อัปเดตล่าสุด 2020-03-10 12:00:23

ตอนที่ 6 บทที่ 7 เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

“คุณเทอร์เนอร์”

         ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า เห็นตำรวจชายกับตำรวจหญิงยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมรถยนต์สีดำจอดข้างทาง ถึงเจเจจะบอกล่วงหน้าแล้วว่าอาจมีตำรวจมาหา แต่สก็อตก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้ 

         “ครับ” ชายหนุ่มขานรับ

         “ผมสารวัตรสืบสวนสอบสวนเมสัน คีน ทางนี้คือจ่าสืบสวนสอบสวนร็อกแซน ฮักซ์ลีย์”

         เขาจับมือทักทายทั้งสองคน สารวัตรคีนเป็นผู้ชายตัวสูงเกิน 180 เซนติเมตร ผมสีดำไว้หนวดเคราสั้น ส่วนจ่าฮักซ์ลีย์เป็นผู้หญิงผมยาวหยักศก ใบหน้าคมเข้ม ทั้งคู่ใส่สูท ดูท่าทางทะมัดทะแมงและน่าเกรงขาม 

         “เดี๋ยวผมเปิดประตูให้”

         “จะดีกว่าถ้าคุณไปกับเราที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ปากคำอย่างเป็นทางการ”

         จ่าฮักซ์ลีย์เปิดประตูรถให้สก็อตโดยไม่รอเขาตอบรับด้วยซ้ำ ชายหนุ่มได้แต่พยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถไปแต่โดยดี เป็นครั้งแรกที่เขานั่งรถตำรวจ และมันให้ความรู้สึกน่าอึดอัดทั้งที่เขาไม่ใช่คนร้ายหรือผู้ต้องสงสัย

         กองบัญชาการตำรวจคลีฟแลนด์ เมืองมิดเดิลสโบรห์ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไปเพียงแค่สองนาที แต่ก็เป็นบริเวณที่สก็อตไม่เคยไปมาก่อน แม้ว่าเขาจะนั่งรถไฟผ่านเป็นประจำเวลาเดินทางระหว่างเมืองก็ตาม

         จ่าสืบสวนเดินนำชายหนุ่มไปยังห้องสอบสวน โต๊ะกลางห้องมีเก้าอี้ตั้งอยู่สี่ตัว ข้างกันมีเครื่องบันทึกเสียง ที่มุมห้องมีกล้องวงจรปิด เป็นห้องที่เห็นได้ทั่วไปในซีรีส์สืบสวนสอบสวน

         “จะดื่มอะไรหน่อยไหม ชา กาแฟ” จ่าฮักซ์ลีย์ถามขึ้น

         “กาแฟครับ ขอบคุณ”

         “เรามีแค่แบบสำเร็จรูปนะ”

         “ครับ”

         สก็อตนั่งลงบนเก้าอี้ มองดูจ่าสืบสวนสอบสวนเดินออกจากห้องไป ถึงจะเป็นเพียงการพูดคุย แต่สภาพห้องปิดทึบทั้งสี่ด้าน มีเพียงแสงจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านบนก็สร้างความกดดันให้กับเขาได้ ชายหนุ่มทั้งง่วง ทั้งเพลีย และอยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

         ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง สารวัตรสืบสวนคีนเดินกลับมาพร้อมจ่าสืบสวนฮักซ์ลีย์ เธอส่งกาแฟให้เขา ชายหนุ่มรับมาวางไว้ตรงหน้าโดยยังไม่ดื่ม

         เจ้าหน้าที่หญิงเดินตรงไปเปิดเครื่องบันทึกเสียง ก่อนเดินกลับมานั่งข้างหัวหน้าของตน

         “เริ่มบันทึกเสียงการสนทนากับคุณเทอร์เนอร์ ขอบคุณนะคะที่ให้ความร่วมมือ”

         “ครับ” เขามองแฟ้มรายงานด้านหน้าของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทั้งสองคน

         “คุณช่วยเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่พบว่าบ้านโดนงัดได้ไหมครับ เพื่อการบันทึกเสียง”

         สก็อตหันมองเครื่องบันทึกเสียงด้านข้างก่อนเล่าให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น รวมถึงตอนที่เขาพบตุ๊กตาตัวนั้นด้วย

         “จากหลักฐานที่ได้รับเพิ่มเติม พบว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตุ๊กตา เรากำลังตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ หลักฐานทางดีเอ็นเอจากตุ๊กตาตัวนั้นตรงกับดีเอ็นเอของคนร้ายที่บุกรุกเข้าบ้านของคุณ เราพยายามติดตามหาตัวคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด แต่เราก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ คุณพอจะนึกอะไรออกไหมเกี่ยวกับวันที่บ้านโดนงัด หรือมีอะไรผิดปกติก่อนหน้านั้น”

         สก็อตมองหน้าสารวัตรก่อนจะส่ายศีรษะ ไอร้อนจากถ้วยกาแฟแบบกระดาษแล่นผ่านปลายนิ้วมือสู่ทุกส่วนของร่างกาย

         “มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายจะรู้จักคุณเป็นอย่างดี” จ่าฮักซ์ลีย์เสริม “เธออาจเฝ้าติดตามคุณมานาน”

         ชายหนุ่มยังคงนั่งเงียบ สายตามองไปที่เครื่องดื่มในแก้ว

         “เราตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกนั้นเพื่อหาผู้ต้องสงสัย คืนนั้นไม่ค่อยมีใครออกมาเดินกลางดึก เราได้ภาพเหล่านี้มาจากกล้องวงจรปิดบนถนนแกรห์ม เยื้องหน้าบ้านของคุณไปเล็กน้อย อาจจะไม่ใช่คนร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอจะมีใครที่คุณเคยเห็นหน้าบ้างไหม สำหรับเครื่องบันทึกเสียง ฉันกำลังแสดงภาพถ่ายหลักฐาน KB375 ถึง 8 ให้คุณเทอร์เนอร์ดู”

         สก็อตมองภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดทั้งสี่ใบที่จ่าฮักซ์ลีย์วางบนโต๊ะ แต่ละภาพไม่ได้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน คนหนึ่งใส่ฮู้ด อีกคนเป็นวัยรุ่นถือกล่องพิซซ่า อีกคนเดินเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อ แต่สายตาของเขาสะดุดเข้ากับคนที่ใส่หมวกไหมพรม ต่อให้เห็นหน้าไม่ชัด แต่ทั้งรูปร่างและท่าทางที่ปรากฏบนภาพถ่าย ส่งผลให้สมองของเขาเห็นมันเป็นภาพเคลื่อนไหว

         “คุณเทอร์เนอร์” สารวัตรสืบสวนสอบสวนคีนทักขึ้น

         “ผม...”

เขาจ้องภาพนั้น สมองปฏิเสธทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนเดียวกัน เขาอาจเข้าใจผิด มองผิดไปก็ได้ ภาพถ่ายไม่ชัดเจนแบบนี้ มันอาจเป็นใครก็ได้

ชายหนุ่มดื่มกาแฟ มือของเขาสั่นโดยไม่รู้ตัว

“ผมไม่แน่ใจ” เขาพูด

หากเขาเข้าใจผิดแล้วมันไม่ใช่เธอขึ้นมาล่ะ

“สก็อต ฉันเรียกคุณว่าสก็อตได้ไหม ถ้าคุณนึกอะไรออก ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อย มันก็ช่วยเราได้มาก มันอาจช่วยให้เราระบุตัวคนร้ายได้ หรือตัดชื่อผู้ต้องสงสัยออก”

“ผมอาจเข้าใจผิด” สก็อตสารภาพ “มันอาจเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยก็ได้”

“เราฟังอยู่”

ชายหนุ่มมองมือทั้งสองของตนที่วางอยู่บนโต๊ะ นิ้วมือประสานกันเหมือนที่เขากับเชอร์ริลทำเป็นประจำ เขาสูดลมหายใจเข้าปอด ค่อย ๆ ผ่อนลมออกมา ก่อนจะเริ่มเล่า

“มันอาจจะยาวเสียหน่อย แต่ผมจะพยายามทำให้สั้นที่สุด”

หากเขาเล่าให้ตำรวจฟัง มันอาจทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ได้

 

สก็อตกับเชอร์ริลเริ่มคบกันสองเดือนหลังจากได้เจอกันเป็นครั้งแรก เธอมาหามิลลี่ทุกสัปดาห์ทำให้พวกเขาได้เจอหน้ากันตลอด ยิ่งทำความรู้จัก ยิ่งได้ใกล้ชิด ชายหนุ่มก็หลงเธอจนถอนตัวไม่ขึ้น สายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนของเธอ ทำให้คนธรรมดาอย่างเขาเหมือนเป็นคนสำคัญขึ้นมา สัมผัสของเธอเติมเต็มทุกอย่างที่เขาปรารถนา รอยยิ้มของเธอเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน

จากที่คิดว่ามันจะเป็นความรู้สึกระยะสั้น เป็นแค่ความรักในมหาวิทยาลัย แต่มันกลับลึกซึ้งกว่านั้น ยาวนานกว่านั้น เชอร์ริลมาค้างที่ห้องของเขาทุกสุดสัปดาห์ พวกเขากลายเป็นคู่ที่แยกจากกันไม่ได้

“หลังจากเรียนจบแล้ว เธอจะกลับปีเตอร์โบโรห์หรือไปที่ไหนดีล่ะ” เชอร์ริลถามขึ้นในอ้อมกอดของสก็อต

“ไม่รู้สิ” เขาจูบขมับของเธอ สูดกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ผู้หญิงคนนี้ครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวเข้าปอด เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าของเขา “คุณอยากทำอะไรล่ะ”

“นั่นสินะ...ฉันจะไปทุกที่ที่เธอไป”

สก็อตหัวเราะ สายตาของพวกเขาประสานกัน และนั่นก็เพียงพอที่จะจุดความปรารถนาในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง

 

“พวกคุณคงคิดว่าผมบ้า” สก็อตเล่า “ผมคงเป็นแบบนั้นจริง ๆ ผู้หญิงคนแรก ความรักครั้งแรก ผมให้เธอได้ทุกอย่าง แต่เธอต้องการมากกว่าทุกอย่าง”

 

หลังจากเรียนจบสก็อตก็ย้ายกลับปีเตอร์โบโรห์ เขาเช่าแฟลตสตูดิโอขนาดหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำอยู่กับเชอร์ริล แม้ว่าเธอยังเหลืออีกหนึ่งปีในรั่วมหาวิทยาลัยก็ตาม

ใบสมัครทั้งหลายที่ยื่นไปตามบริษัทต่าง ๆ ถ้าไม่ได้รับการปฏิเสธกลับมาก็เงียบหายไปไร้การติดต่อกลับ

เขาควรกังวลกับอนาคตของตัวเอง แต่เชอร์ริลคลายความทุกข์ร้อนเรื่องนั้นได้ตลอด เพียงแค่ได้กอดเธอ ทุกความกังวลก็มลายหายไป มันน่าแปลกที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาหลายปีได้โดยไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน ระหว่างพวกเขามีแต่ความรัก ความลุ่มหลง พวกเขารับรู้ถึงความปรารถนาของกันและกัน และตอบสนองกันและกันได้อย่างลงตัว

 

“ที่เราไม่เคยทะเลาะกัน น่าจะเป็นเพราะผมทำตามเธอทุกอย่าง เป็นของเธอตลอดเวลา โดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำแบบนั้น ผมติดต่อเพื่อนน้อยลง แทบไม่ได้ไปหาครอบครัวทั้งที่อยู่เมืองเดียวกัน แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ คนรักกันย่อมอยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา การที่เธออยากไปมาไหนกับผมตลอดก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร”

“อะไรทำให้ความคิดเปลี่ยนไปล่ะ” จ่าฮักซ์ลีย์ถามขึ้น

“ตอนที่ผมได้งานและเวลาของเราเริ่มไม่ตรงกัน เราเจอหน้ากันน้อยลงทั้งที่อยู่ด้วยกัน มีอะไรกันน้อยลงทั้งที่นอนเตียงเดียวกัน มันควรเป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตคู่ ของการใช้ชีวิต แต่เชอร์ริลไม่คิดแบบนั้น ชีวิตของผมต้องมีแค่เธอเท่านั้น เธอคิดว่าการที่ผมกลับบ้านดึกดื่นเป็นเพราะผมมีคนอื่น หรือการที่ผมเลือกทำงานโรงแรมเป็นเพราะผมจะได้ห่างจากเธอ เธอจึงเริ่มติดตามผม...”

 

สก็อตดีใจด้วยซ้ำตอนที่เลิกงานแล้วเห็นเชอร์ริลมารอรับ พวกเขาเลยได้กินมื้อเย็นนอกบ้านด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกันทดแทนวันที่เขาเลิกงานดึกหรือไม่ก็เช้า ใคร ๆ ในที่ทำงานต่างก็บอกว่าพวกเขาเหมาะสมกัน

“ช่วงนี้มีแค่ทำโปรเจกต์ส่ง ไม่ต้องเข้าคลาสแล้ว จะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาไง” รอยยิ้มของเชอร์ริลทำให้ทุกอย่างไร้อุปสรรคไปเสียหมด “ว่าแต่ศุกร์นี้ที่ทำงานนัดไปดื่มหลังเลิกงานเหรอ”

ชายหนุ่มละสายตาจากจานอาหารตรงหน้าไปยังคู่สนทนา

“เมื่อวานตอนเธอไปห้องน้ำ ฉันเห็นข้อความขึ้นมาพอดีน่ะ” เธอพูด “แล้วจะไปหรือเปล่า”

“ยังไม่แน่ใจเลย” เขาตอบ “มันเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงาน แต่คุณก็รู้ว่าผมไม่ค่อยชอบไปไหนมาไหนนอกบ้าน”

“ยกเว้นไปกับฉัน” เชอร์ริลยิ้มหวาน ส่งผลให้เขายิ้มตามอย่างช่วยไม่ได้ “เธอไปกับเพื่อนเถอะ ฉันเองก็ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่อีลีเหมือนกัน”

 

“แล้วคุณได้ไปกับเพื่อนร่วมงานไหม” จ่าฮักซ์ลีย์ถามขึ้น

“ไปครับ และเชอร์ริลก็ไปที่นั่นด้วย”

 

บรรยากาศสามสิบนาทีแรกในร้านอาหารค่อนข้างน่าอึดอัด แต่เมื่ออาหารมาเสิร์ฟและมีเครื่องดื่มมาเพิ่ม บรรยากาศก็เป็นกันเองขึ้น เสียงพูดคุยของพวกเขาคึกคักขึ้น มีเสียงหัวเราะดังลั่นยามที่มีคนปล่อยมุก สก็อตผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิมเมื่อบรรยากาศนอกเวลางานแตกต่างออกไป นานแล้วที่เขาไม่ได้สนทนากับคนอื่นเป็นเวลาหลายสิบนาทีขนาดนี้

ความครื้นเครงของเขาหายไปทันทีที่เห็นเชอร์ริลเดินเข้ามาในร้าน เธอแต่งตัวสวย เดินเข้ามาตามลำพัง สายตาของเธอสอดส่องไปรอบ ๆ ร้านก่อนประสานสายตากับเขา

“สก็อต” เสียงทักของเธอเรียกความสนใจของเพื่อนร่วมงาน

“มานั่งด้วยกันสิครับ” เพื่อนร่วมกะของเขาสละที่นั่งข้าง ๆ ให้ทันที แล้วหันไปขอเก้าอี้ตัวใหม่จากพนักงาน

กลิ่นน้ำหอมของเชอร์ริลลอยฟุ้ง เธอหอมแก้มสก็อตก่อนนั่งลงข้าง ๆ

“บังเอิญจังเลย ฉันนัดเพื่อนไว้แต่เพื่อนดันเปลี่ยนใจซะก่อน เลยว่าจะมาหาอะไรกินที่ร้านนี้สักหน่อย”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ น่าแปลกที่ความคิดเช่นนั้นแทรกเข้ามาในสมองของสก็อต

“เธอกินอะไรเหรอ ฉันจะได้สั่งด้วย” เชอร์ริลหันมาส่งยิ้มให้

หัวใจของเขามักเต้นรัวเวลาได้อยู่ใกล้เธอ แต่คืนนั้นเป็นคืนแรกที่เขารู้สึกแตกต่างไปจากเดิม รอยยิ้มของเธอต่างไปจากเดิม สายตาของเธอมักแสดงความเป็นเจ้าของก็จริง แต่คืนนั้นกลับมีบางอย่างที่ส่งผลให้ร่างกายของเขาชาวาบไปทั้งตัว

ชายหนุ่มเข้าใจว่าเขาคิดมากไปเอง เขาแค่ตกใจที่เธอปรากฏตัวอย่างกะทันหันทั้งที่บอกว่าจะไปกับเพื่อน กระทั่งคืนที่เขาเลิกงานห้าทุ่มและเห็นเธอรออยู่ที่ทางเข้าพนักงาน เขาก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ปกติ

“ทำไมออกมาช้าจัง เลิกงานตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ขอโทษที พอดีคุยกับเพื่อน ทำไมคุณไม่รอที่บ้านล่ะ”

“ก็ฉันคิดถึงเธอนี่” เชอร์ริลเข้ามาคล้องแขน แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเหมือนโซ่ที่พันธนาการเขาไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหน

การมีแฟนมารอหลังเลิกงานเป็นความโรแมนติกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่เชอร์ริลทำมันเริ่มน่าอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งหลังเธอเรียนจบ เธอใช้เวลาอยู่ในล็อบบี้โรงแรมเพื่อเฝ้าเขาทำงาน หลังเลิกงานเขาจึงไม่มีโอกาสได้เดินออกจากที่ทำงานพร้อมเพื่อนร่วมกะอีก เชอร์ริลจะดักรอเสมอ เวลาหัวหน้านัดเลี้ยงมื้อเย็น เธอจะบังเอิญไปที่ร้านด้วยทุกครั้งแม้เขาไม่เคยเอ่ยชื่อร้านออกไปก็ตาม เธอรู้กระทั่งบทสนทนาที่เขาคุยกับเจเรมี่ กับเพื่อนสมัยเรียน กับเพื่อนร่วมงาน เธอจะมองทุกครั้งเวลาที่เขาใช้โทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นพูดคุยหรือตอบแชท

“เชอร์ริล คุณไม่จำเป็นต้องไปที่ทำงานผมเป็นประจำแบบนี้ก็ได้” ในที่สุดเขาก็สามารถรวบรวมความกล้าเพื่อบอกเธอ

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”

“ก็ใช่ แต่วันไหนที่ผมเข้ากะบ่าย คุณไม่ต้องไปรอหรอก มันดึกเกินไป”

เธอแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน แต่ปากกลับตอบตกลง เธอเริ่มเว้นระยะห่างให้เขาได้หายใจอีกครั้ง ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนตอนที่เริ่มคบกัน หรืออย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น

“ทำไมเดี๋ยวนี้เธอไม่กอดฉันแล้วล่ะ” จู่ ๆ เชอร์ริลก็ถามขึ้นหลังจากที่เขากลับจากการทำงานกะบ่าย “ฉันไม่น่าสนใจแล้วเหรอ”

“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น”

“เธอลาพักร้อนได้ไหม ฉันอยากใช้เวลาอยู่ตามลำพังกับเธอสองต่อสอง เหมือนเมื่อก่อนไง” มือของเธอโน้มศีรษะของเขาให้เข้าหา สอดปลายนิ้วมือไปตามเส้นผมของเขาแล้วออกแรงดึงจนชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก “เธอจะว่ายังไง”

“อืม ได้สิ”

นั่นเป็นครั้งแรกที่สก็อตปากไม่ตรงกับใจ เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจความรู้สึกเมื่อเชอร์ริลโผล่มาที่ร้านอาหารอย่างกะทันหัน

มันคือความหวาดกลัว

เขากลัวผู้หญิงคนนี้ และเขามีเหตุผลที่จะกลัวเธอ

 

“ผมลงทุนเช่ารถเพื่อไปชายหาดกับเธอ การพักผ่อนอาจเป็นสิ่งที่ผมต้องการก็เป็นได้ เธอเตรียมทั้งแซนด์วิช ทั้งชาและเบียร์เป็นอาหารกลางวัน พร้อมที่จะได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจโดยมีลมทะเลช่วยเพิ่มบรรยากาศ เราคุยกันไปตลอดทาง เธอดูสดใสกว่าทุกวัน หัวเราะบ่อยขึ้น น่ารักขึ้น เหมือนผมได้ตกหลุมรักเธออีกครั้ง พอเราไปถึงที่นั่น เชอร์ริลก็หาทำเลเงียบ ๆ สำหรับเราสองคน เธอวางกล่องแซนด์วิชลงตรงหน้า เปิดขวดเบียร์ให้ผม แล้วรินชาให้ตัวเอง เธออารมณ์ดีถึงขนาดฮัมเพลงออกมา แล้วเธอก็พูดขึ้น

“เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ สก็อต จะไม่มีใครแยกเราจากกันอีก ไม่ว่าจะงาน หรือเจเรมี่ หรือคนอื่น ๆ จะไม่มีใครมาขวางกั้นพวกเราได้อีก”

“คุณพูดเรื่องอะไร”

“ฉันเตรียมมื้อนี้ไว้สำหรับเราสองคน” เธอรินบางอย่างจากขวดแก้วขนาดเล็กใส่ในแก้วชาของตัวเอง และใส่ลงในขวดเบียร์ ก่อนส่งให้เขา “ดื่มสิ แล้วเราจะเป็นของกันและกันตลอดไป”

“คุณใส่อะไรลงไป”

“เราจะได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างที่ต้องการ”

“เชอร์ริล นั่นมันอะไร” สก็อตพยายามแย่งขวดแก้วจากมือ แต่เธอเขวี้ยงมันทิ้งไปเสียก่อน

“ดื่มฉันบอกให้เธอดื่ม!

“เชอร์ริล คุณเป็นอะไร”

หญิงสาวคว้าขวดเบียร์เพื่อเตรียมกรอกปากเขา ชายหนุ่มผลักมือเธอออกไป

“เธอรักฉันหรือเปล่า สก็อต ถ้าเธอรักฉันก็ต้องไปกับฉัน!

กลิ่นของกินเนสโชยเตะจมูกเมื่อเชอร์ริลพยายามกรอกเบียร์ใส่ปาก เขาเม้มปากแน่นพร้อมเบือนหน้าหนี เธอแรงเยอะกว่าที่เขาคิด เสียงตะโกนของเธอแตกต่างจากผู้หญิงที่เขาเจอในแฟนซี เขาได้แต่ถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ว่ามันกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

 

“เกิดอะไรขึ้นต่อ” จ่าฮักซ์ลีย์ถาม

“มีคนมาเห็นพวกเราพอดี พวกเขาเลยแจ้งตำรวจ ผมบอกตำรวจว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด พอเธอสงบสติอารมณ์ได้ ผมเลยพาเธอกลับบ้าน หลังจากนั้นไม่นานผมก็เลิกกับเธอ แต่เชอร์ริลไม่ยอม เธอยังตามผมไปที่ทำงาน ตามไปที่ห้องพักจนผมต้องย้ายออก ตามไปที่บ้านพ่อแม่ของผม ผมลาออกจากที่ทำงาน และได้งานใหม่ที่นี่ ผมจากที่นั่นมาโดยไม่บอกเธอ ล่าสุดที่ผมทราบคือเธอเข้ารับการรักษาที่ไหนสักแห่ง ผมไม่คิดว่าเธอจะหาผมเจอได้” 

“แต่เธอหาคุณเจอ เธอเป็นคนเข้าไปในบ้านของคุณ” สารวัตรพูดขึ้น

สก็อตมองกองภาพถ่ายตรงหน้า ก่อนจะวางมือลงบนภาพของผู้หญิงใส่หมวกไหมพรม

“นั่นเชอร์ริล”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น