อัปเดตล่าสุด 2020-02-25 12:00:23

ตอนที่ 4 บทที่ 5 ดวงตาสีดำในห้องนอน

            สก็อตเข้างานกะดึก เขาเลยตั้งใจว่าจะใช้เวลาตอนกลางวันไปกับการทำความสะอาดบ้าน ปกติแล้วเขาจะทำความสะอาดครั้งใหญ่เดือนละครั้ง พอมีเรื่องบ้านโดนบุกรุก เขาจึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด

            เมื่อสองวันก่อน เขาได้รับสายเรียกเข้าจากสายสืบวิลคินสันเกี่ยวกับหลักฐานที่เก็บไป รายงานผล DNA จากเส้นผมที่เจอในห้องระบุว่า คนร้ายเป็นเพศหญิงแต่ไม่อยู่ในระบบจึงไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ อีกอย่างที่ได้คือ เจ้าของเส้นผมมีผมสีน้ำตาลเข้ม ไม่ใช่ผมบลอนด์ นอกจากนี้ก็พบเศษใยผ้าไหมพรมสีดำที่ไม่ได้มาจากเสื้อผ้าของสก็อตแน่นอน ยืนยันว่าคนร้ายนอนบนเตียงของเขาจริง ทว่านอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดใช้ตามต่อได้ ชายหนุ่มเห็นว่าไม่มีทรัพย์สินสูญหายจึงไม่คิดตามเรื่องต่อ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงตรวจตราละแวกนี้มากเป็นพิเศษ เผื่อคนร้ายจะกลับมา หรือทำแบบเดียวกันกับบ้านหลังอื่น

            สก็อตสวมเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เริ่มเก็บกวาดจากชั้นล่างขึ้นชั้นบน เขาดูดฝุ่นตรงทางเดินและห้องนั่งเล่น ฝุ่นที่ชั้นวางของมีน้อยกว่าที่คิด อาจเป็นเพราะเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เขาเก็บล้างทำความสะอาดครัวและตู้เย็น ทิ้งช็อกโกแลตที่หมดอายุไปเมื่อสัปดาห์ก่อนลงถังขยะ เช็กวันหมดอายุของอาหารแช่แข็งก่อนจัดเรียงให้เป็นระเบียบ

            เพียงแค่ทำความสะอาดชั้นล่าง เขาก็ใช้เวลาไปกว่าสองชั่วโมง หลังเติมพลังด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เขาก็ทำความสะอาดชั้นสองโดยเริ่มจากห้องน้ำ ก่อนจะไปนั่งพักในห้องของตัวเองซึ่งเป็นห้องสุดท้ายที่จะทำความสะอาด เขาเคยเข้าไปทำความสะอาดของน้องสาวและโดนเธอบ่นจนหูชามาแล้วเลยไม่แตะห้องนั้นอีก

            สายตาของเขามองไปรอบห้องนึกในใจว่าฝุ่นก็ยังไม่มีให้เห็นเด่นชัด จะปล่อยห้องนี้ไว้ก่อนก็ย่อมได้ แต่พอนึกได้ว่าเป็นห้องที่มีใครไม่รู้เข้ามาก็เกิดแรงฮึดให้อยากทำความสะอาดอีกครั้ง

            เสียงข้อความเข้าดังขึ้น ชายหนุ่มหยิบสมาร์ทโฟนข้างตัวขึ้นมาก็พบข้อความจากเจเรมี่

            “สักเกมไหมพี่”

            คำว่า สักเกม’ ของเจเรมี่ ไม่เคยจบลงที่หนึ่งเกม เขามองเวลาจากหน้าจอ คำนวณเวลาในใจแล้วก็พบว่าต่อให้นั่งเล่นเกม ก็ยังมีเวลาให้เก็บกวาดห้องนอนก่อนออกไปทำงาน

            “ได้!” เขาตอบข้อความกลับ

            สก็อตเปิดโทรทัศน์และเครื่องเล่นเกม ต่อหูฟังเพื่อที่จะคุยกับเจเรมี่ จะเล่นสักเกมสองเกมคงไม่เป็นไร

 

            หากสักเกมของเจเรมี่ไม่จบลองที่หนึ่งเกม คำว่าเกมสองเกมของสก็อตก็ไม่จบลงแค่นั้นเช่นกัน สองหนุ่มนั่งเล่นเกมกันมากว่าสองชั่วโมงแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิก

            “จริงสิ ว่าจะถามแล้วยังไม่ได้ถาม” จู่ ๆ เจเรมี่ก็พูดขึ้น “พี่กับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานคนนั้นไปถึงไหนแล้วล่ะ”

            “ไปถึงไหนยังไง” สก็อตตีซื่อทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายถามถึงเรื่องอะไร

            “ต้องให้ผมระบุเลยเหรอ” ปลายสายส่งเสียงเย้าแหย่

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ” เขาตัดบทก่อนที่มันจะเลยเถิด

            “สรุปพี่ก็ไม่ได้รับเขาเป็นเพื่อนเหรอ” เมื่อเห็นสก็อตไม่ตอบเจเรมี่ก็ถามต่อ “ไม่อยากเจอเขาแล้วเหรอ ไม่น่าสนใจขนาดนั้นเชียว อยากเห็นรูปจัง”

            “จะอยากดูไปทำไม”

            “เนี่ย ทำไมต้องทำเสียงหงุดหงิดด้วย” คำพูดของเจเรมี่เหมือนตัดพ้อ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสนุกสนานที่ได้แกล้งคู่สนทนา “น่าเสียดาย นึกว่าพี่จะได้เจอเขาบ่อย ๆ เสียอีก อยากฟังพี่ขิงเรื่องแฟนบ้าง ให้ผมขิงคนเดียวมันไม่สนุก”

            คนฟังกระตุกยิ้ม เขาควรเล่าให้เจเรมี่ฟังไหมนะ ว่าเจอผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้ากันเลย แต่ใจหนึ่งก็เกรงว่าถ้าเล่าไป จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายถามถึงเรื่องนี้ไม่หยุด ถึงยังไงมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาอยู่แล้ว สก็อตนึกถึงตอนที่พวกเขาอยู่ในคาเฟ่ มันเป็นบรรยากาศที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน รอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นยังคงติดตา เขาเกือบคล้อยตามไปกับทุกคำพูดของเธอ

            และนั่นเป็นเรื่องอันตราย

            “เวรละ!” เสียงของเจเรมี่แทรกขึ้น สก็อตถึงได้รู้ตัวว่ากำลังเหม่อและทีมกำลังย่ำแย่ แต่ถ้าดูภาพจากจอโทรทัศน์แล้ว พวกเขาก็ยังทำได้ดีอยู่ ถึงเขาจะเหม่อแต่เหมือนร่างกายจะรู้ว่าต้องเล่นเกมยังไง

            “มีอะไร”

            “ผมต้องเตรียมออกไปทำงานแล้ว จะห้าโมงแล้ว เดี๋ยวสาย รีบชนะเร็ว ๆ” ประโยคท้ายเจเรมี่บ่นกับเกม

            “ทำไมเวลาผ่านไปเร็วแบบนี้ ทางนี้ก็ต้องทำความสะอาดห้องต่อ”

            “ขยันจังพี่ มาทำห้องผมด้วยสิ”

            “ให้ยี่สิบเดี๋ยวไป”

            “จริงปะพี่ มาเลย”

            “บ้าเรอะ ยี่สิบยังไม่ได้ค่ารถไฟเลย”

            เจเรมี่หัวเราะลั่น

            “โอเคพี่ ผมต้องไปละ พี่เข้ากะดึกใช่ไหม พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นเกมกันต่อ”

            “ถ้าตื่นนะ”

            พวกเขาตัดการเชื่อมต่อ สก็อตปิดเกมและโทรทัศน์ เตรียมทำความสะอาดห้องต่อ พอได้เล่นเกมแล้ว เขาก็มีแรงทำอย่างอื่น

            ชายหนุ่มยกเก้าอี้จากโต๊ะทำงานมาวางข้างตู้เสื้อผ้าเพื่อปีนขึ้นไปหยิบบรรดาฟิกเกอร์ที่สะสมไว้มาทำความสะอาด ฝุ่นบนนั้นทำเอาเขาย่นจมูก แต่มีสิ่งหนึ่งดึงดูดสายตาของเขาไป หัวคิ้วของเขาพุ่งเข้าหากันโดยเร็ว

            ตุ๊กตาสุนัขสีน้ำตาลตัวเล็กนอนอยู่บนตู้เสื้อผ้า หันหน้าไปทางที่นอน เขาหยิบขึ้นมาดู มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่เคยเห็นตุ๊กตาตัวนี้มาก่อน และไม่ใช่ของน้องสาวอย่างแน่นอน เธอไม่เคยเอาของมาไว้ในห้องเขา ยิ่งต้องปีนขึ้นมาวางบนตู้เสื้อผ้าแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้

            ชายหนุ่มปล่อยตุ๊กตาตกพื้นเมื่อนึกได้ว่ามันอาจเป็นของที่ผู้บุกรุกวางทิ้งไว้ก็ได้

            เพื่ออะไรกันล่ะ

            ดวงตาสีดำกลมโตของมันจ้องมาทางสก็อต ชายหนุ่มเบิกตากว้าง เขาลงจากเก้าอี้ รีบเดินไปยังห้องครัวที่ชั้นล่าง หยิบถุงขยะสีดำขึ้นมา แล้วค่อย ๆ หยิบตุ๊กตาตัวนั้นใส่ถุงแล้วมัดปากแน่นหนา

            ซ่อนกล้องเหรอ

            นั่นเป็นเรื่องเดียวที่สก็อตคิดออก การที่มีคนบุกรุกเข้ามาในบ้านโดยไม่เอาของมีค่าไปเป็นเรื่องน่าสงสัย แต่ถ้าคนร้ายเข้ามาเพื่อติดกล้องในบ้าน นอนบนที่นอนของเขาเพื่อดูมุมกล้อง

            ชายหนุ่มถึงกับขนลุกเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้

            เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์ กำลังจะโทรแจ้งความแต่ก็นึกได้ว่าถ้าไม่ใช่คนเดิมรับสายก็คงต้องเท้าความกันนานกว่าเข้าใจตรงกัน สก็อตเข้าแอปฯ สังคมออนไลน์ เลื่อนหาคำขอเป็นเพื่อน เขาลังเล แต่สุดท้ายก็กดรับ

            ชายหนุ่มพิมพ์ข้อความหาอีกฝ่ายทันที

            “คุณมาที่บ้านผมได้ไหม” พอกดส่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็พบว่ามันเป็นประโยคที่ประหลาดมาก จึงรีบพิมพ์ต่อ “ผมมีเรื่องให้ช่วย มันอาจเกี่ยวข้องกับคนที่เข้ามาในบ้านผม”

            สก็อตจดจ่ออยู่กับหน้าจอ ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมารอคอยคำตอบจากกล่องข้อความส่วนตัวถึงขนาดนี้ บางทีเขาควรขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้ มันคงง่ายกว่าจะพวกเขาโทรศัพท์หากันได้

            เสียงข้อความเข้ามาพร้อมกับข้อความตอบรับสั้น ๆ

            “ค่ะ”

            

            เจเจบอกลาเพื่อนร่วมแฟลตทั้งสามแล้วเดินเท้าไปยังบ้านของสก็อตที่ห่างจากทีวิลล์ไปไม่กี่นาที

            พอนึกถึงข้อความจากผู้ชายคนนั้นแล้ว เธอก็อยากเอาศีรษะโขกกำแพง ทำไมถึงได้คิดอะไรไม่เข้าท่า จู่ ๆ เขาจะมาชวนเธอไปบ้านทำไมกัน ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ

            “เกี่ยวกับคนที่เข้ามาในบ้านเหรอ” หญิงสาวพึมพำ ตอนเก็บหลักฐาน พวกเธอพลาดอะไรไปอย่างนั้นเหรอ คนอย่างนีลไม่น่าพลาดได้นี่นา หรือเขานึกชื่อผู้ต้องสงสัยออก ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมไม่แจ้งตำรวจ หรือบอกทางโทรศัพท์ ทำไมถึงติดต่อเธอ แถมให้ไปที่บ้าน

            ถึงจะเคยเข้าบ้านของสก็อตมาแล้ว แต่เจเจก็ยังใจเต้นแรงอยู่ดี

            “ทำงานนะเจเจ ทำงาน”

            หญิงสาวก้าวเท้ายาว ๆ ไปตามทาง หยุดรอสัญญาณไฟก่อนจะข้ามถนน เธอเดินผ่านย่านที่พักอาศัย ผ่านพื้นที่โล่งที่ในวันธรรมดาจะเต็มไปด้วยรถยนต์จอดสองข้างทาง เธอเดินตัดซอยนั้น ซอยนี้ กระทั่งมาถึงถนนแกรห์ม 

            บ้านเรือนแต่ละหลังหน้าตาคล้ายคลึงกันตั้งเรียงรายสองข้างทาง มีร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ที่มุมถนน ร้านขายโทรศัพท์ที่มุมถนนอีกด้าน เธอข้ามถนนไปฝั่งบ้านเลขที่เก้าสิบ ยืนมองประตูไม้สีขาว แบบเดียวกันกับบานที่ถูกงัดไป

            เจเจยืนทำใจครู่หนึ่ง พอจะหันไปกดออดก็พบว่าไม่มี หญิงสาวจึงเคาะประตู

            “คุณเทอร์เนอร์คะ เจเจค่ะ”

            เธอมองไปทางหน้าต่างก็พบว่าม่านปิดอยู่ เสียงเปิดประตูเรียกความสนใจของเธอให้กลับไปทางประตูบ้านอีกครั้ง หัวใจเต้นรัวยามที่ประตูไม้สีขาวแง้มเปิด

            “เออ...สวัสดีค่ะ”

            “สวัสดีครับ ขอบคุณที่มา” สก็อตเปิดประตูค้างให้เจเจได้เดินเข้าไปด้านใน เขาสวมเสื้อคอกลมสีเทากับกางเกงขาสั้น เขาคงสังเกตเห็นสายตาของหญิงสาวที่จ้องมองไม่หยุดถึงได้พูดขึ้น “ขอโทษที ผมทำความสะอาดบ้านน่ะ”

            “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” เจเจหน้าแดง เธอรีบสลัดความคิดไร้สาระทิ้ง “ว่าแต่มีอะไรเหรอคะ”

            “ตอนผมทำความสะอาดห้อง ผมเจอของที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน” เขาพูดพร้อมกับเดินนำขึ้นไปด้านบน เมื่อเข้าไปในห้องตัวเอง สก็อตก็ลดเสียงพูด “บนตู้เสื้อผ้ามีตุ๊กตาสุนัขสีน้ำตาลตัวเล็กนอนอยู่ สายตาของมันจ้องไปบนที่นอน มันไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของน้องสาวแน่ ๆ ผมเลยขอให้คุณมาตรวจสอบดีกว่า เผื่อว่ามันจะเป็นของคนร้าย”

            “ตอนนี้มันอยู่ไหนเหรอคะ” หญิงสาวพยายามมองไปบนตู้เสื้อผ้า บนนั้นมีทั้งฟิกเกอร์ตัวผู้หญิง ผู้ชาย สัตว์ประหลาด หุ่นยนต์ เต็มไปหมด แต่ไม่เห็นตุ๊กตาสุนัขที่เขาพูดถึง

            “ผมเอาใส่ถุงดำไว้ตรงนั้น” สก็อตชี้ไปที่พื้นหน้าตู้เสื้อผ้า “ผมกลัวว่ามีกล้องซ่อนอยู่ในนั้น มันเป็นไปได้ใช่ไหมที่จะซ่อนกล้องในดวงตาของตุ๊กตา”

            เจเจพยักหน้า สมัยนี้กล้องมีขนาดเล็กจนยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า แถมจุดที่ซ่อนก็มีหลากหลายกระทั่งอยู่ในแผงสวิตช์ไฟก็มี เธอยังตอบอะไรไม่ได้มากจนกว่าจะตรวจสอบตุ๊กตาตัวนั้น

            “คุณพอจะรู้ไหมว่าทำไมคนร้ายถึงเข้ามาในบ้านเพื่อซ่อนกล้องในห้องนอนของคุณ”

            สก็อตนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

            “ผมไม่รู้ คนร้ายอาจเป็นใครก็ได้”

            หญิงสาวมองหน้าเขา สีหน้าของเขากำลังครุ่นคิด ความรู้สึกบางอย่างบ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้มีเรื่องปิดบัง แต่เธออาจจะคิดไปเอง

            “เดี๋ยวฉันจะนำถุงนั้นไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการ ถ้ามีการแอบถ่ายอยู่จริง มันมีอะไรที่ฉันต้องกังวลเป็นพิเศษหรือเปล่า”

            “คุณหมายถึงคนร้ายถ่ายอะไรจากผมไปได้บ้างน่ะเหรอ ผมถอดเสื้อผ้าในห้องนี้ แต่ถ้าผมจะทำอะไร ผมทำในห้องน้ำ”

            คนฟังถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว ในหัวเริ่มปะติดปะต่อภาพต่าง ๆ ขึ้นมาเอง ทำไมเขาถึงตอบคำถามได้ราวกับเป็นเรื่องปกติที่คนแปลกหน้าจะคุยกัน ไม่สิ เขาก็แค่ตอบตามตรง อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าในกล้องจะไม่มีภาพล่อแหลมใด ๆ

            “แต่จากตำแหน่งที่วาง มันไม่น่าเห็นอะไรได้มากไปกว่าเตียง” สก็อตพูดต่อ

            “คุณบอกว่ามันอยู่ตรงไหนนะคะ” เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เตรียมเก็บภาพเป็นหลักฐาน

            สก็อตชี้ขึ้นไปด้านบนตู้เสื้อผ้า

            หญิงสาวถ่ายภาพตั้งแต่ตอนยืนอยู่บนพื้น และปีนขึ้นไปถ่ายบนเก้าอี้ ส่วนสมองก็คิดหาเหตุผลของการที่ใครสักคนจะทำแบบนี้ คนแปลกหน้าจะทำกันแบบนี้เหรอ นี่มันเข้าข่ายโรคจิตชอบติดตามแล้ว เธอประเมินความสามารถของคนกลุ่มนี้น้อยไป

            อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะตรวจสอบตุ๊กตาตัวนั้นเสร็จ เธอคงยังตัดสินอะไรไม่ได้ มันอาจเป็นเพียงของขวัญที่คนร้ายทิ้งไว้

            “ฉันจะรีบนำมันไปตรวจสอบ ทราบผลเมื่อไรจะติดต่อมานะคะ”

เจเจกำลังจะหยิบโทรศัพท์เพื่อรายงานให้เฮเซลล์ทราบ สก็อตก็ถามขึ้นเสียก่อน

“ดื่มชาก่อนไหม”

ในใจเธอตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงมันถือว่าเธอกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ต่อให้มันไม่ได้เสียหายอะไรถ้าจะดื่มชาสักแก้วสองแก้ว เจเจก็รู้สึกผิดอยู่ดี

“ไว้คราวหน้านะคะ ฉันควรรีบนำสิ่งนี้ไปตรวจสอบ” เธอชูถุงดำขึ้นมา

สก็อตเพียงแค่ยิ้ม แล้วเดินมาส่งเธอถึงหน้าบ้าน หญิงสาวก้าวเท้าออกจากบ้าน ก่อนจะหันกลับไปหาเขาอีกครั้ง

“ค...คราวหน้า ให้ฉันเลี้ยงกาแฟคุณด้วยนะคะ” เจเจพูดไปก็หน้าแดงไป พอเห็นเขายิ้มกว้างกว่าเดิม เธอก็รู้สึกคิดถูกที่พูดออกไปอย่างนั้น “ไว้เจอกันนะคะ”

“ครับ”

หญิงสาวเรียกแท็กซี่ผ่านทางแอปพลิเคชัน รอไม่ถึงสองนาทีก็มีรถยนต์สีดำมาจอด หลังจากขึ้นรถไป เธอก็หันมองบ้านของสก็อตอีกครั้ง ถึงจะแค่แป๊บเดียวแต่หัวใจของเธอก็อิ่มเอม

ถุงสีดำเจ้าปัญหาวางอยู่บนเบาะข้างตัว เจเจอยากรู้นักว่าใครทำแบบนี้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น