อัปเดตล่าสุด 2018-07-18 11:37:40

ตอนที่ 2 เรือนคุณหลวงวิศาล...วันวานที่ไม่น่าจดจำ

 

       พุทธศักราช 2435
       กรุงเก่า

       เรือแจวของชาวบ้านที่มีชายหนุ่มแต่งตัวผิดแผกจากคนละแวกนั้นนั่งมาด้วยกำลังถูกเจ้าของเรือใช้พายจ้ำอย่างรวดเร็ว
จนคนที่โดยสารมาด้วยต้องจับกราบเรือไว้แน่นด้วยเกรงจะพลัดตกน้ำตกท่าไปเสีย
       “ไม่ต้องเร็วขนาดนี้ก็ได้พี่ชาย”
       “มิได้ดอก ประเดี๋ยวพระอาทิตย์จักตกดินแล้ว ข้ามิอยากถึงเรือนคุณหลวงวิศาลเพลานั้น” คนพายบอกด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัวไม่น้อย สายตามองรอบข้างที่มีเพียงป่ากล้วยอย่างหวาดระแวง นี่หากไม่เห็นแก่อัฐที่ชายหนุ่มจากพระนครคนนี้เสนอให้มากกว่าปกติ เขาไม่มีวันมาแถวนี้เป็นแน่
       เรือนคุณหลวงวิศาล เรือนร้างที่มีดวงวิญญาณของคุณมาลัย ผู้ซึ่งเป็นเมียเอกยังวนเวียนอยู่อย่างหวงแหนเป็นที่โจษจันกันไปทั่วเมือง ไม่มีใครกล้าเดินผ่าน ไม่มีใครกล้ามอง ไม่มีใครกล้าพูดถึง!
       “ทำไมเล่า ฉันเองว่าจักถามพี่ชายอยู่เหมือนกัน ว่าเหตุใดพอฉันจ้างให้มาส่งที่เรือนคุณหลวงวิศาลกลับมิมีใครอยากมาเลยสักคนเดียว มีแต่พี่ชายนี่เล่าที่ยอมพาฉันมา มันมีกระไรน่ากลัวหรือ ?” ชายหนุ่มหันไปเอ่ยถามคนพาย อีกฝ่ายกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้น แล้วรีบพายให้ถึงจุดหมายเพราะขากลับเขาต้องกลับคนเดียว หากมืดค่ำคงน่ากลัวจนขนหัวลุกเป็นแน่แท้
       “ถ้าเอ็งใคร่รู้ เอ็งก็ไปหาคำตอบเอาเองเถิด...โน่น! เห็นศาลาท่าน้ำเรือนคุณหลวงวิศาลแล้ว” เป็นยิ้มแรกที่ไม้เห็นจากใบหน้าของชายเจ้าของเรือ เป็นรอยยิ้มที่เหมือนโล่งใจที่พาเขามาส่งยังจุดหมายก่อนพระอาทิตย์ตกดินได้ เพียงอึดใจเรือแจวก็เข้ามาจอดที่ศาลาท่าน้ำซึ่งสภาพนั้นเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ไม้ลุกขึ้นจากเรือ เอื้อมมือไปจับบันไดแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าขึ้นไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปหาชายเจ้าของเรือที่มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง
       “พี่ชายจักมิขึ้นมารอฉันดอกหรือ ฉันมาดูเรือนสักประเดี๋ยวก็จักกลับเข้าไปในเมืองแล้ว”
       “ไม่เอาดอก ข้ามิอยู่รอเอ็งเป็นแน่ จ่ายอัฐข้ามาเถิด ข้าจักได้รีบกลับ” ชายเจ้าของเรือแบมือขอค่าแรงจากชายผู้มาจากพระนคร อีกฝ่ายร้องโวยวายทันที
       “อ้าว...ไหนพี่ชายว่าจักรอฉันนี่นา เหตุใดเล่ามากลับคำ หากพี่ชายกลับไป แล้วฉันจักกลับเข้าเมืองอย่างไรเล่า”
       “ข้าหาได้เคยให้คำสัญญากับเอ็งไม่ เอ็งพูดเองเออเอง นี่ข้ามาส่งเอ็งในที่ที่คนอื่นมิมีใครกล้ามาก็บุญเท่าไหร่แล้ว ตกลงเอ็งจักให้อัฐข้าหรือไม่ หากมิให้ข้าก็จักมิเอา ถือเสียว่าทำทาน ถ้าเช่นนั้นข้าจักกลับแล้ว” ชายเจ้าของเรือหัวเสียไม่น้อย แต่อาการหัวเสียไม่อาจทำให้เขาตัดสินใจรออัฐจากชายผู้จ้างมาได้ หากต้องเลือกระหว่างได้อัฐแต่ต้องรอ กับกลับไปตัวเปล่า...เขาเลือกกลับไปตัวเปล่าเสียยังดีกว่า
       “รอฉันสักประเดี๋ยวเถิดพี่ชาย ฉันจักให้อัฐพี่ชายเป็นสามแรงก็ได้” ไม้ต่อรอง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เล่นด้วยเอาเสียเลย
       “เอ็งจักให้อัฐข้าเพิ่มเป็นสี่ซ้าห้าแรงข้าก็มิเอา ถ้าเอ็งมิให้อัฐข้า ข้ามิเอาก็ได้ แต่จักให้ข้าอยู่ที่นี่เพื่อรอเอ็ง หัวเด็ดตีนขาดข้าก็มิเอา” ไม่พูดเปล่า ชายเจ้าของเรือตั้งท่าจะกลับหัวเรือไปยังทิศที่เดินทางมา ไม้เห็นว่าถึงอย่างไรก็คงรั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้ เขาเองก็หาใช่คนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจึงรีบล้วงอัฐแล้วส่งให้ชายเจ้าของเรือทันที
       “พี่ชายมิอยู่รอก็มิเป็นไรดอก เอาอัฐค่าแรงไปเถิด พี่ชายอุตส่าห์มีน้ำใจมาส่งฉัน ฉันจักมิให้ค่าแรงพี่ชายได้อย่างไรเล่า หากฉันทำเช่นนั้น ฉันคงได้ชื่อว่าเป็นคนสับปลับเป็นแน่” 
       ชายเจ้าของเรือรีบยื่นมือมารับอัฐจากชายหนุ่มผู้มาจากพระนคร แล้วมองอีกฝ่ายอย่างสำนึกผิดไม่น้อยแต่เขาเองก็ยังมีลูกเมียต้องดูแล หากเอาชีวิตมาเสี่ยงที่นี่แล้วไม่ได้กลับไปก็หาได้คุ้มกันไม่
       “ข้าหาได้ใจไม้ไส้ระกำดอกนะพ่อหนุ่ม แต่ข้าอยู่มิได้จริงๆ ส่วนเหตุผลเพราะอันใดนั้น ข้าเองก็น้ำท่วมปาก พูดมิได้ หากพูดไปแล้วถูกหักคอตายข้าคงแย่ ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบน้ำใจสำหรับอัฐ สิ่งเดียวที่ข้าพอจักช่วยเอ็งได้ คือถ้าเกิดเรื่องกระไรให้เอ็งวิ่งผ่านป่ากล้วยไปทางด้านกระโน้นจักเจอกับหมู่บ้าน ที่นั่นอาจมีคนช่วยเอ็งได้ แต่ทางที่ดีเอ็งไม่น่าจักมาที่นี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เอ็งจักเปลี่ยนใจไหมเล่า กลับไปในเมืองกับข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้คงทัน ไว้ขึ้นฝั่งข้าจักเล่าให้ฟังว่าที่เรือนคุณหลวงวิศาลแห่งนี้มีกระไร เหตุใดคนทั่วคุ้งน้ำถึงมิมีใครกล้ามายุ่งวุ่นวายที่นี่” ชายเจ้าของเรือยังคงมีน้ำใจกับชายแปลกหน้า แต่ไม้มุ่งมั่นแล้วว่าจะมาดูที่ตามโฉนดบ้าน1 ที่เขาเจอ เหตุใดเล่าในโฉนดบ้านแผ่นนี้จึงมีลายมือของบิดาเขียนสั่งไว้ว่า ‘อย่ากลับไปที่นี่’  แล้วถ้าเช่นนั้นพ่อกับแม่ของเขาซื้อเรือนหลังนี้ไว้ทำกระไร เป็นคำถามที่ค้างคาใจมาตลอดจนเขากล้าที่จะขัดคำสั่ง ยิ่งเดินทางมาถึงเมืองอยุธยาแล้วพบว่าผู้คนต่างพากันหวาดกลัวยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้นเป็นเท่าตัว และคนอย่างเขาหากอยากรู้สิ่งใดจะต้องได้รู้ ไม่ว่าจะยากเย็นสักแค่ไหนก็ตามที 
       “ฉันขอบน้ำใจพี่ชายมากนะจ๊ะ แต่ฉันจำเป็นต้องมาที่นี่จริงๆ พี่ชายรีบกลับไปเสียเถิด ฉันอยู่ได้ หากเกิดอันใดตามที่พี่ชายบอก ฉันจักวิ่งลัดป่ากล้วยไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านเอง” ไม้บอกให้อีกฝ่ายสบายใจและไม่รู้สึกผิดที่ทิ้งเขาไว้ที่นี่ หากเกิดกระไรขึ้นเขาเป็นคนตัดสินใจอยู่เอง
       “เอ็งแน่ใจนะพ่อหนุ่ม ?”
       “แน่ใจจ้ะ พี่ชายมิต้องห่วงฉันดอก พี่ชายกลับไปเสียเถิด ขอบน้ำใจพี่ชายอีกครั้งนะจ๊ะ” ไม้พยักหน้ารับเพื่อยืนยันให้อีกฝ่ายสบายใจ ชายเจ้าของเรือทำได้แค่ถอนหายใจแล้วเริ่มพายเรือออกจากศาลาท่าน้ำเรือนคุณหลวงวิศาล ก่อนจะไปได้หันมาพูดกับชายหนุ่มผู้มาจากพระนครเป็นครั้งสุดท้าย
       “ขอให้พระคุ้มครองเอ็งนะพ่อหนุ่ม”
 
       ชายผู้ถือโฉนดบ้านยืนจังก้าอยู่หน้าประตูรั้วบ้านทรงไทยหลังงามที่สภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ที่น่าแปลกใจเสียเหลือเกินคือรอบเรือนไทยหลังนี้มีต้นงิ้วนับสิบต้นขึ้นเรียงรายให้ร่มเงา ดอกสีแดงของมันนั้นแลดูเหมือนกับเลือดที่ติดตามกิ่งก้านใบจนน่าสะพรึง เหตุใดเล่าเรือนแห่งนี้จึงปลูกต้นงิ้วไว้ในบ้าน ไม้อัปมงคลที่ไม่มีใครอยากจะปลูกให้เป็นเสนียดจัญไร
       หญ้าคาเติบโตชูยอดสูงจนเกือบจะถึงเอวผู้มาเยือน เขาใช้มือค่อยๆ แหวกกอหญ้าเพื่อที่จะเดินตรงเข้าไปในตัวเรือนแห่งนั้น พลันมือขาวซีดลึกลับก็โผล่มาจากพงหญ้าคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของไม้ ชายหนุ่มล้มหัวคะมำก่อนจะถูกลากเข้าไปในพงหญ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียเหลือเกิน เร็วจนไม่ทันได้คิดว่าควรร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ กว่าจะนึกขึ้นได้สิ่งที่จับขาของชายหนุ่มลากเข้ามาในพงหญ้านั้นก็หายไป ทิ้งไว้เพียงร่างของไม้ที่นอนหอบหายใจฟืดฟาดด้วยความตื่นกลัวอย่างเป็นที่สุด ชายหนุ่มชันตัวให้ลุกขึ้น มองรอบกายด้วยความตกใจว่าเกิดเหตุอันใดกับเขา กระนั้นสิ่งที่พบก็มีเพียงยอดหญ้าคาที่ปลิวไสวไปตามแรงลม แต่เรียกว่าแรงลมก็ไม่ใคร่จะเต็มปากนัก เพราะมันคือลมปริศนาที่พัดไปทางซ้ายทีขวาทีราวกับมีคนสั่งสายลมให้พัดไปตามปรารถนาได้ ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองยังต้นงิ้วที่ขึ้นเรียงรายรอบเรือนไทย มันสั่นไหวราวกับมีคนจับเขย่าๆ จนดอกงิ้วสีแดงร่วงกราวลงพื้น
       แล้วปริศนาที่คาใจก็ถูกเฉลย...
       ร่างของหญิงผิวขาวซีดเผือดในชุดนุ่งผ้าโจงกระเบนสีเขียวใบไม้ ห่มสไบสีเลือดนก ยืนจังก้ามองผู้มาเยือนแล้วแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่คล้ายว่าจะยินดีที่เห็นชายแปลกหน้ามาเยือน วิญญาณผีสาวหัวเราะเสียงก้อง ก่อนจะชี้ตรงไปยังไม้แล้วตะโกนลั่นราวกับต้องการให้ฟ้าดินรับรู้
       “ในที่สุดมึงก็กลับมา กลับมาที่เรือนหลังนี้!”
       เสียงหัวเราะของผีสาวก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ สายลมกรรโชกแรงจนไม้แทบทรงตัวไว้ไม่อยู่ สติสัมปชัญญะสั่งให้เขาวิ่ง ครั้นพอจะวิ่งขากลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยลูกเหล็กนับร้อยลูก สายตาของเขายังจ้องมองไปที่ผีสาวที่ยืนจังก้าอยู่บนเรือนไทย อีกฝ่ายมองผู้มาเยือนด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี ซึ่งสำหรับไม้แล้วหาใช่เรื่องน่ายินดีไม่ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอผีเป็นตัวเป็นตนก็คราวนี้...นี่สินะ คือเหตุผลที่ชายซึ่งพายเรือมาส่งเขาที่นี่กลัวนักกลัวหนา
       ผีสาวเจ้าของเรือนไทย...
       ชายหนุ่มพยายามตั้งสติเพื่อดึงจิตของตัวเองที่เหมือนกำลังจมดิ่งสู่ภวังค์แห่งพันธนาการ เขาต้องวิ่ง เขาต้องหนี สองขาของเขาหาได้มีอันใดถ่วงไม่ ขาของเขาก็คือขาของเขา เขาบังคับมันได้ เขาต้องสั่งมันได้!
       เมื่อสติกลับมา ขาทั้งสองข้างที่เหมือนถูกพันธนาการไว้ก็เบาโหวง ชายหนุ่มรีบวิ่งออกจากที่ตรงนั้นอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นของผีสาวเจ้าของเรือนดังไล่หลัง พร้อมกับสายลมอันเย็นยะเยือกที่โชยพัดมาโลมไล้ร่างกายซึ่งร้อนผ่าวจนเหงื่อแตก สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าเป็นป่ากล้วยรกชัฏ มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่คิดจะหยุดวิ่ง โดยสัญชาตญาณของมนุษย์ ยามที่มีสิ่งใดอยู่รอบกายจะรู้สึกได้แม้มองไม่เห็น ไม้เองก็เช่นกัน เขารู้สึกว่ามีร่างของใครบางคนแอบอยู่ตามต้นกล้วย ยามที่ใบกล้วยโยกย้ายไปตามแรงลมส่งเสียงแกรก...แกรก...นั้น ยิ่งทำให้ขวัญของชายหนุ่มที่พยายามคุมสติพร้อมที่จะแตกกระเจิงได้ในทุกวินาที
       ทันใดนั้น มือของผีสาวก็โผล่ขึ้นมาจากผืนดินคว้าหมับเข้าที่ขาของไม้จนชายหนุ่มล้มคว่ำ เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของผีร้าย เสียงหัวเราะของนางดังลั่นสอดประสานกับเสียงเหยียบใบตองแห้งซึ่งดังอยู่รอบกายของไม้ ราวกับต้องการจะสร้างสงครามประสาทให้ผู้บุกรุก
       “ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย!” ชายจากพระนครร้องลั่น ขาทั้งสองข้างถีบไปมาเพื่อให้หลุดพ้นจากมือของผีร้าย เขาออกแรงถีบสุดกำลังจนรู้สึกว่ามือนั้นหลุดจากขาของเขาแล้ว ไม้จึงรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในป่ากล้วยด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ได้แต่หวังว่าจะโผล่ไปเจอหมู่บ้านตามที่พี่ชายคนพายเรือบอกไว้ แต่ยิ่งวิ่งก็เหมือนยิ่งไกล ยิ่งวิ่งยิ่งเหมือนป่ากล้วยเป็นดั่งป่าดงดิบที่ทั้งมืดทั้งรก หรือนี่จะเป็นอำนาจของผีสาวเจ้าของเรือนไทยแห่งนั้นกันแน่ที่สร้างภาพลวงตาหลอกเขา
       ในจังหวะที่ไม้หันหลังไปมองยังทิศทางที่วิ่งจากมาด้วยความหวาดระแวงนั้น ร่างของเขาได้ชนกับอะไรบางอย่างจนพากันล้มคว่ำ เมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้นดูจึงพบว่าบัดนี้เขากำลังนอนทับร่างของหญิงชาวบ้านที่ดูมีทีท่าตื่นตระหนกไม่ต่างกันนัก ต่างคนต่างนิ่งงัน ตาจ้องตาด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ชายหนุ่มเหมือนเพิ่งเจอฝันร้ายในเวลาพระอาทิตย์ยังส่องแสงกับหญิงสาวผู้ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่และไม่รู้ว่าชายคนที่กำลังล้มทับเธออยู่นั้นคือใคร เขาต้องการอะไร เหตุใดจึงวิ่งทะเล่อทะล่ามาจากทางทิศที่ตั้งของเรือนคุณหลวงวิศาลสถานที่ต้องห้ามของคนแถวนี้
       เมื่อต่างฝ่ายต่างได้สติ หญิงสาวชาวบ้านจึงผลักร่างของไม้ออกไปให้พ้นตัว ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากพื้นปัดเนื้อปัดตัวที่เปื้อนดินเปื้อนทรายออก แล้วมองหน้าของอีกฝ่ายที่ยืนหอบเหนื่อยมีสีหน้าซีดเผือดราวกับคนป่วยอย่างไม่ไว้ใจ
       “วิ่งมิได้ดูตาม้าตาเรือ ข้าวของของฉันเสียหาย ฉันอุตส่าห์เก็บกล้วยหวีงามๆ เพื่อจะนำไปขายที่ตลาด แล้วกล้วยของฉันช้ำเช่นนี้ จักมีผู้ใดอยากได้กันเล่า” หญิงสาวร่างสะโอดสะองส่งเสียงขุ่น ก่อนจะก้มลงเก็บหวีกล้วยที่หล่นกระจัดกระจายใส่กระจาด ไม้หันซ้ายแลขวา ก่อนจะตรงเข้าไปหาหญิงสาวพลางจับมือจับไม้ของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว
       “ประเดี๋ยวฉันให้อัฐชดใช้ข้าวของของหล่อนที่เสียหาย แต่เพลานี้หล่อนช่วยพาฉันหนีไปจากที่นี่ก่อนจักได้หรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก อีกฝ่ายรีบดึงมือออกอย่างถือตัว แม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะดูคมเข้มหล่อเหลาไม่เหมือนชาวบ้านชาวสวนแถบนี้ แต่นั่นหาใช่เหตุผลที่เธอจะยอมให้เขาถูกเนื้อต้องตัวไม่
       “จักหนีไปที่ใดเล่า พูดจาพิลึก”
       “หนีไปใดก็ได้ ฉัน...ฉันถูกผีหลอก!” ชายหนุ่มบอกเสียงสั่น เดินเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวแปลกหน้าในขณะที่อีกฝ่ายก็พยายามถอยห่างอย่างไม่ไว้วางใจ
       “ผีที่ไหนกันเล่า แถวนี้หาได้มีผีสางไม่ นอกเสียจากที่...” สาวชาวบ้านหยุดพูดแล้วมองหน้าไม้ ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรชายหนุ่มก็พูดต่อราวกับรู้ใจ 
       “หล่อนจักบอกว่านอกจากที่เรือนร้างตรงท้ายสวนกล้วยใช่หรือไม่ ?”
       “อย่าบอกนะว่าคุณไปที่นั่นมา ?”
       ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถาม ลมแรงไม่มีที่มาที่ไปก็พัดโหมราวกับจะเกิดพายุ มันแรงเสียจนร่างของหญิงสาวชาวบ้านถึงกับล้มลง ไม้เห็นท่าจะไม่ดีจึงรีบดึงแขนของเจ้าหล่อนให้ลุกขึ้นแล้วเอ่ยถาม
       “ทางไหนที่จักไปยังหมู่บ้านของหล่อนได้เล่า ?”
       “ทางโน้น” หญิงสาวชี้ไปทางด้านหนึ่งของป่ากล้วย ชายผู้มาจากต่างถิ่นจึงรีบดึงแขนของสาวเจ้าวิ่งไปตามทิศนั้นอย่างรวดเร็ว โดยคนถูกดึงไปด้วยไม่ทันได้ตัดสินใจอันใดสักนิด
       ภายในป่ากล้วยที่เพิ่งเกิดลมพายุแรงนั้นค่อยๆ สงบลง ก่อนจะปรากฏร่างของคุณมาลัยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางดงกล้วยท้ายสวนเรือนของคุณหลวงวิศาล สายตามองตรงไปยังร่างของคนทั้งคู่ที่วิ่งหนีไปอีกทางแล้วแสยะยิ้ม...อีกไม่นานนักดอก มึงจักต้องกลับมายังที่ที่มึงจากไป
       การรอคอยของกูสิ้นสุดแล้ว!

 . . . . . . .  . . . . . . . . . . . . .

       คนฟังหันไปมองเรือนไทยโบราณที่ตั้งอยู่กลางผืนดินที่รกร้างจากทางศาลาท่าน้ำ เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วเอ่ยถามพระธุดงค์รูปนั้น
       “งั้นก็หมายความว่าที่นี่มีดวงวิญญาณของผู้หญิงที่ชื่อมาลัยอยู่เหรอครับ ?”
       “ใช่โยม...แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว ที่ดินทุกตารางนิ้วบนโลกย่อมมีการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีที่ตรงไหนไม่เคยมีคนตาย อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ อย่างไร ตอนไหนก็เท่านั้น” หลวงพ่อบอกแล้วยิ้ม แต่ดูท่าอินพิธาจะยังไม่สบายใจนัก กลัวว่าหากรื้อเรือนไทยหลังนี้ดวงวิญญาณของผู้หญิงที่ชื่อมาลัยจะมาหักคอเอา
       “ที่หลวงพ่อไม่อยากให้ผมเอาที่ดินผืนนี้ไปทำคอมมูนิตี้มอลล์เพราะสาเหตุนี้เหรอครับ ?”
       “เปล่าเลยโยม อาตมาแค่เสียดายเรือนไทยหลังนี้ ซึ่งไม่ใช่เรือนไทยหลังเดียวกับที่ดวงวิญญาณของคุณมาลัยสิงอยู่หรอก แต่มันตั้งอยู่ที่เดียวกัน บนผืนดินเดียวกัน และหากสืบเชื้อสายแล้วโยมก็มีความเกี่ยวพันกับคุณมาลัยและผู้ชายที่ชื่อไม้” สิ่งที่หลวงพ่อบอกทำเอาคนฟังถึงกับย่นคิ้ว
       “ยังไงเหรอครับหลวงพ่อ ทำไมคุณมาลัยถึงดูไม่ชอบผู้ชายที่ชื่อไม้นัก แล้วทำไมเรือนไทยบนที่ดินผืนนี้จึงเป็นของพ่อแม่ผู้ชายที่ชื่อไม้ได้ ทั้งที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย” จากที่เคยไม่สนใจจะฟังเรื่องราวของที่ดินผืนนี้ เพียงแค่เริ่มเล่าไม่ทันไรอินพิธาก็สนใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าทุกคนมีส่วนเกี่ยวพันกับเขา ยิ่งน่าสนใจจนลืมเรื่องที่เคยจะโป้ปดว่าต้องไปทำธุระหากเห็นว่าเรื่องเล่าเป็นเรื่องไม่น่าฟัง
       “เรื่องราวมันซับซ้อนกว่าที่โยมคิด” หลวงพ่อยิ้ม ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “หลังจากนายไม้กับหญิงชาวบ้านหนีออกจากป่ากล้วยแล้ว...”
 

--------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
       1  โฉนดบ้าน เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านขึ้น กล่าวคือในปีจุลศักราช 1203 (ร.ศ.60 พ.ศ.2384) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่ามีการออกใบอนุญาตให้ราษฎรเข้าทําประโยชน์ในที่ดินที่เรียกว่าโฉนด ออกให้ในที่ไร่ นา สวน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมา ส่วนที่ดินเป็นที่บ้านที่อยู่อาศัยไม่มีการออกหนังสือสําคัญแต่อย่างใด และปรากฏมีกรณีพิพาทรุกล้ำกันอยู่เสมอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านทําขึ้นเฉพาะภายในกําแพงพระนครขึ้นก่อน หากเป็นที่นิยมแพร่หลายก็ให้กระจายไปออกในหัวเมือง ลักษณะรูปแบบหนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านเป็นหนังสือเขียนด้วยดินสอบนกระดาษข่อย ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระดาษฝรั่งแทน กระทรวงการนครบาลเป็นเจ้าหน้าที่ในการออกหนังสือสําคัญชนิดนี้ วิธีดําเนินการเมื่อมีผู้ขอออกหนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านคือให้นายอําเภอไปทําการรังวัดแล้วประกาศโฆษณาหาผู้คัดค้านภายในเวลาที่กําหนด เมื่อไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านประการใดก็ออกหนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านให้ผู้ขอต่อไป ส่วนในหัวเมืองนั้น ให้ผู้ว่าราชการเมืองหรือสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้ดําเนินการ และเมื่อมีการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ใดก็ให้เปลี่ยนหนังสือสําคัญฉบับนี้สําหรับที่บ้านเป็นโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิต่อไป หนังสือสําคัญสําหรับที่บ้านจึงไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือเพื่อเก็บภาษีอากรแต่อย่างใด แต่ออกให้เพื่อเป็นหลักฐานและขอบเขตที่ดินที่ตนปลูกบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น