อัปเดตล่าสุด 2020-02-18 12:01:42

ตอนที่ 3 บทที่ 4 ความสับสนของหญิงสาว

“เขาไม่เห็นพูดถึงเรื่องคำขอเป็นเพื่อนเลยแฮะ”

            เจเจพูดกับภาพพื้นหลังสมาร์ทโฟนของตัวเองที่เป็นรูปคู่ระหว่างเธอกับแมทธิวจากงานที่เบอร์มิงแฮมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

            ห้องนอนของเธอตกแต่งด้วยสีฟ้าและสีน้ำเงินเป็นหลัก ที่ประตูมีโปสเตอร์จากซีรีส์ไซไฟเรื่องโปรดนำแสดงโดยแมทธิว บนโต๊ะทำงานมีรูปคู่ของเธอกับเขาพร้อมลายเซ็นตั้งโชว์ เป็นห้องที่ถ้าใครได้เข้ามาก็บอกได้เลยว่าเธอเป็นแฟนเกิร์ลในระดับหนึ่ง กระทั่งชุดเครื่องนอนก็ยังมาจากซีรีส์เรื่องนั้น

            หญิงสาวยังคงนั่ง ๆ นอน ๆ บนเตียงเนื่องจากเป็นวันหยุด

            “คุณว่าฉันจะมีโอกาสไหม” เธอจ้องหน้าของแมทธิวราวกับเขาจะตอบอะไรกลับมาได้ เจเจถอนหายใจ “ที่เขาไม่พูดถึงเพราะไม่อยากปฏิเสธตรง ๆ หรือเปล่านะ แต่ตอนอยู่ในร้านกาแฟมันก็เหมือนมีอะไรบางอย่าง”

            แมทธิวบนหน้าจอส่งยิ้มให้เธอเหมือนทุกครั้ง

            “คุณจะบอกว่าฉันคิดไปเองเหรอ ฉันไม่ได้คิดไปเองนะแมท!

            เสียงธีมของซีรีส์เรื่องโปรดดังพร้อมกับสมาร์ทโฟนที่สั่นขึ้นในมือ หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ใบหน้าของพ่อปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

            “ว่าไงคะ พ่อ”

            “เป็นไงบ้าง สาวน้อย พ่อแค่อยากโทรมาไต่ถามทุกข์สุข” ถึงจะอายุ 22 แล้ว แต่ฮาวเวิร์ดก็ยังมองลูกตัวเองเหมือนเป็นเด็กอยู่เสมอ

            “สบายดีค่ะ พ่อไม่ต้องห่วง” 

เจเจเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อย จนจับจุดได้ว่าการที่พ่อโทรศัพท์มาหาแบบนี้ หมายถึงเขากำลังรับมือคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงหรือไม่ก็เด็กอยู่ 

“พ่อเป็นไงบ้างคะ”

“ก็ดี”

หญิงสาวยิ้มบาง พ่อของเธอเป็นถึงสารวัตรสืบสวนสอบสวน จับพิรุธคนร้ายมาอย่างโชกโชน แต่กลับโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย หรือไม่ก็เพราะเป็นครอบครัว พ่อเลยไม่ระวังว่ากำลังโกหกอยู่

“พักผ่อนบ้างนะคะ พ่อ”

“ขอบใจมากลูก แล้วทางนั้นเป็นไงบ้างล่ะ”

“เรื่อย ๆ ค่ะ”

“ไว้พ่อเสร็จคดีแล้ว เราไปหาอะไรกินด้วยกันไหม”

ถ้าเจเจจดบันทึกไว้ล่ะก็ จำนวนมื้ออาหารที่พ่อต้องพาไปก็คงยาวเป็นหางว่าว ต่อจากคดีนี้ก็มักมีคดีอื่นตามมาเสมอ เธอกับแม่ชินกับเรื่องนี้แล้ว

“ค่ะ แน่นอนค่ะ” เธอตอบเหมือนทุกครั้ง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาอยากได้ยินมากกว่าการตัดพ้อ

“งั้นพ่อไปละนะ ดูแลตัวเองด้วย พ่อรักลูกนะ”

“หนูก็รักพ่อค่ะ”

เธอนั่งมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ดับไปแล้ว พลางนึกถึงครั้งล่าสุดที่ได้เห็นหน้าพ่อ งานรับปริญญาที่ผ่านมาเขาไม่สามารถมาร่วมงานได้ เห็นทีกว่าจะได้เจอหน้าก็คงเป็นช่วงคริสต์มาส

หลังจากเช็กข้อความบนโลกออนไลน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เจเจก็ลุกไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกไปพบปะเพื่อนร่วมแฟลตที่นัดกินมื้อกลางวันด้วยกัน หญิงสาวรู้สึกขอบคุณเพื่อนร่วมแฟลตของเธอที่ไม่เคยสร้างความวุ่นวายแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยมีเสียงดนตรีดัง ๆ เล็ดลอดมาจากห้องข้างเคียง ทำให้อยู่ด้วยกันได้โดยปราศจากปัญหา แถมเจ้าของก็เป็นกันเองจนเจเจไม่คิดที่จะย้ายออก เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ทั้งอาคารเลยมีแต่คนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น ที่สำคัญคือเขายังไม่ขึ้นค่าเช่าแม้แฟลตใกล้เคียง หรือแม้แต่หอพักของมหาวิทยาลัยเองก็มีราคาสูงขึ้นจากปีที่แล้ว

มิดเดิลสโบรห์ในวันอาทิตย์ตอนกลางวันจะเริ่มมีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งจากคนในเมืองเองและเมืองข้างเคียง ยิ่งเป็นวันที่มีแดดออกแบบนี้จะเห็นผู้คนนั่งพักผ่อนหย่อนใจที่จัตุรัสกลางเป็นจำนวนมาก เสียงหัวเราะของเด็กเล็กเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ระหว่างเดินทางไปร้านอาหารมาเวนซี่ก็จะเห็นกลุ่มวัยรุ่นเดินกันให้ขวักไขว่ เจเจเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบออกมาเดินเล่นที่เซ็นเตอร์ในยามว่าง

มาเวนซี่เป็นร้านอาหารฟิวชันที่ตกแต่งร้านด้วยสไตล์แคริบเบียน เป็นร้านโปรดของนักศึกษามหาวิทยาลัยเพราะตั้งอยู่ใกล้กัน เป็นร้านที่เหมาะทั้งการมารับประทานอาหารกับครอบครัว กับเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งคู่รักมาออกเดต

“เจสซี่” แพร์ทักขึ้นจากหน้าร้าน กระเป๋าผ้าสีดำของเธอตุง บ่งบอกว่าเพิ่งมาจากการซื้อของเข้าบ้าน

“ว่าไง แพร์ แล้วคนอื่นล่ะ”

“สเตซี่ไปเอาพัสดุในมหาลัยน่ะ ส่วนเบลีน่าอยู่หอสมุด เดี๋ยวก็คงมา”

“วันอาทิตย์ยังไปหอสมุดอีกเหรอ ขยันจริง”

ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้านเพื่อแจ้งจำนวนไว้ก่อน แต่มีโต๊ะว่างหลายที่พนักงานเลยพาพวกเธอไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง

“เดี๋ยวมารับออเดอร์นะคะ” พนักงานวางเมนูให้ทั้งสองคนแล้วเดินจากไป

“จะว่าขยันก็ไม่ถูก เห็นว่าไปหาแพทริเซีย” แพร์พูดต่อ พอเห็นเจเจทำหน้างงก็อธิบายเพิ่ม “คนที่เบลีน่าเจอในหอสมุดคนนั้นไง ที่บอกว่ากำลังดู ๆ กันอยู่”

“อ๋อ” หญิงสาวพยักหน้า นอกจากคุยกันผ่านห้องแชทแล้ว เจเจก็ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนร่วมแฟลตเท่าไร ทำเอาตามข่าวสารของพวกเขาไม่ทัน

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะกระจกทำเอาสองสาวสะดุ้งเฮือก ก่อนหันไปเห็นสเตซี่กับเบลีน่าโบกไม้โบกมืออยู่หน้าร้าน พวกเธอหัวเราะให้กัน

“แล้วแพทริเซียล่ะ” เจเจทักเมื่อทั้งสองเดินมาที่โต๊ะ

“ชวนแล้ว แต่เธอบอกว่าคราวหน้า สงสัยจะกลัวพวกเธอ”

“กลัวอะไรกัน ไม่มีอะไรน่ากลัวสักหน่อย” สเตซี่แซว เธอหันไปเรียกพนักงานก่อนที่ทั้งสี่คนจะสั่งอาหารได้โดยไม่ต้องดูเมนู ไม่ว่าจะมาร้านนี้กี่ครั้ง เมนูที่สั่งล้วนเป็นเหมือนเดิมตลอด “ว่าไง มีอะไรอัปเดตบ้าง”

ในบรรดาทั้งสี่คน สเตซี่เป็นผู้หญิงแอคทีฟที่มีพลังงานล้นเหลือตลอดเวลา การได้มาพบปะผู้หญิงคนนี้เหมือนได้เติมพลังไปในตัว 

“เรื่องอัปเดตเหรอ สัปดาห์หน้าส่งรายงานเดี่ยว สัปดาห์ถัดไปสอบ เดือนหน้าส่งงานกลุ่ม”

“แพร์!” นักศึกษาอีกสองคนร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน เจเจได้แต่หัวเราะเพราะผ่านจุดนั้นมาแล้ว

“จริงสิ วันก่อนเข้าร้านหนังสือเจอนิตยสารปกแมทธิวด้วย เห็นแล้วหน้าเธอลอยมาเลย จะซื้อมาฝากก็คิดว่าเธอน่าจะซื้อแล้ว” เบลีน่าพูด

“ยังเลย” เจเจนึกถึงนิตยสารเล่มนั้นที่กำลังดูก่อนที่สก็อตจะเข้ามาทัก คำตอบของเธอทำเอาเพื่อนทั้งสามตาโตประหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่โต “ช่วงนี้งานยุ่งเลยไม่ค่อยมีเวลาน่ะ”

พนักงานทยอยนำอาหารและเครื่องดื่มของทั้งสี่คนมาเสิร์ฟ ทั้งเนื้อไก่และเนื้อแกะวางเต็มโต๊ะไปหมด เสียงพูดคุยหยุดไปพักหนึ่งเมื่อพวกเธอง่วนกับการเทซอสโปรดใส่จาน

“แมทธิวยังไม่มีแฟนอีกเหรอ” สเตซี่ถามขึ้น

“นี่มันคำถามต้องห้ามนะ” แพร์แย้ง

เจเจได้ยินก็หัวเราะ

“ยังเลย เขาควรมีแฟนแล้วใช่ไหม สามสิบกว่าแล้วนะ”

“ก่อนจะห่วงเขา ห่วงตัวเองก่อนเถอะ” เบลีน่าหันมาแซว “ถ้าเอาเขาเป็นมาตรฐานก็คงไม่มีใครทำให้เจเจถูกใจได้หรอก”

หญิงสาวกำลังจะแย้งแต่ก็เปลี่ยนใจ การนำสก็อตกับแมทธิวมาเทียบกันมันไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก กระนั้นยามที่เธอตักอาหารเข้าปาก เธอก็เอาแต่คิดว่าควรถามความเห็นจากเพื่อน ๆ ไหม ทั้งสเตซี่และเบลีน่าต่างก็มีประสบการณ์ด้านความรักมาก่อน

“เราจะรู้ได้ยังไงว่าอีกฝ่ายสนใจเราหรือเปล่า”

เสียงวางมีดส้อมกระทบจานดังเรียงต่อกัน สายตาของทั้งสามคู่หันไปทางเดียว เจเจรู้สึกร้อนขึ้นมาทันที

“นี่เราตกข่าวอะไรไปหรือเปล่า” สเตซี่รีบหันไปทางแพร์ที่ส่ายหน้า ทำหน้างงงวยไม่แพ้กัน

“อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่สิ มันไม่ได้มีอะไรสักหน่อย แค่ถามเฉย ๆ”

“อีกฝ่ายเป็นใคร”

เจเจไม่รู้แล้วว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูกที่พูดออกไป สุดท้ายเธอก็เล่าว่าตัวเองเจอสก็อตได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นบ้างในร้านกาแฟ แล้วปิดท้ายด้วยการที่เธอส่งคำขอเป็นเพื่อนไปทางออนไลน์

“แน่ใจเหรอว่าเขายังไม่มีแฟน” สเตซี่ถามขึ้น

“หรือเขาไม่ได้สนใจผู้หญิง” เบลีน่าทำสีหน้าครุ่นคิด

“เรื่องนั้นฉันคงไม่รู้”

“มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปก็ได้” แพร์พูดขึ้น “กว่าจะคบกันได้มันก็ต้องใช้เวลาดูกันไปนาน ๆ ไม่ใช่เหรอ ถ้าเขารังเกียจคงไม่พูดไปในแนวที่ว่าอยากเจออีกหรอก”

“เขาอาจจะไม่ได้รังเกียจ แต่ก็อาจจะไม่ได้คิดอะไร” เจเจบอก บางทีทุกอย่างมันอาจแค่อยู่ในหัวของเธอเท่านั้นก็เป็นได้ มันไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่าสก็อตคิดยังไงกับเธอ “ขนาดคำขอเป็นเพื่อนยังไม่รับเลย อย่างพวกเราอยู่แฟลตเดียวกัน ก็ยังส่งคำขอเป็นเพื่อนกันเลยนี่ ถึงไม่ได้เจอหน้าแต่ก็ติดตามผ่านทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค”

“เจเจ” เบลีน่าทำน้ำเสียงจริงจัง “พวกเราไม่สามารถตอบคำถามเธอได้หรอกนะ ที่ฉันพอจะบอกได้ก็คือ พอได้เจอ ได้คุยกันไปสักพัก มันจะรู้สึกได้เอง แล้วพอถึงเวลานั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าจะบอกความรู้สึกออกไป หรือจะเก็บไว้”

“แล้วถ้าสุดท้ายมันเป็นที่ฉันแค่คิดไปเองฝ่ายเดียว”

“เธอก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเวิ่นเว้อแบบนี้ไง”

“ไว้วันนั้นมาถึงฉันจะเลี้ยงเหล้ารอบวงเอง” สเตซี่แทรกขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“แพร์กับเจเจดื่มซะที่ไหนล่ะ” เบลีน่าแย้ง

“ถ้าเจสซี่อกหัก ฉันจะยอมดื่มเลย”

“นี่ฉันควรดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย” เจเจหยอก

“นี่ เบลีน่า ที่พูดออกมานี่จากประสบการณ์ส่วนตัวใช่ไหม ขอเป็นแฟนกันแล้วเหรอ หรือยังไง ลองเล่ามาซิ” สเตซี่เปลี่ยนเป้าหมายไปยังเบลีน่าอย่างรวดเร็ว 

“วันนี้เป็นวันของเจเจต่างหาก”

“ไม่ได้นะ นาน ๆ ทีฉันจะมาเจอพวกเธอได้ ต้องเล่ามาให้หมดสิ” เจเจรีบแย้ง “วันนี้ออนคอลแท้ ๆ แต่ไม่มีใครโทรมาเลย โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะ”

“แต่เธอชอบบ่นว่าพวกเขาไม่ค่อยโทรหาเธออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“แพร์”

อีกฝ่ายอมยิ้ม

ถึงตอนนี้ที่ทำงานอาจยังไม่ไว้วางใจให้เจเจปฏิบัติหน้าที่ตามลำพัง หรือรับผิดชอบเคสซับซ้อน แต่เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้แสดงความสามารถของเธออย่างเต็มที่

หลังจากนั้นทั้งสี่ก็นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระ แม้กระทั่งอาหารหมดจานแล้วก็ยังไม่หยุด เจเจรู้สึกดีที่ได้ออกมาเจอเพื่อน ได้ปรึกษาพวกเธอเรื่องของสก็อต มันทำให้เธอปล่อยวางไปได้บ้าง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อย่างที่แพร์บอกมันอาจเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุป และอย่างที่เบลีน่าว่าถ้ามันใช่ มันก็จะรู้สึกได้เอง

“ฉันอยากกินไอติม ซื้อไอติมไปกินในม.กัน” เจเจพูดขึ้นตอนที่พวกเธอเดินออกจากร้านอาหาร

“อะไรกัน จบไปไม่กี่เดือนคิดถึงมหาลัยแล้วเหรอ” เบลีน่าแซว

“ว่าแต่ไม่คิดจะต่อป.โทเหรอ” สเตซี่เป็นคนเดียวที่เรียนระดับปริญญาโทอยู่

“ฉันอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานแล้วค่อยดูอีกทีว่าจะเรียนต่อไหม ฉันไม่มายด์เรื่องเรียนหรอก แต่ไม่อยากสอบเนี่ยสิ”

อีกสามคนส่งเสียงเห็นด้วยขึ้นมาทันที

พวกเธอแวะซื้อไอศกรีมที่ร้านสะดวกซื้อหน้า ม.ทีวิลล์ แล้วเดินไปนั่งกินที่ลานมหาวิทยาลัย ถึงจะเป็นวันหยุดแต่ทีวิลล์ก็ไม่ได้เงียบเหงา ในหอสมุดก็มีนักศึกษามากมายไปใช้บริการ ลานกลางก็มีคนมานั่งพบปะสังสรรค์ 

เจเจนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะคิดถึงบรรยากาศในมหาวิทยาลัยกระทั่งได้มานั่งโต๊ะที่ลานกลาง รายล้อมไปด้วยอาคารที่เธอเดินผ่านเป็นประจำสมัยเป็นนักศึกษา สภาพแวดล้อมเหล่านี้ดึงภาพเรื่องราวทั้งสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลับมาเด่นชัดในหัวสมอง หนึ่งในการสอบของเธอเป็นการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และอาจารย์ก็สร้างที่เกิดเหตุจำลองในมหาวิทยาลัย มีเส้นตำรวจกั้น มีตุ๊กตาคนที่เอามาใช้เป็นศพจำลอง มีทั้งอาวุธและเลือด สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนจากคณะอื่นที่เดินผ่านไปมาอยู่ไม่น้อย

เสียงบทสนทนาของทั้งสี่สาวเงียบไปเมื่อแต่ละคนเริ่มหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เจเจเห็นเช่นนั้นจึงทำบ้าง แม้รู้ดีว่าต่อให้เช็กแอปพลิเคชันนั้นบ่อยแค่ไหน ก็จะไม่มีวันได้เห็นคำตอบรับจากผู้ชายคนนั้นกลับมา

“เอ๊ะ” หญิงสาวเลื่อนดูการแจ้งเตือนและพบว่าสก็อตรับเธอเป็นเพื่อนแล้ว หัวใจของเธอเต้นตึกตัก มือทั้งสองชาวาบ เธอพบว่ามีข้อความในกล่องข้อความส่วนตัวจึงกดดู ชื่อที่ปรากฏขึ้นมาทำเอาเธอต้องวางสมาร์ทโฟนลงบนโต๊ะ เรียกความสนใจจากเพื่อนทั้งสาม

“เกิดอะไรขึ้น”

หญิงสาวไม่ได้ตอบ เธอจ้องอุปกรณ์สื่อสารเหมือนเป็นของที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สามสาวได้แต่มองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าก้มมองสมาร์ทโฟน

เจเจสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกมา จับใบหน้าของตัวเองเพื่อมั่นใจว่ามีตัวตนอยู่จริง หญิงสาวหยิกแก้มแล้วต้องร้องโอ๊ยออกมา

“เรื่องจริง” เธอพึมพำพลางมองหน้าเพื่อน

“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ” สเตซี่เร้า

มือที่เอื้อมไปหยิบสมาร์ทโฟนสั่นระริก สัมผัสที่ได้รับให้ความรู้สึกแตกต่างราวกับไม่เคยจับมือถือเครื่องนี้มาก่อน ชื่อของสก็อต เทอร์เนอร์ ปรากฏอยู่ในกล่องข้อความส่วนตัว หญิงสาวไล่ตัวสะกดที่ละตัวเพื่อความมั่นใจ

หลังจากทำใจได้แล้ว เจเจก็กดอ่านข้อความ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง รู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจ

 

“คุณมาที่บ้านผมได้ไหม”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น