อัปเดตล่าสุด 2020-03-31 12:00:00

ตอนที่ 9 บทที่ 10 จุดเชื่อมโยง

 

            “เรารู้อะไรบ้าง” เฮเซลล์ถามขึ้นในห้องประชุมขนาดเล็กที่มีเพียงเจเจกับนีลเข้าร่วม

            “ตำรวจได้ผลชันสูตรศพแล้ว หลักฐานสำคัญของเราตอนนี้คือด้ามมีดที่เป็นอาวุธสังหารที่อาจมี DNA ของคนร้ายติดอยู่ รอยนิ้วมือและน้ำลายจากขวดเบียร์จะบอกเราได้ว่าใครอยู่กับเขา คน ๆ นั้นอาจเป็นผู้ต้องสงสัยหรือพยานคนสำคัญ”

            “เจ้าหน้าที่กำลังเร่งผลตรวจ DNA ให้เราอยู่ค่ะ ส่วนรอยรองเท้าเปื้อนเลือดนั่น สามารถแยกของเพื่อนบ้านออกจนเหลือเพียงรอยที่น่าจะมาจากรองเท้าของคนร้าย ถึงจะไม่ได้เต็มใบแต่ก็มากพอที่จะระบุยี่ห้อได้และนำไปเปรียบเทียบได้”

            ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือของเฮเซลล์ก็ดังขึ้น เธอมองหน้าจอก่อนจะรับสาย นีลกับเจเจมองหน้ากันระหว่างที่หัวหน้าของพวกเขาสนทนาทางโทรศัพท์ จากสิ่งที่ได้ยินเพียงฝั่งเดียวก็พอเข้าใจสถานการณ์ได้

            “พวกเขาจับผู้ต้องสงสัยได้” นีลถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

            “ใช่ ที่นี่เราต้องเร่งผลตรวจทุกอย่างเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย อย่างน้อยเราก็มีความคืบหน้า” สีหน้าของเฮเซลล์ผ่อนคลายกว่าเดิม

            พวกเขาประชุมกันเพียงเท่านั้นแล้วแยกย้ายกันกลับไปทำงานต่อ

            “เมื่อคืนเป็นไงบ้าง” นีลถามขึ้นขณะเดินออกจากห้อง

            “ฉันรู้นะว่าคุณตั้งใจจะทำอะไร ฉันสบายดีค่ะ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังรับไม่ได้ ฉันก็ทำงานนี้ไม่ได้หรอกนะคะ” เจเจยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “เธอเข้าใจผิดนะ” เขาพูด “ถ้าสถานที่เกิดเหตุไหนสร้างความไม่สบายใจให้ เธอสามารถบอกเฮเซลล์ได้ทุกเมื่อ ไม่มีใครต่อว่าเธอได้หรอก คนเราตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบที่ต่างกัน ถ้าไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องฝืน เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อน”

            “เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มให้เขา

            เจเจอยากแวะไปหาคิงส์ลีย์เพื่อถามถึงเรื่องกล้องที่ซ่อนในตุ๊กตา แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้คดีของฟิชเชอร์ต้องมาก่อน อัตราการเกิดเหตุฆาตกรรมในพื้นที่ของตำรวจคลีฟแลนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะสี่เดือนที่เจเจทำงานมา ตำรวจรับมือกับคดีฆาตกรรมไปแล้วหกราย และคดีนี้เป็นรายที่เจ็ด ไม่มีใครตอบได้เลยว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คดีประเภทนี้สูงขึ้น

            หญิงสาวได้แต่หวังว่าหลักฐานที่เธอรวบรวมมาจะช่วยให้ตำรวจเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับที่เกิดเหตุหรือเหยื่อและทำให้คนผิดได้รับโทษ

            “เรามีงานที่โรงพยาบาล เหตุทำร้ายร่างกาย”

            “ค่ะ”

            เจเจเดินขึ้นรถไปพร้อมนีล มุ่งหน้าสู่งานชิ้นใหม่ของเธอ

 

            สก็อตเบิกตากว้าง สะดุ้งตื่นจากการนอน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ แผงอกเคลื่อนไหวรุนแรงจากความพยายามที่จะสงบสติอารมณ์ ถึงจะจดจำฝันไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ประมาณได้ว่าเกี่ยวกับอะไร

            “ให้ตายเถอะ” ชายหนุ่มลูบใบหน้าของตัวเอง

            หลังจากรวบรวมเรี่ยวแรงของตนได้แล้ว เขาก็ลุกไปล้างหน้าล้างตาให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ชงชามิ้นต์ดื่มเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย เขาคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเกินกว่าจะรอผลจากตำรวจไหว

            สายตาของเขามองชื่อเชอร์ริลบนหน้าจอสมาร์ทโฟน มีความเป็นไปได้ว่าเธอจะไม่ได้ใช้เบอร์นี้แล้ว หลังจากที่เขาย้ายมามิดเดิลสโบรห์ เขาก็ทิ้งทุกอย่างไว้เป็นอดีต ไม่ต้องการรับรู้ความเป็นไปของเธออีก

            สก็อตเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ของแม่แล้วโทรออก เธอคงแปลกใจน่าดูที่เห็นชื่อเขา

            “สก็อตเหรอ”

            “ครับ ผมเอง เป็นไงบ้างครับ”

            “มีอะไรหรือเปล่า”

            “แม่ถามทำไมครับ ผมแค่โทรมาเฉย ๆ” ชายหนุ่มใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ยามได้ยินคำถาม

            “อย่างเราเนี่ยนะจะโทรมาเฉย ๆ ไม่ใช่อดัมสักหน่อย”

            ได้ยินแม่ตัดพ้อแบบนั้น เขาคงต้องโทรหาเธอบ่อยขึ้นเสียแล้ว แต่พอเธอรู้ทันแบบนี้ก็ยิ่งลำบากใจที่จะถามมากขึ้น

            “มีอะไรก็พูดเถอะ แค่ลูกโทรมาหาก็ดีใจแล้ว”

            “มันไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่สงสัย ช่วงที่ผมมาอยู่นี่ เชอร์ริลได้ไปที่บ้านอีกไหม”

            ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งจนชายหนุ่มสงสัยว่าเธอได้ยินคำถามหรือเปล่า

            “นี่ยัยนั้นไปทำอะไรลูกอีกอย่างนั้นเหรอ”

            “เปล่าครับ” เขารีบแย้งก่อนที่เธอจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้

            “แล้วจะถามถึงทำไม แค่ได้ยินชื่อแม่ก็หงุดหงิดแล้ว”

            ฟังจากปฏิกิริยาของเธอ สก็อตก็เบาใจได้ว่าเชอร์ริลไม่ได้ไปที่บ้าน 

            “ขอโทษครับ”

            เสียงถอนหายใจเล็ดลอดผ่านสมาร์ทโฟน

            “แล้วนี่ลูกเป็นไงบ้าง”

            “ก็ดีครับ ขอโทษที่รบกวนนะครับ ฝากทักทายพ่อด้วย ไว้ผมจะไปเยี่ยม”

            สก็อตวางสาย หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน พยายามหาความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะตามหาเขาเจอ ชายหนุ่มเข้าแอปสังคมออนไลน์ มองหน้าโปรไฟล์ตัวเองที่มีรูปหน้าปกเป็นบรรยากาศในเซ็นเตอร์ ถ้าเชอร์ริลพยายามหน่อยก็เป็นไปได้ว่าจะตามหาชื่ออาคารในรูปเจอ เขาจะไม่แปลกใจเลยถ้าเธอหาเจอจากภาพนี้

            ชายหนุ่มเปลี่ยนไปใช้รูปที่เขาแชร์มาจากเกมพลางถอนหายใจ ถ้าเชอร์ริลรู้ที่อยู่ของเขาแล้วก็คงไร้ประโยชน์ แต่ถ้ายัง อย่างน้อยเธอก็หาเขาเจอยากขึ้น

            คนที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเชอร์ริลมีแค่คนในครอบครัวกับเจเรมี่ เขาสงสัยว่าเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยจะรู้เรื่องมากแค่ไหน

            “จริงสิ มิลลี่” สก็อตเลื่อนดูรายชื่อในโทรศัพท์ พวกเขาแลกเบอร์กันเพราะรู้จักกับเชอร์ริล สมัยยังคบกันมิลลี่เหมือนเป็นตัวกลางเวลาที่พวกเขาติดต่อหากันไม่ได้

            คราวนี้ก็เช่นกัน

            ชายหนุ่มนั่งทำใจครู่หนึ่งก่อนจะกดโทรออกโดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนเบอร์ไปแล้วหรือยัง และเธอรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด

            “สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงของเธอลังเล เขานึกใบหน้าของเธอออกได้ไม่ยาก

            “มิลลี่ นี่ผมเองนะ สก็อต”

            “ตอนเห็นชื่อฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นเธอ เป็นไงบ้าง”

            “ก็ดี คุณล่ะ”

            “เรื่อย ๆ น่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายกว่าเดิม “ว่าแต่เธอมีอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าฉันไม่ดีใจนะ แต่เธอไม่ได้โทรหาฉันนานแล้ว ตั้งแต่...”

            ปลายสายหยุดพูดไป สก็อตไม่รู้เลยว่าเชอร์ริลเล่าอะไรให้เธอฟังบ้าง

            “คุณได้เจอเชอร์ริลบ้างหรือเปล่า”

            “ฉันไม่ได้เจอมาปีสองปีได้แล้วแหละ ถามทำไมเหรอ”

            “คุณเคยได้ยินเรื่องที่เชอร์ริลเข้ารักษาตัวไหม”

            “เธอเคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน” มิลลี่ถอนหายใจ “ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอทั้งสองคน แต่ฉันก็เห็นตอนที่เชอร์ริลบุกไปอาละวาดถึงบ้านเธอ เหมือนจะยังทำใจไม่ได้ที่ต้องเลิกกัน ฉันไม่คิดเลยว่าจะแย่ขนาดนั้น เธอต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชในแคมบริดจ์เชอร์ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่ไหน”

            สก็อตสรุปได้ทันทีว่ามิลลี่ไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นที่ชายหาด หรือไม่เชอร์ริลก็เล่าในเวอร์ชันของเธอให้อีกฝ่ายฟังไปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องของเขาที่จะไปแก้ต่างอะไร

            “คุณพอรู้ไหมว่าตอนนี้เชอร์ริลอยู่ที่ไหน”

            “ไม่เลย เราไม่ได้ติดต่อกันแล้ว เธอตามหาเชอร์ริลทำไมเหรอ”

            “เปล่าหรอก ไม่มีอะไร ขอบใจนะ”

            ชายหนุ่มวางสาย ขนาดเพื่อนสนิทอย่างมิลลี่ยังไม่รู้ว่าเชอร์ริลอยู่ที่ไหน เห็นทีเขาอาจต้องลองติดต่อเธอโดยตรง

            สก็อตกุมศีรษะ เขาอยากให้ตำรวจไขข้อสงสัยของเขาให้ได้โดยเร็ว เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจกว่านี้

 

            เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสองคนเดินทางมาถึงบ้านพักในย่านถนนมาร์ริคพร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวนและตำรวจ พวกเขามาขอตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยที่อาศัยอยู่กับย่า

            “สิ่งสำคัญคือเราต้องหาเสื้อผ้าและรองเท้าที่ผู้ต้องสงสัยใส่ในคืนนั้น” นีลย้ำกับเจเจอีกครั้งก่อนจะลงจากรถ ทั้งคู่สวมชุดถุงมือระหว่างที่เจ้าหน้าที่สืบสวนตำรวจอธิบายให้เจ้าของบ้านรับทราบถึงสถานการณ์

            เจเจไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ต้องสงสัยจะปฏิเสธทุกอย่างทั้งที่พวกเขาสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าใครคือเจ้าของลายนิ้วมือและ DNA บนขวดเบียร์ แต่อีกฝ่ายอ้างว่าตอนออกจากบ้านของฟิชเชอร์ ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เสื้อผ้าและรองเท้าที่ผู้ต้องสงสัยใส่ในคืนนั้นจึงเป็นสิ่งของสำคัญที่จะเชื่อมโยงเขาเข้ากับที่เกิดเหตุและผู้ตาย สถานที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้ เสื้อผ้าของผู้ต้องสงสัยอาจจะมีเลือดของผู้ตายติดอยู่ก็เป็นได้ นอกจากนี้รอยรองเท้าเปื้อนเลือดนั่นยังไม่สามารถตามหาคู่ของมันเจอ เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเจอรองเท้าคู่นั้นในบ้านหลังนี้

            เจ้าหน้าที่สืบสวนโจแอนน์ กรีนวู้ดนำทีมตำรวจตรวจค้นบ้านโดยมีนีลกับเจเจร่วมด้วย พวกเขามุ่งเน้นไปที่ห้องนอนของผู้ต้องสงสัย

            “คุณนายลองพอทราบไม่ว่าวันที่ 20 ตุลาคม เชนไปที่ไหนบ้าง” เจ้าหน้าที่สืบสวนโจแอนน์ถาม

            “ตอนเช้าเขาไปทำงาน ตกเย็นเห็นว่าไปหาเพื่อน” เธอเล่า

            “เขากลับถึงบ้านกี่โมงเหรอคะ”

            “มันดึกมากแล้ว ฉันนอนไปตั้งแต่สามสี่ทุ่ม”

            “คุณพอจะจำได้ไหมว่าเขาสวมเสื้อผ้าแบบไหน”

            “ก็เหมือนทุก ๆ วัน เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แล้วก็แจ็คเก็ต”

            “พอจะเจาะจงได้ไหมคะ”

            ระหว่างที่เจ้าหน้าสืบสวนกำลังสอบปากคำ เจเจก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพผู้ต้องสงสัยได้จากสี่แยกมุมถนนบ้านของฟิชเชอร์ ลักษณะแจ็คเก็ตที่คุณนายลองอธิบายเหมือนกับภาพที่เธอกำลังดูอยู่ ทว่าทั้งเธอและนีลยังไม่พบเสื้อผ้าชุดดังกล่าวในห้องของผู้ต้องสงสัย

            “เขาบอกว่าเขาทิ้งไปแล้ว” คุณนายลองพูดต่อ “เขาบอกว่ามันขาดก็เลยทิ้ง ฉันก็บ่นเขาไปเพราะว่าฉันซ่อมเสื้อผ้าขาด ๆ ได้ อ๋อ แล้วก็รองเท้าด้วย จู่ ๆ ก็เอาไปทิ้ง ทั้งที่ตอนซื้อมาก็อวดใหญ่ ตัวเองใช่ว่าจะมีเงินเยอะยังจะใช้ของทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ”

            พอตำรวจได้ยินแบบนั้นก็ออกจากบ้านไปตรวจค้นถังขยะส่วนกลางทันที

            “คุณเห็นตอนเขาเอาไปทิ้งหรือเปล่าคะ ที่นี่ หรือว่าที่อื่น”

            “ฉันไม่รู้หรอก”

            เจ้าหน้าที่สืบสวนกรีนวู้ดโทรศัพท์หาทีมสืบสวน

            เจเจเห็นกรอบรูปวางคว่ำหน้าบนตู้เตี้ยข้างเตียง เธอพลิกดูก็พบว่าเป็นภาพหมู่ที่มีผู้ตายและผู้ต้องสงสัยอยู่ในนั้นด้วย พื้นหลังเป็นสนามกีฬาริเวอร์ไซด์

            ที่เขาคว่ำรูปเพราะรู้สึกผิดอย่างนั้นเหรอ เจเจครุ่นคิด พวกเขาต้องหาแรงจูงใจในคดีด้วยเช่นกัน การที่คนร้ายใช้อาวุธในที่เกิดเหตุอาจบอกได้ว่าไม่ได้วางแผนมาก่อน และถ้ามันเป็นอุบัติเหตุทำไมเชนถึงไม่รับสารภาพ

            เจเจเห็นเวลาจากนาฬิกาแบบดิจิทัลบนตู้เตี้ยข้างเตียง ท่าทางวันนี้เธอคงได้เลิกงานเลยเวลาเป็นแน่ ข้อความจากมือถือดังขึ้น ทั้งนีลและเจเจหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขาอ่านข้อความแล้วก็ต้องถอนหายใจ

            เฮเซลล์ส่งข้อความแจ้งว่าผลตรวจ DNA จากด้ามมีดที่ใช้เป็นอาวุธสังหารเป็นลบ

            “นึกว่าจะเป็นคดีที่จบง่าย ๆ เสียอีก” เจเจพูดขึ้น

            “ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง” นีลบอก

            “เจออะไรบ้างไหม” เจ้าหน้าที่สืบสวนกรีนวู้ดถามขึ้น

            “เราไม่เจอเสื้อผ้า แต่มีคอมพิวเตอร์แบบพกพา ในนั้นอาจจะให้แรงจูงใจกับเราได้” นีลตอบ

            “ขอบคุณมากนะที่มาช่วย” เจ้าหน้าที่สืบสวนบอก “เรากำลังเช็กอยู่ว่าถังขยะถูกเก็บไปล่าสุดเมื่อไร แล้วก็กำลังเช็กกล้องวงจรปิดจากที่ทำงานของเชน เผื่อว่าเขาเอาเสื้อผ้าไปทิ้งที่นั่น”

            พวกเขามีเวลา 24 ชั่วโมงในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ถ้ายังรวบรวมหลักฐานเพื่อตั้งข้อหาไม่ได้ก็ต้องปล่อยตัวเขาไป ทุกวินาทีจึงมีค่าเสมอ

            พวกเขาไม่เจอเสื้อผ้าที่ผู้ต้องสงสัยสวมใส่ในวันนั้น ทั้งในบ้านและถังขยะกลาง ตำรวจเดินทางไปที่ทำงานของเชนเมื่อพบภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าเขามีถุงผ้าหนึ่งใบตอนมาทำงานแต่ไม่มีถุงใบนั้นตอนออกจากที่ทำงาน จ่าสืบสวนฮักซ์ลีย์ไปสอบปากคำผู้จัดการร้าน เจ้าหน้าที่สืบสวนกรีนวู้ดนำทีมตรวจค้นหาเสื้อผ้าต่อ ส่วนนีลและเจเจเดินทางกลับสถานีตำรวจพร้อมคอมพิวเตอร์พกพาของผู้ต้องสงสัย

            หญิงสาวนั่งทำบันทึกประจำวันและงานเอกสารต่อแม้จะเลยเวลาเลิกงานมาเป็นชั่วโมงแล้วก็ตาม เธออยากเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จก่อนกลับบ้าน อีกทั้งยังอยากรอดูผลการตรวจค้นว่าจะเป็นอย่างไร

            “กลับได้แล้ว” เฮเซลล์ทักขึ้นเมื่อเดินผ่านห้องแล้วยังเห็นเจเจยังอยู่ที่โต๊ะทำงาน

            “ค่ะ ใกล้เสร็จแล้ว”

            อีกฝ่ายยืนพิงโต๊ะทำงานของเธอก่อนถามขึ้น

            “เธอเป็นไงบ้าง”

            เจเจมองหัวหน้าก่อนจะส่ายศีรษะ

            “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ดวงตาคมกล้าของเฮเซลล์ทำเอาหญิงสาวต้องเปลี่ยนคำพูด “มันน่าตกใจนิดหน่อยกับภาพที่เห็น มันติดตาแล้วก็ทำให้ฝันร้าย แต่ฉันยังไหวค่ะ ตั้งแต่เริ่มเรียนสาขานี้ฉันก็ทำใจไว้ในระดับหนึ่งแล้วว่าตัวเองจะมีโอกาสเผชิญกับสถานที่เกิดเหตุแบบไหนบ้าง แทนที่จะกลัวหรืออยากหนี ฉันกลับอยากจับคนร้ายให้ได้ คนที่ทำเรื่องไม่ดีควรได้รับการลงโทษ แล้วฉันก็อยากเก่งขึ้นด้วย”

            หัวหน้าของเธอส่งยิ้มบาง

            “ฉันรู้ว่าเธอจะต้องทำได้ดี แต่ตอนนี้กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว”

            เจเจกำลังจะแย้งแต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนใจ

            “เข้าใจแล้วค่ะ เจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

            “ดีมาก” เฮเซลล์ตบบ่าเธอเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องไป

            หญิงสาวเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เป็นระเบียบแล้วออกจากที่ทำงาน เธอได้แต่ภาวนาว่าพรุ่งนี้จะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับคดี


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น