อัปเดตล่าสุด 2020-04-28 19:42:29

ตอนที่ 6 บทที่ 3 70%

 

ค่ำวันนั้น เป็นครั้งแรกที่พลอยรุ้งได้ร่วมรับประทานอาหารกับท่านเจ้าคุณสุรศักดิ์เสนา...บิดาของแม่พลอย ท่านเป็นชายร่างสูงผอมวัยห้าสิบต้นๆ ผมเริ่มมีสีเทาแซมตามกาลเวลาที่ล่วงเลย หากลักษณะยังองอาจผึ่งผาย ท่านดูเป็นคนพูดน้อย แต่...ใช้สายตาพูดได้ดี

ระหว่างรับประทานอาหาร แม้ท่านจะไม่ได้คุยเล่นกับเธออย่างสนิทสนม แต่ยามทอดสายตามองมา หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความรักเต็มเปี่ยม แม้เมื่อยามที่เธอดูเก้งๆก้างๆกับการ‘เปิบ’ท่านก็ไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวอะไร พลอยรุ้งคิดว่าท่านคงนึกสงสัยว่าเหตุใดลูกสาวของท่านจู่ๆก็เปิบไม่เป็นเสียอย่างนั้น

คุณหญิงลำดวนเองก็สงสัยเช่นกัน ท่านลอบมองเธอเป็นระยะๆ เธอรู้ดีว่าท่านเอะใจในความเปลี่ยนไปของลูกสาว แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอไม่ใช่แม่พลอยของท่านจริงๆ

“แม่พลอย...ทำเช่นนั้นมิถูกหนา”

ท่านเอื้อนเอ่ยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับค่อยๆสอนให้เธอรู้จักการเปิบที่ถูกต้อง

“ทำแบบนี้ ดูแม่นี่...”ว่าพลางขยับนิ้วมือให้เธอเห็นอย่างชัดเจน“เจ้าใช้นิ้วแค่สามนิ้วก็พอ มิใช่ห้านิ้วแบบที่เจ้าทำอยู่ อย่างนี้...”

ท่านสาธิตให้ดู โดยใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือตะล่อมอาหารพอเป็นคำ ให้อาหารคำนั้นอยู่ในอุ้งนิ้วทั้งสามแล้วจึงส่งเข้าปาก

“ไหน ลองทำดูซิ”

คนตัวเล็กกะพริบตาปริบๆ ยิ้มอย่างจืดเจื่อนด้วยรู้สึกว่าการรับประทานอาหารของคนสมัยนี้ช่างยุ่งยากยิ่งนัก

ระหว่างที่เธอพยายามใช้สามนิ้วของตัวเอง ท่านก็พร่ำสั่งสอนต่อไปว่า“เจ้าต้องตะล่อมให้เป็นคำเล็กๆ เวลาป้อนใส่ปากจักได้มิต้องอ้าปากกว้างมากเกินไปนัก ที่สำคัญ...ข้าวก็จักมิร่วงพรูจากอุ้งมือเจ้าอีกด้วย”

พลอยรุ้งรับฟังแล้วทำตามอย่างทุลักทุเลในคราแรก ท่าทางพิลึกพิลั่นของเธอทำให้เจ้าคุณสุรศักดิ์เสนาเผลอหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนเอ่ยว่า

“หลังจากฟื้นไข้ เจ้ามิเหมือนแม่พลอยคนเดิม ดูแปลกตาเหลือเกิน”

คนตัวเล็กแทบจะสำลักข้าวที่กำลังกลืนลงคอ เจ้าตัวรีบคว้าขันน้ำที่วางไว้ข้างตัวมาดื่มอึกใหญ่ แล้วตบหน้าอกแรงๆ ก่อนจะไอโขลกๆ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้เป็นพ่อได้อีกครั้ง หากสำหรับผู้เป็นแม่...ท่านเอาแต่ส่ายหน้าอย่างไม่ชอบใจนัก

“จริงเจ้าค่ะคุณพี่ ดูกระโดกกระเดก แปลกตาเหลือเกิน”

คนถูกว่ากระแอมกระไอแล้วยิ้มให้ท่านทั้งสอง จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตารับประทานต่อไป กระทั่งอิ่มกันทั้งสามคน บ่าวไพร่ยกสำรับอาหารคาวไปเก็บ ก่อนจะยกสำรับอาหารหวานมาให้ เป็นข้าวเหนียวสังขยา กับขนมช่อม่วง พลอยรุ้งผู้ชื่นชอบขนมไทยเป็นชีวิตจิตใจถึงกับจ้องมองตาไม่กะพริบเลยทีเดียว

“พอเห็นของโปรดก็ทำตาวาวเชียวหนาแม่พลอย”

พลอยรุ้งได้รู้ในตอนนั้นว่าของโปรดของเด็กสาวคนนี้คือขนมทั้งสองชนิด โชคดีที่เธอเองก็ชอบของหวานจึงไม่ต้องฝืนรับประทานเพื่อไม่ให้ท่านทั้งสองประหลาดใจไปมากกว่านี้

“ใครทำหรือเจ้าคะ”

“เอ...เจ้านี่ถามแปลก จำมิได้รึว่าแม่มิเคยไว้ใจบ่าวไพร่คนไหน นอกจากตัวแม่เอง”

คนฟังไม่ได้ประหลาดใจอะไร เนื่องด้วยรู้อยู่แล้วว่าสตรีสมัยก่อนนั้นเก่งงานบ้าน งานเรือนเพียงใด เมื่อมาเทียบกับสมัยนี้คงต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้เธอเองจะไม่ใช่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ในเรื่องนี้ หากก็ไม่ได้เก่งฉกาจจนทำอาหารและขนมได้ทุกประเภท

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ ๒๒ เธอเคยทำขนมอยู่ไม่กี่อย่าง ที่ถนัดที่สุดคือกล้วยบวดชี กับบัวลอยไข่หวาน ส่วนขนมช่อม่วงนั้นเธอเคยแต่รับประทาน แต่ไม่เคยทำเลยแม้สักครั้ง

“ขนมช่อม่วงทำยากไหมเจ้าคะ”

“มิยากดอก ไว้แม่จะสอนเจ้าเอง มิเช่นนั้นก็อดใจรอสักหน่อย เจ้าจักได้เรียนในวัง”

“วัง?”

คุณหญิงลำดวนเคี้ยวข้าวเหนียวสังขยาคำเล็ก แล้วกลืนเรียบร้อยจึงเอ่ย

“ใช่...แม่จักพาเจ้าไปถวายตัวกับเสด็จ”พลอยรุ้งใจเต้นแรง...รู้สึกตื่นเต้นที่ตัวเองจะได้เข้าไปสัมผัสกับความเป็น‘ชาววัง’เช่นที่เคยอ่านตามหนังสือ หากอีกใจหนึ่งก็กริ่งเกรงด้วยเธอนั้นไม่ใช่คนที่นี่ ถ้าจะต้องมาถูกขังไว้ในวังเมื่อสาวๆสมัยก่อนคงจะอึดอัดน่าดู

“คุณแม่จักพาพลอยไปเมื่อไรเจ้าคะ”

“คงเป็นปีหน้าหนาแม่พลอย”

ได้ยินเช่นนั้นเจ้าตัวก็เบาใจไปได้มาก...อย่างน้อยเธอคงไม่ติดอยู่ในร่างแม่พลอยถึงหนึ่งปีหรอก แค่สองเดือนตามคำอธิษฐานของเธอ ก็มากเกินพอแล้ว!

คนตัวเล็กหันไปสนใจขนมหวานตรงหน้าต่อ แล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่สนทนากัน ได้ยินแว่วๆจากพระยาสุรศักดิ์เสนาว่าหน้าน้ำปีนี้จะมีการเล่นสักวากัน...พลอยรุ้งหูผึ่งตั้งใจฟังในทันใด เธอจำได้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้มีการฟื้นฟูการเล่นสักวาขึ้นให้เหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยให้ราษฎรลอยเรือเล่นสักวาที่คลองมหานาคซึ่งเป็นคลองที่ขุดต่อจากคลองรอบกรุงเหนือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร[1]

“อีกนานไหมเจ้าคะถึงจะถึงวันลอยเรือเล่นสักวา”

คนตัวเล็กอดรนทนไม่ไหวโพล่งถามออกไป ก่อนจะยิ้มประจบ ออดอ้อนว่า

“พลอยอยากไปเที่ยวเจ้าค่ะ”

“มีแต่หนุ่มๆสาวๆเขาไปจีบกัน เจ้าจักไปดูทำไม หืม?”

“พลอย...”หญิงสาวนิ่งคิดหาเหตุผลดีๆ ทว่ายังไม่ทันตอบอะไร บ่าวคนหนึ่งก็เข้ามาคุกเข่า แล้วรายงานว่า

“ขุนเทพมาเจ้าค่ะ คุณท่าน”

คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ด้วยทราบจากนางพุดแล้วว่าขุนเทพไกรศรจะมาหาในค่ำวันนี้จึงรีบสั่งให้บ่าวคนนั้นเชิญเขาขึ้นมาบนเรือน

พลอยรุ้งขยับกายอย่างอึดอัด เพราะนั่งพับเพียบมานาน อยากจะเปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิเสียเต็มประดา แต่รู้ดีว่าคงโดนดุเป็นแน่แท้ เจ้าตัวจึงกัดฟัน ทำหน้ามุ่ยทนนั่งในสภาพเช่นนั้นต่อไป ดังนั้นยามเมื่อขุนเทพไกรศรเดินขึ้นเรือนมาพร้อมบ่าววัยฉกรรจ์สองคน เขาจึงได้เห็นใบหน้าบูดบึ้ง และแววตาขุ่นข้องหมองใจของแม่พลอยเข้าเต็มเปา

ชายหนุ่มเหลือบมองเด็กสาวก่อนนั่งพับเพียบ ยกมือไหว้เจ้าของเรือนและคุณหญิง

“พ่อเทพ มิได้พบกันเสียนานตัวสูงใหญ่ขึ้นมากเทียว ไปอยู่ที่นู่นกี่ปีแล้วล่ะ...สัก ๕ ปีแล้วกระมัง"

“ขอรับ”ตอบพร้อมกับหันไปฉวยถุงผ้าจากมือบ่าวที่ติดตามมาแล้วยื่นให้ท่าน“ของฝากจากทางนู้นขอรับ”

“ขอบใจมากพ่อ”

คุณหญิงเอ่ยขอบคุณ ก่อนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบสักพัก จากนั้นจึงชวนรับประทานขนมหวานที่ตอนนี้เหลือเพียงชิ้นเดียวในถ้วย ท่านจึงเรียกบ่าวไพร่ให้นำมาเพิ่ม แต่ขุนเทพปฏิเสธ

“กระผมอิ่มมากนักขอรับ...แม่ของกระผมทำกับข้าวไว้มากโขเทียว คุณน้าเก็บไว้ให้หนูพลอยเถิดขอรับ กระผมยังจำได้ว่าหนูพลอยชอบของหวานนัก เดี๋ยวนี้ยังชอบอยู่ฤๅไม่ขอรับ”

ท่านเจ้าคุณหัวเราะร่วน พลางพยักหน้า

“ยังชอบอยู่เหมือนเดิม รสปากคงเปลี่ยนกันมิได้ง่ายๆดอก จริงไหม”

ผู้ใหญ่ทั้งสามพูดคุยสัพเพเหระอีกสักพัก กระทั่งคุณหญิงวกคุยเรื่องเล่นสักวา แม่พลอยที่ทำท่าไม่สนใจในสิ่งใด รีบหันมามองจ้องคนตัวโตอย่างตั้งใจ

“พ่อเทพจักไปฤๅไม่”

ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ตอบ คนตัวเล็กก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“พลอยอยากไปเจ้าค่ะ”

“แม่พลอย!”คุณหญิงเรียกเสียงเข้ม ขณะที่ท่านเจ้าคุณลอบยิ้ม แล้วเอ่ยว่า

“หากเจ้าว่าง ช่วยพาแม่พลอยไปทีเถิด ข้ากับคุณหญิงแก่เกินกว่าจักไปดูบ่าวสาวเขาจีบกันแล้ว ครั้นจะให้ไปกับบ่าวไพร่ก็เป็นห่วงนัก เจ้าพอจะมีเวลาพาไปฤๅไม่ พ่อเทพ”

พลอยรุ้งชักไม่อยากไปก็ตอนนี้เอง เธอยังไม่พอใจอยู่หน่อยๆที่เขาถือวิสาสะมาอุ้มตัวเธอเมื่อตอนเย็น แถมยังจับแก้มเธอเสียอีก จริงอยู่แม่พลอยยังเด็ก แต่เธอนั้นใช่เด็กเสียที่ไหนเล่า!

ทว่า...แม้จะปั้นปึ่งเพียงใด...หากความอยากรู้อยากเห็นกลับมากกว่า เจ้าตัวจึงดีใจเล็กๆที่ได้ยินผู้ชายขี้เก๊กคนนั้นตอบว่า

“กระผมยินดีขอรับ”

 

คืนนั้นพลอยรุ้งได้รู้ว่าขุนเทพไกรศรติดสอยห้อยตามเสด็จในกรมไปอยู่ที่พิษณุโลก ได้ถวายการรับใช้ใกล้ชิดและช่วยราชการอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อพม่าเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๓๔๐ ชายหนุ่มก็จับดาบเข้าร่วมในการศึกครั้งนี้ด้วย กระทั่งศึกครั้งนั้นจบลงด้วยการที่กองทัพพม่าพ่ายแพ้กระจัดกระจายหนีไป เขาจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหมื่น สามปีให้หลังจึงเลื่อนเป็นขุนจวบจนทุกวันนี้

ปีนี้เสด็จในกรมย้ายกลับมาพระนคร เขาจึงตามเสด็จกลับมาประจำการที่นี่ และคาดว่าคงไม่ต้องไปประจำการที่ไหนไกลๆอีกต่อไปแล้ว

“สยามของเราเว้นศึกมาได้สี่ปีแล้ว น้องหวังเหลือเกินว่าจะมิมีศึกใดๆมากล้ำกรายอีก”คุณหญิงหันไปสบตาสามีแล้วทอดถอนใจ ขณะที่ขุนเทพไกรศรเอ่ยต่อว่า

“ยังวางใจมิได้ดอกขอรับ แม้ว่าศึกครานั้นพม่าจักพ่ายแพ้ แต่พวกมันหาได้ถอยทัพกลับบ้านเมืองมันไปจนหมดไม่”เสียงห้าวลึกดุดันขึ้นเล็กน้อย หน้าตาคมสันก็เคร่งขรึมหนักเข้าไปอีก จนพลอยรุ้งคิดว่าผู้ชายคนนี้ทั้งขี้เก๊ก ทั้งดุ ทั้งเคร่งขรึมจนน่ากริ่งเกรง“กองทหารส่วนหนึ่งของพวกมันยังตั้งมั่นอยู่ที่เชียงแสน แม้จักมิได้ยกทัพมาตีเรา หากก็สมควรระแวดระวังไว้ก่อนขอรับ”

“ดูท่า...พม่ากับสยามคงต้องกรำศึกกันอีกนานกระมัง”

พระยาสุรศักดิ์เสนาพร่ำรำพันกับตัวเองด้วยสีหน้าหม่นหมอง...แม้ว่าเวลาจะผันผ่านล่วงเลยมาหลายสิบปี แต่ท่านทั้งสองก็ไม่เคยลืมเลือนวันที่ต้องระหกระเหินหนีหัวซุกหัวซุนจากกรุงเก่าที่ถูกพม่าเผาทำลายจนเหลือแต่ซาก ความเจ็บแค้นและเศร้าสลดในครั้งนั้นยังฝังรากลึกในหัวใจโดยไม่มีทางลบเลือนไปได้ง่ายๆ ดังนั้นไม่ว่าจะมีศึกอีกสักกี่ครั้ง จะศึกเล็ก ศึกใหญ่ ผู้คนชาวสยามก็อดตื่นตระหนกอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้เลย...

พลอยรุ้งนั่งมองหน้าคนทั้งสามสลับไปมา เห็นความหม่นมัวอึดอัดในบรรยากาศจึงคิดหาเรื่องคุยเรื่องอื่นเสีย

“คุณแม่เจ้าขา ตกลงว่าพลอยไปงานลอยเรือเล่นสักวากับขุนเทพได้ใช่ไหมเจ้าคะ”

คำถามเรียกรอยยิ้มของผู้เป็นพ่อและแม่ได้เป็นอย่างดี ขณะที่บุรุษหนุ่มอีกคนกลับเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

“แม่พลอยเอ๋ย ปกติเจ้ามิค่อยชอบไปเที่ยวที่ไหน เหตุใดเดี๋ยวนี้จึงรบเร้าอยากไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่นักเล่า”

“พลอยโตแล้วเจ้าค่ะ อยากเปิดหูเปิดตาบ้าง”

“นั่นแน่ะ!”พระยาสุรศักดิ์เสนาหัวเราะก้องอย่างชอบใจ ก่อนเอ่ยชมว่า“เจ้านี่พูดเก่งขึ้นมากโขจริงๆ ลูกพ่อ”

หลังจากนั้นทั้งสามก็คุยกันไป หัวเราะกันไปสมใจพลอยรุ้ง บรรยากาศทึมเทาค่อยๆจางหายกลายเป็นรื่นรมย์ในเวลาต่อมา สักพักใหญ่ๆขุนเทพไกรศรก็ขอตัวไปไหว้คุณเพ็ญที่เรือนเล็ก โดยเดินไปพร้อมกับพระยาสุรศักดิ์เสนาที่ต้องการไปสนทนากับภรรยารองและลูกสาวอีกคนหนึ่ง

ก่อนเข้านอน พลอยรุ้งอดคิดไม่ได้ว่า...ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเพียงใด ผู้ชายไทยก็ล้วนแล้วแต่หลายใจไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ!

 

[1]คลองมหานาคเป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้ขุดต่อจากคลองรอบกรุงตรงเหนือวัดสะแก(ต่อมาทรงสถาปนาวัดสะแกเป็นพระอารามหลวง จึงพระราชทานนามใหม่ว่าวัดสระเกศ)ไปทางทิศตะวันออก เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ พระราชทานนามว่า"คลองมหานาค" ตามแบบอย่างคลองมหานาคที่วัดภูเขาทองนอกเขตพระนครที่กรุงเก่า วัตถุประสงค์ของการขุดคลองนี้ก็เพื่อให้ใช้เล่นเพลงเรือดอกสร้อยสักวาในฤดูน้ำหลาก เหมือนประเพณีดั้งเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยา

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น