อัปเดตล่าสุด 2020-03-31 12:00:00

ตอนที่ 7 บทที่ 8 ภาพติดตา

บทที่ 8 ภาพติดตา

 

            “เราขอชื่อ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อของเชอร์ริล ถ้าคุณยังมี”

“ครับ ได้ครับ” สก็อตรับกระดาษและปากกาจากจ่าฮักซ์ลีย์ ผ่านมาสองปี เขายังจดจำทั้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเธอได้ราวกับเป็นเบอร์ของตัวเอง “ผมไม่ได้ติดต่อเธอนานแล้ว ไม่รู้ว่าเบอร์ยังใช้ได้อยู่ไหม”

“เราจะตามเรื่องนี้ต่อเอง ขอบคุณมาก คุณเทอร์เนอร์” สารวัตรคีนกล่าว “เมื่อมีความคืบหน้าแล้วเราจะแจ้งไปอีกที ตำรวจในเครื่องแบบยังตรวจตราย่านนั้นอย่างเข้มงวด เผื่อคนร้ายจะกลับไปอีก”

“จบการสอบปากคำเวลาเก้านาฬิกาสามสิบสองนาที” จ่าฮักซ์ลีย์ปิดเครื่องบันทึกเสียง แล้วเดินนำสก็อตออกไปด้านนอก “เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขับรถไปส่งคุณที่บ้าน”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเดินไปเองดีกว่า”

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

“เอ่อ...” เสียงทักของเขาเรียกให้เธอหันกลับมาอีกครั้ง “เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานคนที่นำตุ๊กตาเข้ามา...”

“หน่วยพิสูจน์หลักฐานประจำที่สถานีตำรวจคิงส์โร้ด พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าคุณอยากติดต่ออะไรเกี่ยวกับคดี สามารถแจ้งมาที่ฉันได้เลยค่ะ”

“อ้อ ครับ ขอบคุณครับ”

สก็อตกล่าวลาแล้วเดินออกจากสถานีตำรวจ เปลือกตาทั้งสองข้างของเขาหนักอึ้ง ศีรษะของเขาปวดตุบ เขาทั้งง่วงและหิว ท้องฟ้าด้านนอกมีเมฆมากทำให้บรรยากาศขมุกขมัว ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นแม้แต่น้อย

จะเป็นเชอร์ริลจริง ๆ เหรอ

จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเธอจะตามเขามาที่นี่ เขานึกว่าการแยกจากเธอ การย้ายที่อยู่ จะทำให้เธอเลิกติดตามเขาไปเอง

“เป็นไปไม่ได้หรอก”

            ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดอาจเป็นใครก็ได้ พอตำรวจตามหาตัวเชอร์ริลพบ เขาก็จะได้รู้อย่างแน่ชัดว่าไม่ใช่เธอที่งัดเข้าไปในบ้านของเขาเพื่อติดตั้งกล้อง

            “มันต้องไม่ใช่”

 

            เจเจก้าวเท้าลงจากรถตู้ของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน เธอมองเห็นบ้านหลังหนึ่งที่มีเทปของตำรวจกั้นประตูหน้าบ้านเปิดแง้มไว้ ต่อให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าภายในนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่หญิงสาวก็ทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด

            “เป็นไรไหม เจสซี่” เสียงของนีลทักขึ้น “เจเจ”

            “ค่ะ ค่ะ ไม่เป็นอะไรค่ะ”

            พวกเขาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นคนแรก

            “เราได้รับแจ้งเหตุจากเพื่อนบ้านตอนหกโมงเช้า เขากำลังจะออกไปทำงานและเห็นประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ พอเห็นว่ามีเลือดที่หน้าประตูก็โทรแจ้งตำรวจ”

            “เขาเข้าไปในบ้านหรือเปล่า” นีลถามขึ้น

            “ใช่ แต่ไม่ได้เข้าไปในห้องนั่งเล่น มีผมกับฌอน เออ เจ้าหน้าที่ตำรวจอัลเล็นที่เข้าไปในนั้น”

            หลังจากรับทราบสถานการณ์คร่าว ๆ ทั้งนีลและเจเจต่างก็เดินกลับไปที่รถ

            กว่าหญิงสาวจะรู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง ก็ตอนที่เธอสวมชุดป้องกันสีขาว รองเท้า หมวกคลุมผม และหน้ากากอนามัย ครั้งล่าสุดที่เธอใส่ชุดนี้คือตอนสอบกับเหตุการณ์สมมติ แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเธอคือเหตุการณ์จริง

            หัวใจของเจเจเต้นรัวจนเสียงดังก้องหู เธอเฝ้ารอที่จะได้ลงพื้นที่แบบนี้ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน ทว่าตอนที่ถือกระเป๋าอุปกรณ์ในชุดเต็มยศเธอกลับตั้งคำถามกับตัวเอง

            เธอพร้อมแล้วจริง ๆ เหรอ

            “โอเค แอนน์ให้เราเข้าที่เกิดเหตุเลย แต่ต้องเดินระวังหน่อย เพราะมีรอยเลือดเต็มไปหมด”

            สายตาของเจเจจับจ้องไปยังหยดสีแดงบนฟุตปาธหน้าบ้าน เธอหยิบอุปกรณ์ออกมาเพื่อตรวจสอบคราบเลือดเบื้องต้น ก่อนจะทดสอบหยดเลือดดังกล่าว เธอทดสอบประสิทธิภาพของสารลูโคมาคาไลท์ กรีน (LMG)[1] กับเลือดตัวอย่างในกระเป๋าอุปกรณ์ จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเลือดขึ้นมาเล็กน้อยแล้วหยดสารไร้สีลงไป เมื่อหยด H2Oตามลงไป หยดของเหลวบนกระดาษก็เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวบ่งบอกว่าเป็นเลือด แต่จะระบุได้ว่าเป็นเลือดของใคร หรือของอะไรต้องให้ทางห้องปฏิบัติการทดสอบอีกที

            เมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นเลือด เจเจก็ทั้งถ่ายรูป ทั้งเก็บตัวอย่างเลือดใส่หลอด ก่อนจะเดินผ่านสวนหย่อมเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน รอยบางส่วนของรองเท้าเปื้อนเลือดปรากฏเป็นทาง มีทั้งรอยเดินเข้าและเดินออก หญิงสาวเก็บภาพรอยรองเท้าที่เห็นได้ชัด ๆ เป็นหลักฐาน การที่มีหลายรอยปะปนกันทำให้พวกเขาทำงานยากขึ้น ทั้งคู่ต้องตามเก็บรอยนิ้วมือและลายรองเท้าของเพื่อนบ้านเพื่อแยกออกจากหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ

            พอทั้งสองเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ก็พบร่างของผู้ชายนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ข้างตัวมีกองเลือด รอยรองเท้าเริ่มต้นจากตรงนี้

            หญิงสาวยืนนิ่ง สายตาจ้องมองไปที่แผ่นหลังของชายคนนั้น รอบข้างพร่ามัว ศีรษะเบาหวิว อากาศในห้องร้อนอบอ้าวอย่างไม่คาดคิด เธอรับรู้ได้ถึงไอร้อนระอุจากลมหายใจของตัวเองในหน้ากากอนามัย

            “เรายังไม่ควรเคลื่อนย้ายเขา”

            เสียงของนีลดึงสติของเธอกลับคืนมา เจเจมองเขาคุยโทรศัพท์กับเฮเซลล์เพื่อรายงานสถานการณ์ น้ำเสียงตึงเครียดของเขากระตุ้นให้เธอมีสมาธิกับเหตุตรงหน้ามากขึ้น

            มีดเปื้อนเลือดอยู่บนพื้น ห่างจากศพไปเล็กน้อย มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นอาวุธสังหาร บริเวณด้ามจับมีรอยเลือดเช่นกัน ข้าวของในห้องกระจัดกระจายบ่งบอกว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น ข้าวของบนโต๊ะรับแขกบ่งบอกว่าผู้ตายไม่ได้อยู่ตามลำพัง ประตูหน้าบ้านไม่มีร่องรอยการงัดแงะ 

            รอยนิ้วมือเปื้อนเลือดติดอยู่บนขอบประตูห้องนั่งเล่น จากระยะและความสูงแล้วไม่น่าเป็นรอยที่เกิดจากผู้ตาย เป็นไปได้ว่าคนร้ายแทงผู้ตายแล้วรีบหนีออกจากห้องไป หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อดูร่องรอยการเคลื่อนไหวของผู้ตายและคนร้าย

            “แอนน์บอกว่าเดี๋ยวพยาธิแพทย์จะเข้ามา เราเริ่มจากการถ่ายรูปเป็นหลักฐานก่อน เพราะถ้าพลิกศพหรือเคลื่อนย้ายเขาแล้ว อาจทำให้ร่องรอยและหลักฐานเสียหายได้”

            “ค่ะ”

            พวกเขาถ่ายรูปสภาพภายในห้องและข้าวของในนั้นด้วยความระมัดระวัง มันเป็นการทำงานที่เงียบมาก ผิดกับสถานที่เกิดเหตุอื่น ๆ ที่เจเจเคยตรวจสอบร่วมกับนีล สาเหตุคงมาจากร่างที่นอนเสียชีวิตบนพื้น ทุกอย่างที่พวกเขาสำรวจและตรวจสอบก็เพื่อหาหลักฐานมาจับผู้กระทำผิด ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่างจากเหตุการณ์สมมติในการสอบหลายเท่า ทุกการเคลื่อนไหวและการกระทำของเธอจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่เก็บได้ เป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้คนผิดได้รับโทษ

            หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนก็เดินไปสำรวจประตูด้านหลังบ้าน มันยังลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา 
เจเจเดินเข้าไปในครัวที่อยู่ติดกัน จำนวนมีดในกล่องใส่มีดบนเคาน์เตอร์หายไปสองเล่ม เธอพบหนึ่งเล่มในอ่างล้างจานปะปนไปกับจานสกปรก อีกเล่มคงเป็นเล่มที่ตกอยู่ข้างผู้ตาย

            “มีดเล่มนั้นมาจากที่นี่” เธอพูดขึ้น ยังไม่อาจสรุปได้ว่าใครเป็นคนนำมีดไปไว้ในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะรับแขกมีเครื่องดื่มและกองเปลือกแอปเปิ้ล

            “คนร้ายรู้จักผู้ตาย ขวดเบียร์พวกนั้นน่าจะช่วยระบุตัวคนร้ายได้” นีลพูดขึ้น ระหว่างนั้นก็มองหาร่องรอยไปด้วย

            “เป็นไงบ้าง” เสียงของสารวัตรคีนดังขึ้น เขามาพร้อมจ่าฮักซ์ลีย์ ทั้งคู่สวมชุดป้องกัน เดินผ่านทางเดินด้วยความระมัดระวัง

            นีลกับเจเจเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

            “ไม่มีร่องรอยการงัดแงะทั้งจากประตูหน้าบ้านหรือด้านหลัง ประกอบกับขวดเบียร์และผลไม้บนโต๊ะบ่งบอกว่าคนร้ายรู้จักผู้ตาย เราเชื่อว่ามีดเล่มนั้นจะเป็นอาวุธสังหาร แต่เรายังไม่เห็นปากแผลเพราะยังไม่สามารถพลิกร่างผู้ตายได้ในตอนนี้”

            ระหว่างที่นีลกำลังอธิบาย สายตาของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทั้งสองคนก็จับจ้องไปยังร่างของผู้เสียชีวิตและสภาพแวดล้อมรอบข้าง

            “มีร่องรอยการต่อสู้เกิดขึ้น หลังจากฆ่าผู้ตายแล้ว คนร้ายทิ้งรอยนิ้วมือไว้ที่บานประตู อาจจะไม่รู้ตัวว่าเหยียบกองเลือดแล้วรีบออกจากบ้านไป เท่าที่ดูตอนนี้คนร้ายน่าจะมีแค่คนเดียว”

            “ให้ตำรวจในเครื่องแบบสัมภาษณ์เพื่อนบ้านในละแวกนี้ ว่ามีใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหรือไม่ หรือมีใครเห็นคนร้ายตอนเข้าออกจากบ้านบ้าง เช็กกล้องวงจรปิดด้วย” สารวัตรคีนหันไปบอกจ่าฮักซ์ลีย์ ก่อนหันกลับมาทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน “เรารู้อะไรเกี่ยวกับผู้ตายบ้าง”

            “โดมินิค ฟิชเชอร์อายุ 21 ปี ยังไม่ได้ทำงาน พ่อแม่หย่าร้าง เขาอาศัยอยู่กับพ่อที่ตอนนี้ไปสัมมนาที่นิวคาสเซิล เพื่อนบ้านบอกว่าเขาเป็นเด็กดี มักทักทายกันทุกเช้า แถมยังเคยช่วยเขายกของอยู่บ่อย ๆ” เจเจตอบ ขณะที่สารวัตรจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกของตัวเอง

            พวกเขาสอบถามกันอีกสักพัก สารวัตรคีนก็เดินขึ้นไปด้านบนเพื่อสำรวจห้องนอนของผู้ตาย เจเจเริ่มเก็บหลักฐานในห้องนั่งเล่น ส่วนนีลก็คอยโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าให้เฮเซลล์ทราบ และเธอให้รอรี่กับเดซี่มาช่วยตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย

            ตอนที่เจเจกำลังเก็บรอยนิ้วมือบนขวดเบียร์ พยาธิแพทย์ก็เข้ามาตรวจสอบสภาพศพในที่เกิดเหตุ เขาบันทึกสิ่งที่พบลงในสมุดส่วนตัว ทั้งลักษณะและท่าทางของแขนขาเหยื่อ รอยเลือดบนตัวและรอบข้าง

            “โอเค ผมได้สิ่งที่ต้องการละ ที่เหลือพวกคุณจัดการกันต่อ ผมค่อยชันสูตรเขาอีกทีในห้องเก็บศพ”

            หลังจากที่ทีมพิสูจน์หลักฐานเก็บหลักฐานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายศพจากที่เกิดเหตุไปยังห้องเก็บศพ เจเจกับนีลช่วยกันถอดเสื้อผ้าของผู้ตายด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบรอยเลือด

            “โอ้...” เจเจร้องขึ้นเมื่อพวกเขาพลิกตัวศพ ตามตัวของเขามีแผลถูกแทงมากมายนับไม่ถ้วน

            หลังคลุมร่างศพด้วยผ้าแล้ว เจ้าหน้าที่สองคนก็เข้ามาขนย้ายศพขึ้นรถตู้ไป

            เจเจมองสภาพห้องที่ต่างไปจากเดิมหลังไร้ซึ่งร่างของผู้ชายคนนั้น เธอไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ในบ้านหลังนี้มานานแค่ไหนแล้วกระทั่งหันไปเห็นนาฬิกาในห้อง หญิงสาวประสานมือของตัวเองไว้ด้วยกัน หัวใจเต้นรัวอีกครั้ง ยังไม่อยากเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ไปกันเถอะ เจสซี่” นีลเรียก

            พวกเขาเก็บข้าวของออกจากที่เกิดเหตุ ตำรวจยังคงกั้นสถานที่ไว้ไม่ให้คนนอกเข้า หลังจากถอดชุดป้องกันออก เจเจก็เหมือนเพิ่งได้รับอากาศบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก เธอมองบ้านหลังนั้นอีกครั้งก่อนก้าวขึ้นรถ

            “เธอทำได้ดีมาก” นีลพูดขึ้นระหว่างที่พวกเขานั่งรถกลับไปยังสถานีตำรวจ

            “ค่ะ” เสียงตอบรับของเธอแผ่วเบา

พอมองย้อนกลับไปช่วงเช้าที่เธอมาถึงที่เกิดเหตุ ช่วงเวลาในบ้านหลังนั้นเหมือนเป็นหลุมดำที่กว้างใหญ่และเคว้งคว้าง ยากจะอธิบายความรู้สึกได้ ร่างกายของเธอรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่สมองกลับว่างเปล่าราวกับเพิ่งรู้สึกตัวตอนที่ย้ายศพออกจากบ้านไปแล้ว

ยังมีงานอีกหลายอย่างให้เธอต้องทำ หลักฐานอีกหลายชิ้นที่ต้องนำไปส่งเพิ่ม รายงานที่ต้องบันทึกให้ครบถ้วน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานแต่ละคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองทันทีที่กลับถึงสถานีตำรวจ เฮเซลล์เรียกนีลและเจเจเข้าพบเพื่ออัปเดตข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมา

“ทำได้ดีมาก ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

“ค่ะ/ครับ”

ทั้งคู่เดินออกจากห้องประชุมเล็ก

“ไปหาอะไรดื่มด้วยกันไหม” นีลเสนอ

“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร ฉันว่าฉันรีบกลับบ้านไปพักผ่อนดีกว่า”

หลังแยกกับนีลที่หน้าสถานีตำรวจ เจเจก็มารอรถประจำทางที่ป้าย เธอไม่คิดมาก่อนว่าภาพจากที่เกิดเหตุจะสามารถติดตาได้แบบนี้ ตอนที่เธอก้าวเท้าขึ้นรถประจำทางก็คล้ายกับตอนที่เธอเดินตามรอยเลือดเข้าไปในบ้านหลังนั้น ยามที่เธอนั่งลงก็เหมือนตอนที่เธอนั่งยอง ๆ สำรวจศพในระยะใกล้ จู่ ๆ เจเจก็รับรู้รสสนิมได้ในปาก

หญิงสาวหันมองด้านนอกรถ ใบหน้าของเธอมีเหงื่อผุดซึม กองเลือดและบาดแผลบนตัวผู้ตายแวบเข้าสู่สมองอีกครั้ง เจเจพยายามสลัดมันออก เธอหยิบสมาร์ทโฟนกับหูฟังขึ้นมา เปิดหาคลิปเก่า ๆ ของแมทธิวดู หวังให้ภาพเหล่านั้นหายไป

 

            โทรศัพท์แผดเสียงลั่นยามที่เจเจเดินออกจากห้องน้ำ เป็นเสียงเพลงที่ตั้งไว้สำหรับแม่โดยเฉพาะ หญิงสาวรีบวิ่งเข้าห้องนอนเพื่อรับสายทันที

            “ค่ะ แม่”

            “เจสซี่” ปลายสายถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เป็นอะไรหรือเปล่า แม่เห็นเราเลิกงานนานแล้วแต่ไม่โทรมาสักทีเลยเป็นห่วง”

            “เปล่าค่ะแม่ พอดีเหนื่อยนิดหน่อยเลยไปอาบน้ำก่อน ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะคะ”

            “ลูกไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แม่ขอโทษที่เป็นห่วงเกินเหตุ ลูกจะกลับบ้านช้าบ้างก็ไม่เป็นไร”

            เจเจยิ้มบาง เธอคุยเล่นกับแม่อีกสักพักก็วางสายแล้วไปแต่งตัว การอยู่เฉย ๆ ทำให้สมองหวนนึกถึงบ้านหลังนั้นอีกครั้ง เธอต้องหาทางกำจัดความรู้สึกแบบนี้ให้ได้โดยเร็ว ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            “วันนี้มีใครว่างบ้างนะ” หญิงสาวเข้าห้องสนทนากลุ่ม ชักชวนเพื่อนร่วมแฟลตให้ไปดื่มด้วยกัน

            “โทษทีนะเจสซี่ พรุ่งนี้มีเรียนตอนเช้า”

            “คืนนี้ต้องปั่นงานส่ง”

            “นัดกับแพทริเซียไว้แล้ว”

            เธอถอนหายใจให้กับคำตอบของพวกเขา หญิงสาวเห็นชื่อของสก็อตจึงเลือกเข้าไปในหน้าสนทนา

            “ฉันอยากเลี้ยงเครื่องดื่มคุณ ไปดื่มด้วยกันไหมคะ”

            เจเจอ่านข้อความที่ตัวเองพิมพ์ก่อนจะลบทิ้ง พิมพ์ใหม่ ลบบางส่วนไป แล้ววางมือถือลงข้างตัว หัวใจของเธอเต้นรัว เกิดความประหม่าเหมือนตอนสัมภาษณ์งาน สุดท้ายก็หยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง พิมพ์ข้อความเดิมจนครบแล้วกดส่งไปทันทีแบบไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทบทวน

            ขณะที่บรรดาเพื่อนร่วมแฟลตตอบข้อความกลับมาแทบจะทันที คำตอบกลับจากสก็อตอาจจะมีมาหรือไม่มีเลยก็เป็นได้ จากที่ตื่นเต้น รอคอยคำตอบ หญิงสาวก็เริ่มทำใจได้ การรับเป็นเพื่อนทางออนไลน์คงเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อเรื่องงานเท่านั้น

            เสียงข้อความเข้าดังขึ้น ทำให้เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นดู

            “ร้านเบเกอร์ สตรีท สองทุ่มครึ่ง”

 

[1] ลูโคมาคาไลท์ กรีน (Leucomalachite Green – LMG) คือ ในวิธีที่ใช้สำหรับทดสอบคราบเลือดเบื้องต้น ก่อนทดสอบทุกครั้งต้องทดสอบ LMG กับเลือดตัวอย่างเพื่อให้ทราบว่า LMG ยังมีประสิทธิภาพ (ในกรณีนี้ เจเจทดสอบกับตัวอย่างเลือดม้าที่อยู่ในชุดอุปกรณ์ของตน) วิธีตรวจคือใช้กระดาษเก็บหลักฐานที่ต้องสงสัยว่าเป็นเลือดขึ้นมา เมื่อหยด LMG ลงไปแล้วจะต้องยังไม่เปลี่ยนสี (หากเปลี่ยนสีแสดงว่าเกิดผลบวกที่ผิดพลาด False Positive อาจมีสนิมปนเปื้อน) เมื่อหยดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2) จะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว เรียกว่าเป็น Apparent Blood หากสีไม่เปลี่ยนแสดงว่าไม่ใช่เลือด อย่างไรก็ตามการทดสอบนี้จะบอกได้ว่าเป็นเลือดหรือไม่เท่านั้น ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเลือดคนหรือเลือดสัตว์


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น