อัปเดตล่าสุด 2020-03-03 12:00:57

ตอนที่ 5 บทที่ 6 บุคคลในอดีต

 

            “มันมีกล้องอยู่ข้างในจริง ๆ แต่ป่านนี้เจ้าตัวคงรู้แล้วล่ะมั้งว่าโดนจับได้”

            รัสเซลล์ คิงส์ลีย์ เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัลเอ่ยขึ้นหลังทำการตรวจสอบตุ๊กตาที่เจเจนำมา

            “แล้วจะพอหาตัวคนร้ายได้หรือเปล่า”

            อีกฝ่ายเลิกคิ้วให้เจเจ

            “คงต้องดูว่าตัวตุ๊กตากับกล้องให้ผล DNA เราได้หรือเปล่า ส่วนตัวกล้องอาจจะตามไปถึงผู้ผลิตหรือคนซื้อได้ ขอเวลาตรวจสอบก่อน”

            “ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป เธอรู้ตัวว่ากำลังเร่งอีกฝ่ายมากเกินไป

            เฮเซลล์รับทราบเรื่องนี้แล้ว แต่มันไม่ใช่เคสที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างชัดเจน กำลังคนและทรัพยากรส่วนมากจึงใช้ไปกับคดีคนหายและคดีฆาตกรรมที่ได้รับเรื่องเมื่อสองวันก่อน

            ไม่ว่าเจเจจะอยากทราบผลเร็วขนาดไหน ทุกอย่างมีขั้นตอนของมัน อย่างไรก็ตามทางตำรวจก็จะไปสอบถามข้อมูลจากสก็อตเพิ่มเติม มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นคนรู้จักมากกว่าโรคจิตทั่วไป พวกเขายังไม่มีรายงานพฤติกรรมแบบเดียวกันในละแวกนี้หรือย่านใกล้เคียง

            “สวัสดีค่ะ” หญิงสาวทักเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะของตัวเอง

            เนื่องจากเป็นเคสเดียวกัน เจเจจึงสามารถเข้าดูข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องของนีลได้ มันเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่จะถ่ายภาพจากที่เกิดเหตุจากทุกมุม ทุกด้านของห้อง เธอไล่ภาพถ่ายในห้องนอนของสก็อตไปจนถึงมุมที่มองเห็นตู้เสื้อผ้า

            ภาพขยายทำเอาหญิงสาวตาโต ตุ๊กตาสุนัขตัวนั้นกำลังมองลงมาที่เตียง เธอลูบแขนตัวเอง นี่มันไม่ใช่คดีบุกรุกธรรมดาเสียแล้ว

            ระหว่างเดินทางกลับบ้านด้วยแท็กซี่ เจเจก็ส่งข้อความหาสก็อตผ่านแอปฯ เดิม อันที่จริงเธอสามารถขอเบอร์ติดต่อจากโอลิเวอร์ได้ แต่เธออยากขอเบอร์เขาในฐานะของเจเจ ไม่ใช่ในฐานะของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

            “พวกเขากำลังตรวจสอบกล้องในตุ๊กตา อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะทราบผล ตำรวจอาจจะติดต่อคุณไปเพื่อสอบถามอะไรเพิ่มเติม”

เจเจลังเลว่าควรพิมพ์ต่อไหม ควรบอกเขาไหมว่าให้เล่าทุกอย่างที่นึกออก มันจะช่วยให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น หญิงสาวนึกถึงสีหน้าของเขาตอนตอบคำถามของเธอ เขามีเรื่องปิดบังจริง หรือเธอแค่คิดไปเอง

“ช่างเถอะ เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องให้เราบอกก็ได้” เธอบอกตัวเองก่อนจะกดส่งข้อความออกไป

พอกลับถึงบ้าน เธอก็นั่งมองรูปที่ตัวเองถ่ายมาจากในห้องนอนของสก็อต มีความเป็นไปได้สูงว่าคนร้ายรู้ตารางทำงานของสก็อต ถึงได้บุกเข้าไปในคืนที่เขาเข้ากะดึก แถมยังเตรียมแชลงมางัดประตู ใส่ถุงมือมาพร้อม นอกจากบางส่วนของรอยรองเท้ากับ DNA ที่ไม่สามารถนำไปจับคู่กับใครได้ คนร้ายก็ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้อีก หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พวกเขามี จะเป็นได้แค่ข้อมูลลอย ๆ หากไม่มีตัวอย่างจากผู้ต้องสงสัยมาเปรียบเทียบ

“คนร้ายเป็นผู้หญิง” เจเจพึมพำ “เขามีคนโรคจิตคอยสะกดรอยตามอยู่อย่างนั้นเหรอ”

ยิ่งคิด เธอก็ยิ่งปวดหัว คนที่จะตอบคำถามได้คงเป็นสก็อตเอง เจเจเข้าแอปฯ กล่องข้อความส่วนตัวก็ยังไม่ปรากฏว่าเขาอ่านแต่อย่างใด

“วันนี้เขาเข้างานกะดึกนี่นา” มันครบรอบสัปดาห์ที่มีคนร้ายงัดเข้าบ้านอีกฝ่ายพอดี เจเจกำลังต่อสู้กับความคิดตัวเองอยู่ในใจ เธอจะลองไปสังเกตการณ์เขาที่ทำงานดี หรือไม่ควรไปดี

ไป ๆ มา ๆ คนโรคจิตคอยสะกดรอยตามจะกลายเป็นเจเจเสียเอง

เสียงสัญญาณข้อความจากกล่องมือถือเข้า เรียกสายตาของเจเจให้ก้มมองสมาร์ทโฟน

“ขอบคุณครับ”

คำตอบของเขาช่างสั้นและเรียบง่ายเสียจริง เธอรอให้เขาพิมพ์อะไรเพิ่ม แต่มันก็มีแค่นั้น หญิงสาวถอนหายใจ บางทีที่เขารับเป็นเพื่อนเพราะจะติดต่อเรื่องงานก็เป็นได้ ถ้าเขาไม่เจอตุ๊กตาตัวนั้นในห้อง คำขอเป็นเพื่อนของเธอคงยังลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น

“หรือเราจะไม่มีดวงเรื่องความรักกันนะ” เจเจไม่ใช่คนเชื่อเรื่องดวง แต่ก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้ “แบบนี้มันฟุ้งซ่านเกินไป เราควรจดจ่ออยู่กับการทำงานสิ เจเจ เธออยากเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก่ง ๆ ไม่ใช่เหรอ”

ไม่ว่าเธอจะบอกตัวเองแบบนั้นกี่ครั้ง สก็อตก็หาทางแทรกแซงเข้ามาในความคิดของเธอได้เสมอ รอยยิ้มของเขาช่างอบอุ่นและเป็นกันเอง หญิงสาวนอนจ้องเพดานห้อง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยได้อย่างเป็นอิสระ

 

สก็อตมาถึงโรงแรมประมาณสี่ทุ่มครึ่ง บริเวณบาร์ของโรงแรมยังมีแขกใช้บริการอยู่ ชายหนุ่มเอ่ยทักทายเพื่อนร่วมงานก่อนจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัว ยามที่สวมเครื่องแบบพนักงาน เขาก็รู้สึกเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน มันมีภาระหน้าที่บางอย่างที่มาพร้อมกับชุดที่สวมใส่ ชายหนุ่มขยับเข็มกลัดป้ายชื่อของตัวเอง ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามลำพัง

กะดึกไม่จำเป็นคนต้องมีคนหลายคน ต่างจากกะเช้าหรือกะบ่าย ช่วงนั้นจะมีพนักงานสูงสุดสามคน ส่วนกะดึกน้อยครั้งมากที่จะอยู่สองคน อย่างไรก็ตาม เขาก็มีหัวหน้าประจำกะดึกกับพนักงานส่วนบาร์อยู่เป็นเพื่อนจนถึงเช้า บางคืนก็ราบรื่น สงบสุข บางคืนก็วุ่นวายหน่อยหากมีแขกมาเช็กอินตอนดึก

ภายในออฟฟิศมีกระดานแจ้งจำนวนแขกเข้าพัก แขกเช็กเอ้าท์ ในแต่ละวัน และเปอร์เซ็นต์แขกทั้งหมดที่ยังพักในโรงแรม หลังจากงานสัมมนาผ่านพ้นไป ตัวเลขก็ลดลงจนเหลือต่ำกว่า 50% ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องปกติ ช่วงพีคมาก ๆ ของโรงแรมนี้เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยทีวิลล์รับปริญญา จะมีแขกจากหลายชาติมาพักที่นี่เพราะงานจัดที่หอประชุมของศาลากลาง นอกนั้นก็จะเป็นคนที่เดินทางมาเพื่อธุรกิจ นาน ๆ ทีจะเป็นนักท่องเที่ยวมาพัก เนื่องจากมิดเดิลสโบโรห์ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แม้จะมีหลายสถานที่ให้น่าเยี่ยมชมก็ตาม

อย่างแรกที่เขาทำคือ ตรวจสอบว่าเหลือแขกที่ยังไม่ได้เข้าเช็กอินกี่คน จากนั้นก็อ่านบันทึกของแผนกต้อนรับเพื่อดูว่ามีเคสอะไรค้างคาอยู่บ้าง และอะไรบ้างที่เขาสามารถดำเนินการต่อได้

“เหลือสองห้องนะ” เมลิซ่าพูดขึ้น “ห้องนึงแจ้งว่าจะมาตอนห้าทุ่มครึ่ง อีกห้องไม่ได้ระบุไว้”

“ขอบคุณมาก ไว้เจอกัน” สก็อตกล่าวลาเพื่อนกะบ่ายที่เข้าไปปิดงานในออฟฟิศ และเตรียมกลับบ้าน 

ยามที่มีแขกเดินเข้ามาในโรงแรม ชายหนุ่มจะส่งเสียงทักพร้อมรอยยิ้มทุกครั้ง และอีกฝ่ายก็จะยิ้มและทักทายกลับมา มันเป็นการแลกเปลี่ยนบทสนทนาสั้น ๆ ที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างอารมณ์ดีขึ้นได้ สองเดือนก่อนสก็อตได้รับคำชมจากแขกเรื่องความเป็นกันเองและให้การช่วยเหลือแขกอย่างดีผ่านเว็บไซต์จองที่พัก และผู้จัดการก็นำมาเล่าให้ฟังตอนบรีฟ

มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เขาได้รับจากการทำงาน

“เมแกนกำลังจะจัดตารางเดือนหน้าแล้ว มีแพลนลาพักร้อนหรือเปล่า” ราอูล หัวหน้าประจำกะดึกถามขึ้น เขาประจำกะนี้มาเกือบสองปีแล้ว และไม่คิดจะย้ายไปอยู่กะอื่น

“คงไม่มีครับ” สก็อตตอบ เขาไม่ค่อยได้ใช้วันลาเท่าไร เพราะไม่มีเหตุสำคัญใด ๆ ให้ต้องใช้ ยกเว้นช่วงคริสต์มาสซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนคนขอลาเยอะมาก จนต้องจัดสรรตารางดี ๆ ปีที่แล้วเขาลาไปแล้ว เป็นไปได้ว่าปีนี้เขาจะไม่ขอลา

“ลาไปเที่ยว ไปพักผ่อนบ้างก็ได้” หัวหน้าพูด ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มรับ

พอถึงเวลาใกล้เที่ยงคืน แขกอีกสองห้องที่เหลือก็มาเช็กอินในเวลาไล่เลี่ยกัน ชายหนุ่มรอให้ใกล้เวลาเปลี่ยนรอบวันถึงจะพิมพ์รายชื่อเช็กอินรายวัน เผื่อจะมีใครวอล์คอินมาพักในโรงแรม แม้ว่ามันจะแทบไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม

หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ทั้งส่วนต้อนรับและบาร์ก็ไร้แขก เหลือเพียงพนักงานเท่านั้น ชายหนุ่มเข้าไปนั่งในออฟฟิศโดยเปิดประตูค้างไว้เพื่อให้เห็นบริเวณเคาน์เตอร์ ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนออกมาเลื่อนดูการแจ้งเตือนต่าง ๆ เขาอ่านข้อความจากเจเจอีกครั้ง ในหัวมีภาพของคน ๆ หนึ่งลอยเข้ามา แต่มันจะเป็นไปได้หรือที่จะมีคนตามหาเขาเจอ

ทว่าเจอกันแค่ครั้งเดียว เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานคนนั้นยังตามหาโซเชียล มีเดียของเขาพบ คน ๆ นั้นก็อาจทำได้เช่นกัน 

เขาเลื่อนดูรายชื่อเบอร์ติดต่อที่เก็บไว้ ไม่อยากเชื่อตัวเองว่าจะยังมีชื่อของคน ๆ นั้นอยู่ ที่ตั้งไว้ก็เพื่อให้รู้เวลาที่อีกฝ่ายโทรศัพท์มา

“เป็นไปได้จริง ๆ เหรอ” ต่อให้สก็อตไม่อยากเชื่อ แต่เรื่องการบุกรุกเข้าบ้าน กระทั่งติดตั้งกล้องในบ้าน ไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเลยหากเป็น คน ๆ นั้น “ไม่เบื่อหรือไง”

ชายหนุ่มพยายามสลัดภาพในอดีตที่แวบเข้ามาในหัวสมอง เขาผ่านจุดนั้นมาแล้วและเขาไม่ต้องการกลับไปเจออะไรแบบนั้นอีก ชีวิตความเป็นส่วนตัวของเขาถูกทำลายมามากพอแล้ว เขาไม่น่าเชื่อน้องสาวเรื่องที่ยังใช้โซเชียล มีเดียเลย แต่เธอให้เหตุผลว่าไม่ควรมีใครมาทำลายความเป็นส่วนตัวของเขาได้ ในเมื่อเขาอยากใช้แอปฯ สังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารกับคนอื่น เขาก็ต้องทำได้

“ถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ฟังมีหวังโดนบ่นอีกแน่” ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อนึกถึงหน้าน้องสาวยามรู้เรื่องของเขา

ทำไมไม่แจ้งตำรวจ

คำถามของเธอยังคงฝังอยู่ในหัว เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ทำแบบนั้น เพราะสงสาร? เพราะเห็นใจ? หรือเพราะไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหน หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้มีคนเดียวกันเป็นผู้รับผิดชอบ บางทีเขาอาจต้องคิดเรื่องแจ้งความเสียแล้ว

 

ถ้าจะให้เท้าความถึงต้นตอของเรื่องวุ่นพวกนี้ที่ส่งผลให้สก็อตต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายมาอยู่เมืองใหม่ คงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นนักศึกษาปีสอง ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่า หากวันนั้นเขาไม่เดินเข้าไปทักเธอ เขาคงไม่ต้องเผชิญเรื่องชวนขนลุกแบบนั้น

ชื่อของเธอคือ เชอร์ริล และเธอเป็นผู้หญิงที่สามารถแสดงความโดดเด่นออกมาท่ามกลางผู้คน ผมสีน้ำตาลของเธอยาวสลวย ผิวสีน้ำผึ้งของเธอเปล่งปลั่ง รอยยิ้มของเธอสามารถทำให้คนเหลียวมองครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สก็อตลอบมองครั้งแล้ว ครั้งเล่า

แฟนซี เป็นชื่อห้องในตึกสโมสรนักศึกษา เป็นสถานที่ที่ให้ทั้งคนในและคนนอกเช่าเพื่อจัดงานได้ บางคืนก็จะเปลี่ยนเป็นไนต์คลับให้นักศึกษาได้ดื่มได้เต้นไปตามเสียงเพลง โดยมีดีเจในท้องที่มาเปิดเพลงให้ฟัง โดยคนที่จะเข้าไปในงานได้ต้องอายุเกิน 18 ปี

พออายุถึงเกณฑ์ สก็อตก็มีโอกาสเข้าไนต์คลับเป็นครั้งแรก โดยเป็นร้านเล็ก ๆ ในเมือง เขาพบว่าตัวเองไม่ค่อยชอบสถานบันเทิงแบบนี้เท่าไร เขาไม่ถูกกับสถานที่เสียงดังและมีผู้คนแออัด ตอนที่เห็นข่าวประชาสัมพันธ์ของไนต์คลับจากสโมสรนักศึกษา เขาก็ตั้งใจว่าจะอยู่บ้านเฉย ๆ แต่เพื่อนร่วมบ้านเช่าของเขาต้องการความบันเทิงหลังสอบเสร็จ จึงนัดกันไปที่แฟนซี และพบว่ามีผู้คนมากมายในห้องนั้น ทั้งนักศึกษาเองรวมไปถึงคนนอก โดยมีค่าเข้าคนละสองปอนด์ซึ่งนับว่าถูกกว่าร้านข้างนอก

สก็อตและผองเพื่อนถือเครื่องดื่มในมือคนละแก้ว ตอนแรกพวกเขาก็ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ แต่ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีแต่ละคนก็กระจายไปตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในงาน นั่นเป็นตอนที่เขาพบเชอร์ริล ผู้หญิงที่สวมเดรสสั้นสีน้ำเงินเข้มกับรองเท้าบูทส้นเข็มสีดำ กำลังยืนรอเครื่องดื่มที่บาร์ สายตาของเขาไม่อาจละไปจากเธอได้ เสียงเพลงจังหวะตึงตังค่อย ๆ หายไป สก็อตพบว่าตัวเองยืนมองผู้หญิงคนนั้นกระทั่งเธอหันมาสบตากับเขา

ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกคลี่ยิ้มอย่างเย้ายวน ขาของเขาก้าวเข้าไปหาเธอโดยอัตโนมัติ กระทั่งได้เห็นรอยยิ้มดังกล่าวในระยะใกล้ พร้อมทั้งได้กลิ่นลาเวนเดอร์ลอยฟุ้งมาจากตัวเธอ

“ว่าไง”

“ไง” เธอทักกลับ

พวกเขาต้องใช้เสียงที่ดังกว่าปกติถึงจะคุยกันรู้เรื่อง

“ผมสก็อต”

“เชอร์ริล” 

ชายหนุ่มตกหลุมรักเสียงของเธอ รักวิธีที่เธอออกเสียงตัว ร

“เป็นนักศึกษาที่นี่เหรอ”

“เปล่าหรอก เพื่อนฉันต่างหากที่เรียนที่นี่” เธอพยักพเยิดใบหน้าไปทางพื้นที่เต้นตรงกลาง สาวผมทองกำลังโยกย้ายไปตามจังหวะเพลงโดยมีชายหนุ่มสองคนรุมล้อม สก็อตไม่แปลกใจที่หนึ่งในนั้นจะเป็นเพื่อนร่วมบ้านเช่าของตน

“ไม่ไปเต้นบ้างเหรอ” เขาถาม

“ไม่หรอก ฉันไม่ค่อยชอบเต้นเท่าไร มิลลี่เขาอยากมาไนต์คลับของมหาลัยดูบ้าง แต่ไม่อยากมาคนเดียว เลยพาฉันมาด้วย”

“เพื่อนร่วมบ้านผมก็เหมือนกัน พวกนั้นอยากมา ผมเลยต้องมาด้วย”

“คุณอยู่แถวนี้เหรอ”

“ใช่ บ้านพักของมหาลัย เดินแค่ห้านาทีก็ถึงแล้ว”

สก็อตไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาต้องเต้นแรง ตอนที่ตอบคำถามของเธอ ไม่สิ เขารู้ ลึก ๆ แล้วเขาหวังอะไรบางอย่างอยู่ และสายตาของเธอก็เหมือนอยากไปจากที่นี่เต็มแก่ แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พวกเขานึกถึง ก็เป็นแค่เพียงจินตนาการเท่านั้น ทั้งคู่ดื่มด้วยกัน และพอมิลลี่แยกไปกับเพื่อนร่วมบ้านเช่าของสก็อต ทั้งสองก็เดินออกจากตึกเช่นกัน

“ผนังห้องมันบาง ผมว่าผมเตร็ดเตร่แถวนี้ก่อนค่อยกลับดีกว่า”

“งั้น...คุณพาฉันทัวร์มหาลัยหน่อยสิ” เชอร์ริลเดินเข้ามาคล้องแขนเขา ประหนึ่งพวกเขารู้จักกันมายาวนาน เสื้อคลุมของเธอเป็นเสื้อขนเฟอร์สีขาว แขนยาว ให้สัมผัสจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูก

“คุณควรรีบกลับนะ ดึกแล้ว”

หญิงสาวมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง

“ยังไม่เที่ยงคืนเลย เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่กลับ”

“คุณอยู่แถวไหนเหรอ”

“โอ้ ตอบยากนะคะ” เธอยิ้ม “ถ้าวันนี้ฉันอยู่แถวถนนบาร์น แต่ถ้าทั่วไป ฉันอยู่อีลีค่ะ”

“จริงเหรอ บ้านเกิดผมอยู่ปีเตอร์โบโรห์ เราห่างกันแค่สามสิบสี่สิบนาทีเอง ผมยังเคยไปอีลีเลย”

 

ถ้าสก็อตรู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะเป็นความผิดพลาด เขาคงไม่ชวนเธอคุยต่อ คงไม่พาเธอเดินชมมหาวิทยาลัยยามค่ำคืน คงไม่ยืนส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่ ไม่นำเรื่องของเธอเก็บไปฝันต่อตอนนอน

 

ถ้าหากว่าเขารู้ตัว หรือเธอมีสัญญาณอะไรบ่งบอกสักนิด เขาคงไม่ต้องรู้สึกเหมือนตกอยู่ในนรกทั้งเป็น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น