝ่ายส่ายหน้า เคยแต่ได้ยินคนอื่นบอกนักบอกหนาว่ารสชาติของมันหวานลิ้นนักแต่หากยากในหมู่บ้าน
       “นี่ไงเล่า ข้าเลยจักพาเอ็งไปลองชิมมะม่วงตลับนากที่เรือนคุณหลวงวิศาล” เด็กน้อยกล่าว ก่อนจะเดินนำหน้าลูกกะจ๊อกต่อ แต่นั่นยังไม่ทำให้อีกฝ่ายหายข้องใจ คำถามเดิมจึงถูกถามอีกครั้ง
       “เอ็งยังมิได้บอกข้าเลย เอ็งรู้ได้อย่างไรว่าที่เรือนคุณหลวงวิศาลมีมะม่วง ที่สำคัญรู้เสียด้วยว่าเป็นมะม่วงตลับนาก” ไอ้กล้าถามอย่างจับผิด เรไรหยุดกึก หันมาทำตาเขียวใส่เพื่อน 
       “เอ็งนี่ถามเซ้าซี้นัก หากมิอยากไปก็มิต้องไป ข้าไปคนเดียวก็ได้!” พูดจบเรไรก็เดินกระแทกเท้าออกไปจากที่ตรงนั้น ทิ้งให้ไอ้กล้ายืนนิ่งอย่างชั่งใจว่าจะตามผู้เป็นเพื่อนไปดีหรือไม่ แต่เนื่องจากกลัวว่าหากทิ้งเรไรไปที่เรือนผีสิงตามลำพังแล้วเกิดเหตุร้ายคงไม่มีใครช่วยเหลือ ที่สำคัญเขามีเรไรเป็นเพื่อนคนเดียวที่ยอมเล่นด้วย พวกผู้ชายคนอื่นๆ ชอบแกล้งเขาเพราะเห็นว่าตัวเล็ก ถ้าเรไรไม่เป็นเพื่อนเล่นกับเขาอีก เขาคงเหงาพิกล
       “เดี๋ยวสิเรไร เอ็งรอข้าด้วย ข้าไปด้วย!”
 
       แม้เป็นเวลากลางวันแต่ภายในเขตเรือนคุณหลวงวิศาลกลับเงียบเชียบจนน่าจนลุก เสียงใบไม้สักใบที่จะไหวตามลมก็ไม่ได้ยิน เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ชอบร้องระงมตามพงหญ้ากลับเงียบสนิทเหมือนพวกมันพยายามเงียบเสียงของตัวเองเนื่องจากกลัวจะไปรบกวนอะไรบางอย่างที่ยังอยู่ในเรือนทรงไทยร้างแห่งนี้ คงจะมีแต่เสียงย่ำเท้ากลางพงหญ้าของเด็กสองคนที่เดินตรงเข้ามาในเขตเรือนร้างเท่านั้น ในจังหวะที่เรไรจะผลักประตูรั้วเรือนเข้าไป ไอ้กล้ารีบคว้าแขนของเพื่อนไว้เสียก่อนจนเรไรหยุดชะงัก หันมามองอย่างขัดใจ
       “เป็นกระไรเล่าไอ้กล้า ?”
       “อย่าเข้าไปเลยเรไร ข้ารู้สึกว่าที่นี่มันน่ากลัวนัก มิรู้ข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่ข้ารู้สึกว่ามีใครก็มิรู้คอยมองเราอยู่ แม่ข้าเคยบอกว่าเจ้าของเรือนหลังนี้หวงทุกอย่างที่อยู่ในเขตเรือน แล้วอยู่ๆ เอ็งจักเข้าไปเด็ดมะม่วง ประเดี๋ยวผีเจ้าของเรือนก็มาหักคอดอก” ไอ้กล้าเอ่ยเตือนพลางกลอกตามองรอบกายอย่างระแวง คนฟังถอนหายใจยาวๆ แล้วดึงแขนของตนออกจากมือของเพื่อน
       “เอ็งนี่ก็กลัวมิเข้าเรื่อง ข้าบอกเอ็งแล้วไงเล่า ถ้าเอ็งกลัวเอ็งก็กลับไปเสีย ข้ามิได้ขอร้องให้เอ็งมากับข้าเสียหน่อย” ไม่ปล่อยให้เสียเวลา เรไรผลักประตูรั้วไม้ที่ทรุดโทรมออกอย่างรวดเร็ว ทันทีที่บานประตูเปิดออก ทุกสิ่งที่เหมือนหยุดการเคลื่อนไหวกลับเริ่มโยกย้ายราวกับมีชีวิต ลมปริศนาโชยพัดจนยอดหญ้าคาปลิวสะบัดเป็นระลอกคลื่น เสียงนกฝูงใหญ่บินแตกฮือออกจากสุมทุมพุ่มไม้พลางส่งเสียงร้องฟังดูแล้วแปลกพิลึกนัก ต้นงิ้วที่หนามแหลมคมสั่นไหวราวกับถูกเขย่าจนดอกงิ้วสีแดงร่วงกราวเต็มพื้น มองผิวเผินราวกับเรือนไทยหลังนี้ถูกอาบไปด้วยเลือดสีแดงสด...สีแดงจากดอกงิ้ว
       แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเรไรล้มเลิก
       เรไรเดินตรงไปที่ต้นมะม่วงตลับนากที่บัดนี้ออกผลเต็มต้นเชื้อเชิญให้ชวนชิมเสียนี่กระไร เด็กน้อยเดินตรงไปหยุดที่ใต้ต้นมะม่วง ตั้งท่าจะปีนขึ้นไปเก็บให้สาแก่ใจ ทันใดนั้นท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวไปด้วยแสงแดดในเวลาใกล้เพลกลับถูกเมฆสีดำทะมึนเคลื่อนมาบดบังราวกับกำลังจะเกิดพายุฝน ลมที่พัดแรงอยู่แล้วกลับทวีความแรงมากขึ้นจนเรไรแทบจะทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยต้องใช้สองมือกอดต้นมะม่วงไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองปลิวไปตามแรงลมเสียก่อน
       หน้าต่างบานหนึ่งบนเรือนไทยเปิดออกอย่างแรง จนทำให้บานหน้าต่างกระแทกเข้ากับฝาเรือนดังปัง เรไรกับกล้าหันไปมองยังที่มาของเสียงแทบจะพร้อมๆ กัน สิ่งที่พบคือร่างของหญิงห่มสไบสีแดงเลือดนก นุ่งโจงกระเบนสีเขียวใบไม้ยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น ใบหน้าที่ซีดเผือดช่วยขับให้ดวงตาสีแดงก่ำชัดเจนจนน่าสะพรึง
       “ออกไปจากที่ของกู! สิ่งใดที่เป็นของกู ห้ามผู้ใดเอาออกไปจากเขตเรือนของกู...ออกไป๊!” เสียงของผีสาวเจ้าของเรือนดังก้องกังวาน ในเวลานั้นเหมือนเรไรจะตกใจเสียแทบคุมสติตัวเองไม่อยู่ เด็กน้อยทรุดลงกับพื้น ไม่มีเรี่ยวแรงจะวิ่งหนีออกไปจากเรือนคุณหลวงวิศาล ในขณะที่ดวงวิญญาณเจ้าของเรือนค่อยๆ ก้าวเท้าข้างหนึ่งออกจากหน้าต่าง ขาที่ดูยาวไม่ต่างจากขาของเปรต แลดูน่ากลัวจนเกินจะเอ่ย กล้าที่ยืนเกาะรั้วแน่นเพื่อต้านแรงของลมดูท่าไม่ดี เด็กน้อยรวบรวมกำลัง...ทั้งกำลังกายและกำลังใจ วิ่งฝ่าลมแรงเข้าไปดึงตัวของเรไรออกมาจากใต้ต้นมะม่วงตลับนาก แล้วพากันวิ่งออกจากเขตเรือนคุณหลวงวิศาลผ่านป่ากล้วยอย่างตื่นตระหนกสุดชีวิต รู้สึกตัวอีกทีทั้งสองก็มาล้มแผ่ที่ทางด้านหนึ่งของหมู่บ้านเสียแล้ว…

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       “หลังจากนั้นฉันก็ถูกแม่ตีด้วยก้านมะยมเสียยกใหญ่ แต่นั่นหาได้ทำให้ฉันกลัวเท่ากับสิ่งที่เจอในวันนั้นที่เรือนของคุณหลวงวิศาล เรื่องที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องที่คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อๆ กันมานั้นเป็นเรื่องโป้ปด หากมิเห็นกับตาฉันคงมิกล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำดอก ว่าที่เรือนคุณหลวงวิศาลมีดวงวิญญาณของคุณมาลัยอยู่จริงๆ” เรไรเล่าเรื่องในอดีตให้ชายหนุ่มฟัง ไม้พยักหน้ารับ สิ่งที่เรไรเล่าเหมือนสิ่งที่เขาเจอมาไม่มีผิด
       “น่าแปลกเสียจริง แล้วเหตุใดเล่าโฉนดบ้านซึ่งคือเรือนคุณหลวงวิศาลนั้นจึงตกไปอยู่ที่มือพ่อแม่ของฉันได้ จักว่าพ่อแม่ฉันซื้อไว้ก็หาใช่ที่ดินที่น่าซื้อไม่ ที่ดินผีสิงแบบนั้น ใครกล้าซื้อฉันว่าคงมิปกติเสียกระมัง เรไรว่าอย่างนั้นไหมเล่า ?” ไม้หันมาถามความเห็น หญิงสาวนิ่งคิดชั่วอึดใจก่อนจะตอบ
       “ฉันจักไปรู้ได้อย่างไร นั่นมันเป็นเรื่องของพ่อแม่ไม้ ฉันหาใช่คนในครอบครัวไม่ เหตุใดมิไปหาวิธีถามกันเองเล่า” หญิงสาวยียวนกลับ ไม้ยิ้มเล็กๆ ด้วยความขันในที    
       “เรไรพูดอย่างกับว่าจักให้ฉันปลุกวิญญาณพ่อกับแม่ของฉันให้ลุกขึ้นมาไขปริศนาคาใจให้ฉันเช่นนั้น เออ...ฉันนึกกระไรบางอย่างออก ที่นี่จักต้องมีคนเฒ่าคนแก่ที่อาจรู้จักพ่อแม่ของฉันก็เป็นได้ บางทีอาจรู้เหตุผลว่าเหตุใดท่านทั้งสองถึงมีโฉนดบ้านซึ่งคือเรือนของคุณหลวงวิศาลในครอบครอง ฉันคิดว่ามันคงต้องมีเหตุผลเป็นแน่ การที่คนจากพระนครมาซื้อที่ดินที่มีผีสิงคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยสำหรับคนที่นี่ เรไรพอรู้จักใครที่อาจรู้เรื่องนี้บ้างหรือไม่ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ยังไม่ทันที่เรไรจะได้คิด เสียงเอ่ยทักของ อีเฟื้อง มารดาของเรไรก็ดังขึ้น
       “เรไร นั่นเอ็งพาใครมาน่ะ ?”
       “ฉันไหว้จ้ะน้า” ไม้เป็นฝ่ายยกมือไหว้ผู้อาวุโสก่อนที่เรไรจะแนะนำเสียอีก อีเฟื้องยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน ข้างกายของอีเฟื้องนั้นมีชายหนุ่มนุ่งโจงกระเบนสีหม่น ท่อนบนไร้อาภรณ์ เผยให้เห็นร่างกายกำยำอย่างคนที่ใช้กำลังในการทำมาหากินชัดเจน สายตาที่มองไม้นั้นเต็มไปด้วยความไม่ถูกชะตาทั้งที่เพิ่งพบหน้ากันเพียงครั้งแรก
       ไอ้กล้า...เพื่อนรักของเรไรนั่นเอง
       “ไหว้พระเถอะพ่อหนุ่ม แล้ว...” อีเฟื้องหันไปหาลูกสาว อีกฝ่ายอ่านสายตาผู้เป็นแม่ออกจึงอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น
       “คุณคนนี้เขาชื่อไม้จ้ะแม่ เขามาจากพระนคร ฉันไปเจอเขาที่ป่ากล้วย เขา...เอ่อ...”
       “ฉันไปที่เรือนคุณหลวงวิศาลมาจ้ะ” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายตอบเสียเอง
       “คุณพระ!” หญิงวัยกลางคนแทบทรุด ดีที่ไอ้กล้าประคองไว้ ผู้เป็นลูกสาวลุกผึงขึ้นแล้วรีบเข้าไปช่วยประคองอีเฟื้องอีกแรง อีเฟื้องทำมือทำไม้บอกว่าตนไม่เป็นอะไร ทว่าทั้งเรไรและไอ้กล้ายังไม่วางใจนัก
       “ข้าไหว ข้ามิเป็นกระไรดอก ข้าแค่ตกใจที่ได้ยินว่าพ่อหนุ่มคนนี้ไปที่เรือนคุณหลวงวิศาลมา”
       “แน่ใจนะจ๊ะน้าเฟื้อง ?” ไอ้กล้าเอ่ยถามอีกครั้ง อีเฟื้องพยักหน้ารับให้อีกฝ่ายมั่นใจ ไอ้กล้าจึงปล่อยมือออกจากร่างของอีเฟื้อง แต่เรไรยังประคองแม่ของตนอยู่พลางทำเสียงดุ
       “ช่วงนี้แม่ดูเหนื่อยมากนะจ๊ะ ฉันบอกแล้วว่ามิต้องไปขายของที่ตลาด ฉันไปเองก็ได้ ถ้าแม่เจ็บป่วยเป็นกระไรไปฉันจักอยู่อย่างไรเล่า”
       “โอ๊ย...ข้ามิได้เป็นกระไรเสียหน่อย ตีโพยตีพายเป็นคนแก่ไปได้” ผู้เป็นแม่ทำเสียงสูง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องหันไปถามชายหนุ่มที่มาจากพระนครด้วยความสนอกสนใจและแปลกใจ เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงกล้าไปเหยียบบนที่ดินต้องห้าม...ที่ดินผีสิง! “ว่าแต่พ่อหนุ่มนึกอุตริกระไรเล่า จึงไปที่เรือนคุณหลวงวิศาล รู้หรือไม่ว่าที่นั่น...”
       “มีผี...ผีของคุณมาลัย เรไรเล่าให้ฉันฟังหมดแล้วจ้ะน้า ฉันเองก็เจอมากับตัว เห็นมากับตา เชื่อแน่ว่าที่นั่นมีดวงวิญญาณของคุณมาลัยจริงๆ แต่ที่ฉันต้องมาที่นี่เพราะฉันเจอโฉนดบ้าน ซึ่งคือเรือนของคุณหลวงวิศาลอยู่ที่เรือนของฉันที่พระนคร...นี่จ้ะ โฉนดบ้านที่เป็นของพ่อแม่ฉัน ฉันเพิ่งไปเจอมาหลังจากพ่อแม่ฉันสิ้นใจ” เพื่อไม่ให้ฟังดูเป็นเรื่องโป้ปด เจ้าของที่ดินจึงยื่นหลักฐานให้กับอีเฟื้องดู อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธที่จะรับกระดาษฝรั่งแผ่นนั้น เธอเองดูไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร
       “หาได้จำเป็นต้องดูไม่ น้าดูมิเป็นดอก แต่น่าแปลกเสียจริงเชียว เรือนของคุณหลวงวิศาลเหตุใดจึงตกไปเป็นของพ่อหนุ่ม พ่อแม่ของพ่อหนุ่มเคยเล่าให้ฟังหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีโฉนดบ้านหลังนั้น ทั้งที่...มิน่ามีใครได้ไป” อีเฟื้องย่นคิ้ว เธออยู่แถวนี้มานาน นานจนพอจะรู้ว่าที่ดินผืนนั้นไม่ได้ถูกยกให้ใคร เรือนของคุณหลวงวิศาลถูกปิดตาย หากโฉนดบ้านจะอยู่ที่ใคร ก็ควรจะอยู่ที่ คุณพระพิจิตร พี่ชายของคุณหลวงวิศาลที่เข้ามารับทุกอย่างไปเป็นของตน เนื่องจากเป็นญาติพี่น้องเพียงคนเดียวที่เหลือ หลังจากคุณๆ บนเรือนคุณหลวงวิศาลสิ้นอายุขัยกันไปทั้งหมด และทายาทเพียงคนเดียวของคุณหลวงวิศาลก็หายไปตั้งแต่เล็กๆ ไม่มีใครมีชีวิตอยู่เพื่อขายทอดที่ดินผืนนั้นหรือยกบ้านให้ผู้อื่นได้แน่แท้
       “แม่พอรู้จักพ่อแม่ของเขาไหม อาจจักเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่แล้วไปตั้งรกรากที่พระนครก็ได้” เรไรเอ่ยถาม พยายามช่วยหาเหตุผลให้ชายแปลกหน้า
       “ใช่จ้ะ บางทีอาจจักเป็นเช่นนั้น” ไม้กระตือรือร้น ภาวนาขอให้อีกฝ่ายรู้จักพ่อแม่ของเขา บางทีปริศนาอะไรหลายๆ อย่างอาจถูกไขให้กระจ่างง่ายขึ้น
       “พ่อแม่ของพ่อหนุ่มชื่อกระไรรึ ?”
       “พ่อฉันชื่อสิงห์ แม่ฉันชื่อทับทิมจ้ะ น้าพอคุ้นบ้างไหมจ๊ะ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม นางเฟื้องตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
       "โอ๊ย...ตั้งแต่ข้าอยู่แถวนี้มา ข้ามิเคยรู้จักผู้ใดชื่ออย่างที่เอ็งว่า"
       เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ความหวังของไม้ก็พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะล้มเลิกความตั้งใจ หากเขาไม่รู้ว่าเหตุใดกระดาษฝรั่งที่แสดงที่ตั้งของเรือนคุณหลวงวิศาลถึงมาอยู่ในมือได้ เขาคงไม่ยอมกลับพระนครไปง่ายๆ เป็นแน่
       “แม่จ๋า แล้วแม่พอรู้ประวัติของที่นั่นบ้างหรือไม่จ๊ะ ฉันสงสัยมาตั้งแต่เล็กแล้ว ว่าเหตุใดวิญญาณของคุณมาลัยจึงยังอยู่ที่นั่น มันต้องมีกระไรสิจ๊ะ คุณมาลัยถึงยังมิยอมไปผุดไปเกิด เหมือนรอกระไรบางอย่างอยู่ แม่เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ น่าจักพอรู้กระไรบ้าง” ได้โอกาสถาม เรไรจึงไม่ปล่อยให้มันผ่านไป อันที่จริงเธอเคยถามผู้เป็นแม่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้คำตอบ ซ้ำยังโดนดุอีกต่างหาก วันนี้มีเรื่องของชายแปลกหน้ามาช่วยเสริม อาจทำให้ผู้เป็นแม่ยอมปริปากเล่าเรื่องที่เรือนคุณหลวงวิศาลออกมาบ้างไม่มากก็น้อย
       แต่สุดท้ายก็ไม่...
       “ข้ามิรู้กระไรทั้งนั้นแหละ รู้แต่ว่าอย่าได้คิดไปที่นั่นมิว่าจักมีเรื่องคอขาดบาดตายสักเพียงไร เพราะการไปที่นั่นก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเหมือนกัน เรื่องบางเรื่องมิจำเป็นต้องรู้ที่มา รู้แค่ว่ามันจักมีจุดจบเช่นไรก็พอเพียงแล้ว” 
       อีเฟื้องหันไปทำเสียงดุใส่เรไร ฝ่ายลูกสาวพยักหน้ารับ สิ่งที่หวังว่าจะได้ยินจากปากของผู้เป็นแม่ไม่เป็นอย่างหวัง ไม่ว่าอย่างไรอีเฟื้องก็ไม่ยอมปริปากพูดถึงประวัติของเรือนคุณหลวงวิศาล และการพยายามปกปิดนั้นทำให้เรไรค่อนข้างมั่นใจว่าแม่ของตนต้องรู้เรื่องที่นั่นอย่างแน่แท้ เพียงแต่ไม่ยอมพูดออกมาก็เท่านั้น
       “ส่วนพ่อหนุ่ม กลับพระนครไปเสียเถิด ชีวิตของพ่อมีค่ามากกว่าเรือนไทยผีสิงหลังนั้น ต่อให้พ่อหนุ่มอยากจักเอามันไปทำการอันใดก็มิมีทางเจริญรุ่งเรือง เรือนร้างที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่เต็มไปด้วยความอัปมงคล คนที่ได้ครอบครองคงมีแต่ความฉิบหายวายวอด เฉกเช่นเจ้าของเก่าที่สุดท้ายก็หาได้มีใครได้ครอบครองไม่ พ่อหนุ่ม อย่าอยากได้ในสิ่งที่มิควรจักได้ ทิ้งมันไปเสีย เชื่อน้าเถิด” 
       สายตาที่อีเฟื้องมองชายหนุ่มที่มาจากพระนครนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและเป็นห่วง ชายหนุ่มทำได้แค่นิ่ง ไม่กล้ารับปากว่าจะทำแบบนั้น เพราะหากเขายอมทิ้งมันแล้วกลับพระนคร คำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็จะตามหลอกหลอนเขาไปจนชั่วชีวิต สิ่งที่ดวงวิญญาณของคุณมาลัยตะโกนไล่หลังเหมือนมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในนั้น อะไรบางอย่างที่เขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งที่ไม่น่าเกี่ยวข้อง

       “เรไร เอ็งไปส่งพ่อหนุ่มนี่เสีย ส่วนน้าจักขอเข้าไปพักในเรือน...เชื่อน้า อย่าไปอยากได้ทุกสิ่งที่อยู่บนที่ดินผืนนั้นแม้แต่ใบไม้แค่ใบเดียว...ถ้ายังอยากมีชีวิต!” พูดจบอีเฟื้องก็เดินเข้าไปในเรือน ทิ้งให้เรไร ไม้ และไอ้กล้ายืนนิ่งอยู่บริเวณชานเรือน ลูกสาวเจ้าของเรือนหันไปมองท้องฟ้าในยามเย็นย่ำ อีกไม่กี่เพลาก็คงจะมืดค่ำเสียแล้ว ไม่มีใครพายเรือไปส่งหนุ่มชาวพระนครในตัวเมืองเป็นแน่
       “ป่านนี้แล้วจักมีผู้ใดรับจ้างพายเรือไปส่งกันเล่า...ไอ้กล้า เอ็งพอจักไหว้วานผู้ใดให้ไปส่งเขาในตัวเมืองได้หรือไม่” หญิงสาวหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ไอ้กล้าที่ไม่ชอบขี้หน้าไม้เป็นทุนเดิมรีบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น
       “โอ๊ย...มิมีผู้ใดกล้าพายเรือเข้าตัวเมืองในเพลามืดๆ ค่ำๆ ดอกเรไร หากหาได้กลัวโจรก็คงกลัวผี เห็นว่าเป็นเจ้าของเรือนคุณหลวงวิศาลใช่ไหมเล่า เหตุใดเอ็งจึงมิไปนอนที่นั่น ไว้วันพรุ่งข้าจักเมตตาหาคนพายเรือไปส่งเอ็งในตัวเมือง...หากเอ็งมีชีวิตรอดกลับมา” กล้าหัวเราะในลำคอ ในขณะที่เรไรหันขวับมองตาเขียว รู้สึกว่าผู้เป็นเพื่อนพูดจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย
       “ไอ้กล้า ถ้าเอ็งมิคิดช่วยเหลือก็มิต้องพูดมาก จักไปไหนก็ไป” เรไรเสียงแข็งแล้วนิ่งคิด เธอจะทำอย่างไรกับชายแปลกหน้าคนนี้ดี อย่างน้อยก็ควรมีน้ำใจหาที่หลับที่นอนให้ชายหนุ่มในคืนนี้ เพลารุ่งสางค่อยหาเรือชาวบ้านให้ไปส่งเขาเข้าไปในตัวเมือง
       และแล้วเรไรก็คิดบางอย่างออก...
       “ฉันนึกออกแล้วว่าคืนนี้จักให้ไม้นอนที่ใด!”

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
       1  น้ำลอยดอกไม้ เป็นขั้นตอนแบบง่ายๆ ในการนำความหอมจากดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมชื่นใจมาลอยลงบนน้ำสะอาด แล้วปิดฝาอบไว้ เป็นวิธีแบบโบราณที่คนไทยโบราณคิดและถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น คนไทยเรารู้จักนำดอกไม้หอมมาใช้ประโยชน์ในด้านเครื่องหอม และนำมาใช้งานในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ดอกไม้หอมที่นิยมนำมาทำน้ำดอกไม้สด ประกอบด้วยดอกมะลิสดเป็นกลิ่นยืนพื้น นอกนั้นก็จะใช้ดอกกระดังงาไทยลนไฟ แล้วฉีกเป็นเส้นลอยบนผิวน้ำ ดอกกุหลาบมอญให้กลิ่นหวานหอมชื่นใจ ดอกชมนาดให้กลิ่นนุ่มนวลชวนดม ดอกจันทน์กะพ้อให้กลิ่นชื่นใจ สี่ชนิดนี้นิยมนำมาทำน้ำดอกไม้สดมากที่สุด แต่โบราณในราชสำนัก น้ำลอยดอกไม้สดถูกอบไว้สำหรับเจ้านายทรงสรงพระพักตร์ตอนตื่นจากบรรทม เจ้าพนักงานก็จะเชิญโถแก้วลอยดอกไม้สดมาให้เจ้านายทรงลูบเนื้อลูบตัว ถือเป็นธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ น้ำดอกไม้สดยังแทรกอยู่ในน้ำปรุง น้ำหอมแบบโบราณน้ำสีเขียวๆ ใช้น้ำดอกไม้สดผสม นอกจากนี้น้ำดอกไม้สดยังถูกนำไปใช้ปรุงอาหารหวานคาวได้อีก น้ำที่ใช้กินกับข้าวแช่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เพียงแต่อบควันเทียนเพิ่มก็จะได้น้ำดอกไม้สดกินกับข้าวแช่หอมชื่นใจยามอากาศร้อนๆ ขนมไทยถ้าจะให้มีรสชวนกลิ่นหอมก็จะใช้น้ำลอยดอกไม้เจือลงไปด้วย จะได้รสและกลิ่นของขนมเพิ่มความน่ากินเป็นทวีคูณ การลอยดอกไม้สดให้ได้กลิ่นหอมมากที่สุดมีขั้นตอนที่ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายถ้าไม่รู้วิธี จะทำให้น้ำที่ได้มีกลิ่นเหม็นเขียว ไม่คงความหอมของดอกไม้ไว้ ดอกมะลิหน้าร้อนดอกดกและดอกใหญ่มีน้ำมันหอมมาก เก็บตอนเวลาหกโมงเย็นดอกกำลังเปล่งพร้อมบานเต็มที่ หาโถแก้วมีฝาปิดสนิทใส่น้ำสะอาด ถ้าแต่ก่อนจะใช้น้ำฝน ปัจจุบันน้ำฝนไม่สะอาดอีกต่อไป นำดอกมะลิปลิดขั้วออก วางบนผิวน้ำแต่เบามือ ราว 3 ทุ่มดอกมะลิจะบานเต็มที่ เริ่มคายน้ำมันกระจายทั่วผิวน้ำ ความหอมจะจับอยู่บนผิวน้ำ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นให้รีบช้อนดอกมะลิออก ไม่เช่นนั้นกลิ่นจะหอมเอียนๆ ไม่หอมชื่นใจเท่าที่ควร ดอกไม้ที่จำเป็นต้องหาภาชนะเล็กๆ มาลอยอีกที เช่น จันทน์กะพ้อ ชมนาด เพราะเป็นดอกไม้กลีบบาง ต้องหาจอกเล็กๆ มาใส่ตัวดอกไม้แล้วลอยในโถอีกที ถ้าทำตามขั้นตอนที่บอก น้ำลอยดอกไม้ที่ได้จะกลิ่นหอมชื่นใจแน่นอน / เพจคนรักไม้ดอกหอมและเครื่องหอมไทย

       2  ลูกกะจ๊อก หรือ ลูกจ๊อก แปลว่า ผู้ที่อ่อนแอสู้ใครไม่ได้
       
       3 มะม่วงตลับนาก มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไปคือ MANGIFERA INDICA LINN อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนมน เนื้อใบหนา สีเขียวสด รสชาติของ มะม่วงตลับนากขณะดิบจะเปรี้ยวจัด ฉ่ำน้ำ กรอบ สับเป็นฝอยปรุงเป็นยำมะม่วงดีมาก ผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อสุกวัดความหวานได้ประมาณ 14 องศาบริกซ์ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เสี้ยนน้อย เมล็ดไม่ลีบเล็ก 1 ผล มี 1 เมล็ด รับประทานผลสุกอร่อย ไม่แพ้มะม่วงกินสุกทั่วไป สามารถติดผลได้ปีละ 2 ครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น